บทความที่เกี่ยวข้อง

กฟผ. สนองนโยบายรัฐ พร้อมเป็นหลักลงทุนพลังงานหมุนเวียน

  • Date : 30/05/2017, 20:05.

กฟผ.สนองนโยบายรัฐ พร้อมเป็นหลักในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในอนาคต 2,000 เมกะวัตต์ ควบคู่กับโรงไฟฟ้าฟอสซิล ในระยะเปลี่ยนผ่านการพัฒนาประเทศ ในขณะที่นักวิชาการชี้รัฐต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสม โดยคำนึงทั้งปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ความมั่นคงทางด้านพลังงาน  เทคโนโลยีด้านวิศวกรรม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบุพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ทั้งหมด เหตุต้นทุนสูง ใช้พื้นที่มาก และไม่มีความแน่นอนในการผลิตไฟฟ้า

เมื่อวันที่30 พ.ค.2560 ที่ กฟผ. สำนักงงานใหญ่ บางกรวย มีการจัดเสวนาเรื่อง “พลังงานทดแทน กฟผ. ความท้าทายในยุค 4.0” โดยมี นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดร.ภิญโญ  มีชำนะ นักวิชาการด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด  และ ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการด้านพลังงานทดแทน ร่วมการเสวนาในครั้งนี้ โดยได้รับความสนใจจากพนักงาน กฟผ.เข้าร่วมการรับฟังเต็มที่นั่งห้องประชุม เกษมฯ อาคาร ต.040 ชั้น 9 พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดงานเสวนาผ่านช่องทาง Facebook Live ของฝ่ายสื่อสารองค์การ กฟผ. ด้วย

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า  กฟผ. ได้จัดทำแผนลงทุนพลังงานหมุนเวียนให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงาน ซึ่งขยายเพิ่มจากเดิม 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะสามารถนำเสนอให้กระทรวงพลังงานพิจารณาให้ความเห็นชอบได้อีกครั้งภายในเดือน มิ.ย. นี้  จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ กฟผ. ได้เคยนำเสนอแผนไปแล้วเมื่อเดือนธ.ค. 2559 แต่กระทรวงพลังงานสั่งให้นำกลับมาทบทวนใหม่

โดยในแผนพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ที่เดิมเคยประมาณเอาไว้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุน 2 แสนล้านบาท นั้น นายสหรัฐ กล่าวว่า ได้มีการปรับลดวงเงินลงทุนลงเหลือประมาณ 150,000 ล้านบาท เนื่องจากได้มีการลดสัดส่วนการลงทุนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลลง และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้มากขึ้น โดยเน้นโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ( Floating Solar ) ซึ่งใช้พื้นที่อ่างเก็บน้ำ หรือเขื่อนเก็บน้ำของ กฟผ.เป็นหลัก และอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อขอใช้พื้นที่อ่างเก็บน้ำของกรมชลประทาน

ในส่วนของการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล นั้น กฟผ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และวิสาหกิจชุมชน จะร่วมกันส่งเสริมให้มีการปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนให้กับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งจะเลือกพื้นที่ ที่สภาพดินเสื่อมโทรม ไม่เหมาะกับการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ  โดย กฟผ. ยืนยันว่าการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลจะไม่ไปแย่งวัตถุดิบกับเอกชน อย่างที่มีข้อกังวล

ทั้งนี้ ในแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่ปรับปรุงใหม่นั้น แบ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 901เมกะวัตต์ จาก ชีวมวล596 เมกะวัตต์ จากพลังงานลม 231 เมกะวัตต์  จากพลังน้ำ 164 เมกะวัตต์ จากก๊าซชีวภาพ 56 เมกะวัตต์ จากขยะ 50 เมกะวัตต์ และจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ 2 เมกะวัตต์

