ข่าวทั้งหมด

Date : 21 / 09 / 2017

  • Date : 21 / 09 / 2017
    ผู้ผลิตก๊าซแหล่งสินภูฮ่อมแจ้งหยุดซ่อมบำรุงประจำปีช่วง23-30ก.ย.2560นี้
    ผู้ผลิตก๊าซแหล่งสินภูฮ่อมแจ้งหยุดซ่อมบำรุงประจำปีช่วง 23-30 ก.ย. 2560 นี้ส่งผลกระทบต่อการให้บริการ ณ สถานีบริการเอ็นจีวีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รวม 14 แห่ง ในพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย ขอนแก่น อุดรธานี เลย มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร  ซึ่งมีปริมาณความต้องการใช้เอ็นจีวีปกติรวม 220 ตันต่อวัน  โดย ปตท. เตรียมจัดสรรเอ็นจีวี จากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักแก่งคอย จ.สระบุรี มาช่วยได้บางส่วน 120ตันต่อวัน และจำเป็นต้องแจ้งปิดสถานีบริการเอ็นจีวีแนวท่อ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นการชั่วคราว 
     
    นายศักดิ์เฉลิม สิทธิวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผู้ผลิตแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม จ.อุดรธานี แจ้งแผนซ่อมบำรุงอุปกรณ์ประจำปี  ซึ่งจะส่งผลให้สถานีก๊าซธรรมชาติหลักน้ำพอง จ.ขอนแก่น จำเป็นต้องหยุดการผลิตก๊าซเอ็นจีวีชั่วคราว ระหว่างวันที่ 23-30 กันยายน 2560 รวม 8 วัน โดย ปตท. ได้เตรียมแผนการบริหารจัดสรรก๊าซเอ็นจีวีมาทดแทนให้กับสถานีบริการเอ็นจีวีในพื้นที่แล้ว ขออภัยผู้ใช้เอ็นจีวีทุกท่านในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้
     
    การหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อการให้บริการ ณ สถานีบริการเอ็นจีวีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รวม 14 แห่ง ในพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย ขอนแก่น อุดรธานี เลย มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร  ซึ่งมีปริมาณความต้องการใช้เอ็นจีวีปกติรวม 220 ตันต่อวัน  โดย ปตท. สามารถจัดสรรก๊าซธรรมชาติจากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักแก่งคอย จ.สระบุรี เพื่อรองรับการให้บริการได้ประมาณ120 ตันต่อวัน และจำเป็นต้องปิดสถานีบริการเอ็นจีวีแนวท่อ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นการชั่วคราว ซึ่งคาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป
     
    “ปตท. ขออภัยผู้ใช้เอ็นจีวีในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น โดยได้เร่งเตรียมความพร้อมในการจัดส่งเอ็นจีวีมาทดแทนแล้ว เพื่อให้มีผลกระทบต่อผู้ใช้น้อยที่สุด ทั้งนี้ จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากผู้ใช้รถเครื่องยนต์ 2 ระบบ โปรดพิจารณาวางแผนการใช้เชื้อเพลิงในช่วงเวลาดังกล่าว  โดยผู้ใช้รถฯ สามารถติดตามสถานการณ์และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ PTT Contact Center โทรศัพท์ 1365 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” นายศักดิ์เฉลิม กล่าว

Date : 20 / 09 / 2017

  • Date : 20 / 09 / 2017
    สนพ.เตรียมเสนอปรับแผนพีดีพี2015 เข้าที่ประชุมกพช.เดือนต.ค.นี้

