ข่าวทั้งหมด

Date : 02 / 06 / 2016

  • Date : 02 / 06 / 2016
    กรมธุรกิจพลังงานเร่งประเมินผลกระทบLPG กรณีประมูลเอราวัณ บงกช ล่าช้า
    กรมธุรกิจพลังงานเร่งประเมินผลกระทบการผลิตLPG หากเกิดกรณีการประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช ล่าช้า พร้อมเดินหน้าเปิดเสรีนำเข้าLPGแก้ปัญหาขาดแคลน  ในขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน ไม่น่าห่วง เดือนก.ค.จะหยุดนำเข้า LPG เป็นครั้งแรก เพราะกำลังการผลิตในประเทศเพียงพอกับความต้องการใช้ 
     
    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กรมธุรกิจพลังงานเตรียมตรวจสอบผลกระทบที่จะเกิดกับปริมาณการผลิตก๊าซหุงต้ม(LPG) ในกรณีที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)มีมติให้เปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานบงกช และ เอราวัณที่จะหมดอายุในปี  2565-2566 ซึ่งหากการประมูลล่าช้าอาจส่งผลกระทบให้ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติของรายเก่าลดลงในช่วงใกล้หมดอายุสัมปทาน และจะส่งผลกระทบต่อการผลิต LPG ของโรงแยกก๊าซฯไปด้วย ดังนั้นมีความเป็นได้ที่ไทยต้องหันมานำเข้า LPG เพิ่มขึ้น  
     
    ทั้งนี้กรมฯ จึงเตรียมพิจารณาการเปิดนำเข้า LPG เสรีโดยเร็วเพื่อรองรับกรณีปัญหาที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว และต้องประเมินคลังเก็บ LPG ว่าจะเพียงพอหรือไม่ และหากต้องสร้างเพิ่มจะสร้างอีกเท่าไหร่ ซึ่งขณะนี้กำลังประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน
     
    สำหรับแนวโน้มการใช้ LPG ของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ยังทรงตัวระดับ 7 แสนตันต่อเดือน โดยมีการนำเข้าเฉลี่ย 3-4 หมื่นตันต่อเดือน แต่ในเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้ คาดว่าไทยจะไม่ต้องนำเข้า LPG เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการนำเข้าปี 2551 ซึ่งสาเหตุที่ประเทศไทยงดการนำเข้า LPG เนื่องจากปริมาณมีเพียงพอต่อความต้องการใช้
     
    โดยปัจจัยหลักเกิดจาก 1. โรงกลั่นเดินเครื่องกลั่นน้ำมันมากขึ้นตามความต้องการใช้ในประเทศที่เพิ่มสูง และทำให้ได้ LPG เป็นผลพลอยได้มากขึ้นตามไปด้วย 2.โรงแยกก๊าซฯ ใช้ก๊าซฯ มากขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นของประเทศ ซึ่งทำให้เกิดการผลิต LPG มากขึ้นตามไปด้วย และ3.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เกิดการกลั่นน้ำมันออกมาขายมากขึ้น และได้ผลผลิตแนฟทา หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ มากขึ้น ซึ่ง PTTGC ได้นำมาใช้แทน LPG ในภาคปิโตรเคมี จึงทำให้ LPG เหลือมากขึ้น  

     

  • Date : 02 / 06 / 2016
    กบง.คงราคาแอลพีจีเดือนมิ.ย.เเท่าเดิม20.29บาทต่อกก.
    โฆษกพลังงาน ยืนยัน กพช.ไม่ได้หงอ ตัดสินใจเปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุด้วยหลักเหตุผล ส่วน กบง. ประกาศตรึงราคา LPG มิ.ย. เท่าเดิม 20.29 บาท/กก.
     

