ข่าวทั้งหมด

Date : 26 / 04 / 2017

  • Date : 26 / 04 / 2017
    พลังงานซ้อมแผนฉุกเฉินรับมือหยุดจ่ายก๊าซเจดีเอ

    กระทรวงพลังงาน ซ้อมใหญ่แผนฉุกเฉินพลังงาน ระดมทุกหน่วยงานในสังกัดร่วมจำลองเหตุการณ์กรณีเลวร้ายสุด โดยมีองค์กรพลังงานระหว่างประเทศร่วมสังเกตการณ์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานระบุพร้อมนำมาปรับใช้กรณีหยุดจ่ายก๊าซฯแหล่งเจดีเอของจริงในเดือน ส.ค.-ก.ย. 2560 นี้            

    พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้จัดซ้อมใหญ่แผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน ประจำปี 2560 โดยให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงพลังงานรวมถึงบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้าร่วมจำลองเหตุการณ์แก้ไขวิกฤติไฟฟ้าร่วมกัน โดยมีผู้แทนจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ(IEA)และศูนย์วิจัยพลังงานเอเชียแปซิฟิก(APERC)ร่วมสังเกตการณ์

    ทั้งนี้ การจำลองเหตุการณ์วิกฤติพลังงานของประเทศ ได้ยกเหตุการณ์กรณีเลวร้ายสุดที่อาจเกิดขึ้นกับไทยมาใช้แก้ปัญหา แต่เชื่อว่าเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งจำเป็นต้องซ้อมแผนไว้เพื่อความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการเตรียมรองรับปัญหาการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติร่วมไทยมาเลเซีย (JDA-A18) ที่จะเกิดขึ้นจริงในเดือนส.ค.-ก.ย. 2560 ซึ่งการหยุดซ่อมบำรุงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าหลักของภาคใต้

    ดังนั้น การซักซ้อมการบริหารจัดการจึงมีความจำเป็น เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมมีบทบาทในการแก้ไขสถานการณ์ และมีความเข้าใจในการทำงานแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การรองรับสภาวะฉุกเฉินเป็นการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ในขณะที่การวางรากฐานไว้ล่วงหน้าในระยะยาว เช่น การกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ก็มีความจำเป็นและลดภาวะเสี่ยงที่จะเกิดเหตุฉุกเฉินด้านพลังงานได้

    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับการซ้อมแผนฉุกเฉินดังกล่าว ได้จำลองเหตุการณ์วิกฤติไฟฟ้าเกิดพร้อมกัน 3 กรณี ได้แก่ 1.กรณีเกิดแผ่นดินไหว8 ริกเตอร์ ที่ภาคเหนือบริเวณรอยเลื่อนเถิน จ.ลำปาง ส่งผลให้สถานีไฟฟ้าแรงสูงแม่เมาะ 3 ซึ่งเป็นศูนย์รวมการจ่ายไฟฟ้าภาคเหนือเกิดความเสียหาย ทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั้งจังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา และไฟฟ้าดับบางพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูนและลำปาง ตั้งแต่เวลา 7.45 น. ของวันที่ 29 เม.ย. 2560 2.เหตุการณ์แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบริเวณอ่าวไทยเกิดเหตุขัดข้อง ตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย.-29 พ.ค. 2560 และ 3. การหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานาของเมียนมา ในช่วงวันที่ 29 เม.ย.- 7 พ.ค. 2560

    ทั้งนี้ ทุกหน่วยได้ระดมกำลังประชุมหารือ พร้อมเปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พบว่าการแก้ไขสถานการณ์ไฟฟ้าดับทางภาคเหนือนั้น ทาง กฟผ.จะรับมือด้วยวิธีเปลี่ยนเส้นทางสายส่งไฟฟ้า โดยนำไฟฟ้าตรงมาจากโรงไฟฟ้าหงสา ของสปป.ลาว เข้ามายังจ.นาน และส่งต่อไปที่สายส่งอ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์​ เพื่อส่งไฟฟ้าไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงแม่เมาะ 4 แทน ป้อนความต้องการใช้ของพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ  ขณะที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) จะจัดรถสำรองไฟฟ้าเคลื่อนที่ 18 เครื่อง กระจายตามจุดพื้นที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล สถานีตำรวจและสนามบิน เป็นต้น 