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)เตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ในการประชุมวันที่18 ต.ค. 2560 นี้ เพื่อรับทราบการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP2015) ซึ่งจะสอดรับกับพฤติกรรมความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า การปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ พีดีพี 2015 ที่จะนำเสนอให้กพช.รับทราบ ในการประชุมวันที่18ต.ค.2560 ครั้งนี้  จะมีการนำปัจจัยซึ่งจะมีผลต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต เข้ามาพิจารณาด้วย  เช่นการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบไอที  การคาดการณ์การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต นโยบายรัฐบาลที่จะส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การเติบโตของสังคมเมืองที่ทำให้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนไป การใช้ระบบไมโครกริด และสมาร์ทกริด รวมทั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage ) เข้ามาเป็นกลไกเสริม เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามในส่วนของซัพพลาย คือการสร้างโรงไฟฟ้าให้รองรับกับความต้องการ ยังยืนยันในหลักการที่จะต้องมีการกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิงโดยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลง เหมือน แผนพีดีพี 2015 ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะมีการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนให้มากขึ้น  รวมทั้งการกระจายโรงไฟฟ้าไปตามภูมิภาคให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ในแต่ละพื้นที่  โดยคาดว่าการจัดทำแผนพีดีพีจะเสร็จภายใน 6 เดือน หลังจากที่มีการนำเสนอเรื่องเข้า กพช. รับทราบถึงแนวทางการปรับปรุงแผน จากนั้นกระทรวงพลังงาน ก็จะมีการปรับแผนพลังงานอื่นๆ เช่น แผนพัฒนาพลังงานทดแทน  แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนก๊าซฯ และแผนน้ำมัน ให้มีความสอดคล้องกันกับแผนพีดีพีต่อไป

  • Date : 20 / 09 / 2017
    รัฐมนตรีพลังงานเผยการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ-บงกชอาจล่าช้าไป1-2เดือน

    รัฐมนตรีพลังงานเผยการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช อาจจะมีความล่าช้าไปอีก1-2เดือน เพราะอยู่ที่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะรัฐมนตรี ในขณะที่ไม่ได้มีการสั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ออกเดินสายโรดโชว์ชักชวนให้นักลงทุนเข้ามาประมูลแข่งขัน แต่เป็นเรื่องที่กรมฯจะพิจารณาดำเนินการเอง

    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความ  คืบหน้าการเปิดประมูลเพื่อให้สิทธิเอกชนเข้ามาดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในแหล่งเอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุใน ปี 2565-2566 ว่า ในขั้นตอนของการจัดทำร่างทีโออาร์เพื่อเชิญชวนให้เอกชนเข้าร่วมการประมูลนั้น ในส่วนของกระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะแล้วเสร็จตามแผนที่กำหนด แต่ในขั้นตอนที่จะนำไปสู่การออกประกาศเชิญชวนได้นั้น จะต้องส่งเรื่องให้ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ตรวจร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) และร่างทีโออาร์  รวมทั้งเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ  ซึ่งต้องใช้เวลา  และอาจจะส่งผลให้การเปิดประมูลล่าช้าออกไป 1-2 เดือน จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถเปิดขายทีโออารได้ในเดือน ต.ค.นี้ 

    สำหรับในส่วนของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่จะเดินสายโรดโชว์เชิญชวนนักลงทุนให้เข้าร่วมการประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชนั้น  พลเอกอนันตพร กล่าวว่า ไม่ได้ให้นโยบายหรือมีการสั่งให้ดำเนินการ แต่เป็นเรื่องที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะพิจารณาเองตามความเหมาะสม

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) รายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่14ก.ย. 2560 ที่ผ่านมาทาง อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี ได้เดินทางไปพบกับรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี)  ที่อาบูดาบี เพื่อเชิญ Mubadala Petroleum(MP) ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่รัฐบาลยูเออี ถือหุ้น100% เข้าร่วมประมูลในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม ทั้งเอราวัณ และบงกช  โดยทาง Mubadala Petroleum แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลแข่งขัน ทั้งในส่วนของแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ ที่มีกลุ่มเชฟรอน เป็นผู้รับสัมปทานอยู่เดิม และแหล่งบงกช ที่มีบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด(มหาชน) หรือปตท.สผ. เป็นผู้รับสัมปทาน   

  • Date : 20 / 09 / 2017
    ปตท.มอบบริษัทในเครือทั้งหมดปรับแผนลงทุน5ปี(2561-2565)ให้สอดคล้องนโยบายEECของรัฐบาล