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ฝ่ายเลขาคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ได้จัดทำมติกพช. เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2559 โดยเฉพาะกรณีการเปิดประมูลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในปี 2565  และ 2566 เพื่อแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่า กพช. ตัดสินใจเปิดประมูลตามหลักเหตุผลที่ได้หารือกันในหลายมิติแล้ว โดยยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศและความต่อเนื่องเป็นที่ตั้ง 

     
    "ขอยืนยันว่า กพช.ไม่ได้หงอให้ใครในการตัดสินใจเปิดประมูลแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ แต่ในการประชุมได้พูดคุยกันในกลายประเด็น โดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง และความต่อเนื่องในการผลิตเป็นเรื่องสำคัญ"
     
    สำหรับการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้มีมติให้คงราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) ประจำเดือน มิ.ย. 2559 ไว้ที่ 20.29 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากราคาLPG ตลาดโลกปรับลดลง 3 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ 344 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่การที่เงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 35.61 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยก๊าซในประเทศปรับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.0061บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 13.91 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นเพื่อไม่ให้กระทบราคาจำหน่าย LPG ในประเทศ กบง.จึงได้ตรึงราคาไว้เท่าเดิม
     
    สำหรับการตรึงราคาดังกล่าว กบง.จึงอนุมัติให้นำเงินกองทุนLPG มาชดเชย 0.0061  บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมชดเชยอยู่ 0.5899 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 0.5960 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีผลตั้งแต่ 3 มิ.ย.  2559 เป็นต้นไป
     
    การชดเชยดังกล่าวส่งผลให้สถานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีเงินไหลออกรวม 111 ล้านบาทต่อเดือน แบ่งเป็นเงินไหลออกจากบัญชี LPG 198 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนบัญชีน้ำมันมีเงินไหลเข้า 70 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนเงินกองทุนน้ำมันฯสุทธิ 44,843 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชี LPG  7,504  ล้านบาท และ บัญชีน้ำมัน 37,339 ล้านบาท 
     
    นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า กบง.ประเมินราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2559  ที่ 45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และคาดว่าปี 2560  ราคาน้ำมันดิบจะปรับสู่สมดุลระหว่างความต้องการซื้อและความต้องการขายได้ 

     

Date : 01 / 06 / 2016

  • Date : 01 / 06 / 2016
    กฟผ.เปิดโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่2

    กฟผ. เปิดโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 กำลังผลิต 850 เมกะวัตต์ เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าใจกลางเมือง พร้อมใช้เทคโนโลยีทันสมัย รองรับก๊าซฯได้ทั้ง  2แหล่ง และLNG ในอนาคต  ช่วยเพิ่มความมั่นคงระบบไฟฟ้าเพิ่ม 

    นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยภายหลังเปิดโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 ว่า กฟผ.ได้เปิดโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 ขึ้นในวันนี้(1 มิ.ย.) เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2573 (PDP 2010) ซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้ กฟผ. ดำเนินโครงการเมื่อวันที่10 ก.ค.  2555   เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต โดยได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนม.ค. 2556  และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2559

    โดยโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2   ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 60 ไร่ ติดกับสำนักงานใหญ่ กฟผ. และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1  ในพื้นที่ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี  มีขนาดกำลังผลิตประมาณ  850 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าประเภทพลังความร้อนร่วมกังหันก๊าซแบบแกนเพลาเดียว ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องกังหันก๊าซ เครื่องกังหันไอน้ำ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยใช้ก๊าซธรรมชาติผสมจากสองแหล่งเป็นเชื้อเพลิง คือก๊าซธรรมชาติจากแหล่งสหภาพเมียนมาร์ (ฝั่งตะวันตก)   และแหล่งอ่าวไทย (ฝั่งตะวันออก)   รวมทั้งก๊าซธรรมชาติเหลว( LNG ในอนาคต  ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ประกอบด้วย ชุด คือ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ ขนาดกำลังผลิต   ประมาณ 700 เมกะวัตต์   และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ กำลังผลิตประมาณ 850 เมกะวัตต์ 

     โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 เป็นโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่สามารถใช้ก๊าซฯ ทั้งจากแหล่งสหภาพเมียนมาร์  และแหล่งอ่าวไทยในการผลิตไฟฟ้า ทำให้การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในกรณีแหล่งก๊าซฯแหล่งใดแหล่งหนึ่งไม่สามารถจ่ายก๊าซได้ ให้มีความคล่องตัว และเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น”นายสุนชัย กล่าว

