ข่าวทั้งหมด

Date : 25 / 05 / 2017

  • Date : 25 / 05 / 2017
    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยันเปิดขายBidding TORเอราวัณ บงกช ช้าสุดเดือนส.ค.

    อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยืนยันเปิดรับฟังความเห็นกฎหมายลูกของพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 5 ฉบับ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ระบุดำเนินการเพราะเห็นเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องรับฟังข้อมูลรอบด้าน คาดอีก 2 เดือนกฎหมายเสร็จ เปิดขายTOR ช้าสุด ส.ค.นี้ ได้รายชื่อผู้ชนะประมูล ก.พ.ปี 2561 ด้านคปพ.บุกกระทรวงพลังงาน ยื่นหนังสือคัดค้านกฎกระทรวง 3 ฉบับ 

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เปิดเผยว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) และสำหรับผู้รับสัญญาจ้างผลิต(SC)  ตามร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ปิโตรเลียม พ.ศ.... ที่รอประกาศใช้ ไม่ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 
            
    เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น แต่กรมฯ ต้องการรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน เพราะกฎหมายดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และตามมติคระรัฐมนตรี(ครม.) ได้สั่งการให้กรมฯเร่งดำเนินการออกกฎกระทรวงดังกล่าว ควบคู่ไปกับรอ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมประกาศใช้ เพื่อให้การเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2 แหล่ง คือ เอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 สามารถดำเนินการได้ตามแผนภายในปี 2560 นี้ 
            
    สำหรับการรับฟังความคิดเห็นกฎกระทรวง 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับระบบ PSC จะปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 26พ.ค.2560 ส่วนกฎกระทรวง อีก 2 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ SC คาดว่าจะสามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นได้ภายใน 2 เดือนนี้ ซึ่งจะทำให้การออกกฎกระทรวงทั้ง 5 ฉบับ เสร็จสิ้น และจะนำเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกา กลั่นกรองข้อกฎหมาย ก่อนส่งให้ครม.ประกาศใช้ต่อไป แต่ทั้งนี้ การจะนำเสนอต่อครม.จะต้องดำเนินการหลัง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ประกาศใช้แล้วเท่านั้น 
            
    ขณะที่ร่างหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูล(Bidding TOR)เปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุ มีความคืบหน้าไปมาก แต่ยังต้องปรับหลักเกณฑ์ในบางประเด็นให้ชัดเจน โดยเฉพาะแผนรักษาอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติ ที่อาจกำหนดให้ต้องรักษาอัตราการผลิตก๊าซไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปัจจุบันผู้รับสัมปทานเดิมผลิตได้ราว  2,160 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และหากดำเนินการไม่ได้ตามแผนจะมีบทลงโทษ โดยจ่ายค่าปรับให้รัฐ รวมถึงการกำหนดราคาเพดานรับซื้อก๊าซฯที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่เป็นผู้รับซื้อก๊าซฯจาก 2 แหล่งสัมปทานหมดอายุ เป็นต้น
            
    นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า หาก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว คาดว่า อย่างช้าที่สุดจะสามารถขายTOR เพื่อเปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุได้ภายในเดือน ส.ค.นี้ และจะเสร็จสิ้นประกวด หรือได้รายชื่อผู้ชนะการประมูลภายในเดือน ก.พ.ปี 2561 
            
    ส่วนการจัดตั้งคณะกรรมการ ศึกษาข้อดีและข้อเสียในการจัดตั้ง "บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ" ตามคำสั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ภายใน 60 วัน นั้น ในเร็วๆนี้ กรมฯเตรียมนำเสนอรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณา เบื้องต้นกรรมการจะประกอบด้วยตัวแทนจากส่วนราชการ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เป็นต้น โดยมองว่า สศช.เป็นหน่วยงานกลางที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าภาพหลักรับดำเนินการในเรื่องนี้

    ขณะที่วันนี้(25 พ.ค. 2560 ) เมื่อเวลา 10.00 น.  กลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.)  ซึ่งนำโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และน.ส.บุญยืน ศิริธรรม ได้เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงพลังงาน เพื่อคัดค้านร่างกฎกระทรวง 3 ฉบับ ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทางเว็บไซต์ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยมีนายธีระศักดิ์ จรัสศรีวิสิษฐ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนรับเรื่องร้องเรียนและเตรียมนำเสนอต่อพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามข้อเรียกร้องดังกล่าวต่อไป 

    สำหรับร่างกฎกระทรวง 3 ฉบับที่ คปพ.คัดค้านได้แก่ 
    1. ร่างกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....
    2.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....
    3.ร่างกฎกระทรวง กำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....  