    ปตท.มอบหมายให้บริษัทในเครือทั้งหมดไปวางแผนการลงทุนระยะ 5ปี (2561-2565) ให้สอดคล้องกับนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของรัฐบาล และอยู่บนพื้นที่การต่อยอดจากทรัพย์สินและความชำนาญที่ ปตท. มีอยู่ เพื่อนำเสนอบอร์ด ปตท. พิจารณาในวันที่ 22 ธ.ค. 2560   

    นางศรีวรรณ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ได้มอบหมายให้ทุกบริษัทในเครือทั้งหมดไปดำเนินการจัดทำแผนการลงทุนในระยะ 5 ปี (2561-2565) ใหม่ ให้อยู่ภายใต้แนวทางการสร้างความเติบโตจากทรัพย์สินและความเก่งหรือศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่ และต้องสอดคล้องกับนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของรัฐบาล เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจของ ปตท.ไปพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในอนาคต เช่น ปริมาณก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มลดลง และภาคขนส่งจะเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า(EV) มากขึ้น  โดยจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) ปตท.ในวันที่ 22 ธ.ค. 2560 นี้

    สำหรับแผนลงทุนเดิม 5 ปี (2560-2564) ของทั้งกลุ่ม ปตท.นั้นอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท โดยเป็นส่วนเฉพาะของ ปตท.อยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาท  โดยแผนการลงทุนใหม่ทั้งกลุ่ม ปตท. ที่ปรับใหม่ จะส่งผลให้งบลงทุนเพิ่มขึ้นจากแผนเดิมหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้

    ทั้งนี้ แผนการลงทุนใหม่นั้นอาจเป็นได้ทั้งการสร้างโครงการใหม่ หรือ การเข้าซื้อกิจการก็ได้ ขึ้นกับความเหมาะสมของบริษัทลูกแต่ละแห่งจะพิจารณา เช่น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) อาจลงทุนปรับปรุงโรงกลั่นที่ทันสมัยขึ้น เนื่องจากสเปกน้ำมันเตาโลกกำลังจะเปลี่ยนไป นอกจากนี้อาจต้องขยายธุรกิจน้ำมันเครื่องบินให้มากขึ้น เพื่อรองรับนโยบายการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของอาเซียน

    นอกจากนี้ กลุ่มปตท.จะปรับเปลี่ยนแนวทางโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility : CSR)ใหม่ เป็นรูปแบบ Creating Shared Value หรือ CSV คือต้องเป็นโครงการที่ทำให้สังคมและปตท.ได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน ซึ่งแตกต่างจาก CSRเดิม ที่ ปตท.จะนำเงินไปสนับสนุนเพียงอย่างเดียว  

Date : 19 / 09 / 2017

  • Date : 19 / 09 / 2017
    ไออาร์พีซี ใช้นวัตกรรม Krungsri Blockchain’s Interledger ร่นเวลาโอนเงินระหว่างประเทศ
    ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) นำนวัตกรรม Krungsri Blockchain’s Interledger มาใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศแบบเรียลไทม์เป็นครั้งแรกในการซื้อ-ขายน้ำมันระหว่างไออาร์พีซีและคู่ค้าในต่างประเทศ โดยสามารถร่นระยะเวลาลงจาก1-3 วันทำการ เหลือเพียงหลักวินาที 
     
    นายโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงศรีฯนับเป็นธนาคารแรกของไทยที่นำเทคโนโลยี Blockchain’s Interledger มาใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศสำหรับภาคธุรกิจ  และได้รับความไว้วางใจจาก IRPC ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคารมายาวนานในการตอบรับเพื่อใช้บริการ Krungsri Blockchain’s Interledger โอนเงินระหว่าง IRPC และคู่ค้าในต่างประเทศของ IRPC คือบริษัท พลังงานบัวสวรรค์ จำกัด ในช่วงสัปดาห์ที่ ผ่านมา ซึ่งสามารถ โอนเงินสำเร็จภายในหลักวินาทีจากเดิม ที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-3 วันทำการ 
     
