ข่าวทั้งหมด

Date : 22 / 06 / 2017

  • Date : 22 / 06 / 2017
    กฟผ.ยันไม่ได้เป็นผู้เสนอจัดเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง

    กฟผ.ชี้แจงข่าวคลาดเคลื่อน ไม่เคยเสนอเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง ย้ำจุดยืนการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยให้มีค่าไฟฟ้าเหมาะสมเป็นธรรม

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี โฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยืนยัน กฟผ. ไม่ได้เสนอการเก็บค่าไฟฟ้าสำรองต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ตามที่มีประเด็นข่าวว่า กฟผ. ได้เสนอเรื่องให้ กกพ. จัดเก็บค่าระบบสำรองไฟฟ้า (Backup Rate) ที่ 100 - 200 บาท/เดือน สำหรับผู้ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่ยังคงพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าของประเทศ

     กฟผ. ขอชี้แจงว่า กฟผ. มิได้เสนอการเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง ต่อ กกพ. ตามข่าว ที่มาของประเด็นดังกล่าว สืบเนื่องมาจากการสัมมนาสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560 เรื่อง “นวัตกรรม กฟผ. 4.0” ซึ่ง กฟผ. ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศในการสัมมนาว่า ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับความนิยม และมีราคาถูกลง ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้มากขึ้น มีผลให้รูปแบบความต้องการไฟฟ้าในแต่ละวันเปลี่ยนแปลงไป โดยในช่วงเย็นหลังพระอาทิตย์ตกดิน ความต้องการไฟฟ้าจะสูงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกประเทศจึงต้องเตรียมระบบรองรับไว้ เช่น การลงทุนโรงไฟฟ้าสำรองหรือแบตเตอรี่สำรองที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว เฉพาะช่วงที่ไม่มีแดดหรือในช่วงเย็น เป็นต้น ซึ่งจะมีผลทำให้ราคาค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก นิวซีแลนด์ ได้นำวิธีการต่าง ๆ มาใช้ รวมทั้งการคิดค่าไฟฟ้าสำรองสำหรับผู้ใช้รายใหญ่หรือรายย่อยที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง เพื่อการลงทุนโรงไฟฟ้าสำรองดังกล่าว แม้แต่ประเทศไทยในปัจจุบัน ก็มีการเก็บค่าไฟฟ้าสำรองสำหรับผู้ที่มีเครื่องปั่นไฟฟ้าใช้เอง แต่ยังต้องการใช้ไฟฟ้าสำรองจากระบบด้วยเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม กกพ. กำลังพิจารณาศึกษา “อัตราค่าไฟฟ้าสำรอง” ที่เหมาะสมสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท๊อปว่าขนาดกำลังผลิตติดตั้งเท่าใดจึงจะเข้าข่ายต้องถูกเรียกเก็บ

    “กฟผ. ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่ดูแลระบบไฟฟ้าของประเทศ ยืนยันสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เช่น การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่มีความเสถียร หรือไฮบริด  โดยจัดทำแผนระยะยาว 20 ปี นอกจากนี้ จะมีการเตรียมระบบไฟฟ้ารองรับในการที่ประชาชนจะผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ใช้เอง เช่น การมีแบตเตอรี่สำรอง โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ การสร้างระบบส่งไฟฟ้ารองรับในพื้นที่ต่าง ๆ  รวมทั้งการพัฒนาระบบสมาร์ทกริด มาช่วยการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อให้ระบบไฟฟ้ายังมีความมั่นคง และมีค่าไฟฟ้า เหมาะสมเป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และประชาชนทั่วไป” โฆษก กฟผ. กล่าวในที่สุด

  • Date : 22 / 06 / 2017
    ประเมินผลกระทบหยุดผลิตปิโตรเลียมในที่ส.ป.ก.50วันสูญรายได้1,200ล้านบาท

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ประเมินผลกระทบหยุดผลิตปิโตรเลียม 50 วันในพื้นที่ ส.ป.ก. สูญรายได้ 1,200 ล้านบาท ระบุขั้นตอนการยื่นขอสำรวจต้องเพิ่มการจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเกษตรกร ย้ำไม่ส่งผลกระทบให้ขาดแคลนน้ำมันในประเทศ เผยการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ พยายามเลี่ยงพื้นที่ ส.ป.ก.เต็มที่