สำหรับการลงทุนในช่วงเริ่มต้น ซึ่งกำหนดเป็นแผน 5 ปีนั้น (2560-2564) ถือว่ามีความชัดเจน  โดย กฟผ. จะมีการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จำนวนรวมประมาณ 180 เมกะวัตต์ โดยเน้นโครงการสำคัญ อาทิ โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Floating Solar ) โครงการนำร่องระบบโซลาร์เซลล์ ควบคู่ไปกับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage ) รวม 50 เมกะวัตต์ การลงทุนพลังงานลม จำนวน 24 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการนำร่องระบบ Wind Hybrid  Fuel  Cell ที่ลำตะคอง การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล(Biomass) จำนวน 18 เมกะวัตต์ ที่ตั้งเป้าจะเป็นผู้นำโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายสหรัฐ กล่าวด้วยว่า การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ.นั้น จะต้องมีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่ต่ำกว่าที่เอกชนลงทุน และในภาพรวมยังมีความจำเป็นจะต้องดำเนินการควบคู่กันไปกับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน เช่นเดียวกับในหลายๆประเทศ

ดร.ภิญโญ มีชำนะ  นักวิชาการด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด  กล่าวว่า การพิจารณาเลือกเชื้อเพลิงชนิดใดหรือโรงไฟฟ้าแบบใดในการผลิตไฟฟ้าสำหรับประเทศ นั้น ต้องคำถึงทั้งปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ความมั่นคงทางด้านพลังงาน  เทคโนโลยีด้านวิศวกรรม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยความท้าทายในการนำพลังงานแสงอาทิตย์และลมมาใช้นั้น หากเป็นการทดแทนเชื้อเพลิงหลักทั้งหมด จะต้องใช้พื้นที่จำนวนมหาศาล  นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนดังกล่าว ยังผลิตไฟฟ้าได้ไม่สม่ำเสมอ โดยผลิตได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดดและลมเท่านั้น  อีกทั้งยังต้องมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลมาช่วย Backup ให้ และต้องมีการอุดหนุนค่าไฟฟ้า จึงจะเกิดขึ้นได้

มีตัวอย่างของรัฐออสเตรเลียใต้ ที่หันมาส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนโดยยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน จนเกิดกรณีไฟฟ้าดับวงกว้างในรัฐถึง 3 ครั้ง รวมทั้งมีราคาค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมถึง 12%

ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการด้านพลังงานทดแทน  กล่าวว่า การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของไทย จะต้องมีการผสมผสานกับเชื้อเพลิงประเภทอื่นในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานเป็นสำคัญ  โดยที่ผ่านมา การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนยังไม่ส่งผลกระทบต่อระบบผลิตไฟฟ้าโดยรวมมากนัก เพราะยังมีสัดส่วนที่น้อย คือประมาณ 8% แต่ก็เป็นสัดส่วนที่ถือว่าไทยเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการพูดถึงการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่จะเพิ่มสัดส่วนไปถึง 25% และ 40%   นั้น ผลกระทบต่อระบบผลิตไฟฟ้าโดยรวมจะมีมากขึ้นและเป็นความท้าทายที่จะต้องมีระบบการบริหารจัดการให้ดี

สำหรับในแง่ศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนของไทยนั้น ที่ยังถือว่ามีศักยภาพที่ดีคือ พลังงานแสงอาทิตย์ และชีวมวล ซึ่งที่ผ่านมาถือว่ามีการพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว โดยการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ นั้นมีจุดแข็งตรงที่มีการดำเนินการและบำรุงรักษาซึ่งไม่ยุ่งยาก ไม่มีค่าเชื้อเพลิง การผลิตสอดคล้องกับโหลดความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีมากในช่วงเวลากลางวัน  ส่วนจุดอ่อนคือ ยังมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยสูง แม้ว่าจะมีแนวโน้มราคาที่ลดลง และกรณีที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับระบบสายส่งนั้น จะต้องมีระบบกักเก็บ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และอายุการใช้งานต่ำ

กลับสู่บทความทั้งหมด