บทความที่เกี่ยวข้อง

เปิดประสบการณ์ต่างประเทศ สร้างการยอมรับโรงไฟฟ้าถ่านหินในชุมชน

  • Date : 30/06/2017, 15:35.

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรงไฟฟ้าถ่านหินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและต่างประเทศ ได้ร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ในการสร้างการยอมรับจากประชาชนต่อโรงไฟฟ้าถ่านหิน ภายใต้งานสัมมนาในหัวข้อ “Create a better social acceptance for electric power infrastructure – coal-fired power plant” ณ โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยน์ ราชดำริ กรุงเทพฯ โดยจากการบรรยายให้ความรู้และการอภิปรายร่วมกัน ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า ถ่านหินยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชีย แม้สัดส่วนการใช้ถ่านหินจะลดลงตามกระแสพลังงานสะอาดของโลกและเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่พัฒนาขึ้น 

นอกจากนั้น ยังได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสร้างการยอมรับของชุมชนต่อการก่อสร้างและดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งพบว่าประเทศญี่ปุ่น มีแนวทางการจัดการด้านผลกระทบต่อสมาชิกชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่ฟิลิปปินส์ มีแนวทางการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชนที่น่าศึกษา ทำให้สามารถผลักดันการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่มีความจำเป็นต่อชุมชนให้เกิดขึ้น และยังสามารถดำเนินการโรงไฟฟ้าท่ามกลางการยอมรับของชุมชนได้ ส่วนอินโดนีเซีย แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องการใช้เทคโนโลยีในการจัดการมลภาวะ เพราะมีต้นทุนสูง แต่ภาครัฐได้เข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแล โดยกำหนดเกณฑ์ควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมทุกประเภทในอินโดนีเซีย

ญี่ปุ่นเน้นเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพและจัดการสิ่งแวดล้อม

นาย Motohisa Sakurai ผู้จัดการ จากฝ่ายพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศ จากบริษัท Electric Power Development (J-Power) จากประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า โรงไฟฟ้าของ J-Power มีกำลังการผลิตทั้งหมด 8,412 เมกะวัตต์ ซึ่งราว 4,300 เมกะวัตต์นั้นใช้เทคโนโลยี Ultra Supercritical (USC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่มีประสิทธิภาพสูงและลดการปล่อยมลสารที่ก่อให้เกิดมลภาวะ ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าถ่านหินของ J-Power ก็ใช้อุปกรณ์ในการดักจับมลสาร รวมถึงอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการลดมลสารในกระบวนการผลิต ได้แก่ Low NOx Combustion หรือ ระบบที่ลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ เครื่องดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (ESP) ซึ่งสามารถดักจับฝุ่นได้มากกว่าร้อยละ 99.5 เครื่องดักจับก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (SCR) รวมไปถึงตัวกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD)

สำหรับกระบวนการขนส่งถ่านหิน ทั้งอาคารกักเก็บถ่านหิน รวมไปถึงสายพานในการขนส่งถ่านหินเข้าสู่อาคารเก็บนั้น จะอยู่ภายใต้ระบบปิด เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังและป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่น เช่นเดียวกับการขนส่งเถ้าที่ก็ทำในระบบปิดเช่นกัน โดยขนส่งผ่านรถที่มีการปิดมิดชิด

โรงไฟฟ้าถ่านหินของ J-Power มีระบบการตรวจสอบมลสารต่างๆ แบบ Real-time  ซึ่งจะรายงานเข้าไปที่ห้องควบคุมของโรงไฟฟ้า และรายงานต่อไปยังรัฐบาลท้องถิ่นในพื้นที่ของโรงไฟฟ้า ซึ่งในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ทางรัฐบาลท้องถิ่นจะรายงานไปยังสาธารณชน ผ่านสื่อต่างๆ ทันที และสำหรับญี่ปุ่นนั้น มาตรฐานการดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน ตามข้อกำหนดของรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละพื้นที่