    สำหรับเกิดเหตุขัดข้องแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบริเวณอ่าวไทย และการปิดซ่อมแหล่งยาดานานั้น มีการแก้ปัญหาด้วยการให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เร่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) เพิ่ม ให้โรงไฟฟ้าต่างๆ เพื่อให้สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ต่อไป

     

     

     

     

  • Date : 26 / 04 / 2017
    กฟผ. เตรียมปรับยุทธศาสตร์องค์กร ตั้งเป้าขึ้นผู้นำผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

    กฟผ. เตรียมปรับยุทธศาสตร์โครงการองค์กรใหม่รองรับการเปลี่ยนแปลงพลังงานโลก ตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำการใช้เทคโนโลยีใหม่ในการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน

    นายอารีพงศ์​ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการบริหาร (บอร์ด) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ. เตรียมปรับยุทธศาสตร์โครงสร้างองค์กรใหม่รองรับการดำเนินงานในอนาคต โดยจะประชุมเชิงปฏิบัติการในวันที่ 29 เม.ย.2560 เพื่อจัดทำแผนการปรับโครงสร้างดังกล่าว เนื่องจากสถานการณ์พลังงานโลกเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานทดแทนมากขึ้น จึงต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเป็นการรักษาระดับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ให้ใกล้เคียง 50% ของการผลิตทั้งประเทศ ต่อไป

    ทั้งนี้ ทิศทางพลังงานทดแทนของ กฟผ. คือจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนของไทย โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้พลังงานทดแทนมีความเสถียรในการจ่ายไฟฟ้ามากขึ้น เช่น การลงทุนด้านแหล่งกักเก็บพลังงาน การผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนผิวน้ำ (โซล่าร์ลอยน้ำ) ซึ่งที่ผ่านมา กฟผ. เคยเสนอ กระทรวงพลังงาน จะผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน 2,000 เมกะวัตต์ และขณะนี้กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้ กฟผ. ไปจัดทำรายละเอียดที่ชัดเจนเพื่อเสนอกลับมาให้กระทรวงพลังงานพิจารณาอีกครั้ง

    นายอารีพงศ์​ กล่าวว่า ส่วนการปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาวประเทศ 21 ปี (พ.ศ.2558-2579)หรือ พีดีพี 2015 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะปรับแผนหรือไม่ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายละเอียดของแผนในแต่ละแนวทางในกรณีต่างๆ เพื่อดูว่าการดำเนินงานจะเป็นไปตามเป้าหมายของแผนพีดีพี 2015 อยู่หรือไม่ โดยเฉพาะแผนอนุรักษ์พลังงาน และแผนการพัฒนาพลังงานทดแทน ถ้าไม่เป็นไปตามแผนก็ต้องดูว่าจะปรับในรายละเอียดของแผน หรือ ปรับแผนพีดีพีใหม่ทั้งหมด

  • Date : 26 / 04 / 2017
    พลังงานเล็งให้โซลาร์รูฟท็อปเสรีขายไฟเข้าระบบได้ หวังช่วยลดพีค

    รมว. พลังงาน สั่ง พพ. ศึกษาเปิดโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ ขนาด 300 เมกะวัตต์ โดยเฉพาะในพื้นที่กทม.และปริมณฑล หวังลดพีคไฟฟ้าประเทศ

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ไปพิจารณาการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเสรี หรือ โซล่าร์รูฟท็อปเสรี ในรูปแบบขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ ปริมาณมากกว่า 300 เมกะวัตต์ ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้ระบบโซล่าร์รูฟท็อปเป็นตัวช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของประเทศในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่เกิดการใช้ไฟฟ้าสูง

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการพิจารณาอัตรารับซื้อไฟฟ้าโซล่าร์รูฟท็อปเสรีที่เหมาะสมอยู่ พร้อมทั้งรอให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปผลโครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปรูปแบบห้ามขายไฟฟ้าเข้าระบบ ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 ให้เสร็จก่อน เพื่อดูผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก่อนจะเริ่มโครงการ  โซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ต่อไป 

    ทั้งนี้ ในปี2560 นี้ กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) คาดการณ์ว่าอาจจะเกิดพีคไฟฟ้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ที่ระดับ 32,059 เมกะวัตต์  หรือซึ่งมากกว่า พีคไฟฟ้าของปี2559 ถึงจำนวน 1,086 เมกะวัตต์​ ที่อุณหภูมิระหว่าง 37-40 องศาเซลเซียส   โดยปัจจัยของอุณหภูมิ นับว่ามีส่วนสำคัญกับการใช้ไฟฟ้าของคนไทยมาก  คือทุกอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะทำให้ยอดใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณถึง 400 เมกะวัตต์