    สำหรับสาระสำคัญที่ คปพ. เรียกร้อง ได้แก่ ไม่เห็นด้วยกับการเปิดรับฟังความเห็นผ่านทางเว็บไซด์กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพราะเป็นการรับฟังความเห็นที่ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะประชาชนที่ไม่มีคอมพิวเตอร์หรือมือถือ เป็นต้น 

    นอกจากนี้การกำหนดให้นำส่งอัตราค่าภาคหลวง 10% ของผลผลิตปิโตรเลียมที่ขาย
    นั้น เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะตามระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC)ค่าภาคหลวงจะต้องได้รับเป็นปิโตรเลียม ดังนั้นการกำหนดให้เอกชนนำปิโตรเลียมไปขายแล้วมาจ่ายเงินค่าภาคหลวงให้กับรัฐในภายหลังเป็นการลอกแบบมาจากสัมปทานจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง  

    รวมถึงสัมปทานปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุนั้น ไม่ควรเปิดประมูลด้วยระบบ PSC แต่ควรใช้ระบบสัญญาจ้างบริการ(SC) เพราะเป็นแหล่งที่คาดว่ามีปิโตรเลียมแน่นอน จึงไม่ควรนำมาแบ่งปันผลประโยชน์กับเอกชน  

Date : 24 / 05 / 2017

  • Date : 24 / 05 / 2017
    GPSC เตรียมนำร่องโซล่าร์เซลล์บนหลังคาปั๊มใหม่ ปตท.

    GPSC เตรียมนำร่องติดตั้งโซล่าร์เซลล์บนหลังคาปั๊มน้ำมัน ปตท. 2 แห่งที่สร้างใหม่ในปี 2560 นี้  เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองขนาด 40-50 กิโลวัตต์ต่อแห่ง ชี้ช่วยประหยัดและสนองนโยบาย Green Portfolio ระบุหากประสบความสำเร็จเตรียมขยายไปยังปั๊มสร้างใหม่อื่นๆและปั๊มที่จะมีการปรับปรุงใหญ่

    นายเติมชัย บุนนาค กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC บริษัทในกลุ่ม ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า GPSC ได้เจรจากับบริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด (PTTRM) เพื่อเตรียมนำร่องติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ผลิตไฟฟ้าบนหลังคาของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. 2 แห่งที่จะสร้างใหม่ มีกำลังการผลิตติดตั้งขนาด 40-50 กิโลวัตต์ต่อแห่ง โดยเป็นการผลิตไฟฟ้าใช้ในปั๊มน้ำมันเอง ไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนแล้ว และยังแสดงถึงว่ากลุ่มบริษัทในเครือ ปตท. มีความร่วมมือกันที่จะใช้พลังงานหมุนเวียนตามนโยบาย  Green Portfolio  ที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อน   

    ทั้งนี้ GPSC จะทดลองติดตั้งโซล่าร์เซลล์บนหลังคาเฉพาะสถานีบริการ 2 แห่งก่อน จากที่ ปตท.มีแผนจะขยายปั๊มน้ำมันเพิ่ม 30 แห่งในปี 2560 นี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกสถานที่ และหากประสบความสำเร็จ ก็จะไปติดตั้งในปั๊มน้ำมันที่สร้างใหม่แห่งอื่นๆ ต่อไป ส่วนปั๊มเดิมหรือปั๊มที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่มีแผนจะติดตั้งโซล่าร์เซลล์ เนื่องจากโครงสร้างหลังคาไม่ได้ออกแบบมารองรับแผงโซล่าร์เซลล์ไว้ อย่างไรก็ตาม ปกติปั๊มน้ำมันจะมีการลงทุนปรับปรุงใหม่เป็นประจำทุก 4-5 ปี ซึ่งสามารถใช้โอกาสนี้ออกแบบติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ได้เช่นกัน

    สำหรับปั๊มใหม่ที่จะติดตั้งโซล่าร์เซลล์นั้น เบื้องต้นต้องเป็นปั๊มใหม่ที่มีขนาดใหญ่ มีหัวจ่ายน้ำมันประมาณ 8  หัวจ่าย มีร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ ศูนย์บริการ PROCheck และร้านการแฟอเมซอน เพราะมีการใช้ไฟฟ้ามาก โดยเฉพาะตู้แช่อาหาร ซึ่งจะคุ้มค่ากับการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าใช้เอง  

Date : 23 / 05 / 2017

  • Date : 23 / 05 / 2017
    TPNจับมือแทปไลน์ลุยสร้างท่อน้ำมันภาคอีสาน

    TPN จับมือแทปไลน์ สร้างท่อส่งน้ำมันจากสระบุรีไปขอนแก่น รองรับความต้องการใช้ภาคอีสานโต 3,300 ล้านลิตรในอีก 10 ปีข้างหน้า พร้อมเตรียมขยายท่อต่อไปถึงหนองคาย เข้าสปป.ลาวและจีนตอนใต้ ชี้ทำสำเร็จก้าวขึ้นแท่นบริษัทท่อน้ำมันรายใหญ่สุดของอาเซียน  

    นายณัฐพงษ์ รัตนสุวรรณทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (TPN) ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือ SC Group เปิดเผยว่า TPN  ได้ลงนามความร่วมมือ(MOU)กับบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด(แทปไลน์) เพื่อเชื่อมต่อท่อน้ำมันของแทปไลน์ที่สระบุรีไปยังคลังน้ำมันของTPN ที่จ.ขอนแก่น โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 และเสร็จในปี 2565 รวมระยะทาง 342 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุน 12,000 ล้านบาท เพื่อสร้างคลังน้ำมัน 4,000 ล้านบาทและสร้างท่อน้ำมัน 8,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะคืนทุนใน 10 ปี โดยท่อส่งน้ำมันดังกล่าวจะช่วยรองรับความต้องการใช้น้ำมันภาคอีสาน 2,700 ล้านลิตรต่อปี และคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าความต้องการใช้จะสูงขึ้นถึง 3,300 ล้านลิตรต่อปี