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ธช.) เปิดเผยว่า กรมฯได้ประเมินผลกระทบจากหยุดดำเนินการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก.ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด นับรวม 50 วัน ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย. 2560 จนถึงปัจจุบัน และนับรวมระยะเวลาอีก 1 เดือนข้างหน้าที่ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมความพร้อมก่อนกำลังการผลิตปิโตรเลียมจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คิดเป็นความเสียหายประมาณ 1,200 ล้านบาท แบ่งเป็นผลกระทบจากปิโตรเลียมที่หายไปรวมเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท และทำให้ภาครัฐเสียรายได้จากค่าภาคหลวงประมาณ 125 ล้านบาท รวมทั้งค่าภาคหลวงที่กระจายสู่องค์การบริหารส่วนตำบลหายไป 75 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมฯอยู่ระหว่างรอประกาศ ม.44 ที่จะปลดล็อคให้สามารถใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ใน 3 กิจการ ได้แก่ 1. การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2. การวางกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าและ 3. การทำเหมืองแร่ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยหาก ม.44 มีผลบังคับใช้ กรมฯจะรีบทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่เกี่ยวข้องทั้ง 7 ราย ให้สามารถเข้าพื้นที่เพื่อกลับไปดำเนินการเบื้องต้นได้ต่อไป

    ทั้งนี้ในส่วนของการกำหนดพื้นที่และขั้นตอนการยื่นขอใช้พื้นที่ ส.ป.ก.เพื่อประกอบกิจการปิโตรเลียม ที่ ส.ป.ก.จะประกาศออกมานั้น กรมฯจะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบการได้ทราบและปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามที่ ส.ป.ก. ได้เสนอจะให้ผู้ประกอบการต้องส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อเกษตรกรรมเพิ่มเติม จากเดิมที่จ่ายผลประโยชน์โดยตรงให้เกษตรกร การทำกิจกรรมเพื่อสังคม(CSR) การจ่ายค่าภาคหลวง และการจัดสรรกระจายรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

    “แต่เดิมผู้ประกอบการปิโตรเลียมต้องจ่ายค่าใช้พื้นที่กับส.ป.ก.ในอัตรา 20% ของราคาประเมินที่ดินจากรมธนารักษ์ แต่หากมีประกาศ ของ ส.ป.ก.ใหม่ให้จ่ายเงินเข้ากองทุนฯ ก็ต้องดูว่าจะปรับสัดส่วนอัตรา 20% หรือไม่อย่างไร ซึ่งจะมีความชัดเจนมากขึ้นในหลักการการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. เบื้องต้นขั้นตอนขอใช้พื้นที่จะเริ่มจากผู้ประกอบการปิโตรเลียมต้องไปเจรจากับเจ้าของพื้นที่ที่ได้รับสิทธิ์ ส.ป.ก. จากนี้ทางเกษตรกรต้องทำการคืนพื้นที่ให้ ส.ป.ก. เพื่อให้สิทธิ์กับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดให้เอกชนเข้ามาสำรวจปิโตรเลียมได้ แต่เอกชนจะต้องเพิ่มการจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเกษตรกร นอกจากเหนือจากค่าภาคหลวง รวมทั้งการจ่ายให้ อบต. และการทำ CSR”

    นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าในช่วง 2 เดือนที่ผลิตปิโตรเลียมไม่ได้นี้ จะไม่มีผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำมัน เนื่องจากโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันมีการสำรองน้ำมันตามกฎหมายไว้ได้กว่า 20 วัน ส่วนที่เหลือคาดว่าเมื่อ ม.44 ออกมาแล้ว ผู้ประกอบการจะเริ่มเข้าไปทยอยผลิตน้ำมันออกมาได้จนเข้าสู่ภาวะปกติได้ทัน ขณะเดียวกันความต้องการใช้น้ำมันในประเทศช่วงนี้ก็ปรับลดลงด้วย จึงคาดว่าจะไม่ผลกระทบประชาชนผู้ใช้น้ำมัน ยกเว้นผู้ประกอบการน้ำมันที่คาดว่าต้นทุนจะสูงขึ้น เพราะแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ เป็นน้ำมันคุณภาพสูง การหาน้ำมันมาทดแทนในโรงกลั่นจึงมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

    สำหรับการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทางกรมฯ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะเปิดสำรวจในพื้นที่ ส.ป.ก. แต่หากเลี่ยงไม่ได้เพราะมีแหล่งปิโตรเลียมอยู่ ก็ต้องดำเนินการตามกฎระเบียบที่ออกมานี้ แต่เชื่อว่าเป็นเรื่องดีเพราะจะเกิดความชัดเจนในกระบวนการสำรวจปิโตรเลียมในอนาคต  

    ปัจจุบันมีบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ ส.ป.ก.และพื้นที่ป่าไม้ 7 บริษัท คิดเป็นพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมประมาณ 2,300 ไร่ แบ่งเป็น

    1.บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด แปลงสัมปทานในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร จ.พิษณุโลก จ.สุโขทัย จ.อุตรดิตถ์ จ.พิจิตร