    ความสำเร็จครั้งนี้จะสร้างการปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในภูมิทัศน์ทางการเงินสำหรับภาคธุรกิจและจะเป็นพลังขับเคลื่อนในการขยายบริการโอนเงินระหว่างประเทศ ด้วยนวัตกรรมทางการเงินให้กับคู่ค้าธุรกิจรายอื่นๆ  ซึ่งธนาคารกรุงศรีฯจะใช้ประโยชน์จากเครือข่าย MUFG กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และ 1 ใน 5 กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของโลก ในการพัฒนาความเชื่อมโยงของเครือข่าย ที่มีอยู่กว่า 2,000 แห่งในกว่า 50 ประเทศ
     
    ด้าน นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) กล่าวว่า การนำนวัตกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศของธนาคารกรุงศรีฯ มาใช้ และประสบความสำเร็จในครั้งนี้ จะพลิกโฉมธุรกิจระหว่างประเทศอย่างมาก  โดยธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศที่รวดเร็วขึ้นนั้นช่วยสร้างความได้เปรียบในเวทีธุรกิจ และสนับสนุนโอกาสในการเติบโตธุรกิจได้เป็นอย่างดี และยังเชื่อมโยงการบริหารจัดการในด้านการขนส่งได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบยิ่งขึ้น
     
    ทั้งนี้ธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศที่รวดเร็วยังช่วยให้ลูกค้าของIRPC คือบริษัท พลังงานบัวสวรรค์ จำกัด  ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งส่งผลต่อการจัดการต้นทุน รับสินค้าได้รวดเร็วขึ้น และสร้างความได้เปรียบในเชิงธุรกิจ
     
    นอกจากนี้  IRPC อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ IRPC 4.0 ด้วยการนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร ทุกขั้นตอนการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การตลาด และการจัดซื้อจัดจ้างให้รวดเร็วขึ้น โดยคาดว่าจะนำมาใช้ใน ปี 2561 ให้พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้สอดคล้องกับยุคไทยแลนด์ 4.0
  • Date : 19 / 09 / 2017
    กฟผ.พร้อมผลักดันนโยบายสร้างสมดุลพลังงานด้วยพลังงานหมุนเวียนควบคู่โรงไฟฟ้าหลัก
    การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)พร้อมผลักดันนโยบายสร้างสมดุลพลังงานด้วยการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนควบคู่โรงไฟฟ้าหลัก โดยจะให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิต ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 
     
    ในงานAsia Power Week 2017 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 กันยายน 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ร่วมเป็นองค์ปาฐกในพิธีเปิดซึ่งมีขึ้นใน19 กันยายน 2560  โดยกล่าวถึง ทิศทางการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าว่า ปัจจุบันโลกมุ่งเน้นส่งเสริมพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำเพื่อลดโลกร้อนอย่างพลังงานหมุนเวียน โดยนำนวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงานมาเสริมให้ระบบพลังงานไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคง
     
    นายสหรัฐ กล่าวว่า ความท้าทายในการจัดหาและบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่นำไปสู่การผลิตนวัตกรรมล้ำสมัย และท่ามกลางความท้าท้ายนี้ กฟผ. ได้ผลักดันโยบายสร้างสมดุลพลังงานด้วยการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนควบคู่โรงไฟฟ้าหลัก โดยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิตและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ กฟผ. ยังสนับสนุนความคิดในการแบ่งปันความรู้ที่แปลกใหม่และแหวกแนวทางธุรกิจ (Disruptive Business Thinking) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานต่อไปในอนาคต   ซึ่งงาน Asia Power Week 2017  จะเป็นโอกาสดีที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้ระดมความคิดและร่วมหาคำตอบที่เหมาะสมให้กับพลังงานของโลก
     