    อย่างไรก็ตาม TPN มีแผนจะขยายท่อส่งน้ำมันจากจังหวัดขอนแก่น ขึ้นไปยังจังหวัดหนองคาย ผ่านไปถึงเวียงจันทร์ สปป.ลาว และส่งต่อไปถึงประเทศจีนตอนใต้ ซึ่งขณะนี้ TPN ได้ลงนามกับ สปป.ลาวเพื่อศึกษาการลงทุนสร้างท่อน้ำมันแล้ว และคาดว่าจะมีความชัดเจนไตรมาส 3 ของปี 2560 นี้ 

    รวมทั้ง TPN ยังอยู่ระหว่างศึกษา MOUกับทางรัฐวิสาหกิจของประเทศจีน เพื่อลงทุนขยายท่อน้ำมันจากไทยไปประเทศจีนทางตอนใต้ ซึ่งทางจีนได้ส่งรายละเอียดของ MOU มาให้แล้ว แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นร่วมกันได้ โดยหากบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้จะส่งผลให้ TPN ก้าวขึ้นเป็นบริษัทขนส่งน้ำมันทางท่ออันดับ 1 ของอาเซียนได้

    ทั้งนี้ในส่วนของ สปป.ลาว นำเข้าน้ำมันจากไทย 1,900 ล้านลิตรต่อปี และส่งไปขายยังจีนตอนใต้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมารเคยมีการศึกษาพบว่าความต้องการใช้น้ำมันใน สปป.ลาวจะทะลุถึง 6,000 ล้านลิตรต่อปี จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะขยายท่อส่งน้ำมันไปยังสปป.ลาวได้ ซึ่งจะทำให้ไทยเข้าสู่เป้าหมายการเป็นศูยย์กลางพลังงานอาเซียนได้ตามนโยบายรัฐบาลไทยด้วย     

  • Date : 23 / 05 / 2017
    คาดนำPTTORเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ในปีหน้า

    ปตท. ชี้ตั้ง PTTOR ต้องรอบคอบ รอภาครัฐพิจารณาการเช่าช่วงพื้นที่ ก่อนดำเนินการโอนย้ายทรัพย์สิน คาดกระบวนการเสร็จในสิ้นปี 2560 และสามารถจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ปีหน้า ส่วนการลงทุนสร้างโรงแรมในปั๊มขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารูปแบบและหาพาร์ทเนอร์ คาดได้ข้อสรุปสิ้นปีนี้  ในขณะที่รัฐมนตรีพลังงาน ระบุต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนว่ารัฐและประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างไรจากการนำPTTORเข้าตลาดหลักทรัพย์

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างองค์กรโดยแยกธุรกิจน้ำมันออกมาเป็น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด" หรือ PTTOR ขณะนี้อยู่ระหว่างรอขออนุญาตหน่วยงานราชการในการเช่าช่วงพื้นที่ต่อจากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เช่าจากภาครัฐ ดังนั้นจึงเกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.ร่วมทุน ซึ่ง PTTOR จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ

    อย่างไรก็ตามหากภาครัฐอนุญาตแล้วจึงจะเริ่มกระบวนการโอนย้ายทรัพย์สิน โดยหากดำเนินการเสร็จภายใน 1 ธ.ค. 2560 ก็จะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในปี 2561 แต่หากการโอนย้ายทรัพย์สินไปเสร็จสิ้นในปี 2561 การเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็จะเลื่อนเป็นปี 2562 แทน

    ส่วนแนวทางการขยายธุรกิจเปิดโรงแรมในปั๊ม ปตท. นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการหาผู้ร่วมทุน และกำลังศึกษารูปแบบการตั้งโรงแรม เนื่องจากดีลเลอร์ของปตท. ให้ความสนใจธุรกิจดังกล่าวจำนวนมาก และมีการเสนอแนวทางจัดตั้งโรงแรมหลายรูปแบบ โดยเฉพาะกรณีดีลเลอร์ต้องการลงทุนเอง เพราะมีพื้นที่รอบปั๊มน้ำมันเหลือมาก นอกจากนี้ ปตท.ยังต้องศึกษาข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์หลายรายเพื่อปรับให้เหมาะสมกับ ปตท. อย่างไรก็ตามคาดว่าผลการศึกษาจัดตั้งโรงแรมในปั๊มน้ำมัน ปตท.จะสรุปได้ภายในสิ้นปี 2560 นี้

    นายอรรถพล กล่าวว่า สำหรับยอดขายน้ำมันปตท.ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 เติบโต 4% เมื่อเที่ยบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ขณะที่ยอดขายรวมของประเทศโตเพียง 1.4% อย่างไรก็ตามคาดว่าตลอดปี 2560 ยอดขายน้ำมันโดยรวมของปตท.จะเติบโตน้อยกว่าปีก่อน เนื่องจากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น

    ก่อนหน้านี้พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงการแยกธุรกิจน้ำมันของปตท.มาตั้งเป็นบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด หรือPTTOR ว่า ในขั้นตอนการแยกธุรกิจออกมาตั้งเป็นบริษัท จำกัดที่ปตท.ยังถือหุ้น100% คงยังไม่มีปัญหาอะไร ถือว่าเป็นขั้นตอนที่บอร์ดปตท.จะให้ความเห็นชอบ ซึ่งน่าจะช่วยให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ  แต่ในขั้นตอนของการนำPTTOR เข้ากระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น จำเป็นที่ทางกระทรวงพลังงานในฐานะที่กำกับดูแล ปตท.จะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วย  ดังนั้นจึงจะต้องมีเหตุผลที่ชี้ให้เห็นว่า รัฐและประชาชนจะได้รับประโยชน์ที่ดีขึ้นอย่างไร