    สำหรับปี 2559 เกิดพีคไฟฟ้าขึ้นถึง 7 ครั้ง ซึ่งครั้งที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น เกิดขึ้นในตอนกลางวัน เมื่อเวลา 14.12 น. ของวันที่ 11 พ.ค. 2559 ที่อุณหภูมิ 36.4 องศาเซลเซียส โดยมียอดความต้องการใช้แตะที่ระดับ 30,972.73 เมกะวัตต์

  • Date : 26 / 04 / 2017
    หมอวิชัยนัดประชุมผู้ถือหุ้นIFEC2พ.ค.นี้เคลียร์ปัญหาความขัดแย้งภายในบริษัท

    ผู้บริหารบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC ซึ่งอยู่ในธุรกิจพลังงานทดแทน เปิดเวทีนัดผู้ถือหุ้นร่วมประชุมสามัญปี2560 ครั้งสำคัญที่สุด 2พ.ค.นี้ หวังเดินหน้าแผนพลิกฟื้นธุรกิจเร่งด่วน หลังประสบปัญหาความขัดแย้งภายในบริษัทจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน และถูกติดเครื่องหมายSP

    นพ.วิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC  กล่าวว่า ในวันที่ 2 พ.ค.2560 นี้ การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 จะมีขึ้นใน เวลา 10.00 น. ณ ห้องแซฟไฟร์ 204-206 อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม อิมแพ็คเมืองทองธานี   จึงอยากจะเชิญผู้ถือหุ้นทุกคนเข้าร่วมประชุม  เนื่องจากจะมีความสำคัญกับอนาคตของบริษัท นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2559 เป็นต้นมา ที่เกิดเหตุการณ์และข่าวสาร ที่มีผลกระทบกับความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นมากมาย  ซึ่งประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้น ได้มีโอกาสสอบถามกรรมการบริษัทได้อย่างตรงไปตรงมา

    ผู้บริหารต้องการที่จะสื่อสารให้ผู้ถือหุ้นเข้าใจ ถึงจุดเริ่มต้นของปัญหาที่กรรมการลาออก จนเป็นผลให้บริษัทไม่สามารถดำเนินธุรกรรมได้ตามปกติ  รวมไปถึงการฟ้องร้องดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาลของอดีตผู้บริหาร และกลุ่มบุคคลหรือบริษัทต่างๆที่เกี่ยวข้อง การส่งงบการเงินประจำปี 2559และการบริหารงานของกลุ่มกรรมการ เป็นต้น

    ขณะเดียวกัน ผู้ถือหุ้นยังสามารถมองเห็นทิศทางบริษัทในอนาคต โดยเฉพาะการแก้ไขหรือการปรับโครงสร้างหนี้ โดยบริษัทมีเป้าหมาย เพื่อให้หลักทรัพย์ของบริษัท หลุดจากเครื่องหมาย SP โดยสามารถกลับมาซื้อขายได้ตามปกติโดยเร็ว

    โดยการประชุมครั้งนี้ยังต้องการระดมความคิดเห็นครั้งสำคัญของผู้ถือหุ้นทุกคนร่วมกับกรรมการบริษัท ถึงแผนธุรกิจของIFECในปี 2560 และในปีถัดไป เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไปในอนาคต เพราะแนวโน้มธุรกิจพลังงานทดแทน ถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคต และIFECยังสามารถต่อยอดธุรกิจได้อย่างครบวงจร โดยมีเป้าหมายการก้าวสู่บริษัทชั้นนำในอาเซียน

     

Date : 25 / 04 / 2017

  • Date : 25 / 04 / 2017
    กฟน.เดินหน้าธุรกิจพลังงานทดแทน หวังรายได้โต12-15% ในปี2560

    การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เดินหน้าธุรกิจพลังงานทดแทนมากขึ้นในปี 2560 คาดรายได้เติบโต 12-15% พร้อมวางแผน 5 ปี รุกธุรกิจก่อสร้าง งานรับเหมา รองรับระบบธุรกิจไฟฟ้า ยุค 4.0 ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ

    นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง หรือ (กฟน.)เปิดเผยว่า กฟน. จะเดินหน้าธุรกิจพลังงานทดแทนมากขึ้นในปี 2560 นี้ โดยขณะนี้ได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar rooftop)  ประมาณ 6 แห่งให้แก่หน่วยงานราชการที่สำคัญ ประกอบด้วย  กรมบัญชีกลาง และศูนย์ราชการฯ ซึ่งถือเป็นการติดตั้งระบบ Solar rooftop ในหน่วยงานราชการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ประมาณ 2.2 เมกะวัตต์ ลงทุนประมาณ 160 ล้านบาท สำหรับการติดตั้งสายไฟฟ้าใต้ดิน 300 เมกะวัตต์นั้น กฟน.ได้เร่งดำเนินการเป็นไปตามแผนงาน  โดยคาดว่าปี 2560 นี้ จะมีรายได้เติบโตประมาณใกล้เคียงเท่ากับปี2559 อยู่ที่ 12-15 %
                 
    ทั้งนี้ กฟน.มีแผนดำเนินธุรกิจภายใน 5 ปี ข้างหน้า นับตั้งแต่ปี 2561-2565 ซึ่งจะเป็นการเปิดตัวทำธุรกิจการก่อสร้าง ผู้ดำเนินการรับเหมา และผู้ดำเนินงานเอง ขณะเดียวกันจะต้องมีการนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาแผนดังกล่าวนี้ต่อไป
              
    โดยกฟน.มีความพร้อมที่จะให้การบริการด้านการออกแบบประมาณราคาติดตั้ง ซ่อม และบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศระบบวิศวกรรมประกอบอาคาร การติดตั้งไฟส่องสว่างและอุปกรณ์ไฟประดับรวมทั้งบริการด้านการบริหารจัดการพลังงานสำหรับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

    นายวิลาศ กล่าวด้วยว่า กฟน.ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ธุรกิจบริการระบบไฟฟ้า 4.0” เพื่อแนะนำบริการด้านระบบไฟฟ้าของ กฟน.แบบครบวงจร ซึ่งปัจจุบัน กฟน.ได้มีการจัดตั้งฝ่ายธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวงเป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านออก แบบ และติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงสูง บริการด้านระบบไฟฟ้าใต้ดิน บริการด้านบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า บริการด้านวิศวกรรมระบบอาคาร บริการด้านธุรกิจพลังงาน
                  
    โดยมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านผสมผสานกับเครื่องมือและการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการพัฒนาด้านการให้บริการไฟฟ้าแก่ผู้ใช้บริการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดผู้ขอรับบริการจึงมีความมั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าจะได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีและปลอดภัย

  • Date : 25 / 04 / 2017
    กองทุนอนุรักษ์พลังงานหนุนภาคอุตสาหกรรมใช้โปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อประหยัดพลังงาน

    กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  ภายใต้ กระทรวงพลังงาน  สนับสนุนให้ ​ สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมการใช้งานโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน เพื่อยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือในด้านการบริการ รวมถึงการลดต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่จะมีความผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต

    นายวีรศักดิ์  โฆสิตไพศาล ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  เปิดเผยใน "งานสัมมนา สรุปผลการดำเนินการ ภายใต้ “โครงการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมการใช้งานโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน" เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 ที่ห้องกิ่งเพชร ชั้น 3 โรงแรมเอเชีย กรุงเทพ  ว่า การแข่งขันที่สูงขึ้นในการให้บริการด้านขนส่งในอนาคต ผู้ประกอบการขนส่งไทย มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาระบบการบริหารงานขนส่ง  ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานและลดการใช้เชื้อเพลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการขนส่งทางบก เนื่องจากประเทศไทยยังคงพึ่งพาการขนส่งทางบกเป็นหลัก

    ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย ส่วนใหญ่ยังขาดเทคโนโลยีที่ช่วยในการบริหารงานและเก็บข้อมูลต่างๆในการขนส่ง จึงไม่สามารถวิเคราะห์หาแนวทางการปรับปรุงระบบการบริหารงานและการใช้พลังงานในการขนส่งให้มีประสิทธิภาพได้ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนด้านพลังงาน   ด้วยเหตุนี้ ทางกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  ภายใต้กระทรวงพลังงาน จึงสนับสนุนให้ สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดำเนิน "โครงการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมการใช้งานโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน ระยะที่ 2 (Enhancement and Encouragement of Logistics and Transport Management Application; LTMA2)"  โดยได้มีการศึกษาข้อมูลกระบวนการขนส่งของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ และทำการพัฒนาโปรแกรมที่มีส่วนฟังก์ชั่นต่างๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารงาน

    นายธิบดี หาญประเสริฐ ประธานคณะทำงานโครงการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมการใช้งานโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน เปิดเผยว่า จาการดำเนินโครงการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมการใช้งานโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน ระยะที่ 1 เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558จนถึงปัจจุบันนั้น ได้มีการศึกษาข้อมูลกระบวนการขนส่งของผู้ประกอบการภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมทั้ง 5 คลัสเตอร์ ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าทั่วไป กลุ่มผลิตผลการเกษตร กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มอาหาร และกลุ่มเคมีภัณฑ์ เพื่อทำการวิเคราะห์และพัฒนาโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน ซึ่งประกอบด้วยส่วนต่างๆ 4 ส่วน คือ
    1. ส่วนเว็บไซต์ของโครงการ (LTMA Website)
    2. ส่วนการจัดการของผู้ดูแลระบบ (Back Office Application)
    3. ส่วนการจัดการของผู้ใช้ระบบ (Member User Application)
    4. ส่วนโมดูลขนส่งที่รองรับบนอุปกรณ์เคลื่อนที่(Smart Phone Application)
     
    ซึ่งได้มีการจัดทำโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงานที่สามารถรองรับการดำเนินงานขนส่งของผู้ประกอบการทั้ง 5 คลัสเตอร์และได้ขยายผลการใช้งานโปรแกรมไปยังผู้ประกอบการภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากกว่า 170 บริษัท โดยจัดอบรมการใช้งานโปรแกรมให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อให้ทราบถึงหลักการใช้งานโปรแกรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินงานขนส่งของบริษัทให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

     นอกจากนั้นได้ส่งเสริมสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อลดการจัดส่งสินค้าเที่ยวเปล่า (Backhaul) จำนวน 1กลุ่ม ซึ่งจากการดำเนินงานภายใต้โครงการสามารถประหยัดพลังงานเฉลี่ยรวมกันของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการถึง 6%
    ​“

Date : 24 / 04 / 2017

  • Date : 24 / 04 / 2017
    สนพ.จับมือ สพฐ.เดินหน้าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้โรงเรียนไม่มีไฟฟ้าใช้32แห่ง

    สนพ.จับมือ สพฐ. เดินหน้าติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ให้โรงเรียนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้แล้ว 32 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือกำหนดแล้วเสร็จในเดือนพ.ค. 2560 นี้  เตรียมขยายสู่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสเพิ่มความรู้ผ่านทีวีดาวเทียมที่ใช้ไฟฟ้าซึ่งผลิตจากแผงโซลาร์เซลล์   

    ผศ.ดร.ชัชวาลย์​ ชัยชนะ หัวหน้าศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ พัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลให้มีไฟฟ้าใช้เพื่อเข้าถึงระบบการศึกษาผ่านทีวีดาวเทียม โดย สนพ.ได้สนับสนุนงบจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานกว่า 32 ล้านบาท ในการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้  32 แห่งซึ่งคาดว่าการติดตั้ง จะแล้วเสร็จในเดือนพ.ค. 2560 นี้

    ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าว ทาง สนพ.ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดำเนินการสำรวจตรวจสอบการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ให้กับโรงเรียนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้มาตั้งแต่ปี 2558 โดยโรงเรียนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนประมาณ 25-26 แห่ง นอกนั้นเป็นโรงเรียนในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และจังหวัดตาก โดยเป็นโรงเรียนที่ สพฐ. คัดเลือกให้ดำเนินการทั้งสิ้น 

    "โครงการนี้ใช้เวลากว่า 2 ปี เนื่องจาก แต่ละโรงเรียนอยู่ห่างไกล การประสานกับคุณครูมีความลำบากเพราะแต่ละพื้นที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีไฟฟ้า และการเข้าพื้นที่ค่อนข้างลำบากโดยเฉพาะฤดูฝน แต่ปัจจุบันได้ทำการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ รวมถึงอุปกรณ์แบตเตอรี่ให้ครบทั้ง 32 โรงเรียนครบแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างการตรวจรับงาน และคาดว่าจะส่งมอบงานได้ในเดือนพ.ค. 2560 นี้"