    2.บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด แปลงสัมปทานในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร จ.สุโขทัย

    3.บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส(ประเทศไทย) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์

    4.บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี

    5.บริษัท อพิโก้(โคราช) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี จ.กาฬสินธุ์

    6.บริษัท ทวินซ่า ออยล์ ลิมิเต็ต แปลงสัมปทานพื้นที่จ.พิษณุโลก

    7.บริษัท ย่านฉาง ปิโตรเลียม(ไทยแลนด์) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่จ.บุรีรัมย์

     

Date : 21 / 06 / 2017

  • Date : 21 / 06 / 2017
    กฟผ.ลงนามสัญญาร่วมวิจัยกับNECTECขยายผลรถไฟฟ้าดัดแปลง

    กฟผ. และ NECTEC ลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาและวิศวกรรมโครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือดัดแปลง (EV Kit & Blueprint Project)หวังขยายผลไปสู่การดัดแปลงรถไฟฟ้ากับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ปรับปรุงรถไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบ และต่อยอดองค์ความรู้ในอนาคต

    เมื่อวันที่21 มิ.ย.2560 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาและวิศวกรรม “โครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือดัดแปลง (EV Kit & Blueprint Project)” ซึ่งเป็นโครงการวิจัยระยะที่ 2 โดยมีนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. เป็นประธาน  และมี นายพฤหัส วงศ์ธเนศ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. กับ ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนาม เพื่อ มุ่งขยายผลไปสู่การดัดแปลงรถไฟฟ้ากับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ปรับปรุงรถไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบ และต่อยอดองค์ความรู้ในอนาคต

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ.   กล่าวว่า กฟผ. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตและการพัฒนานักวิจัย  สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล  ที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวเข้าสู่ยุค4.0  จึงได้มีการวิจัยและพัฒนาร่วมกันกับ สวทช. มาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีเป้าหมายในการออกแบบชิ้นส่วนหลักรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะดัดแปลงรถยนต์สันดาปภายในที่มีอยู่ในท้องตลาดให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ปราศจากการใช้เครื่องยนต์ พร้อมทั้งสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยแบตเตอรี่ 100% โดยมีแผนดำเนินการ 3 ระยะ

    โดยการลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาฯ ในครั้งนี้ เป็นการลงนามในโครงการวิจัยยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2560 - 2563 ได้แก่ “โครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือดัดแปลง (EV Kit & Blueprint Project)” เพื่อมุ่งขยายผลไปสู่การดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า EV กับรถยนต์รุ่นอื่นๆ เพื่อพัฒนาและนำไปใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีเป้าหมายหลัก คือ การดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine) หรือ รถยนต์ ICE ที่ใช้แล้วมีเครื่องยนต์ที่เสื่อมสภาพ ปลดปล่อยไอเสียคุณภาพต่ำ เสียงดัง และความร้อนจำนวนมากสู่สิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่สามารถกลับมาใช้งานได้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการวิจัยนาน 30 เดือน ใช้งบประมาณในการวิจัยทั้งสิ้น ประมาณ 60 ล้านบาท โดย กฟผ. สนับสนุนงบประมาณในการวิจัย ประมาณ 25 ล้านบาท และ สวทช. สนับสนุนงบประมาณ 35 ล้านบาท

    ความท้าทายของโครงการนี้ คือ การวิจัยพัฒนาชิ้นส่วนหลักหลาย ๆ ส่วน ให้สามารถบูรณาการกันเพื่อ ลดความซับซ้อน ทำให้การปรับเปลี่ยนรถยนต์ ICE ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ได้ง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อยลง โดยมุ่งลดต้นทุนในการดัดแปลงรถยนต์ไม่เกิน 200,000 บาท ไม่รวมแบตเตอรี่ รวมถึงพัฒนาต้นแบบภาคสนามชุดอุปกรณ์ดัดแปลง (Kit) พร้อมแบบทางวิศวกรรม (Blueprint) โดยการดำเนินงานวิจัยจะใช้รถยนต์ทั้งหมด จำนวน 4 คัน ได้แก่ รถยนต์ ECO จำนวน 2 คัน และรถยนต์ขนาดกลาง จำนวน 2 คัน ซึ่งคาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อโครงการวิจัยนี้แล้วเสร็จ คือ กฟผ. จะนำรถยนต์ไฟฟ้า EV ทั้ง 4 คัน ทดสอบใช้งานเพื่อเก็บข้อมูลนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงรถไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบและต่อยอดองค์ความรู้ในอนาคต โดยจัดทำเป็นเอกสารคู่มือเพื่อเผยแพร่ให้ผู้ประกอบการ และจัดแสดงเพื่อสร้างความตระหนักและให้ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า EV กับสาธารณชน