  • Date : 23 / 05 / 2017
    ปตท.ชวนผู้ใช้น้ำมันลุ้นโชคทองคำหนัก50บาท

    ปตท. ชวนผู้ใช้น้ำมัน ลุ้นโชค รางวัลใหญ่ทองคำหนัก 50 บาท กับกิจกรรม “ยิ้มยกกำลังสอง กับ ปตท.”ครั้งที่2  ถึง30มิ.ย.นี้ ในขณะที่การจับรางวัลครั้งแรกมีผู้ส่งคูปองร่วมกิจกรรมกว่า2.5ล้านชิ้น

     เมื่อวันที่23พ.ค.2560 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีจับรางวัลกิจกรรมส่งเสริมการขาย “ยิ้มยกกำลังสอง” ครั้งที่ 1 ณ อาคารสำนักงานใหญ่ ปตท. โดยมอบโชคทองคำแท่งหนัก 10 บาท จำนวน 3 รางวัล และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 30 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 1,200,000 บาท พร้อมเชิญชวนผู้บริโภคร่วมลุ้นรางวัลใหญ่ ทองคำหนัก 50 บาทและรางวัลอื่นๆ เพิ่มเติมอีกในการจับรางวัลครั้งที่ 2

    นายอรรถพล เปิดเผยว่า ปตท. ขอแสดงความยินดีกับผู้โชคดีทุกท่าน และขอขอบคุณที่ไว้วางใจเลือกใช้บริการสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ซึ่งเป็นแบรนด์ของคนไทยด้วยดีมาโดยตลอด ปตท. ถือว่าผู้บริโภคทุกท่านคือบุคคลสำคัญที่สนับสนุนให้ ปตท. เติบโตอย่างมั่นคงมาจนถึงวันนี้  กิจกรรม “ยิ้มยกกำลังสอง กับ ปตท.” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ ปตท. จัดขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณและคืนกำไรให้ผู้บริโภคที่ไว้วางใจใช้บริการในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ด้วยดีเสมอมา โดยจากการรวบรวมคูปองที่ส่งมาร่วมกิจกรรมระหว่างวันที่ 1 - 30 เมษายน 2560 มีผู้สนใจจากทั่วประเทศร่วมส่งชิ้นส่วนมาร่วมกิจกรรมกว่า 2 ล้าน 5 แสนชิ้น และจะมีการจับรางวัลอีกครั้งในวันที่ 25 กรกฎาคม 2560  จึงขอเชิญชวนลูกค้าส่งคูปองลุ้นรับรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งหนัก 50 บาท โดยสามารถส่งคูปองผ่านทางกล่องรับคูปอง ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศได้ถึง 30 มิถุนายนศกนี้

    การร่วมสนุกกับรายการ “ยิ้มยกกำลังสอง” ทำได้ง่ายๆ เพียงเติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ครบทุก 600 บาท ลุ้นรับยิ้มที่ 1 โชคทองคำแท่ง 50 บาท พร้อมรางวัลอีกมากมายกว่า 111 รางวัล มูลค่ารวม 5 ล้านบาท และยิ้มที่ 2 คูปองหนึ่งใบมีมูลค่า 10 สตางค์ เพื่อร่วมสบทบทุนให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนาสูงสุด 5 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การพัฒนาสงเคราะห์และช่วยเหลือประชาชนในด้านเศรษฐกิจและสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนสามารถช่วยตัวเองและพึ่งตนเองได้ โดยในการจับรางวัลครั้งที่ 2 นอกจากจะมีรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งหนัก 50 บาทแล้ว ยังมีรางวัลอื่นๆ อีกหลายรางวัล ได้แก่ ทองคำแท่งหนัก 10 บาท จำนวน 7 รางวัล และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 70 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 3,800,000 บาท โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้โชคดีจากการจับรางวัลครั้งที่ 1 ทาง www.pttplc.com  ได้ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2560 และการจับรางวัลครั้งที่ 2 ตรวจสอบได้ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ PTT Contact Center โทร.1365

    “ปตท. ในฐานะผู้นำด้านสถานีบริการน้ำมัน ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาสถานีบริการภายใต้แนวคิด PTT Life Station เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย ผ่านสินค้าและบริการต่างๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีคุณภาพ ธุรกิจเสริมที่มีความหลากหลาย และสถานที่ที่เข้าถึงได้สะดวก ห้องน้ำสะอาด เพื่อสร้างความประทับใจอีกระดับ ให้สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สามารถดูแลผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง สามารถครองใจผู้บริโภค และเป็นสถานีบริการน้ำมันเพื่อความภาคภูมิใจของคนไทยอย่างแท้จริง” นายอรรถพล กล่าวในตอนท้าย

Date : 22 / 05 / 2017

  • Date : 22 / 05 / 2017
    "อนันตพร"สนใจโมเดลPetoroของนอร์เวย์ หากต้องตั้งNOCใหม่

