บทความที่เกี่ยวข้อง

สนพ.ชูระบบผลิตก๊าซชีวภาพแบบไฮบริดนำร่อง3จังหวัดชายแดนใต้

  • Date : 10/08/2017, 14:25.
สนพ.เยี่ยมชมระบบผลิตก๊าซชีวภาพแบบไฮบริดของโรงงานไทยรุ่งกิจ ไวท์ดั๊ก จ.นครปฐม ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน หวังนำมาปรับใช้กับโครงการรับซื้อไฟฟ้าก๊าซชีวภาพไฮบริด ขนาด 30 เมกะวัตต์ ใน3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่คาดว่าจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าได้ปลายปี 2560 นี้ ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และความมั่นคงพลังงานในพื้นที่ สอดคล้องนโยบายประชารัฐของรัฐบาล 
 
เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2560 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน นำคณะข้าราชการและสื่อมวลชน เข้าเยี่ยมชมระบบผลิตก๊าซชีวภาพ ภายใต้โครงการส่งเสริมเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม  ที่ บริษัท ไทยรุ่งกิจ ไวท์ดั๊ก จำกัด จังหวัดนครปฐม เพื่อนำไปปรับใช้กับโครงการนำร่องรับซื้อไฟฟ้าก๊าซชีวภาพไฮบริด 30 เมกะวัตต์ ที่ 3 จังหวัดภาคใต้(ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) ซึ่งคาดว่าจะเปิดโครงการได้ปลายปี 2560 นี้  โดยโครงการดังกล่าวเป็นการประสานการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชนและชุมชน  สอดคล้องกับนโยบายประชารัฐของรัฐบาล 
 
นายทวารัฐ กล่าวว่า  โครงการก๊าซชีวภาพแบบไฮบริดนี้ เป็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2560 ที่ให้ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) และบริษัท PEA ENCOM International จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ PEA  เข้ามาดำเนินการเปิดรับซื้อไฟฟ้าในครั้งนี้  
 
"การเลือกนำร่องโครงการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากมีเป้าหมายเพื่อการสร้างงาน สร้างรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจให้คนในพื้นที่  ในขณะเดียวกันก็เป็นความมั่นคงทางด้านพลังงาน  โดยโครงการก๊าซชีวภาพแบบไฮบริดนี้  เกษตรกรสามารถนำเศษวัชพืช มูลสัตว์ น้ำเสีย หรือแม้กระทั้งการปลูกหญ้าเนเปียร์ เพื่อมาหมักเป็นก๊าซชีวภาพสำหรับผลิตไฟฟ้าได้  ทำให้มีวัตถุดิบเพียงพอและต่อเนื่อง ซึ่งได้ผลดีกว่าใช้วัตถุดิบชนิดใดชนิดหนึ่ง   อย่างไรก็ตาม  สนพ.กำลังอยู่ระหว่างเปรียบเทียบว่าระหว่างการนำหญ้าเนเปียร์ไปผลิตเป็นก๊าซชีวภาพโดยตรง กับการนำหญ้าเปียร์มาเป็นอาหารวัว  ก่อนแล้วค่อยนำมูลวัวไปผลิตก๊าซชีวภาพ อีกทอดหนึ่งนั้น  รูปแบบไหนจะให้ความคุ้มค่ากว่ากัน  โดยหากโครงการนำร่องใน 3 จังหวัดภาคใต้ประสบความสำเร็จก็อาจนำไปขยายผลยังพื้นที่อื่นๆต่อไป"  นายทวารัฐ กล่าว 
 
ด้าน นายพัลลภ ภิญโญวิวัฒน์ รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท PEA ENCOM International จำกัด กล่าวว่า PEA ENCOM เตรียมเสนอรายละเอียดโครงการนำร่องก๊าซชีวภาพไฮบริด 3 จังหวัดภาคใต้ให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)พิจารณา เบื้องต้นจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจำนวน 30 เมกะวัตต์ และจะส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพขนาด 1.5 เมกะวัตต์ จำนวน 23 แห่ง แต่คาดว่าจะมีการขายไฟฟ้าได้ประมาณแห่งละ 1.3 เมกะวัตต์ โดย PEA ENCOM จะใช้เงินสนับสนุนโครงการนี้ทั้งสิ้น 3,600 ล้านบาท
 
สำหรับโครงการประชารัฐด้านพลังงาน ดังกล่าว นี้ จะเป็นการร่วมทุนระหว่าง  PEA ENCOM 40%  ภาคเอกชน 50% และวิสาหกิจชุมชน 10% คาดว่าจะเปิดคัดเลือกและหาผู้ร่วมลงทุนได้ปลายปี 2560 นี้ 
 