  • Date : 01 / 06 / 2016
    ปตท.สผ.หวังชนะประมูลแหล่งบงกช สร้างความต่อเนื่องในการผลิต
    ปตท.สผ.หวังชนะประมูลแหล่งบงกช สร้างความต่อเนื่องในการผลิต ระบุหากได้รายใหม่เข้าดำเนินการแทนส่งผลกระทบปริมาณการผลิตก๊าซ2-3 ปีก่อนหมดอายุสัมปทาน
     
    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ.พร้อมเข้าร่วมประมูลเพื่อได้สิทธิ์ในการดำเนินการในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในปี2565และ2566โดยเฉพาะแหล่งผลิตก๊าซบงกชที่บริษัทเป็นผู้รับสัมปทานอยู่เดิม เนื่องจากมีความเข้าใจด้านธรณีวิทยาเป็นอย่างดี และสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้โดยหากบริษัทเป็นผู้ชนะการประมูลก็จะช่วยให้การผลิตก๊าซในแหล่งดังกล่าวมีความต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามกระบวนการประมูลของรัฐควรจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในต้นปี2560เพื่อให้บริษัทสามารถที่จะวางแผนการผลิตล่วงหน้าได้
     
    สำหรับกรณีที่บริษัทไม่ชนะการประมูลและมีผู้ดำเนินการรายใหม่เข้ามาแทน ก็จะมีผลให้การผลิตก๊าซในช่วง2-3 ปี ก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุ เนื่องจากไม่มีความคุ้มค่าที่จะลงทุน แต่เชื่อว่าภาครัฐคงมีมาตรการที่จะป้องกันผลกระทบในส่วนนี้ โดยปัจจุบันแหล่งบงกชผลิตก๊าซอยู่ที่ 850 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนปริมาณการผลิต 20% ของ ปตท.สผ.
     
    นายสมพร กล่าวว่า ในส่วนของการเข้าร่วมประมูลนั้น ปตท.สผ.ได้หารือกับผู้ร่วมทุนเดิมในแหล่งบงกชแล้ว โดยจะยังจับมือกันเข้าประมูลรอบใหม่ เพราะบริษัทให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซฯ ของประเทศต่อไป  ส่วนกรณีที่รัฐมีเงื่อนไขที่จะต้องได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิมนั้น คงต้องศึกษาในรายละเอียด เพราะหลุมผลิตที่จะต้องมีการลงทุนใหม่นั้นจะมีต้นทุนที่สูงกว่าหลุมเดิมเพราะอยู่ลึกกว่า และมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งรัฐคงจะต้องพิจารณาดูความเหมาะสมในเรื่องนี้ เพราะหากรัฐต้องการได้ผลตอบแทนสูงและผู้ประกอบการมีต้นทุนในการผลิตที่สูง ราคาก๊าซที่ขายก็จะต้องสูงตามไปด้วย
     
    สำหรับกรณีที่มีผู้ประกอบการผลิตปิโตรเลียมเสนอขายหุ้นแหล่งผลิตปิโตรเลียมออกมานั้น โดยเฉพาะแหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย และในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซียเมียนมา นั้น ในหลักการแล้วปตท.มีความสนใจที่จะซื้อหากเห็นว่ามีผลตอบแทนการลงทุน เนื่องจากเป็นพื้นที่ ปตท.สผ.คุ้นเคย 
  • Date : 01 / 06 / 2016
    กฟผ.เตรียมดันโรงไฟฟ้าถ่านหินทดแทนก๊าซหายจากระบบปี2563-2564
    กฟผ.ระบุเตรียมโรงไฟฟ้าถ่านหินไว้รองรับก๊าซฯหายช่วงรอยต่อสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ แต่ขณะนี้ล่าช้ากว่าแผนไป 1 ปี พร้อมศึกษาสร้างคลัง LNG ลอยน้ำใหม่ทั้งงบลงทุนและพื้นที่ คาดใช้เวลา 4 ปีสร้างเสร็จ
     

    นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ในฐานะผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้า ยังเชื่อว่าภาครัฐและบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) จะสามารถจัดหาก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้าได้ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวหรือ  PDP 2015  โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา กฟผ.ได้เตรียมโรงไฟฟ้าถ่านหินไว้สำรองกรณีก๊าซฯลดลงในช่วงรอยต่อสัมปทานฯดังกล่าวด้วย แต่ขณะนี้โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ก็ล่าช้าออกไป1 ปีแล้ว หากเกิดปัญหาก๊าซฯขาดจริงท้ายที่สุดคงต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) นำเข้าจากต่างประเทศ 

     
    "ปัจจุบันตามแผนPDP2015  ไทยจะมีความต้องการก๊าซฯปลายแผนปี 2579 ที่ 22 ล้านตันต่อปี และจะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 30% แต่หากก๊าซฯ ไม่พอก็ต้องใช้ก๊าซ LNG   นำเข้า ซึ่งมีราคาแพงกว่าก๊าซฯจากอ่าวไทย แต่ยังเชื่อว่ากระทรวงพลังงานจะรักษาระดับราคาให้ค่าไฟฟ้าอยู่ระดับเหมาะสม ส่วนความเสี่ยงที่ก๊าซฯจะลดลงช่วงรอยต่อสัมปทานปิโตรเลียมนั้น กฟผ.คาดว่าจะใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินมาทดแทน แต่ตอนนี้ก็ล่าช้ามา 1 ปีแล้ว แต่ขอยืนยันว่ากฟผ.ไม่ใช่จะมุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเพียงอย่างเดียวไปเรื่อย แต่ที่จำเป็นต้องมีเพื่อกระจายการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ"ผู้ว่า กฟผ.  กล่าว
     
    สำหรับปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี(ภาครัฐ  ภาคประชาชน และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.)  โดยจะมีการหารือร่วมกันเร็วๆนี้ และคาดว่าจะได้ข้อสรุปเดือน ส.ค.นี้ ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา นั้น กฟผ.ได้ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสร็จแล้ว และภาครัฐน่าจะสรุปเสร็จ 1-2 เดือน 
     
    ส่วนกรณีที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีมติให้ กฟผ.ไปศึกษาการสร้างคลังLNG ลอยน้ำ หรือ FSRU พื้นที่อ่าวไทยตอนบนในปริมาณ 5 ล้านตันต่อปีนั้น กฟผ.คาดว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องได้รับการยอมรับจากประชาชนด้วย โดยต้องใช้เวลาศึกษา 2 ปี และก่อสร้างอีก 2 ปี ซึ่งคาดจะสร้างได้จริงประมาณปี 2563-2564 
     
    "แต่เดิม กฟผ.เคยศึกษาจะสร้างคลัง LNG แบบ FSRU ขนาด 3 ล้านตันต่อปี สำหรับใช้กับโรงไฟฟ้าพระนครใต้ โดยตั้งที่บริเวณปากน้ำบางประกง แต่เมื่อ กพช.ให้ศึกษาขนาด 5 ล้านตันต่อปี กฟผ.จะต้องกำหนดเส้นทางพื้นที่คลัง FSRU ใหม่ และต้องศึกษางบการลงทุนใหม่ด้วย"ผู้ว่า กฟผ.กล่าว 

Date : 31 / 05 / 2016

  • Date : 31 / 05 / 2016
    พพ.ตั้งเป้าสิ้นปี59ยอดขอสินเชื่อเปลี่ยนเครื่องจักรห้องเย็นทะลุ1,800ล้านบาท

    พพ. เผยยอดผู้ประกอบการห้องเย็น SME ขอกู้เงินเปลี่ยนเครื่องจักรแล้ว 21 ราย คาดปล่อยกู้ได้

    480 ล้านบาท  เกิดผลประหยัด 65 ล้านบาทต่อปี วางเป้าหมายสิ้นปี 59 จะเกิดการขอสินเชื่อ 1,846 ล้านบาท

