บทความที่เกี่ยวข้อง

วงเสวนา กฟผ. ถกพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานหนุนพลังงานหมุนเวียน

วงเสวนา กฟผ. ชี้อุตสาหกรรมไฟฟ้าไทยมีทิศทางไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นตามกระแสโลกและนโยบายของรัฐบาล ระบบกักเก็บพลังงานจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความเสถียรมากขึ้น และเป็นความท้าทายที่ทั้งผู้กำหนดนโยบายพลังงาน องค์กรกำกับดูแล และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งจะต้องปรับตัว โดย กฟผ. เดินหน้าพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน เตรียมติดตั้งแบตเตอรี่ 3 โครงการในพื้นที่ อ. เมือง จ. แม่ฮ่องสอน และพื้นที่ที่มีการผลิตพลังงานหมุนเวียนกระจุกตัว อ. บำเหน็จณรงค์ จ. ชัยภูมิ และ อ. ชัยบาดาล จังหวัด ลพบุรี คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2562 และจะก่อสร้างระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบพลังน้ำสูบกลับเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์

 

ในงานเสวนาวิชาการ “ระบบกักเก็บพลังงาน ก้าวแห่งความท้าทายอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทย” ที่จัดชมรมวิศวกร กฟผ. เมื่อเร็วๆ นี้ นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  กล่าวเปิดงานในฐานะประธานชมรมฯ ว่า โครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป โดยการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy – RE)  โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ผู้ใช้ไฟฟ้าหันมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เองมากขึ้น และยังมีการขายเข้าระบบด้วย ซึ่งสิ่งที่ตามมากับการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน คือ การมีระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage System ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่อุตสาหกรรมไฟฟ้าไทยกำลังเผชิญหน้า และภาครัฐในฐานะกำกับดูแลนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จะต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

นายสหรัฐกล่าวว่า ในด้านนโยบายพลังงาน ขณะนี้กำลังมีการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2558-2579 (PDP 2015) โดยคาดว่าภายใน 6 เดือนนับจากนี้ จะมีแผน PDP ฉบับใหม่ที่จะสอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าในอนาคตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยบริบททางด้านพลังงานของประเทศไทย จึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติอยู่ในระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ระบบในช่วงเปลี่ยนผ่าน และเป็นสะพานเชื่อมการก้าวไปสู่โลกแห่งพลังงานหมุนเวียนในอนาคต เช่นเดียวกับที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน แต่ยังคงต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นสะพานเชื่อมในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะยกเลิกพลังงานนิวเคลียร์ในปี 2565 เป็นต้นไป

 

ดร.ศรัณย์พงศ์ พันธ์สุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญงานพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. ผู้ดำเนินการเสวนา กล่าวว่า ระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า disruptive technology หรือเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก รุ่นที่สอง ต่อจากโซลาร์เซลล์ มีแนวโน้มจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งแม้ต้นทุนของระบบกักเก็บพลังงานในปัจจุบันยังมีราคาสูง แต่มีแนวโน้มลดลง และเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ที่ลดลงเช่นกัน และเมื่อถึงระดับที่แข่งขันได้ ก็คาดว่าจะทำให้มีการใช้ระบบกักเก็บพลังงานเพื่อส่งเสริมไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มีความเสถียรมากขึ้น ซึ่ง กฟผ. ได้ตระหนักถึงแนวโน้มและบทบาทของเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานที่กำลังเป็นกระแสของโลกในขณะนี้ และมีการเตรียมพร้อมแล้ว

 