    ทั้งนี้ในงานดังกล่าวกฟผ. ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการในหัวข้อ “EGAT innovate power solutions for a better life” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการคิดสร้างนวัตกรรมรองรับความหลายหลายในการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานประเภทต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในยุคไทยแลนด์ 4.0 และมีการจัดบรรยายสดแลกเปลี่ยนความเห็นในหัวข้อที่น่าสนใจภายในบูธตลอดทั้ง 3  นอกจากนี้กฟผ. ยังเปิดให้โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าต้นแบบที่ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนเมือง ให้เป็นสถานที่ศึกษาดูงานของผู้แทนองค์กรชั้นนำด้านพลังงานของโลกที่มางาน Asia Power Week 2017 ด้วย
     
    สำหรับงาน Asia Power Week 2017 ในครั้งนี้เป็นการรวมงาน Power-Gen Asia และงาน Renewable Energy World Asia ไว้รวมกัน โดยมีพลเอก สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน  เป็นประธานในพิธีเปิด 
     
     

Date : 18 / 09 / 2017

  • Date : 18 / 09 / 2017
    กรมธุรกิจพลังงานเผย ท่อส่งน้ำมันเหนือ-อีสาน มีความคืบหน้าตามแผน
    กรมธุรกิจพลังงาน เผยโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันภาคเหนือ เสร็จตามแผนเปิดใช้ปี 2562  หลังผ่าน EIA แล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้างคลังที่จ.พิจิตร และลำปาง  ในขณะท่อส่งน้ำมันภาคอีสานอยู่ระหว่างทำประชาพิจารณ์รอบแรก และว่าจ้างออกแบบก่อสร้าง ตามแผนเสร็จปี 2565  แจงระบบท่อส่งน้ำมันทั้งสองเส้นทางจะช่วยสร้างความปลอดภัยด้านการขนส่งได้มากขึ้น 
     
    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันว่า โครงการสร้างท่อส่งน้ำมันจากภาคกลางไปภาคเหนือ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด หรือ FPT ได้ดำเนินการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) และผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ไปแล้วเมื่อเร็วๆนี้  ซึ่งจะส่งผลให้ FPT สามารถเข้าดำเนินการวางท่อน้ำมันและสร้างคลังน้ำมันได้ทันที
     
    โดยขณะนี้ FPT อยู่ระหว่างการสร้างคลังน้ำมันที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งตามแผนงานจะสร้างเสร็จในปี 2561 จากนั้นจะสร้างคลังน้ำมันที่จังหวัดลำปาง และมีกำหนดเสร็จในปี 2562  จากนั้นจึงจะเปิดให้บริการได้ต่อไป 
     
    ส่วนความคืบหน้าโครงการสร้างท่อน้ำมันไปภาคอีสาน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ไทยไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด(TPN) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกลุ่มบริษัท SC Group อยู่ระหว่างว่าจ้างผู้ออกแบบโครงการและจัดทำรายงาน EIA รอบแรก โดยปกติการทำ EIA จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งตามแผนงานของ TPN กำหนดสร้างท่อน้ำมันไปภาคอีสาน โดยไปสิ้นสุดที่จังหวัดขอนแก่น และมีกำหนดเปิดใช้งานได้จริงในปี 2565
     
    นายวิฑูรย์​ กล่าวด้วยว่า กรมฯได้ติดตามการสร้างท่อส่งน้ำมันทั้งภาคเหนือและภาคอีสานอย่างใกล้ชิด ซึ่งระยะเวลาการดำเนินงานยังเป็นไปตามแผนงานที่แจ้งมายังกรมฯ ทั้งนี้เชื่อว่าหากเปิดใช้ได้จริงจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขนส่งน้ำมันลงได้มาก และราคาค่าขนส่งน้ำมันจะถูกลง ส่วนการพิจารณาอัตราค่าบริการจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ในส่วนของกรมฯจะเน้นดูแลด้านความปลอดภัยเป็นหลัก อย่างไรก็ตามกรมฯยังไม่มีแนวคิดให้ขยายส่วนต่อท่อน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยจะขอรอดูโครงการแรกทั้งภาคเหนือและภาคอีสานว่าประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่หากภาคเอกชนต้องการสร้างส่วนขยายเพิ่มก็สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องมาแจ้งกับกรมฯก่อน 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า สำหรับโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันภาคเหนือนั้น ปัจจุบันมีท่อน้ำมันจากดอนเมืองถึงบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่แล้ว ซึ่ง FPT เป็นเจ้าของ และ FPT จะสร้างส่วนขยายจากบางปะอิน ไปจังหวัดพิจิตรและจังหวัดลำปาง ระยะทาง 365 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ​ 7,500 ล้านบาท พร้อมกับสร้างคลังเก็บน้ำมันในจังหวัดพิจิตรและลำปางด้วย  ตามแผนงานจะสร้างเสร็จในปี 2562 
     