    รัฐมนตรีพลังงานของไทย สนใจรูปแบบบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(National Oil Company)ของนอร์เวย์ ที่มีการจัดตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่า Petoro ขึ้นมาดูแลหน่วยการลงทุนของรัฐในแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพ  พร้อมนำมาศึกษาวิเคราะห์เพื่อพิจารณาปรับใช้กับการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมของไทย หากต้องมีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)ขึ้นมาใหม่  เผยนอร์เวย์ประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพราะใช้ระบบสัมปทาน ซึ่งจูงใจนักลงทุน  และประชาชนมีความเชื่อมั่นในรัฐบาล

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการเดินทางไปยังประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันที่19พ.ค.2560 ที่ผ่านมาและได้มีการพบปะหารือกับ Ms.Elisabeth Berge ปลัดกระทรวงปิโตรเลียมและพลังงานของนอร์เวย์  โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม  ว่า นอร์เวย์เป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการผลประโยชน์ด้านปิโตรเลียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ระบบสัมปทานปิโตรเลียม เช่นเดียวกับประเทศไทย และยังคงยืนยันที่จะใช้ระบบสัมปทานในการบริหารจัดการผลประโยชน์ให้กับรัฐต่อไป   ในขณะที่ประเทศไทยล่าสุดมีการแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพื่อเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ(Production Sharing Contract –PSC) และระบบจ้างบริการ หรือService Contract –SC)ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ไปเมื่อวันที่30 มี.ค.2560

    ทั้งนี้นอร์เวย์นั้นใช้ระบบสัมปทานในการบริหารจัดการผลประโยชน์ด้านปิโตรเลียมให้กับรัฐ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ประเทศไทยใช้ ตั้งแต่ปี2514 โดยที่มีหน่วยงานในการกำกับดูแลในการออกหลักเกณฑ์และให้ใบอนุญาตสัมปทาน ที่ชื่อ Norwegian Petroleum Directorate   เช่นเดียวกับไทย ที่มีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในขณะที่มีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC) ที่ทำหน้าที่เป็น Operator ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมคือ Statoil  เช่นเดียวกับที่ไทยมี ปตท.และปตท.สผ.  แต่Statoil ของนอร์เวย์ในช่วงเริ่มต้นนั้น สามารถเข้าไปร่วมถือหุ้นกับผู้รับสัมปทาน โดยใช้อาจตามกฏหมายการมีส่วนรวมของภาครัฐ ได้ในสัดส่วนที่สูงถึง50% ในแหล่งที่รัฐเห็นว่ามีศักยภาพด้านปิโตรเลียม อีกทั้ง Statoil ยังไม่ต้องจ่ายเงินในช่วงของการสำรวจ  ซึ่งถือเป็นช่วงที่ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงมากที่สุด   โดยในแนวทางดังกล่าวนั้นทำให้ ภาครัฐของนอร์เวย์ มีรายได้จากปิโตรเลียมจำนวนมาก และจัดเก็บเอาไว้ในกองทุน ที่เรียกว่าState's Direct Financial Interestsหรือ SDFI

    อย่างไรก็ตามในปีพ.ศ.2528 รัฐบาลนอร์เวย์ มีการนำStatoil เข้าจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์นอร์เวย์  และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค  จึงได้มีการนำสิทธิประโยชน์การเข้าไปลงทุนในแหล่งสัมปทานจากStatoil  มาให้กับ SDFI หลังจากนั้น ในปี2544 รัฐบาลนอร์เวย์ก็มีการจัดตั้งNOC ที่รัฐถือหุ้น100% ชื่อว่า Petoro  เพื่อมาบริหารจัดการ SDFI  และนำเงินที่สะสมอยู่ใน SDFI มาใช้ลงทุนในแหล่งสัมปทานที่มีศักยภาพด้านปิโตรเลียมร่วมกับผู้รับสัมปทานตามที่กฏหมาย เปิดช่องไว้ให้

    ในระยะหลัง เงื่อนไขการให้สัมปทานของนอร์เวย์ มีการผ่อนปรนมากขึ้นเพื่อจูงใจผู้ลงทุน โดยนอร์เวย์ ยกเลิกการจัดเก็บค่าภาคหลวง  มาเป็นรูปของภาษีแทน แต่เป็นภาษีที่จัดเก็บ2ชั้น  โดยหลังจากที่ผู้รับสัมปทานสำรวจพบปิโตรเลียมและมีการผลิตปิโตรเลียมแล้ว  ผู้รับสัมปทานสามารถที่จะนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการสำรวจและผลิตมาหักออกจากรายได้จากการขายปิโตรเลียมได้ทั้งหมด แต่เมื่อเหลือกำไร รัฐบาลนอร์เวย์ จะจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา24% และภาษีพิเศษหรือSpecial Tax  ที่ออกแบบสำหรับกิจการปิโตรเลียมโดยเฉพาะ อีก 54%    เปรียบเทียบกับระบบสัมปทานของไทยที่มีการจัดเก็บค่าภาคหลวงก่อน ในอัตรา 5-15% เมื่อเริ่มมีการผลิต โดยไม่สนว่าผู้รับสัมปทานรายนั้นจะได้กำไรหรือขาดทุน  และหลังจากที่ผู้รับสัมปทานนำหักค่าใช้จ่ายจากการสำรวจและขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจนมีกำไรแล้ว รัฐก็จะจัดเก็บภาษีปิโตรเลียมในอัตรา50%   