    ทั้งนี้ โครงการวิจัยยานยนต์ ระยะที่ 1 (ระหว่างปี 2553 - 2559) ที่ดำเนินการเสร็จแล้วนั้น กฟผ. และ สวทช. ได้ดำเนินการดัดแปลงรถยนต์ 2 รุ่น คือ Honda Jazz และ Toyota Vios ปัจจุบัน สวทช. ได้ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า EV จากรถยนต์รุ่น Honda Jazz ให้กับ กฟผ. เพื่อนำไปใช้งานจริงแล้ว สำหรับการต่อยอดโครงการระยะที่ 2 ที่ลงนามในสัญญาร่วมวิจัยฯ ในวันนี้ เมื่อแล้วเสร็จจะดำเนินการโครงการวิจัยยานยนต์ ระยะที่ 3 (ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป) เมื่อสามารถพัฒนารถไฟฟ้าดัดแปลงที่มีต้นทุนต่ำได้เรียบร้อยแล้ว จะมีการขยายผลการพัฒนา เพื่อให้เกิดศูนย์บริการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า โดยจะมีการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดัดแปลงรถยนต์ใช้แล้วไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า EV

     

Date : 20 / 06 / 2017

  • Date : 20 / 06 / 2017
    รัฐบาลใช้มาตรา44ปลดล็อคการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในที่ ส.ป.ก.เฉพาะที่อนุญาตแล้ว

    ที่ประชุมร่วมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่20 มิ.ย. มีมติเห็นชอบให้ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ในการปลดล็อค .การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม  .การติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า และ การทำเหมืองแร่ ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วบนที่ดินของ ส.ป.ก. ให้สามารถทำต่อไปได้  โดยไม่ถือว่าเป็นการขัดกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  ในขณะที่ข้อมูลจาก สำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)ระบุ 3 บริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม ยังไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ที่ดินจาก ส.ป.ก.

    พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม เมื่อวันที่20 มิ.ย.ว่า  กิจการทั้ง3ประเภทที่จะใช้บังคับตามมาตรา 44 ได้จะ ต้องเป็นส่วนที่ขออนุญาตใช้ที่ดิน ส.ป.ก.ไปแล้ว  ส่วนที่กำลังจะขออนุญาตใหม่นั้นจะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป โดยต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  และมีการกำหนดให้ชัดเจนว่าจะนำค่าตอบแทนที่ได้จากการใช้ที่ดินนั้นไปใช้ในการสาธารณประโยชน์  กำหนดเงื่อนไขการคืนประโยชน์ให้สังคม ที่เรียกว่าซีเอสอาร์  และกำหนดแผนการฟื้นฟูที่ดินเป็นระยะด้วย  จึงจะอนุญาตให้ยกเว้นได้ตามมาตรา44

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) รายงานว่า ก่อนหน้านี้ ทาง สำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ได้เปิดเผยข้อมูลเอกสาร เกี่ยวกับบริษัทผู้รับสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่ทาง ส.ป.ก.ยังไม่ได้ออกหนังสือยินยอมให้ทำการผลิตปิโตรเลียม   ประกอบด้วย

    1.บริษัทแพนโอเรียนท์ รีซอสเซส(ประเทศไทย) ในพื้นที่ อำเภอวิเชียรบุรี เพชรบูรณ์  อยู่ระหว่างการเสนอคณะกรรมการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) พิจารณา ที่จะคิดค่าตอบแทนผลิตปิโตรเลียม ร้อยละ20 ของราคาประเมินกรมธนารักษ์ และทบทวนมติเดิม 3/55 ที่ให้ใช้ที่ดินผลิตปิโตรเลียมเหลือ5แปลง รวม31ไร่ เป็นระยะเวลา20ปี

     2.บริษัทปตท.สผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในพื้นที่อำเภอลานกระบือ กำแพงเพชร เนื้อที่580ไร่ ซึ่งส.ป.ก.อยู่ระหว่างการคิดค่าเสียหายกรณีละเมิด (ผลิตปิโตรเลียมโดยไม่ได้รับความยินยอม)  3 บริษัทซีเอ็นนี ซีเอชเค(ไทยแลนด์)จำกัด ที่ตั้งอำเภอ ลานกระบือ กำแพงเพชรเช่นเดียวกัน จำนวน5แปลง    โดยค่าเสียหายทั้ง2 บริษัทดังกล่าวนั้น จะคิดตั้งแต่วันกระทำการละเมิด จนถึงวันที่30 พ.ย.2558 เป็นเงินประมาณ 20 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการจัดเก็บค่าเสียหาย