    นายธรรมยศ  ศรีช่วย  อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการเสนอขอกู้เงินสำหรับปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตน้ำแข็ง ธุรกิจห้องเย็น และกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่มีเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานนาน ทั้งสิ้น 21 ราย โดยจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 480 ล้านบาท โดยคิดเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ประหยัดประมาณ 23 ล้านหน่วยต่อปี เกิดผลประหยัดประมาณ 86 ล้านบาทต่อปี 
     
    โดย พพ. ได้ตั้งเป้าหมายปล่อยเงินกู้ภายในปี 2559 จำนวน 1,846 ล้านบาท จากงบประมาณรวมของโครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และจากทางสถาบันการเงินอีกส่วนหนึ่ง ทำให้มีจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 4,489 ล้านบาท 
      
    สำหรับโครงการเงินหมุนเวียนฯ จะเป็นลักษณะเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกิน 3.5% ต่อปี วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อข้อเสนอ เวลาชำระคืนไม่เกิน 5 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ และปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานสูง เช่น แอร์ คอมเพรสเซอร์ ชิลเลอร์ เป็นต้น  ซึ่งเบื้องต้น พพ. คาดว่าจะมีกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตน้ำแข็ง ธุรกิจห้องเย็น โรงน้ำแข็ง ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก (Cluster) ตามยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดของกระทรวงพลังงาน  
       
    นายธรรมยศ กล่าวเพิ่มว่า ขณะนี้ พพ. จะได้เร่งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการเงินหมุนเวียนฯดังกล่าว โดยการจัด Road Show อย่างต่อเนื่องในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเดือน มิ.ย.นี้จะมีการจัดกิจกรรมเชิญชวนในภาคกลาง(กรุงเทพ) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจะจัดกิจกรรมที่จัดหวัดนครราชสีมา เป็นต้น โดยจะเน้นเชิญกลุ่มเป้าหมายทั้งจากภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และประชาชนที่สนใจ เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งจะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดของการอนุรักษ์พลังงาน เกิดกระแสการอนุรักษ์พลังงานในภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

     

Date : 30 / 05 / 2016

  • Date : 30 / 05 / 2016
    กพช.อนุมัติต่อสัญญาSPPโคเจนอีก3ปีรับซื้อไฟไม่เกิน60เมกะวัตต์

    กพช. อนุมัติต่อสัญญาโรงไฟฟ้า SPP โคเจนฯ 3 ปีรับซื้อไม่เกิน 60 เมกะวัตต์ ส่วนโรงไฟฟ้าSPPโคเจนฯสร้างใหม่รับซื้อไม่เกิน 30เมกะวัตต์ ในราคา 2.81 บาทต่อหน่วย พร้อมให้ปตท.ทบทวนสัญญาซื้อLNG กับShell และBP ใหม่ และเปิดทาง กฟผ.ศึกษาคลังLNG ลอยน้ำ ขนาดความจุ 5 ล้านตันต่อปี  ส่วนเรื่องของเชื้อเพลิงชีวภาพ  เห็นชอบให้หน่วยงานราชการนำร่องใช้น้ำมันไบโอดีเซลB10 ก่อนใช้จริงปีหน้า 

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติในวันนี้ (30 พ.ค.) ให้ต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP)ประเภทพลังความร้อนร่วม(Cogeneration) ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าและไอน้ำจำหน่ายให้กับนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก ที่จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2560-2561 

    โดยให้ต่อสัญญารับซื้อไฟฟ้าไปอีก 3 ปี และสามารถขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ได้ไม่เกิน 60 เมกะวัตต์ และไม่เกินกว่าปริมาณขายไฟฟ้าตามสัญญาเดิม ในราคา 2.37 บาทต่อหน่วย 

    สำหรับ SPP-Cogeneration ที่จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2562-2568 นั้น กพช.อนุมัติให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้ในพื้นที่เดิมหรือพื้นที่ใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมและสวนอุตสาหกรรม โดยให้ขายไฟฟ้าให้ กฟผ.ได้ไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ และไม่เกิน 30% ของกำลังผลิตไฟฟ้ารวมไอนำ้ และต้องไม่เกินกว่าปริมาณขายไฟฟ้าตามสัญญาเดิม ในรคา 2.81 บาทต่อหน่วย โดยให้มีสัญญารวม 25 ปี 