    ระบบสัมปทานของนอร์เวย์ ดูเหมือนจะมีการจัดเก็บภาษีที่สูงกว่าระบบสัมปทานของไทย แต่นั่นเป็นการเก็บภาษีจากกำไร โดยเมื่อเปรียบเทียบตั้งแต่ต้นทางจากการผลิตถึงการจำหน่ายมีรายได้และกำไรแล้ว ระบบสัมปทานของไทย รัฐจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ประมาณ70% เอกชนผู้รับสัมปทานได้30% ในขณะที่นอร์เวย์ รัฐได้ผลประโยชน์โดยเฉลี่ยประมาณ40%

    ข้อแตกต่างอีกประการภายใต้ระบบสัมปทานระหว่างไทยกับนอร์เวย์ คือในการตัดเลือกเอกชนผู้รับสัมปทาน ของนอร์เวย์จะใช้วิธีเจรจาเพื่อหาเอกชนที่มีเทคโนโลยี มีประสบการณ์ มีแผนงานการสำรวจที่ดี และมั่นใจว่าจะเป็นบริษัทที่ทุ่มเทให้กับการสำรวจจนพลและนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ในขณะที่ไทย การคัดเลือกเอกชนโดยวิธีการประมูลว่าเอกชนรายใดจะ เสนอแผนงานการสำรวจที่เชื่อว่าจะมีโอกาสพบปิโตรเลียมได้มากที่สุด รวมทั้งเสนอแผนเงินคือผลประโยชน์ตอบแทนให้กับรัฐมากที่สุด ประกอบการพิจารณาและให้คะแนน  โดยเอกชนที่ได้คะแนนสูงสุดก็จะได้รับสัมปทานไป

    ปัจจุบันภาครัฐของนอร์เวย์ มีรายได้จากผลประโยชน์ปิโตรเลียมจาก3 ทาง คือ1การจัดเก็บภาษีจากผู้รับสัมปทาน 2.จากเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทStatoil  ที่หน่วยงานรัฐของนอร์เวย์ถือหุ้นใหญ่ และ3.การกำไรที่รัฐเข้าไปลงทุนร่วมกับผู้รับสัมปทานในแหล่งปิโตรเลียม คือPetoro ที่รัฐ ถือหุ้น100  ซึ่งผลประโยชน์จากปิโตรเลียมดังกล่าวทำให้นอร์เวย์กลายเป็นประเทศที่มั่งคั่งและมีการจัดสวัสดิการด้านต่างๆให้กับประชาชน ได้ดีที่สุดในอันดับต้นๆของโลก

    “จากการหารือกับปลัดกระทรวงปิโตรเลียมและพลังงาน นอร์เวย์ยังยืนยันที่จะใช้ระบบสัมปทานในการบริหารจัดการผลประโยชน์จากแหล่งปิโตรเลียมของนอร์เวย์ต่อไป แต่มีเงื่อนไขที่จูงใจนักลงทุนมากขึ้น เพราะเขาให้ความสำคัญกับการสำรวจแล้วพบปิโตรเลียม ซึ่งรัฐก็จะได้ผลประโยชน์ตามเอกชนไปด้วย   อย่างไรก็ตามโมเดลของนอร์เวย์จะต้องนำมาศึกษาวิเคราะห์ดูว่า มีส่วนใด ที่น่าจะนำมาปรับใช้กับกรณีของประเทศไทยได้  โดยเฉพาะการจัดตั้งNOC ในรูปแบบเฉพาะที่เกี่ยวกับกับการลงทุนเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่การลงไปเป็นโอเปอเรเตอร์เอง อย่างPetoto  ที่ไทยยังไม่มีหน่วยงานในรูปแบบนี้ ก็เป็นโมเดลที่น่าสนใจ “ พลเอกอนันตพร กล่าว

    อย่างไรก็ตาม พลเอกอนันตพร กล่าวว่า แนวคิดการตั้งหน่วยงานในรูปแบบเดียวกับกับPetoto ที่มีรัฐถือหุ้น100% เพื่อเข้าไปร่วมลงทุนในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมในอ่าวไทย   นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินในการลงทุน ซึ่งถ้าคิดจะตั้งก็ต้องชี้แจงให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบให้ได้  ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานจัดส่งค่าภาคหลวงที่จัดเก็บได้ให้กับกระทรวงการคลังปีละประมาณ2แสนล้านบาท  โดยในแนวคิดอาจจะกันเงินส่วนนี้ มาใช้สำหรับการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเห็นว่ามีศักยภาพสูง มีความเสี่ยงต่ำ ก็ได้

    สำหรับการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนมาดำเนินการในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่จะหมดอายุในปี2565และ2566 ทั้งเอราวัณ และบงกช นั้น  ส่วนใหญ่น่าจะใช้ระบบสัมปทาน แต่จะมีบางแหล่งที่คิดว่าจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ซึ่งกฎหมายปิโตรเลียมที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมก็รองรับ

    พลเอกอนันตพร กล่าวสรุปในตอนท้ายด้วยว่า ว่าการที่กิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของนอร์เวย์ ซึ่งกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกรายใหญ่อันดับสองของโลก ผลิตน้ำมันดิบวันละเกือบ2ล้านบาร์เรล สร้างรายได้และความมั่งคั่งให้กับนอร์เวย์  จนนำมาใช้พัฒนาประเทศจัดสวัสดิการด้านต่างๆให้กับประชาชน   นั้นมาจากการเลือกใช้ระบบสัมปทาน และจากการที่ประชาชนมีความเชื่อมั่นในรัฐบาล