    ส่วนโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันไปภาคอีสานนั้น บริษัท SC Group ได้เจรจากับบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด. หรือ แทปไลน์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อขอเชื่อมต่อท่อน้ำมันของแทปไลน์ที่สระบุรีไปยังคลังน้ำมันของTPN ที่จ.ขอนแก่น  โดยตามแผนงานจะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 และเสร็จในปี 2565 รวมระยะทาง 342 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุน 12,000 ล้านบาท  โดยท่อส่งน้ำมันดังกล่าวจะช่วยรองรับความต้องการใช้น้ำมันภาคอีสาน 2,700 ล้านลิตรต่อปี 
  • Date : 18 / 09 / 2017
    จี่อีแนะรัฐยกเครื่องภาคพลังงานคาดช่วยลดต้นทุนกว่า2แสนล้านบาท
    เจนเนอรัล อิเลคทริค จำกัด (จีอี) แนะรัฐ ยกเครื่องภาคพลังงาน ทั้งการปรับปรุงโรงไฟฟ้า ระบบสายส่งและการจ่ายไฟฟ้า ที่ผลการศึกษาหลายชิ้นระบุว่าจะสามารถช่วยลดต้นทุนลงได้มากกว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯหรือราว2แสนล้านบาท และต้นทุนอีก 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ราว86,000ล้านบาท จะลดลงด้วยการปรับระบบสู่ดิจิทัล
     
    ก่อนเริ่มงานสัมมนา Powering Thailand 2017 เจาะลึกข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า ภาพรวมพลังงานในอนาคตของไทย รวมถึงเทคโนโลยีด้านพลังงานใหม่ๆ ที่มีผู้นำด้านพลังงานกว่า 250 รายเข้าร่วมงาน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่18 ก.ย.2560 จัดโดย จีอี ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และการบริการแบบบูรณาการสำหรับระบบโรงไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ   โดยมีผู้บริหารของจีอี คือนาย วอลเตอร์ แวน เวิร์ช ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร จีอี ประจำภูมิภาค อาเซียน และนายโกวิทย์ คันธาภัสระ ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารจีอี ประเทศไทยและลาว  ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน 
     
    โดยในเอกสารข่าวของบริษัทที่ส่งถึงสื่อมวลชน ระบุถึง ข้อมูลการวิเคราะห์ของจีอี (GE:NYSE)  ว่าหากประเทศไทยมีการยกระดับประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้า ที่มีอยู่ในปัจจุบันและโรงไฟฟ้าที่จะสร้างขึ้นใหม่ รวมไปถึงระบบสายส่งและการจ่ายไฟฟ้า ประเมินว่าจะได้รับ ผลดีหลายประการ    ซึ่งจีอีคาดว่าการปรับปรุงโรงไฟฟ้า ระบบสายส่งและระบบการจ่ายไฟฟ้าจะช่วย ลดต้นทุนลงได้ถึง 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2 แสนล้านบาท ในขณะที่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะช่วยเพิ่มมูลค่าได้อีก 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 86,000 ล้านบาท จากอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่และที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่  ซึ่งหากมีการดำเนินการอย่างจริงจังยังจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้มากกว่า 8.6 ล้านตันต่อปี หรือประมาณร้อยละ 9 ของปริมาณการปล่อยก๊าซจากการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน
     