นายเอกชัย เชี่ยวชาญวลิชกิจ ประธานกรรมการบริษัท ไทยรุ่งกิจ ไวท์ดั๊ก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจฟาร์มเป็ดและฟาร์มหมูพันธุ์รายใหญ่ในจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพแบบผสมผสานวัตถุดิบ น้ำเสียจากการเลี้ยงหมูและเป็ด รวมทั้งหญ้าเนเปียร์ ขนาดกำลังการผลิต 1 เมกะวัตต์  แต่ผลิตไฟฟ้าตามความต้องการใช้เองเพียง 600 กิโลวัตต์ ยังเหลือที่สามารถผลิตได้อีก 400 กิโลวัตต์ ดังนั้นคาดว่าเร็วๆนี้ บริษัทฯ จะสร้างห้องเย็นเพิ่ม และทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้าเต็มกำลังการผลิต 1 เมกะวัตต์ และยืนยันจะไม่ขายไฟฟ้าเข้าระบบ เนื่องจากต้องการผลิตสำหรับใช้เองเป็นหลัก 
 
นายสมมิตร์ ศิริธารารัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่(อาวุโส) บริษัท ไทยรุ่งกิจ ไวท์ดั๊ก จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ลงทุนเทคโนโลยีผลิตก๊าซชีวภาพแบบผสมผสานเชื้อเพลิง ซึ่งเรียกว่า "ระบบผลิตก๊าซชีวภาพแบบกวนสมบูรณ์"ใช้เงินลงทุนประมาณ 70 ล้านบาท และได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 10 ล้านบาท ดำเนินการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพแบบผสมผสานมาประมาณ 5 ปี ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 1.1 ล้านบาทต่อเดือน ลดค่าใช้จ่ายน้ำมันเตาได้ 3 แสนบาทต่อเดือน และลดค่าใช้จ่าย LPG ได้ 2 แสนบาทต่อเดือน รวมทั้งยังช่วยแก้ปัญหาน้ำเสียที่เกิดจากฟาร์มเป็ดและฟาร์มหมูได้อีกด้วย 
 
สำหรับวัตถุดิบที่นำมาผลิตไฟฟ้าก๊าซชีวภาพได้แก่ มูลสุกรก้อน 5-10 ตันต่อสัปดาห์  และหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 50-90 ตันต่อวัน นอกจากนี้บริษัทฯยังได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกหญ้าเนเปียร์ เพื่อช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรมากขึ้น โดยบริษัทฯจะรับซื้อในราคา 400 บาทต่อตัน เพื่อนำมาป้อนเป็นวัตถุดิบให้กับโรงไฟฟ้าแห่งนี้
 
นายสรยุทธ วินิจฉัย นักวิจัย กลุ่มวิจัยวิศวกรรมฟาร์มและเทคโนโลยีการควบคุมอัตโนมัติ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  กล่าวว่า ได้คิดค้น "ระบบผลิตก๊าซชีวภาพแบบกวนสมบูรณ์" ขึ้น และนำมาเสนอใช้กับบริษัท ไทยรุ่งกิจ ไวท์ดั๊กฯ เพื่อผลิตไฟฟ้าจาก๊าซชีวภาพแบบผสมผสาน โดยเทคโนโลยีนี้จะใช้วัตถุดิบหญ้าเนเปียร์ 90% และมูลสัตว์ 5-10% โดยเครื่องจะแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นนอกจะทำหน้าที่ย่อยวัตถุดิบ และกลั่นเป็นน้ำเข้าสู่ชั้นใน เพื่อบ่มเป็นก๊าซชีวภาพต่อไป 
 
นายสรยุทธ กล่าวด้วยว่า หัวใจสำคัญของการผลิตก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์นี้ ส่วนหนึ่งต้องคำนึงถึงระยะทางการขนส่งเป็นหลัก หากขนส่งเกิน 3-4 กิโลเมตร จะไม่คุ้มค่า ดังนั้นผู้ประกอบการ จึงต้องทำcontract farming กับเกษตรกรให้ปลูกหญ้าเนเปียร์ในพื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้า ส่วนน้ำเสียจากฟาร์มสัตว์ก็สามารถปล่อยไปรดน้ำให้หญ้าเนเปียร์ได้ด้วย จึงจะได้ประโยชน์ทั้งโรงไฟฟ้าและเกษตรกร   สำหรับราคารับซื้อหญ้านั้นอยู่ที่ 400 บาทต่อตัน แต่ถ้าจะให้คุ้มค่าทางธุรกิจกับผู้ลงทุนจริงราคารับซื้อหญ้าควรอยู่ที่ประมาณ 250-300 บาทต่อตัน

 

 

กลับสู่บทความทั้งหมด