      

    รัฐมนตรีพลังงานของไทยหารือร่วมกับ Ms.Elisabeth Berge ปลัดกระทรวงปิโตรเลียมและพลังงานของนอร์เวย์  

    แหล่งสัมปทานปิโตรเลียมนอกชายฝั่งของนอร์เวย์

  • Date : 22 / 05 / 2017
    ไทยเนื้อหอมหลายประเทศรุกเจรจาขายLNG

    “อารีพงศ์”ชี้ไทยเนื้อหอม หลายประเทศรุกเจรจาขายLNG  ในขณะที่มอบปตท.เจรจาหารือซื้อLNGจากนอร์เวย์ วันที่26มิ.ย.2560นี้ย้ำต้องได้ต้นทุนราคาที่ไม่แพง 

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เป็นผู้เจรจาหลักในการหารือซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)จากนอร์เวย์ ในวันที่ 26 มิ.ย. 2560 นี้  ซึ่งการจะซื้อ หรือร่วมทุนธุรกิจ LNG ระหว่างกันนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานต้นทุนราคาที่ไม่แพง และความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นจะต้องได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพลังงานก่อน
    อย่างไรก็ตามการจัดหา LNG เป็นแนวทางหนึ่งที่กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญตามแนวทางเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาวะวิกฤติก๊าซธรรมชาติปี 2564-2566 ที่ก๊าซฯในอ่าวไทยจะหายไปราว 2 ล้านตัน กระทบพลังงานไฟฟ้า 13,623 ล้านหน่วย หรือ เทียบเท่าโรงไฟฟ้า 1,700 เมกะวัตต์
    กระทรวงพลังงาน จึงมีนโยบายให้ ปตท.ในฐานะผู้จัดหา LNG จัดทำแผนซื้อ LNG โดยกระจายแหล่งเพิ่มขึ้นและเน้นสัญญาระยะยาว เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและไม่กระทบต่อต้นทุน

     "ปัจจุบัน ปตท.มีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสร้างคลังรับ-จ่าย LNG เพื่อรองรับ LNG นำเข้า ซึ่งกระทรวงพลังงานไม่ได้ดูแค่ความพร้อมของการสร้าง แต่จะดูถึงแหล่งที่มาในการจัดซื้อ LNG ด้วย ซึ่งจะทยอยเพิ่มแหล่งจัดซื้อที่ไม่ใช่มีแค่รายเดิมๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคต" นายอารีพงศ์ กล่าวว่า

    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ผู้ค้า LNG ต่างประเทศ ให้ความสนใจเสนอขาย LNG ให้กับประเทศไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงการจัดงานโตเกียวแก๊ส มีผู้ค้าจากหลายประเทศเข้ามาเจรจากับไทย ซึ่งขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสมในการจัดหาแอลเอ็นจีให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ

    สำหรับแนวทางการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติและ LNG เพื่อความมั่นคงซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ มีมติให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่8ธ.ค.2559 ที่ผ่านมาตามที่กระทรวง กระทรวงพลังงานนำเสนอนั้น  ได้มีการทบทวนและปรับประมาณการความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558 – 2579 (Gas Plan 2015) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการใช้ในประเทศ โดยคาดว่า ในปี 2579 ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติจะอยู่ที่ระดับ 5,062 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประมาณการไว้ตามแผน PDP 2015 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 4,344 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในขณะที่การจัดหาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยจะมีปริมาณลดลงในอนาคต ส่งผลทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้น โดยคาดว่า ในปี 2565 ความต้องการการนำเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 17.4 ล้านตันต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมอยู่ที่ 13.5 ล้านตันต่อปี ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 และในช่วงปลายแผน คือ ในปี 2579 ความต้องการการนำเข้า LNG จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 34 ล้านตันต่อปี จากประมาณการเดิมอยู่ที่ 31 ล้านตันต่อปี ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับแผนโครงสร้างพื้นฐานและการจัดหา LNG ในระยะยาวของประเทศ ให้สอดคล้องและสามารถรองรับความต้องการใช้และการจัดหาที่เพิ่มมากขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้

    โดย ที่ประชุม กพช. รับทราบการปรับปรุงประมาณการความต้องการใช้และแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติตามแผน Gas Plan 2015 ที่ปรับปรุงใหม่ข้างต้น พร้อมเห็นชอบโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดหา/นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Facilities) ดังนี้

     1) โครงการ LNG Receiving Terminal แห่งใหม่ จ.ระยอง [T-2] ที่มอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้ดำเนินโครงการ ให้ดำเนินการขยายกำลังการแปรสภาพ LNG เพื่อให้สามารถรองรับการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ความต้องการ LNG ในอนาคต จากเดิม 5 ล้านตันต่อปี เป็น 7.5 ล้านตันต่อปี ประมาณการเงินลงทุนรวม 38,500 ล้านบาท และกำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2565

    2) โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน เพื่อรองรับการจัดหา LNG ในอนาคต รองรับการใช้ก๊าซฯ ของโรงไฟฟ้าพระนครใต้และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ และเพิ่มการแข่งขันธุรกิจจัดหา LNG ในอนาคต ขนาด 5 ล้านตันต่อปี ประมาณการเงินลงทุนรวม 24,500 ล้านบาท และกำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2567 โดยมอบหมายให้ กฟผ. เป็นผู้ดำเนินการ และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ เป็นระยะ