ดร.ชนะพันธ์ คงนาม ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวว่า เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานมีการพัฒนาและมาเร็วกว่าที่เคยคาดไว้ ก่อให้เกิดความตื่นตัวของอุตสาหกรรมไฟฟ้า โดยจากการสำรวจในระดับสากล พบว่าผู้บริหารธุรกิจอุตสาหกรรมไฟฟ้าราว 70% ให้ความสนใจลงทุนธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน เพราะมองว่าจะเป็นธุรกิจสำคัญในอนาคต ทั้งนี้ คาดว่าระบบกักเก็บพลังงานจะเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียนในอนาคต โดยมีการคาดการณ์ว่า ต้นทุนของระบบกักเก็บพลังงานจะลดลงอีก 60% ในปี 2563 จากปัจจุบันที่ราคาอยู่ในอัตราราวๆ 300 เหรียญสหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) โดยเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานมีหลายประเภท ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมและประโยชน์ตามความต้องการ เช่น ใช้รักษาระดับโหลดไฟฟ้า ใช้เป็นกำลังสำรองระบบผลิตไฟฟ้ายามจำเป็น ใช้ตอบสนองความคุมระดับแรงดันไฟฟ้า หรือเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้งานจำนวนมาก เป็นต้น 

ทั้งนี้ กฟผ. มีหน่วยงานภายในที่งานเกี่ยวข้องกับการวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงมีหน่วยงานดูแลด้านการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมีการวิจัยเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานหลายประเภท ทั้งไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิง พลังงานคลื่น และแบตเตอรี่ และมีการจัดลำดับความสำคัญในการศึกษาเทคโนโลยีที่เป็นปัจจุบันที่สุดและมาเร็วที่สุด ซึ่งโครงการติดตั้งแบตเตอรี่ในพื้นที่กระจุกตัวของพลังงานหมุนเวียน ที่ อ. บำเหน็จณรงค์ และ อ. ชัยบาดาล นั้น ก็ผ่านการศึกษาวิจัยอย่างรอบคอบและระมัดระวังจากคณะทำงานสมาร์ทกริด และคณะทำงานย่อยด้าน Energy Storage ที่สรุปว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ลิเทียม  อิออน เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าว

 

นายธวัชชัย สำราญวานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า – ระบบส่ง กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. มีโครงการติดตั้งแบตเตอรี่ 3 โครงการ คือ ที่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน และที่บริเวณที่มีพลังงานหมุนเวียนกระจุกตัว  อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ และ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยโครงการที่ อ. เมือง จ. แม่ฮ่องสอน จะติดตั้งแบตเตอรี่ ขนาด 4 เมกะวัตต์พาวเวอร์ เพื่อสำรองกรณีไฟฟ้าดับชั่วคราวในพื้นที่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์มีอุปสรรคในการวางสายส่งแรงสูงของ กฟผ. ไปยังแม่ฮ่องสอน แต่รับไฟฟ้าผ่านสายส่งของระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จาก อ. แม่แตง จ. เชียงใหม่ ซึ่งมีระยะทางไกลกว่า 200 กิโลเมตร ทำให้เกิดปัญหาไฟตก ไฟดับ กฟผ. จึงมีแผนทำโซลาร์ฟาร์มในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 3 เมกะวัตต์ เป็น 3.5 เมกะวัตต์ เพื่อใช้ในพื้นที่ และติดตั้งแบตเตอรรี่เป็นระบบกักเก็บพลังงานดังกล่าว โดยคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จภายใน มีนาคม 2562 

สำหรับโครงการติดตั้งแบตเตอรี่ในพื้นที่ที่มีพลังงานหมุนเวียนกระจุกตัว อีก 2 โครงการ ซึ่งพบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ และ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยคาดว่าในปี 2563 จะมีพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบ 218 เมกะวัตต์ และ 301 เมกกะวัตต์ ตามลำดับ ในขณะที่พื้นที่ดังกล่าวมีระบบสายส่งขนาดเพียง 115 KV  ดังนั้น หากการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเข้ามาตามที่คาด ก็จะเกิดการผันผวนจะส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าได้ จึงจะมีการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 16 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่ อ. บำเหน็จณรงค์ และ ขนาด 21 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่ อ.ชัยบาดาล เพื่อเสริมความมั่นคงในระบบ