    ทั้งนี้ การปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบันน่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1 ซึ่งหมายถึงการลดต้นทุนได้ราว 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1 แสนล้านบาทจากการยืดอายุการใช้งาน ของโรงไฟฟ้า และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ราว 3.5 ล้านตันต่อปี  จากทั้งหมดนี้ การเสริมสมรรถนะด้วยโซลูชั่นดิจิทัลนั้นคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ดียิ่งขึ้นไปอีก
     
    นายโกวิทย์ คันธาภัสระ ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารจีอี ประเทศไทยและลาว กล่าวว่า “การปรับเปลี่ยนภาคพลังงานให้ก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลคาดว่า จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ได้อย่างมากมาย สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษา (การวิเคราะห์) ของเราชี้ให้เห็นว่า การใช้ งานเซ็นเซอร์ ข้อมูล ซอฟต์แวร์และการวิเคราะห์ที่เพิ่มมากขึ้นในห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน สามารถนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพ ผลประกอบการ ตลอดจนช่วยลดการเกิดเหตุขัดข้องของเครื่องจักร และการซ่อมบำรุง นำไปสู่การประหยัดต้นทุนได้นับล้านล้านบาท”
     
    ทั้งนี้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลล่าสุดเพื่อยกระดับ ปรับปรุงโรงไฟฟ้าในไทยและระบบเครือข่ายให้ทำงาน อย่างเต็มประสิทธิภาพ ร่วมกับการใช้เครื่องกังหันก๊าซสมรรถนะสูง เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าพลังงาน ถ่านหินระบบ Ultra-super critical รวมถึงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าในปัจจุบัน ระบบส่งกำลังและระบบจ่ายไฟฟ้า เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่คาดหวังว่าจะช่วยให้ไทยสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก ทั้งยังลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ได้อย่างมหาศาล นำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ในด้านประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือและความยั่งยืนในภาคพลังงานของประเทศไทย
     
  • Date : 18 / 09 / 2017
    กกพ.วางยุทธศาสตร์4ปีรับมือ Disruptive Technology ในภาคพลังงาน
    คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ. )วางยุทธศาสตร์กำกับกิจการพลังงานใน 4 ปีข้างหน้า รับมือกระแส Disruptive Technology โดยการเตรียมทบทวนโครงสร้างค่าไฟ ลดการผูกขาด เพิ่มการแข่งขันระบบก๊าซธรรมชาติ จัดตั้งศูนย์วิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงาน
     
    นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  เปิดเผยว่า ในอีกไม่นานปรากฏการณ์ Disruptive Technology  (เทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่และมีผลทําให้อุตสาหกรรมที่มีอยู่สั่นคลอน)  จะเกิดขึ้นในทุกวงการ ซึ่งในภาคพลังงานเองก็เช่นกัน  ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากทิศทางในระดับสากล ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีในภาคพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพลังงานทดแทน ควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งกักเก็บพลังงาน  (Energy Storage ) ,การพัฒนาพลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเชื้อเพลิงในระบบขนส่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่องานกำกับดูแลภาคพลังงาน
     
    นายพรเทพ กล่าวว่า ปัจจัยที่จะส่งผลต่องานกำกับกิจการพลังงาน ดังกล่าว ทำให้ กกพ.จะต้องปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยวางเป็นยุทธศาสตร์การกำกับกิจการพลังงานใน 4 ปีข้างหน้า(2561-2564) ซึ่งมีงานสำคัญได้แก่ การยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและระบบการผลิตไฟฟ้า การทบทวนโครงสร้างทางด้านต้นทุนและราคาจำหน่ายไฟฟ้า รวมไปถึงการพัฒนาหลักเกณฑ์ใหม่ๆเพื่อเข้ามากำกับดูแลเรื่องของการเปลี่ยนรูปแบบเชื้อเพลิงทั้งในภาคขนส่ง และภาคการผลิตไฟฟ้า ที่ต้องสามารถสร้างความเป็นธรรม เกิดความสมดุล และทันต่อการเปลี่ยนแปลง   โดยคาดว่าภายในปี 2561  จะสามารถประกาศโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ที่จะใช้ในช่วงปี 2561 - 2563 รวมทั้งการเตรียมการกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดค่าไฟฟ้าเพื่อให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เปลี่ยนไป เช่น การสนับสนุนการลดใช้พลังงานในช่วง Peak  อัตราค่าไฟฟ้าตามมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้า (Demand Response) การกำหนดค่าไฟฟ้าสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ การกำหนดค่าไฟฟ้าสำหรับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า รวมทั้งอัตราค่าเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงานทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ  
     