     3) โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในประเทศเมียนมา เพื่อทดแทนการผลิตก๊าซฯจากพม่าที่จะหมดไปในอนาคต และกระจายความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซฯ โดยกระจายไปฝั่งตะวันตก เพื่อลดการพึ่งพาการจัดหาจากฝั่งตะวันออก ขนาด 3 ล้านตันต่อปี กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2570 โดยมอบหมายให้ ปตท. ไปดำเนินการศึกษาในรายละเอียดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 และนำเสนอผลการศึกษาต่อ กบง. ต่อไป

  • Date : 22 / 05 / 2017
    นอร์เวย์เล็งขายLNGให้ไทย

    นอร์เวย์สนใจขายก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ให้กับไทย ในขณะที่กระทรวงพลังงานของไทยขอเงื่อนไขให้ปตท.เข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุนในแหล่งผลิตเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านLNGให้มากขึ้นเนื่องจากในอนาคตไทยจะต้องนำเข้าLNG เข้ามาทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่จะลดปริมาณลง พร้อมเปิดเวทีให้ นอร์เวย์แสดงศักยภาพด้านLNG วันที่26มิ.ย.นี้ที่กระทรวงพลังงาน

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการเดินทางไปยังประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันที่19พ.ค.2560 ที่ผ่านมาและได้มีการพบปะหารือกับ Ms.Elisabeth Berge ปลัดกระทรวงปิโตรเลียมและพลังงานของนอร์เวย์ ว่า ทางนอร์เวย์ ซึ่งมีการค้นพบปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในประเทศจำนวนมากและมีการส่งออกในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือLNG  โดยเพราะส่งขายให้ประเทศยุโรปเป็นหลัก ได้แสดงความสนใจที่จะขายLNG ให้กับประเทศไทย ด้วย  ทั้งนี้ไทยเองที่มีความจำเป็นจะต้องนำเข้าLNG มากขึ้นในอนาคตเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่จะลดปริมาณลง ก็พร้อมที่จะให้มีการเริ่มต้นเจรจา  แต่ต้องพิจารณาดูทั้งเรื่องของราคา การขนส่ง รวมทั้งเงื่อนไขที่จะให้ ปตท.เข้าไปร่วมถือหุ้นในแหล่งผลิต  เนื่องจากปตท.ควรจะต้องมีองค์ความรุ้ที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การค้า LNG ด้วย จากเดิมที่เป็นแต่เพียงเฉพาะผู้ซื้อเท่านั้น

    โดยกระทรวงพลังงานของไทยและทางสถานฑูตนอร์เวย์  จะจัดเวทีให้ทางผู้ผลิตLNGของนอร์เวย์ ได้มาแสดงศักยภาพด้านการผลิตและการค้าLNG โดยเฉพาะในวันที่26มิ.ย.นี้ ที่กระทรวงพลังงาน  

    นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะรองโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้พลังงานของนอร์เวย์ ในด้านไฟฟ้านั้น กว่า90% เป็นการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ในขณะที่นอร์เวย์มีการค้นพบปริมาณสำรองทั้งน้ำมันและก๊าซจำนวนมาก  ทำให้นอร์เวย์กลายเป็นประเทศนอกกลุ่มโอเปก ที่มีการส่งออกน้ำมันดิบ มากเป็นอันดับสองของโลก รองจากรัสเซีย เพราะความต้องการใช้ในประเทศมีไม่มาก  โดยผลิตน้ำมันดิบได้มากถึงวันละเกือบ2ล้านบาร์เรล  ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติที่ค้นพบมีการส่งออกทางท่อส่งก๊าซไปขายให้กับประเทศในกลุ่มยุโรป กว่า25% ของความต้องการใช้  ส่วนประเทศที่อยู่ไกลออกไป ก็ส่งออกในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG  ซึ่งการที่ไทยมีแนวโน้มจะต้องมีการนำเข้าLNG จำนวนมากขึ้น  จึงเป็นประเทศเป้าหมายที่นอร์เวย์ให้ความสนใจ

    ทั้งนี้เมื่อวันที่8ธ.ค.2559 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้มีการทบทวนและปรับประมาณการความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558 – 2579 (Gas Plan 2015) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการใช้ในประเทศ โดยคาดว่า ในปี 2579 ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติจะอยู่ที่ระดับ 5,062 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประมาณการไว้ตามแผน PDP 2015 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 4,344 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในขณะที่การจัดหาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยจะมีปริมาณลดลงในอนาคต ส่งผลทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้น โดยคาดว่า ในปี 2565 ความต้องการการนำเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 17.4 ล้านตันต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมอยู่ที่ 13.5 ล้านตันต่อปี ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 และในช่วงปลายแผน คือ ในปี 2579 ความต้องการการนำเข้า LNG จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 34 ล้านตันต่อปี จากประมาณการเดิมอยู่ที่ 31 ล้านตันต่อปี ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับแผนโครงสร้างพื้นฐานและการจัดหา LNG ในระยะยาวของประเทศ ให้สอดคล้องและสามารถรองรับความต้องการใช้และการจัดหาที่เพิ่มมากขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้