ในส่วนของการดำเนินการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้านั้น ทางโรงไฟฟ้าจะมีการเปิดโรงไฟฟ้าให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชม โดยที่โรงไฟฟ้าแห่งใหม่ล่าสุดของ J-Power คือ โรงไฟฟ้า Isogo ในเมือง Kanagawa นั้น มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากถึง 6,000 คน/ปี โดยที่ห้องควบคุมของโรงไฟฟ้าได้ออกแบบให้เหมาะแก่การเข้าเยี่ยมชมของบุคคลภายนอก ส่วนโรงไฟฟ้าอื่นๆ ของบริษัท J-Power ก็ได้มีการเปิดให้บุคคลภายในเข้าชมเช่นกัน โดยอยู่ที่ 1 วัน/ปี

ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า เนื่องจากยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพได้มากเท่าไร ยิ่งลดการปล่อย CO2ได้มากเท่านั้น และปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาเทคโนโลยี Integrated Coal Gasification Combined Cycle (IGCC) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีค่าประสิทธิภาพถึงร้อยละ 46-48

นาย Sakurai ยังกล่าวด้วยว่า ความเข้าใจอันดีระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชนมีความสำคัญมาก โดยวิธีการสร้างความเข้าใจที่สำคัญคือ การมี Model Plant ให้ชุมชนได้สัมผัสว่าโรงไฟฟ้าปลอดภัย มีมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม  จะต้องกำหนดคำจำกัดความของคำว่า ชุมชนท้องถิ่น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แท้จริงของโรงไฟฟ้าว่าคือใคร เพื่อจะได้ทำความเข้าใจได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

ฟิลิปปินส์มีองค์ความรู้ด้านการทำความเข้าใจกับคนในท้องถิ่น

นาย Edgardo Cruz ประธานของกลุ่มผู้ใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินในฟิลิปปินส์ (PCPUG) ได้กล่าวถึงกลยุทธ์ และวิธีการในการสร้างความเข้าใจต่อโรงไฟฟ้าถ่านหิน ว่า ฟิลิปปินส์มีการดำเนินการตามแนวทางต่างๆ คือ สร้างความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่มีความเกี่ยวพันหรือมีอิทธิพลต่อทิศทางในการสร้างโรงไฟฟ้า เช่น ในช่วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ต้องให้ผู้รับเหมารับคัดเลือกแรงงานในชุมชนในพื้นที่การก่อสร้างก่อน มีการทำงานร่วมกันกับผู้นำชุมชน และให้ความสำคัญกับความต้องการของชุมชน โดยมีการพูดคุยให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้น ยังมีการริเริ่มโครงการต่างๆ ที่สร้างประโยชน์ให้แก่ผู้นำและผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ โดยให้พวกเขาเป็นเจ้าของในโครงการเหล่านั้น อาทิ โครงการทางการศึกษาต่างๆ เช่น การสร้างห้องเรียน สนับสนุนอุปกรณ์ทางการศึกษาต่างๆ  โครงการเพื่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ เช่น การออกหน่วยการแพทย์ สร้างศูนย์สุขภาพในพื้นที่  การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมไปถึงการซ้อมแผนเพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น หรือ โครงการการพัฒนาวิสาหกิจ เช่น การฝึกอบรมต่างๆ ให้ผู้หญิง หรือเด็กๆ ที่ไม่ได้รับการศึกษา โครงการทำประมงท้องถิ่น เป็นต้น

ประธานของกลุ่มผู้ใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินในฟิลิปปินส์ ยังบอกด้วยว่า ควรมองกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยในฐานะผู้เห็นต่าง ไม่ใช่ศัตรู และสร้างความเชื่อมั่นกับชุมชน โดยเร่งแก้ไขข้อกังวลของคนในชุมชนให้หมดไป

นอกจากนั้น  ฟิลิปปินส์ยังมีระเบียบข้อบังคับในการชดเชยให้กับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า โดยเป็นการสนับสนุนทางการเงิน เช่น การคิดค่าไฟฟ้าในอัตราที่ต่ำกว่าปกติและต่ำกว่าคนพื้นที่อื่น และการทำกองทุนรอบโรงไฟฟ้า โดยการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วยจะแบ่งให้กองทุน 0.01 เปโซ ซึ่งมาตรการนี้ช่วยลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้อาศัยในพื้นที่ รวมไปถึงสร้างให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐบาลท้องถิ่น ผู้ผลิตไฟฟ้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนทำให้คนในท้องถิ่นเป็นเสนอให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าเอง และฟิลิปปินส์มีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก

อินโดนีเซีย: ภาครัฐกำหนดเกณฑ์ควบคุมสิ่งแวดล้อม

ดร. Eri Prabowo ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ 1 จากบริษัท PT Indonesia Power กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัท PT Indonesia Power จะมีมาตรการในการสร้างการยอมรับจากสาธารณชน 3 มาตรการด้วยกัน ได้แก่

1. รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแล โดยที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ ของอินโดนีเซีย มีโปรแกรมการประเมินการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมให้กับโรงงานต่างๆ ในประเทศ โดยใช้ชื่อว่า Corporate Performance Assessment Program in Environment Management หรือ โครงการ PROPER ซึ่งมีระดับเกณฑ์ 5 ระดับ ได้แก่ สีทอง ซึ่งหมายถึงมีมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยมมาก ปัจจุบันมีโรงงานราว 10-11 แห่ง ที่สามารถจัดการได้เป็นไปตามเกณฑ์ดังกล่าว ที่เหลือนั้นก็ลดหลั่นไล่เรียงลงตามลำดับ ได้แก่ สีเขียว หมายถึงมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยม และสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นขั้นต่ำของเกณฑ์มาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมของโปรแกรม PROPER ต่อจากนั้นจะเป็นสีแดง และสีดำ โดยหากโรงงานใดอยู่ที่ 2 ระดับล่างนี้ ก็จะต้องถูกปรับ และมีความผิดทางกฎหมาย

ดร. Eri Prabowo ระบุว่า โรงไฟฟ้าของ PT Indonesia Power ถึงร้อยละ 69 อยู่ในเกณฑ์ในระดับสีเขียว ซึ่งหมายถึงเป็นโรงไฟฟ้าที่มีการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม ส่วนอีกร้อยละ 31 อยู่ในเกณฑ์ดี

2. การจัดการและควบคุมการปล่อยมลสาร โดยใช้อุปกรณ์เข้ามาช่วยลดการปล่อยมลสารในกระบวนการผลิตไฟฟ้า เช่น ตัวกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD) เครื่องดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (ESP) รวมไปถึงมีการตรวจวัดทั้งมลสาร ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไนโตรเจนออกไซด์ (NO2) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และเครื่องตรวจสอบมลสารที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้า โดยที่มีกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ เป็นผู้กำกับดูแล อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าถ่านหินส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียไม่มีการติดตั้งเครื่อง FGD เนื่องจากมีราคาสูงและใช้พื้นที่จำนวนมาก จึงมีแค่เพียงโรงไฟฟ้าของเอกชน 4 โรงเท่านั้น ที่มีการติด FGD ส่วนโรงไฟฟ้าของรัฐบาลไม่ได้ติด แต่รัฐบาลก็ได้พยายามยกระดับมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เพื่อมาควบคุมให้เป็นโรงไฟฟ้าสีเขียวตามเกณฑ์ของรัฐบาล

3. การสร้างความใกล้ชิดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตซีเมนต์ โดยขายเถ้าลอยให้กับผู้ผลิตเหล่านี้ รวมไปถึงขายเถ้าลอยเหล่านี้ให้กับชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า เพื่อนำไปผลิตเป็นอิฐบนทางเท้า ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโครงการการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ทั้งนี้ ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในอินโดนีเซีย จะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลท้องถิ่น และเมื่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้ว จะต้องถูกตรวจสอบทุกปีโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และภายใน 5 ปีข้างหน้า อินโดนีเซียจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มอีกถึง 10,000 เมกะวัตต์

บทเรียนจากเวียดนาม

นาย Vu Viet Dung ผู้ช่วยผู้อำนวยการของศูนย์วิศวกรรมพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานความร้อน จากบริษัท Power Engineering Consulting Joint Stock Company 2 (PECC2) ได้อธิบายถึงกิจการของการไฟฟ้าเวียดนามที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ว่ามีกำลังผลิต 23,579 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นร้อยละ 60.8 ของกำลังผลิตรวมประเทศ และเป็นเจ้าของระบบส่ง รวมถึงการจ่ายไฟโดยตรงให้กับผู้ใช้ไฟว่า 23 ล้านคน