    นอกจากนี้ ยังจะเข้าไปกำกับดูแลรถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า โดยคาดว่าจะสามารถประกาศหลักเกณฑ์การกำกับดูแลตั้งแต่ต้นทางจนถึงสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าปลายทางได้ภายในปี 2561   รวมทั้งจะมีอย่างไรก็ตามทางสำนักงาน กกพ. จะมีการจัดตั้ง “ศูนย์วิเคราะห์ และพยากรณ์ข้อมูลพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และข้อมูลเพื่อประกอบการกำกับกิจการพลังงาน” โดยภายในปี 2563 สำนักงาน กกพ. จะเป็นศูนย์กลางเครือข่ายด้านการพยากรณ์และการควบคุมระบบไฟฟ้า สำหรับนโยบายการกำกับดูแล และจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้า ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ ขณะนี้ได้ทยอยประกาศหลักเกณฑ์ และแนวทางการกำกับดูแลระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการแข่งขันกิจการก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่องทุกปี ในส่วนของการศึกษา หลักเกณฑ์ และกำหนดอัตราค่าบริการการขนส่งน้ำมันทางระบบท่อ ก็จะทยอยดำเนินการเช่นกันหลังจากมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จ และคาดว่าจะสามารถกำกับอัตราค่าบริการขนส่งน้ำมันทางท่อได้ก่อนสิ้นสุดแผนยุทธศาสตร์ฯ ภายในปี 2564
     
    ด้านนายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. ได้กล่าวถึง ผลสำเร็จการดำเนินงานสำคัญที่ผ่านมาตลอดช่วงเวลา 3 ปี ว่า ในส่วนบทบาททางด้านภาคสังคมและประชาชนผู้ใช้พลังงานที่ผ่านมานั้น ได้ดำเนินการทบทวนและประกาศค่าไฟฟ้าฐานเพื่อให้สะท้อนต่อสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันมากขึ้นในปี 2558 และบริหารจัดการค่าไฟฟ้า ผันแปร (ค่าเอฟที) ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากกลางปี 2557 ถึงแม้จะมีการปรับเพิ่มขึ้นในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา แต่ค่าเอฟทีก็ยังอยู่ในระดับติดลบ  
     
    นอกจากนี้กกพ.ยังได้ดำเนินการทบทวนมาตรการค่าไฟฟรี 50 หน่วยให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจริงๆ รวมทั้งการสร้างความเป็นธรรมและยกระดับการให้บริการ โดยได้มีการออกมาตรฐานสัญญาให้บริการไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยในช่วงต้นปี 2559
     
    ในส่วนของการดูแลผู้เสียสละพื้นที่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ผ่านกลไกกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในพื้นที่ประกาศได้มีการจัดทำโครงการแล้วกว่า 35,000 โครงการ หรือคิดเป็นมูลค่า กว่า 12,800 ล้านบาทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
     
    ที่ผ่านมา กกพ. ยังได้นำแนวทางการเปิดประมูลเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ ผ่านการพัฒนาโครงการพลังงานทดแทนรูปแบบต่างๆ รวมทั้ง เร่งรัดการลงทุนให้เป็นไปตามสัญญาส่งผลให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ7,375 เมกะวัตต์ รวมรับซื้อ 9,223 เมกะวัตต์ (ข้อมูล ณ เดือน ส.ค. 60) จากเป้าหมาย 16,778 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579 ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 (AEDP 2015)