    นายชัชวาลย์​ กล่าวด้วยว่า คาดว่ายังมีโรงเรียนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้อยู่อีกกว่า 100 แห่ง ที่ทางสนพ.และสพฐ.จะร่วมกันติดตั้งโซล่าร์เซลล์เพิ่มเติมให้อีกในปี 2560 นี้  เช่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงโรงเรียนที่เคยได้รับบริจาคแผงโซล่าร์เซลล์จากภาคเอกชนแต่ปัจจุบันใช้งานไม่ได้ และโรงเรียนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้เลย หรือ มีไฟฟ้าใช้แต่ไม่เพียงพอกับความจำของการใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้จะมีการประสานการทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อให้นักเรียนได้มีไฟฟ้าใช้และได้ศึกษาผ่านระบบทีวีดาวเทียมอย่างทั่วถึง   

    โดยเมื่อช่วง ปลายปี2559 ทาง สนพ.นำโดยนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ก็พาคณะสื่อมวลชน และศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม เดินทางไปติดตามผลการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ที่โรงเรียนบ้านไทรงาม ต.แม่นาเติง อ.ปาย จ.เชียงใหม่  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  ที่ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว และพบว่าเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนของเด็กนักเรียนเป็นอย่างมาก 

Date : 23 / 04 / 2017

  • Date : 23 / 04 / 2017
    กรมธุรกิจพลังงานเตรียมออกประกาศปรับสัดส่วนB5เป็นB7แก้ปัญหาปาล์มล้นตลาด

    กรมธุรกิจพลังงาน เตรียมประกาศใช้ไบโอดีเซล B7 เร็วๆนี้ หลังกระทรวงพาณิชย์ส่งข้อมูล stock น้ำมันปาล์มล้นตลาด โดยการ เพิ่มสัดส่วนจาก B5ในปัจจุบัน เป็น B7 จะช่วยดูดซับปาล์มได้ 2 หมื่นตันต่อเดือน  แต่ยืนยันไม่กระทบราคาขายปลีกดีเซล

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า กรมฯเตรียมประกาศเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลจาก B5 (การผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 5% ในน้ำมันดีเซลทุกลิตร) มาเป็น B7 (การผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 7% ในน้ำมันดีเซลทุกลิตร) ในเร็วๆนี้  หลังจากกระทรวงพาณิชย์ส่งตัวเลขปริมาณสำรอง(stock)น้ำมันปาล์มของประเทศมาให้กรมฯช่วงสัปดาห์หน้า นี้

    โดยในเบื้องต้นพบว่า ขณะนี้น้ำมันปาล์มเริ่มล้นตลาด มีปริมาณstock สูงเกินกว่า 2.5 หมื่นตัน ประกอบกับราคาผลผลิตปาล์มตกต่ำเหลือ 4.30-4.50 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมราคาอยู่ที่ 6-7 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเข้าเงื่อนไขที่กระทรวงพลังงานจะนำน้ำมันปาล์มมาผลิตเป็นไบโอดีเซลได้ 

    สำหรับการเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลเป็น B7 นั้น คาดว่าจะช่วยดูดซับปริมาณน้ำม้นปาล์มในระบบได้ 2 หมื่นตันต่อเดือน  แต่จะไม่กระทบต่อภาคการบริโภคของประชาชน  และจะไม่กระทบต่อราคาจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล เนื่องจากขณะนี้ต้นทุนราคาปาล์มบริสุทธิ์ 100% หรือ ไบโอดีเซล B100 มีราคาถูก เมื่อนำมาผสมในน้ำมันดีเซลจึงไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงราคาจำหน่ายแต่อย่างใด

    "สัปดาห์หน้ากระทรวงพาณิชย์จะส่งตัวเลขปริมาณStock น้ำมันปาล์มของประเทศมาให้กรมฯ เพื่อดูว่าน้ำมันปาล์มล้นตลาดอยู่เท่าไหร่ จากนั้นกรมฯจะออกประกาศให้ผู้ค้าน้ำมันปรับสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 ทันที และจะมีผลในทางปฏิบัติหลังจากออกประกาศแล้ว 15 วัน" นายวิฑูรย์ กล่าว