ขณะเดียวกัน Vu Viet Dung ได้สะท้อนประสบการณ์จากการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากความกังวลในด้านความปลอดภัยและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในเวียดนาม โดยได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ว่า โรงไฟฟ้าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายทางสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด มีการสื่อสารกับประชาชนให้มากขึ้น ทั้งแผนการก่อสร้าง การชดเชย รวมไปถึงเปิดให้ประชาชนได้สื่อสารกับผู้รับผิดชอบโครงการ และมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความสำคัญกับแรงงานในพื้นที่ก่อนเป็นอันดับแรก และมีกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เป็นต้น

สถานการณ์ถ่านหินในประเทศไทย

ดร. ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าของโลกมีแนวโน้มลดลง แต่ยังมีอยู่ในสัดส่วนที่สูง โดยในปี 2555 สัดส่วนการใช้ถ่านหินยังสูงอยู่คือราวร้อยละ 40 เนื่องจากมีราคาถูกและมีปริมาณสำรองจำนวนมาก ขณะที่การใช้พลังงานหมุนเวียนมีร้อยละ 22 โดยส่วนใหญ่เป็นพลังน้ำ อย่างไรก็ตาม แม้สัดส่วนการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้ามีแนวโน้มลดลง แต่ปริมาณการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าไม่ได้ลดลงไป และสำหรับ ภูมิภาคเอเชีย ถ่านหินจะยังคงบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย

มีการคาดการณ์ว่าในปี 2583 สัดส่วนการใช้ถ่านหินจะลดลงเหลือร้อยละ 29 และพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็นร้อยละ 29 เนื่องจากกระแสโลกและเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่พัฒนาขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนลดลง แต่กระนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศสูงขึ้นอยู่

สำหรับแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2558 หรือ PDP2015 กำหนดให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่กำลังผลิตรวม 57,459 เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงฟ้าก๊าซธรรมชาติสูงสุด 17,478 เมกะวัตต์ รองลงมาเป็นถ่านหิน 7,390 เมกะวัตต์ เพื่อสร้างความสมดุลการใช้แหล่งพลังงาน เพื่อสร้างด้านความมั่นคงทางพลังงาน ให้มีไฟฟ้าใช้เพียงพอ และพึ่งพาเชื้อเพลิงให้หลากหลาย

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ ในสัดส่วนที่สูงถึงเกือบร้อยละ 70 ซึ่งถือเป็นความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ. กระบี่ ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนและมีแนวโน้มว่าจะต้องเลื่อนการเข้าสู่ระบบออกไปเป็นปี 2567

Dr. Yanfei Li, นักเศรษฐศาสตร์พลังงานแห่งสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก หรือ ERIA ได้กล่าวสรุปจากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ว่า สำหรับอินโดนีเซีย โปรแกรม PROPER นี้ กำลังไปได้ด้วยดี และช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมทุกประเภทในอินโดนีเซียด้วย ในขณะที่ฟิลิปปินส์ถือเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีองค์ความรู้ด้านการทำความเข้าใจกับคนในท้องถิ่นที่ประสบผลสำเร็จ ด้านประเทศญี่ปุ่น บทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นมีความน่าสนใจมาก และเป็นกลไกสำคัญที่สามารถกำหนดมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ชุมชนให้การยอมรับ โดยตัวอย่างโรงไฟฟ้า Isogo นั้น รัฐบาลท้องถิ่นกำหนดให้มีมาตรฐานสูงมากจนไม่มีคนในพื้นที่ออกมาคัดค้านโรงไฟฟ้า

จากประสบการณ์การสร้างการยอมรับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศนำมาแบ่งปันและอภิปรายร่วมกันในเวทีสัมมนานี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการดำเนินการเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินแก่ประชาชนต่อไป

 

 

กลับสู่บทความทั้งหมด