นายธวัชชัย กล่าวว่า ภาครัฐมีนโยบายต้องการให้มีการกระจายเชื้อเพลิง ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากเกินไปในการผลิตไฟฟ้า โดยการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน เชื้อเพลิงจากพลังงานหมุนเวียน และซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยรัฐมีความชัดเจนที่จะส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และมีแผนจะปรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจาก 20% เป็น 40% เพื่อให้สอดคล้องกับสัตยาบันที่ให้ไว้กับนานาชาติว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามามาก เทคโนโลยีที่จะช่วยให้ระบบมีความเสถียรก็คือ Energy Storage ภาครัฐจึงมีโครงการสนับสนุนการวิจัยระบบกักเก็บพลังงานที่จะนำมาใช้ในไทย โดยจัดสรรงบประมาณสนับสนุน จำนวน 765 ล้านบาท เป็นงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน โดยระยะแรกได้มอบไปแล้ว 32 โครงการกว่า 300 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตามแผนแม่บทสมาร์ทกริด ที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติมาตั้งแต่ต้นปี 2558 นั้น   กฟผ. เป็นหน่วยงานสำคัญที่จะต้องมีการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า โดย กฟผ. สามารถสนับสนุนนโยบายภาครัฐโดยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานที่สายส่งไฟฟ้า โดยไม่จำเป็นต้องติดกระจายทุกจุด แต่อาจจะเลือกติดบางจุดที่สามารถกระจายช่วยได้หลายพื้นที่ นอกจากนั้น กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรโดยให้มีการฝึกอบรมหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน หรือเรียนเพิ่มเติมในระดับสูง โดยมีการมอบทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย

“กฟผ. มีหน้าที่ต้องดูแลการผลิตไฟฟ้าให้มีความมั่นคง โดยนอกจากพิจารณาสนับสนุนให้มีระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างความเสถียรให้ระบบแล้ว ยังอาจต้องพิจารณาปรับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าหลักให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในอนาคตที่จะมีไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้ามามากขึ้น” นายธวัชชัยกล่าว

นอกจากระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แล้ว ดร. ชนะพันธ์ ชี้แจงว่า กฟผ. มีระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบพลังน้ำสูบกลับ และมีแผนจะก่อสร้างเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น ลำตะคอง สูบกลับ 2 หน่วย หน่วยละ 250 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561 และพลังน้ำจุฬาภรณ์แบบสูบกลับ 2 หน่วย หน่วยละ 400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเสร็จในปี 2569 และ ศรีนครินทร์สูบกลับ 3 หน่วย หน่วยละ 267 เมกะวัตต์ เสร็จในปี 2571 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในอนาคต การกักเก็บพลังงานโดยระบบพลังน้ำสูบกลับจะดำเนินการได้ยากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่การดำเนินการ เพราะต้องมีอ่างเก็บน้ำรองรับ ในขณะที่วิธีการเก็บน้ำใต้ดินต้องมีการลงทุนที่สูงมาก แบตเตอรี่จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ สามารถทำได้เร็ว และราคามีแนวโน้มถูกลงในอนาคต

 

ด้านนายจอห์น พาลุมโบ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก้ กล่าวถึงมุมมองและถึงประสบการณ์การลงทุนในระบบ Energy Storage ของเอ็กโก้ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยชี้ว่าสำหรับโครงการของเอ็กโก้ที่ฟิลิปปินส์ เลือกใช้เทคโนโลยี Battery Energy Storage (BES) เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาในระดับที่มีความน่าเชื่อถือ มีอัตราการสนองตอบ (response rate) ที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งช่วยให้สามารถรวมพลังงานหมุนเวียนเข้ามาสู่ระบบสายส่ง (grid) ได้ โดยไม่เกิดปัญหาความไม่เสถียร อีกทั้งมีความยืดหยุ่น สามารถติดตั้งที่ใดก็ได้ตามความเหมาะสม และสำหรับประเทศไทย มองว่ามีศักยภาพที่จะนำระบบกักเก็บพลังงานที่เป็น     เทรนด์ในอนาคตมาใช้เพื่อสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้า

 

กลับสู่บทความทั้งหมด