    อย่างไรก็ตามต้องรอดูในรายละเอียดของประกาศ มาตรา44 ที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  ที่ร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายหลังจากที่ คสช.และคณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่วมกัน   จึงจะทราบอย่างชัดเจนว่า บริษัทผู้รับสัมปทานทั้ง3 บริษัท  ซึ่งทำให้การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในพื้นที่ ส.ป.ก.ดังกล่าว จะได้การยกเว้นด้วยหรือไม่  

     

  • Date : 20 / 06 / 2017
    กฟผ.พร้อมลงนามสัญญาร่วมวิจัย EV Kit & Blueprint Project กับNECTEC 21มิ.ย.นี้

    กฟผ.พร้อมลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาและวิศวกรรม กับ NECTEC ในโครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือการดัดแปลง(EV Kit &Blueprint Project) ในวันที่21 มิ.ย. 2560 นี้

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC ) รายงานว่า  พิธีลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาและวิศวกรรมใน โครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือการดัดแปลง(EV Kit &Blueprint Project)ระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็คทรอนิกส์แคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC) สำนักงงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.)จัดขึ้นที่ ห้องประชุม201  อาคารสำนักผู้ว่าการ กฟผ.สำนักงานใหญ่  จ.นนทบุรี  โดยมีดร.จิราพร ศิริคำ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิจัยและพัฒนา(อจพ.) ของกฟผ. เป็นผู้กล่าวรายงานถึงความสำคัญของโครงการ โดยที่มีนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการกฟผ. นายพฤหัส วงศ์ธเนศ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. และดร. ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการNECTEC ร่วมพิธีลงนาม

    ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้  ดร.จิราพร ศิริคำ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิจัยและพัฒนา กฟผ. เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน ว่า กฟผ.ได้เริ่มศึกษานำรถยนต์ใช้แล้วมาดัดแปลงเป็นรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2560-2562 โดยนำรถยนต์ 4 คันจาก 2 รุ่นที่ประชาชนใช้กันมากมาดัดแปลง ได้แก่ Nissan Almera และ Toyota Altis ที่คาดว่าจะวิ่งได้ไกล ประมาณ200-300กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง   ซึ่งหากเทคโนโลยีแบตเตอรี่มีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นคาดว่าจะวิ่งได้ไกลขึ้น อาจจะถึง400- 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง 

    โครงการดังกล่าว กฟผ. ได้พัฒนาร่วมกับทางNECTEC  ด้วยงบประมาณ 60 ล้านบาท โดย กฟผ.ออก 25 ล้านบาท และสวทช.ออก 35 ล้านบาท โดยเป็นการศึกษาต้นแบบอุปกรณ์ดัดแปลง EV conversion Kit ต้นทุนไม่เกิน 2 แสนบาทต่อคัน ในระยะเวลา 2 ปี 

    ทั้งนี้ หากเฟส 2 ประสบความสำเร็จ ก็จะพัฒนาสู่ เฟส 3 คึอ การพัฒนาให้เกิดศูนย์ดัดแปลงรถ EV รวมถึงถ่ายทอดเทคโนโลยี ในการผลิตอุปกรณ์ EV conversion Kit ให้กับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมหรือผู้ที่สนใจ เบื้องต้นจะคัดเลือกอาสาสมัครจากบริษัทรถยนต์ หรือ อู่รถยนต์ 3 แห่งมาดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมมอบพิมพ์เขียวซึ่งเป็นวิธีการดัดแปลงรถใช้แล้วให้เป็นรถ EV ฟรี เพื่อดำเนินการเชิงพานิชย์ต่อไป และหลังจากนั้นจะเผยแพร่แบบมีค่าลิขสิทธิ์ 

  • Date : 20 / 06 / 2017
    บางจากซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มอีกหมื่นตันหวังช่วยดึงราคาผลผลิต

    บางจาก คอร์ปอเรชั่น ซื้อน้ำมันปาล์มดิบเติมปริมาณสำรองเพิ่มอีกหมื่นตัน หวังดึงราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ราคาตกต่ำเพราะผลผลิตออกมาล้นตลาด  สอดรับกับนโยบายของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน

    นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันผลผลิตปาล์มที่ล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ บริษัท จึงมีนโยบายให้บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือและเป็นผู้ผลิตไบโอดีเซล B100 เพิ่มสำรองน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในภาวะที่ราคาผลปาล์มตกต่ำ และจะได้ช่วยกระตุ้นราคาผลผลิตปาล์มให้ดีขึ้น ตามนโยบายของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน

    นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด มีกำลังการผลิต 810,000 ลิตรต่อวัน มีปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบ 20,000 ตันต่อเดือน จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น จะเพิ่มปริมาณสำรองอีก 10,000 ตัน ทั้งนี้ ได้เริ่มดำเนินการรับซื้อมาแล้วตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา และคาดว่าจะสามารถรับซื้อได้ครบตามเป้าหมายภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้

    โดยปัจจุบันสต็อคน้ำมันปาล์มดิบในตลาดมีมากกว่า 4 แสนตัน  สูงกว่าปกติที่มีอยู่ 2 แสนตัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบปรับตัวลดลง จากเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมราคาอยู่ที่ 27 บาทต่อกิโลกรัม ราคา ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2560 ปรับตัวลดลงเหลือ 23 บาทต่อกิโลกรัม

  • Date : 20 / 06 / 2017
    เตรียมออกกฎหมายคุมโรงงานเอสเอ็มอีให้มีมาตรการประหยัดพลังงาน

    พพ.เล็งคุมโรงงานเอสเอ็มอี ให้มีมาตรการประหยัดพลังงาน  โดยจะร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่างกฎหมาย เพื่อบังคับใช้ ให้เกิดความคาดชัดเจนในปีหน้า  แต่ในช่วงเริ่มต้น จะส่งเสริมโรงงานเอสเอ็มอี ต้นแบบนำร่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

    นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า พพ. เตรียมมาตรการขยายการควบคุมการประหยัดพลังงานไปสู่กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) ทั่วประเทศที่มีจำนวนกว่าแสนรายเป็นครั้งแรก เนื่องจากกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมดังกล่าวมีการใช้พลังงานโดยรวมในสัดส่วนที่สูง 

    โดยมาตราการดังกล่าว พพ. จะร่วมมือกับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) ในการออกกฎหมาย ให้โรงงานอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี ที่ตั้งใหม่ต้องมีมาตรการประหยัดพลังงาน รวมไปถึงโรงงานเก่าที่ดัดแปลง ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่จะออกมาด้วย ทั้งนี้การออกกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการหาแนวทางที่เหมาะสม  ซึ่งคาดว่าจะเกิดความชัดเจนในปี 2561


    อย่างไรก็ตามในขั้นตอนก่อนที่จะออกกฎหมายมาบังคับใช้ พพ.จะมีมาตรการส่งเสริมด้านการเงิน เพื่อจูงใจผู้ประกอบการโรงงานที่เป็นเอสเอ็มอี ก่อน  จากนั้นจึงจะมีการออกประกาศของ กรอ.เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานที่ไม่เป็นภาระต่อประชาชน โดยจะมีการจัดทำโครงการโรงงานต้นแบบที่แสดงให้เห็นถึงการอนุรักษ์พลังงานและเกิดการประหยัดพลังงานได้จริง   และขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการออกกฎหมายมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของโรงงานอุตสาหกรรม(Factory Energy Code)อย่างชัดเจนที่ต้องปฏิบัติตามต่อไป 
        
    นอกจากนี้ พพ.ยังอยู่ระหว่างการออกกฎหมาย "ร่างกฎหมายเกณฑ์มาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร"  บังคับให้อาคารสร้างใหม่และอาคารดัดแปลงซึ่งที่มีเนื้อที่ 10,000 ตารางเมตร ขึ้นไปต้องออกแบบให้เกิดการประหยัดพลังงานให้ได้ขั้นต่ำ 10% เมื่อเทียบกับอาคารแบบเดิม คาดว่ามีผลบังคับใช้เร็วๆนี้ 

    สำหรับ ความคืบหน้าในการปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(AEDP)นั้น  นายประพนธ์ กล่าวว่า  พพ. กำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้เสร็จตามกรอบระยะเวลาใน 2-3 เดือนนี้ที่กระทรวงพลังงานกำหนดไว้ โดยคาดว่าเดือน ก.ย. 2560 จะดำเนินการเสร็จ เบื้องต้นจะปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก 20% เป็น 40% ภายในปี 2579 

    ส่วนแผนอนุรักษ์พลังงาน(EEP)นั้น พพ.กำลังพิจารณาความเหมาะสมว่า จำเป็นต้องปรับใหม่หรือไม่ จากปัจจุบันที่กำหนดให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานให้ได้ 30% ภายในปี 2579 ใน 7 ประเภทเป้าหมาย อาทิ กลุ่มอาคารโรงงาน กลุ่มภาคขนส่ง การประหยัดพลังงานของลูกค้าการไฟฟ้าต่างๆ การส่งเสริมมาตรการปิดสลากเบอร์5 และมาตรการส่งเสริมทางการเงินสำหรับการประหยัดพลังงาน เป็นต้น 

