บทความที่เกี่ยวข้อง

รู้จักความสำคัญ"เขื่อนสิริกิติ์"และ"แหล่งน้ำมันสิริกิติ์"ในวันมหามงคล12สิงหา

รู้จักความสำคัญ"เขื่อนสิริกิติ์"และ"แหล่งน้ำมันสิริกิติ์"ในวันมหามงคล12สิงหา
 
วันที่12สิงหาคม ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่9 ในวงการพลังงานเองก็มีเรื่องที่ต้องเน้นย้ำให้คนไทยทุกคนได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน อย่างน้อย2เรื่อง และเป็นเรื่องที่ยังคงบทบาทสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ในปัจจุบัน
 
เรื่องที่1คือ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
 
เขื่อนสิริกิติ์ เดิมชื่อ "เขื่อนผาซ่อม" ซึ่งถือเป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก่อสร้างขึ้น ปิดกั้นแม่น้ำน่าน ณ บริเวณเขาผาซ่อม ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 58 กิโลเมตร ตามโครงการพัฒนา ลุ่ม น้ำน่าน โดยได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขนานนามว่า "เขื่อนสิริกิติ์" เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2511
 
โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่9และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จ พระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2514 และเสด็จพระราชดำเนิน เปิดเขื่อนและโรงไฟฟ้าอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2520 และทางกรมชลประทาน ได้มอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) รับผิดชอบในการควบคุมดูแลรักษาเขื่อน มาจนถึงปัจจุบัน
 
"เขื่อนสิริกิติ์"จัดเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ ที่สร้างประโยชน์ ทั้งในด้านชลประทาน คือน้ำจากอ่างเก็บน้ำจะถูกปล่อยออกไปยังพื้นที่เพาะปลูก ในที่ราบสองฝั่งแม่น้ำน่านกับพื้นที่ทุ่งเจ้าพระยาทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ในปริมาณที่ได้มีการตกลง ร่วมกันไว้กับกรมชลประทาน
 
ในประโยชน์ด้าน การบรรเทาอุทกภัย ที่อ่างเก็บน้ำในเขื่อนจะช่วยเก็บกักน้ำที่อาจจะไหลบ่าลงมาช่วยบรรเทาการเกิดอุทกภัยในทุ่งราบสองฝั่ง แม่น้ำน่าน ตลอดจนทุ่งเจ้าพระยาลงมาถึงกรุงเทพมหานคร ในขณะที่ การผลิตกระแสไฟฟ้าน้ำที่ปล่อยออกไปเพื่อการชลประทานจะผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้ง 4 เครื่อง ให้พลังงานไฟฟ้า 500,000 กิโลวัตต์ ช่วยเสริมระบบไฟฟ้าของประเทศให้มั่นคงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ทั้งในด้านการประมง ,การคมนาคมทางน้ำ และการท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ที่มีความงามของพืชพันธุ์ไม้ที่ดึงดูดใจ ให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวเขื่อนสิริกิติ์ไม่ขาดสาย
 
 
เรื่องที่2 แหล่งน้ำมันสิริกิติ์
 
แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ เป็นแหล่งน้ำมันดิบบนบกของไทยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยมีผู้รับสัมปทานในช่วงเริ่มต้น คือ ไทยเชลล์เอ็กซพลอเรชั่น แอนด์โปรดักชั่น จำกัด หรือ ไทยเชลล์ เป็นผู้สำรวจพบน้ำมันดิบปริมาณมากพอในเชิงพาณิชย์ที่หลุมสำรวจ “ลานกระบือ เอ 01” ในอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร และเริ่มผลิตน้ำมันเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2525
 
ซึ่งในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2526 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่9 ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด และมีพระราชทานนามให้แก่แหล่งน้ำมันแห่งนี้ว่า “แหล่งน้ำมันสิริกิติ์”
 
ปัจจุบันบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือปตท.สผ. เป็นผู้รับสัมปทานในแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ โดยเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดจากไทยเชลล์ เมื่อเดือน มกราคม พ.ศ. 2547
 
แหล่งสิริกิติ์ มีขนาดพื้นที่จำนวน 1,328 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยพื้นที่สำรวจจำนวน 1,039 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ผลิตประมาณ 817 ตารางกิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก และสุโขทัย มีปริมาณการผลิตในปี 2558 เป็นน้ำมันดิบจำนวน 28,000 - 30,000 บาร์เรล/วัน ก๊าซธรรมชาติจำนวน 40 - 50 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และก๊าซ LPG จำนวน 240 - 250 ตัน/วัน
 
โดยแหล่งสิริกิติ์ นับเป็นแหล่งปิโตรเลียมบนบกที่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับภาคพลังงานของประเทศมายาวนาน และจะยังสร้างความมั่นคงต่อไปในอนาคต เนื่องจากยังมีปริมาณสำรองเพื่อรองรับต่อความต้องการใช้พลังงานในประเทศในส่วนของน้ำมันดิบอีกประมาณ 54.57 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติประมาณ 1.23 แสนล้านลูกบาศก์ฟุต
 
ย้อนไปเมื่อที่13 ม.ค.2559 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงาน ได้เคยลงพื้นที่ตรวจติดตามการกำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ และเยี่ยมชมโครงการนำก๊าซธรรมชาติที่เหลือจากกระบวนการผลิตและต้องเผาทิ้ง มาใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองตูมเพื่อทดแทนการใช้ก๊าซ LPG สนับสนุนกิจการสินค้า OTOP คือการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ กล้วยฉาบ กล้วยทอด มันทอด เผือกทอด ที่สร้างอาชีพเสริมและรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ และลดรายจ่ายค่าเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนหลักให้กับชาวบ้านได้ปีละ 72 ล้านบาท ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ของการอยู่ร่วมกันอย่างไร้ปัญหาของชุมชนกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้อย่างเป็นรูปธรรม
 
 
 
คณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อครั้งลงตรวจเยี่ยมพื้นที่แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ วันที่13ม.ค.2559
กลับสู่บทความทั้งหมด