    ทั้งนี้ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) พิจารณาดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว รวมทั้งให้ปรับปรุงสัญญาเพื่อให้สามารถลดปริมาณการขายไฟฟ้าเข้าระบบได้และปรับหลักเกณฑ์การกำหนดราคาค่าไฟฟ้าให้มีความเหมาะสมต่อไป พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ สนพ.ศึกษา SPP-Power Pool เพื่อรองรับกลไกการประมูลรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตราส่วนลดพิเศษในอนาคต โดยให้รีบกลับมาเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบาย พลังงาน(กบง.)และกพช.ต่อไป 

    นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กพช.ยังมอบหมายให้ กฟผ.ไปศึกษาโครงการคลังก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ลอยน้ำ หรือ โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน สำหรับรองรับการนำเข้า LNG ในปริมาณ 5 ล้านตันต่อปี เพื่อจัดส่งก๊าซฯให้แก่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ พระนครเหนือ รวมทั้งจัดส่งเข้าสู่โครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซฯ โดยให้นำกลับมาเสนอ กบง.และ กพช.พิจารณาภายใน 3.5 เดือน 

    พร้อมกันนี้ กพช.ยังเห็นชอบให้นำร่องการใช้ไบโอดีเซล B10 ในรถของหน่วยงานราชการ ทหาร เอกชน ก่อนผลักดันให้เกิดการใช้ไบโอดีเซล B10 เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกภายในเดือนพ.ค. ปี 2560 ทั้งนี้ให้คณะอนุกรรมการบริหารจัดการเชื้อเพลิงเอทานอลและไบโอดีเซล เป็นผู้ขับดำเนินการ และรายให้ให้ กบง.ทราบเป็นระยะ 

    ขณะที่พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ไปเจรจาทบทวนสัญญา LNG SPA กับบริษัท Shell และ BP ใหม่ เพื่อให้ราคาซื้อขาย LNG สะท้อนราคาปัจจุบันที่มีราคาถูกลง ซึ่งปตท.ได้ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวและเลื่อนกำหนดส่งมอบ LNG ของสัญญาทั้ง 2 ฉบับออกไปจากเดิมปี 2559 เป็นปี 2560 และอยู่ระหว่างการเจรจาปรับลดราคา LNG ทั้งนี้หากปรับแก้สูตรราคาและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องในร่างสัญญา LNG SPA เสร็จ ปตท.จะรายงานกระทรวงพลังงาน เพื่อนำเสนอ กพช.เห็นชอบก่อนดำเนินการลงนามในสัญญาทั้ง 2 ฉบับอีกครั้ง 

     

  • Date : 30 / 05 / 2016
    ห่วงค่าไฟพุ่งหลังกพช.เลือกวิธีเปิดประมูลสัมปทานหมดอายุ

     กพช. เปิดประมูลหาผู้ดำเนินการในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ปี2565-2566 ให้แล้วเสร็จใน 1 ปี ชี้ผลเสียหากรายเดิมไม่เข้าประมูลหรือรายใหม่ได้สิทธิ์แทนรายเดิม  จะเกิดช่องว่างช่วงรอยต่อทำให้การผลิตไม่ต่อเนื่อง ก๊าซจะหายไปจากระบบ  กว่า3ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตในช่วง8ปี (2561-2568)ต้องนำเข้า LNG ราคาแพงกว่า ทดแทน  ส่งผลประชาชนรับภาระค่าไฟแพงขึ้น


    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุม กพช.มีมติเลือกใช้วิธีเปิดประมูลหาผู้ดำเนินการสำหรับแหล่งก๊าซธรรมชาติที่จะหมดอายุในปี 2565และ 2566 โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1ปีนับจากนี้ 

    โดยในวาระการประชุมเรื่องดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้นำเสนอถึงผลดีและเสียของการเปิดประมูลต่อ กพช. ว่าผลดีคือการเปิดประมูลจะก่อให้เกิดความโปร่งใสต่อสังคม แต่จะมีผลเสียคือ  ผู้รับสัมปทานรายเดิมจะทยอยลดกำลังการผลิตก๊าซฯลง จากกรณีไม่เข้าร่วมประมูลหรือไม่ชนะการประมูล ขณะที่รายใหม่ที่เข้ามาจะไม่สามารถผลิตก๊าซฯได้ต่อเนื่องในช่วงแรกที่เข้ามาดำเนินการ ซึ่งจะทำให้ก๊าซฯทยอยหายไปจากระบบของประเทศไทย ประมาณ 3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งเป็นอัตราเฉลี่ย 8 ปีในช่วงรอยต่อการผลิตใหม่ (พ.ศ. 2561-2568)  จากปัจจุบันที่แหล่งก๊าซเอราวัณและบงกช ผลิตได้ประมาณ 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเป็นแหล่งที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565 และ  2566 

    "ผลสรุปที่ กพช.เลือกใช้วิธีประมูลนั้น จะมีผลให้ผู้รับสัมปทานรายเดิมทยอยลดกำลังการผลิตลงจาก 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งบางช่วงก๊าซฯอาจจะเหลือแค่ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือถ้าโชคร้ายก๊าซฯอาจหายไปทั้งหมดได้ ทั้งนี้เป็นไปตามกลไกตลาดปกติที่ผู้รับสัมปทานรายเดิมอาจทยอยลดกำลังการผลิตลง เมื่อไม่คุ้มค่าการผลิต ทั้งนี้ภาครัฐต้องนำก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG ) มาทดแทน แต่ก็จะมีผลต่อราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน"

    ทั้งนี้ปัญหาก๊าซฯที่คาดว่าจะขาดหายไปดังกล่าว ทาง กพช.เห็นชอบให้แก้ปัญหาด้วยการนำLNG  มาทดแทน โดย กพช.ได้อนุมัติให้ขยายคลังLNG  เฟส 2 จาก 10 ล้านตันต่อปี เพิ่มอีก 1.5 ล้านตันต่อปี เป็น 11.5 ล้านตันต่อปี  พร้อมอนุมัติให้ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ออกแบบคลัง LNG แห่งที่ 2 ขนาด 7.5 ล้านตันต่อปี ส่วนจะนำเข้า 5 ล้านตันต่อปี หรือ  7.5 ล้านตันต่อปี ต้องรอผลการประมูลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุนี้ก่อน เพราะหากรายเดิมเข้าร่วมประมูลและเป็นผู้ชนะ ก็มีโอกาสที่จะรักษากำลังการผลิตก๊าซฯจะคงอัตราเท่าเดิมได้ และไม่ต้องนำLNG  มาทดแทน แต่หากเป็นรายใหม่จะต้องสำรอง LNG  ไว้  ซึ่งจะมีผลต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมให้เพิ่มขึ้นได้

    สำหรับการเปิดประมูลนั้น จำเป็นต้องรอให้ การแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม แก้ไขให้เสร็จก่อน เพราะพ.ร.บ.ที่แก้ไขนี้จะเพิ่มเติมทางเลือกระบบ ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบจ้างผลิต  เข้าไปด้วยนอกเหนือจากระบบสัมปทาน ส่วนจะนำระบบใดมาใช้คงต้องรอการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยขณะนี้ การแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคาดว่าจะเสร็จใน 3-4 เดือนนี้ 

    "กระทรวงพลังงานพร้อมปฏิบัติตาม มติ กพช. ที่ให้เปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งที่จะหมดอายุ แต่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน กรณีที่หากก๊าซฯหายไปบางช่วงและต้องใช้ LNG  มาทดแทนในการผลิตไฟฟ้า  และจะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น  ซึ่งทุกคนก็ต้องยอมรับ  ผมรับฟังทุกฝ่ายในเมื่อคนที่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับการเปิดเจรจาผู้รับสัมปทานรายเดิม ผมก็ยอมรับ แต่ถ้ามีอีกกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการประมูล เพราะจะทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ก็ส่งเสียงออกมา ผมก็พร้อมรับฟัง"พล.อ.อนันตพร กล่าว