Date : 19 / 06 / 2017

  • Date : 19 / 06 / 2017
    สำนักงานกกพ.เข้าตรวจสอบการใช้เงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า แม่เมาะ 300ล้านบาท

    สำนักงาน กกพ. เร่งตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า โรงไฟฟ้าแม่เมาะ 300 ล้านบาทต่อปี หลังมีเสียงวิจารณ์หนาหู  ว่าชุมชนรอบโรงไฟฟ้าไม่ได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์  ในขณะที่ กฟผ.เสนอ กกพ. พิจารณา 2 แนวทางบริหารกองทุนฯเพิ่มความโปร่งใส

    นางสาว นฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการ  เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่าสำนักงาน กกพ.ได้รับทราบกรณีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ คณะกรรมการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ถึง โครงการที่ทางกรรมการขอใช้เงินไป  แต่ไม่ได้มีโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นประโยชน์ส่วนรวม อย่างเป็นรูปธรรม  ทั้งๆที่มีวงเงินจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ ทางสำนักงาน กกพ.อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและติดตามการใช้จ่ายเงินในโครงการต่างๆ ที่ผ่านมาของกองทุนดังกล่าว  

    อย่างไรก็ตามในขั้นตอนปกติ การขอใช้เงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า จะต้องเสนอโครงการมายัง กกพ. เพื่อขออนุมัติใช้จ่ายเงิน โดยโครงการที่เสนอมาจะต้องผ่านความเห็นชอบจากชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันก่อน  รวมทั้งการดำเนินงานจะมีคณะกรรมการติดตามประเมินผลทุกครั้ง ซึ่งสามารถที่จะตรวจสอบได้ นอกจากนี้ชาวบ้านยังสามารถร้องเรียนการใช้จ่ายเงินที่ไม่เหมาะสมมายัง กกพ. ได้ด้วย 

    สำหรับกองทุนพัฒนาไฟฟ้าจะมีเงินเข้ามาประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแต่ละปี คณะกรรมการ กกพ.จะกำหนดหัวข้อสำคัญให้ชาวบ้านไปคิดเสนอโครงการให้สอดคล้องกัน  โดยปี 2560 นี้ กองทุนฯทุกพื้นที่ จะต้องพิจารณาโครงการเกี่ยวกับด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข เป็นหลัก  ซึ่งโครงการประจำปี 2561  นั้น กกพ.อยู่ระหว่างการกำหนดให้ผู้ขอรับกองทุนฯ นำเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติ เพื่อขออนุมัติการใช้จ่ายเงิน

    ด้าน นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าปีละประมาณ 300 ล้านบาท แต่ กฟผ.ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับเงินดังกล่าวจึงไม่สามารถเข้าไปเป็นกรรมการพิจารณาโครงการหรือการใช้เงินของกองทุนฯได้  แต่ได้ทราบเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์การใช้เงินดังกล่าวแล้ว ซึ่ง กฟผ. ทำได้เพียงส่งทีมงานไปติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

    อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ทาง ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์  อยู่ระหว่างหารือกับคณะกรรมการ กกพ. เพื่อเสนอแนวทางการบริหารกองทุนฯ ให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้นใน 2 แนวทางคือ 1. การพิจารณาใช้เงินจากกองทุนฯ ในอนาคต จำเป็นต้องใช้จ่ายตามแผนพัฒนาท้องที่แบบระยะยาวเท่านั้น โดยหากมีโรงไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้น ชาวบ้านพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าจะต้องกำหนดแผนพัฒนาท้องถิ่นระยะยาวไว้ และเดินตามแผนอย่างจริงจัง ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่ตั้งโครงการตามเห็นสมควรเท่านั้น

    และแนทางที่ 2 การเสนอโครงการควรให้ตัวแทนเข้ามาชี้แจงรายละเอียดด้วยตัวเอง เนื่องจากปัจจุบันการเสนอโครงการให้ สำนักงาน กกพ.พิจารณาเป็นการเสนอผ่านเอกสารเท่านั้น ซึ่งบางโครงการดีแต่อาจไม่ได้รับการพิจารณา เพราะเขียนโครงการไม่ดีพอ เป็นต้น  
     

  • Date : 19 / 06 / 2017
    รัฐสูญรายได้วันละ26ล้านบาท นายกรัฐมนตรีสั่งเร่งแก้ปัญหาการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ส.ป.ก.

    ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งอยู่ภายใต้ คณะกรรมการบริหารราชแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.) ที่มีนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน เมื่อวันที่ 19 มิ.ย 2560 รับทราบปัญหาการใช้พื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม( ส.ป.ก. )เพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่ทำให้รัฐสูญรายได้วันละ26ล้านบาท โดยคาดว่าจะได้ทางออกในการแก้ไขปัญหา ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่20 มิ.ย.นี้

    โดยในการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ที่มีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานในการประชุม ทางกระทรวงพลังงาน ได้รายงานถึงปัญหาการใช้พื้นที่ส.ป.ก. เพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม  ที่ได้มีการสั่งให้หยุดการผลิตปิโตรเลียม หลังศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาเมื่อวันที่1 มิ.ย.2560  เพิกถอนระเบียบ เรื่อง”การให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฎิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ.2541 ที่ใช้พิจารณาอนุญาตสำหรับกิจการปิโตรเลียม

    ทั้งนี้ ในส่วนพื้นที่ ส.ป.ก. ที่เป็นพื้นที่สงวนเพื่อสำรวจและพัฒนาศักยภาพปิโตรเลียม นั้น ทางบริษัทผู้รับสัมปทาน ปิโตรเลียมได้ชำระเงินค่าสงวนพื้นที่ล่วงหน้า5ปี แล้ว แต่ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการตามแผนและไม่สามารถขอรับเงินค่าสงวนพื้นที่คืนได้   ส่วนพื้นที่ผลิตปิโตรเลียม ต้องหยุดการผลิตและไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อสร้างสถานีผลิตและแนวท่อขนส่งปิโตรเลียมที่สำรวจพบได้   ทำให้รัฐขาดรายได้จากค่าภาคหลวงปิโตรเลียม

    โดยปิโตรเลียมในพั้นที่ ส.ป.ก. ที่ต้อง หยุดผลิตนั้น แยกเป็นน้ำมันดิบ 16,000บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นร้อยละ50ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบบนบก  มูลค่าประมาณ 28 ล้านบาทต่อวัน   ก๊าซธรรมชาติ  110 ล้านลบ.ฟุต ต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 69 ของการผลิตก๊าซบนบก  มูลค่า 19.25 ล้านบาทต่อวัน  ก๊าซธรรมชาติเหลว 100 บาร์เรลต่อวัน  คิดเป็นร้อยละ25 ของการผลิตบนบก  มูลค่า 0.175ล้านบาทต่อวัน  รวมมูลค่าผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด 47.4 ล้านบาทต่อวัน 

    ซึ่งมีการรายงานที่ให้ประชุมรับทราบด้วยว่า ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะภาคพลังงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ด้วย  เนื่องจาก มีส่วนที่เป็นส่วนรายได้เข้ารัฐจากการจัดเก็บค่าภาคหลวงประมาณ26 ล้านบาทต่อวัน  โดยจำนวนดังกล่าว เป็นส่วนที่ต้องจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3.55 ล้านบาทต่อวัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กระทรวงมหาดไทย ไปหารือร่วมกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้  ซึ่งคาดว่าจะมีการรายงานให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ในการประชุมวันที่20มิ.ย.นี้

    ด้าน นายวีระศักดิ์  พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  กล่าวว่า การให้สัมปทานปิโตรเลียมในพื้นที่ใดๆ หากมีแปลงสัมปทานอยู่ในพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับ ดูแลด้านการสำรวจและการผลิตปิโตรเลียมได้กำชับและสั่งการให้บริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม นั้น ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบในการเข้าพื้นที่อย่างเคร่งครัด

    สำหรับแปลงสัมปทานในพื้นที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร นั้น ได้รับสัมปทานเมื่อปี พ.ศ. 2522 และบริษัทผู้รับสัมปทานมีการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมและมีการผลิตน้ำมันดิบเพื่อใช้ประโยชน์ภายในประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524  โดยเป็นการดำเนินการก่อนที่จะมีการกันพื้นที่ให้เป็นพื้นที่ ส.ป.ก.  ซึ่งต่อมาเมื่อมีการประกาศพระราชกำหนดพื้นที่ ส.ป.ก. บริษัทผู้รับสัมปทานก็ได้ดำเนินการยื่นขออนุมัติเข้าใช้พี้นที่ตามกฎระเบียบของ ส.ป.ก.อย่างถูกต้องในทุกขั้นตอน

     นายวีระศักดิ์ กล่าวด้วยว่า  การใช้พื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เป็นการให้โอกาสประเทศในการนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ประโยชน์ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับประเทศในรูปแบบค่าภาคหลวงปิโตรเลียม โดยจัดสรรให้กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นถึงร้อยละ 60 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 16,000 ล้านบาท

     นอกจากนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยังมีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด อาทิ การนำก๊าซธรรมชาติที่จำเป็นต้องเผาทิ้งบางส่วนมาใช้แทนก๊าซหุงต้มในการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรของท้องถิ่น ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มสหกรณ์หนองตูม อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย