บทความที่เกี่ยวข้อง

3ปีERSฟันธงไม่เอาNOCเร่งรัฐเดินหน้าบริหารจัดการแหล่งเอราวัณ บงกช ด้วยระบบสัมปทาน

3ปี ERS ปิยสวัสดิ์  คุรุจิต  มนูญ ประสานเสียงไม่เอาบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)เตือนซ้ำรอยวิกฤต เวเนซุเอลา  ชี้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานหมดอายุ เอราวัณ บงกช  เร่งรัฐรีบดำเนินการก่อนที่ประเทศจะเสียโอกาสด้านพลังงานไปมากกว่านี้   ในขณะที่มุมมองของบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ยังเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ด้านการลงทุนเพราะไม่มีปัญหาการก่อการร้าย  แต่แหล่งปิโตรเลียมไม่ได้มีศักยภาพสูงมากพอที่รัฐจะเรียกผลตอบแทนสูงเกินจริง

ในงานDinner Talk  3ปีERS ซึ่งจัดขึ้นที่ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไทเขต ปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อช่วงค่ำของวันที่26 พ.ค.2560 ขึ้นข้อความบนเวทีเอาไว้ว่า” ยืนหยัดปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนของคนไทยทุกคน “ นอกเหนือจากการกล่าวนำสรุปภาพรวมการผลักดันแนวทางการปฎิรูปพลังงาน ต่อรัฐบาลทั้งในส่วนที่ประสบความสำเร็จและในส่วนที่ยังมีความล่าช้า ของนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  ในบทบาทของประธานกลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) แล้ว  ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “อนาคตพลังงานไทย จะรุ่งหรือร่วง” โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วยนายปิยสวัสดิ์ นายคุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านพลังงาน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นายมนูญ ศิริวรรณ  นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และ นางสาวศิริพร ไชยสุต   ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งมีประสบการณ์การลงทุนในต่างประเทศ  ดำเนินรายการโดย นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และสื่อสารการตลาด 

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) ซึ่งร่วมรับฟังการเสวนาในครั้งนี้ด้วย รายงานสรุปประเด็นสำคัญจากการเสวนา โดย ทั้งนายปิยสวัสดิ์ นายคุรุจิต และนายมนูญ ต่างให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า รัฐไม่จำเป็นจะต้องตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ( National Oil Company )หรือNOC ขึ้นมาใหม่ โดยโครงสร้างการบริหารจัดการผลประโยชน์ด้านปิโตรเลียมในปัจจุบัน ที่มีการแยกบทบาทการกำกับดูแล หรือRegulator คือกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และบทบาทของการเป็นหน่วยลงทุนและดำเนินกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คือ ปตท. และปตท.สผ. ออกจากกัน นั้น  มีประสิทธิภาพที่ดีอยู่แล้ว

                                                             ปิยสวัสดิ์ ยันรัฐไม่จำเป็นต้องตั้งNOC เพราะกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว

“ ไม่มีความจำเป็นใดใดทั้งสิ้นที่จะต้องมีNOC โดยเฉพาะแบบที่คปพ.(เครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย) นำเสนอ เพราะ จะนำไปสู่หายนะ  สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเวเนซุเอล่า คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย หากเราจะเดินตามแบบนั้น   “ นายปิยสวัสดิ์ กล่าวแสดงความเห็น เมื่อถูกตั้งคำถามจากผู้ดำเนินรายการว่า ประเทศไทยควรจะมีการตั้งNOC ขึ้นมาใหม่หรือไม่

เขากล่าวด้วยว่า  จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในกระทรวงพลังาน  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติถือ เป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นๆในกระทรวงพลังงาน   โดยไม่ต้องตั้งหน่วยงานอะไรขึ้นมาใหม่ ให้สิ้นเปลืองงบประมาณ  โดยถ้าจะปรับให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ก็สามารถออกหลักเกณฑ์ขึ้นมาเป็นของตัวเองโดยเฉพาะได้

นายปิยสวัสดิ์ ยังกล่าวด้วยว่า  ในช่วงที่มีการพิจารณาเรื่องนี้ ใน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ทั้ง สื่อมวลชน คอลัมนิสต์ อาวุโส หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ  มีข้อมูลสะสม เรื่องNOC จาก กลุ่มERS  เก็บเอาไว้อยู่แล้ว  รอจังหวะเวลาที่เขาจะพูด เขียนบทความเขียนข่าว  คัดค้านการตั้งNOC  เท่านั้น   นั้นแสดงว่า  การให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง กับประชาชน อย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมา ของกลุ่มERS นั้นได้ผล

“เรา ต้องใจเย็น ทำด้วยวิธีสุภาพบุรุษ เพื่อ ผลักดันให้รัฐบาลทำในสิ่งที่ถูกต้อง    ไม่ต้องไปเดินขบวน ยื่นหนังสือ เหมือนกับบางกลุ่ม   รัฐบาลต้องฟังคนในกลุ่มกว้างมากขึ้น    เมื่อมีคนกลุ่มเล็กๆมาโวยวาย มาประท้วงคัดค้าน อะไร  ไม่ได้หมายความว่าคนทั้งประเทศจะเห็นด้วย  “นายปิยสวัสดิ์ กล่าว

นาย ปิยสวัสดิ์  กล่าวแสดงความเห็นด้วยว่า พรบ.ปิโตรเลียม ฉบับเดิมที่มีอยู่มันดีอยู่แล้ว สามารถที่จะใช้ออกสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21  และ สัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ(เอราวัณ และบงกช)  ได้โดยที่ไม่ต้องไปแก้ไขเพิ่มเติม อะไร โดยการที่มีการไปแก้ไข แล้วจะไป เรียกเก็บผลประโยชน์ที่มากเกินไป ก็ไม่มีใครอยากจะลงทุนโดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันลดต่ำลงมามาก   

“กรณีของประเทศไทยต้องดูภาพรวมด้วยว่า บริษัทน้ำมันเขามีทางเลือกอะไร ในแหล่งปิโตรเลียมของเราที่หร่อยหรอลงไป  กฎหมายที่มีอยู่เดิมทำได้อยู่แล้ว  การไปแก้กฎหมายเพิ่มทางเลือกเข้ามา เกรงว่า จะยิ่งทำให้เกิดความล่าช้า เพราะต้องมานั่งคิดว่าจะเอาอะไร สัมปทานหรือพีเอสซี  หรือจ้างผลิต  รัฐบาลจะตัดสินใจได้เร็วแค่ไหน   ว่าจะเอาระบบไหน เลือกมาแล้วก็ยังมีรายละเอียดอีกเยอะแยะ ในขั้นตอนของการประกาศเชิญชวน ประมูลแข่งขัน   ซึ่งเกรงว่าระยะเวลาจะยืดเยื้อไปพอสมควร   โดยในการจัดหาพลังงานของประเทศ  เรื่องสำคัญที่สุดคือเรื่องของการจัดการสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ  เพราะสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ เพราะว่า ถึงจะออกไป โอกาสที่จะค้นพบก๊าซหรือน้ำมันนั้นมีไม่มากอยู่แล้ว  เพราะในสัมปทานรอบที่20 ที่ออกประกาศไปเมื่อปี2550 จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการผลิต “ นายปิยสวัสดื กล่าว

 

                    คุรุจิต ระบุ รัฐไม่ควรเสียเวลากับพีเอสซีและNOC   แหล่งเอราวัณ บงกช ต่อเดินหน้าผลิตก๊าซให้ต่อเนื่อง ลดการนำเข้าพลังงาน

ในขณะที่นายคุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านพลังงาน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  กล่าวว่า  เราเห็นประสบการณ์ในอดีต ก็ไม่อยากจะให้รัฐไปทำอะไรที่มันเสียเวลา กับสิ่งที่มันจะไม่มีประสิทธิภาพ คือการตั้ง NOC  หรือการเลือกใช้ระบบพีเอสซี   เพราะเมื่อปี 2525 ที่เกิดวิกฤตราคาน้ำมัน ตลาดโลก ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง  ก็มีคนเคยเสนอให้การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่13 เป็นระบบ พีเอสซี  โดยต้องการจะใช้รัฐได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้น  แต่ในที่สุดก็ลองให้มีการแก้ไข ผลตอบแทนของรัฐให้คล้ายกับระบบพีเอสซี ลือกใช้ระบบสัมปทาน ที่เรียกว่าไทยแลนด์ทู ที่จะมีการเก็บค่าภาคหลวงเพิ่มขึ้น เก็บโบนัสพิเศษ สูงถึง 52.5% ของรายได้ ถ้าหากมีการผลิตเกิน40,000บาร์เรลต่อวัน  แต่แหล่งปิโตรเลียมของไทย เป็นแหล่งเล็ก เมื่อไปสำรวจเจอแหล่งขนาด  2,000 บาร์เรลต่อวัน  ก็ไม่มีใครอยากจะผลิต เนนื่องจากรัฐเรียกเก็บผลประโยชน์สูง  ทำให้ การสำรวจหยุดนิ่งไป7ปี จนต้องมีการเร่งแก้ไข ในปี 2532 ไม่เช่นนั้น อุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทยจะไปไม่รอด   

เป็นระบบสัมปทาน ไทยแลนด์ทรี ที่มีการปรับลดค่าภาคหลวง สำหรับแหล่งเล็ก และจัดเก็บเพิ่มขึ้นสำหรับแหล่งใหญ่  คือพบปิโตรเลียมมากเก็บมาก พบน้อยเก็บน้อย  ถือเป็นเป็นระบบที่ดี  และทำให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

“เราจะไปไล่นักลงทุน ด้วยระบบพีเอสซี ที่ เต็มไปด้วยโต๊ะซึ่งต้องใช้ดุลยพินิจเยอะๆ มันเสียเวลา  ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีของเรามันดีอยู่แล้ว ที่แยกระบบกำกับดูแล แยกระบบโอเปอเรเตอร์ ออกจากกัน อยู่ดีดี จะตั้งNOC เพื่อจะเอามารวมกันแล้วจะใช้วิธีล็อบบี้ มันไม่ส่งเสริม ประสิทธิภาพ  ระบบสัมปทานที่ไทยใช้นั้นนั้นโปร่งใส ไม่มีการเจรจา ตลาดเป็นตัวกำหนดราคา ทุกคนอยู่ภายใต้ระบบเดียวกันในเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย  คนที่บริหารต้นทุนได้ถูกที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด ก็จะอยู่ได้   ความพยายามที่จะกล่าวหารัฐว่าไม่น่าเชื่อถือ  บกพร่อง  กล่าวหาว่าไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศ   และเสนอ ระบบมาแทนที่คิดจะเก็บตังค์ไว้กับตัวเองแล้วให้พวกตัวเองมาบริหาร  เราไม่ควรจะเสียเวลากับเรื่องแบบนี้อีกแล้ว “ นายคุรุจิต กล่าว

นายคุรุจิต ยังสรุปภาพรวมด้านพลังงานในช่วง 3ปีที่ผ่านมาด้วยว่า  มีสิ่งที่ดำเนินไปในทิศทางดีหลายๆเรื่อง คือการที่รัฐบาลกล้าปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้ง แอลพีจี   เอ็นจีวี  ที่ช่วยให้การชดเชยก็ลดลง  การนำเข้าลดลง 

นอกจากนี้เรื่องของพลังงานทดแทนก็มีความโปร่งใสในการจัดการมากขึ้น ทั้งการ เปลี่ยนโซลาร์ฟาร์มชุมชน 800 เมกะวัตต์ เป็นโซลาร์ราชการและสหกรณ์   โซลาร์ฟาร์มค้างท่อเปลี่ยนจากระบบแอดเดอร์มาเป็นฟีดอินทารีฟ แล้วให้COD ทันที โดยถ้าไม่ดำเนินการตามกำหนดก็ให้ยกเลิก  ความไม่โปร่งใสที่มีการเอาใบอนุญาตไปขาย ก็หายไป   ซึ่งเรียกชื่อเสียงความน่าเชื่อถือให้กลับมา  ส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงานหรือ เรกูเลเตอร์7 คนโดยรวม ก็น่าจะให้คะแนนดี เพราะตั้งใจทำงาน สามารถกำกับค่าเอฟที และค่าผ่านท่อก๊าซได้ดีพอสมควร แต่ก็ยังช้าเรื่องTPA Code  และเรื่องแบ่งแยกท่อก๊าซ 

ส่วนเรื่องที่รัฐบาลยังลังเลและทำได้ช้า คือ การประกาศเชิญชวนให้เอกชนมายื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่21 เดิมตัดสินใจแล้ว แต่ไม่กล้าประกาศเพราะไปฟังเสียงแย้ง  ทำให้ต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมระบบพีเอสซีและระบบเอสซีเข้าไป   ในมุมมองนักลงทุนก็จะมองว่าประเทศไทย ไหว้ครูนาน ถ้าเป็นเมืองนอกเขาชกไปแล้ว  อีกเรื่องคือเรื่องแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไทยกับ กัมพูชา  ที่สะดุดเพราะไม่ใช่เรื่องกระทรวงพลังงานหน่วยงานเดียวแต่ไปเกี่ยวข้องกับกระทรวงต่างประเทศด้วย  และการที่รัฐบาลติดปัญหาภายในประเทศมาก เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง นี้เท่าที่ควร

เรื่องของการดำเนินการตามแผนพีดีพี  ยังทำได้ไม่ดี เพราะยังไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ได้  ซึ่งรัฐควรจะเดินหน้า แต่ เสียเวลาไป2ปี แล้วก็ยังไม่ได้ทำ ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ และประเทศโดยรวมในอนาคต  ได้  

นายคุรุจิต ยังแสดงความเป็นห่วง เรื่องสัมปทานปิโตรเลียม หมดอายุ   โดยถึงแม้รัฐบาลตั้งใจที่จะดำเนินการ โดยมีมติกพช.ออกมาแล้ว2 ครั้งปี2558  และปี2559 กพช.ที่มีมติให้เป็นการประมูลแทนการเจรจา แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้  โดยความสำคัญของแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ทั้งเอราวัณ ของเชฟรอน และแหล่งบงกชปตท.สผ.  คือมีการผลิตก๊าซตาม daily contract quantity. หรือ DCQ  ประมาณ 2,200ล้านลบ.ฟุตต่อวัน  ถือเป็นแหล่งก๊าซที่มีราคาที่ ถูกกว่าLNG นำเข้า  เพราะ มีสูตรราคาที่ผูกไว้กับน้ำมันเตา  ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการมีแหล่งพลังงานที่ถูกกว่าการนำเข้าอยู่มาก  

นอกจากนี้ก๊าซในอ่าวไทย มีองค์ประกอบของอีเทน บิวเทน โพรเพน  ถือเป็นrich gas  สามารถนำมาเข้าโรงแยกก๊าซ ทำLPG  ช่วยลดนำเข้าLPG  และเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี  ซึ่งถ้าหากการผลิตไม่ต่อเนื่อง  ก๊าซจากต้นทางมันหายไป จะทำให้ไทยต้องไปหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ที่ต้นทุนสูงกว่า  คนจะตกงาน เพราะมันมีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ต่อไปอีก  

“ บางทีเรามาเถียงเรื่องไม่ควรเถียง เช่นเถียงว่าควรจะใช้ ระบบอะไร ในการบริหารจัดการปิโตรเลียม   เสียเวลามา4 ปี แล้วยังไมได้ทำอะไร สุดท้ายถ้าไม่จบ เราต้องไปนำเข้าLNG   สิ่งที่เราเถียงกันไปในที่สุด ก็ไม่มีใครชนะเลย ประเทศล้มเหลวในการจัดหาพลังงาน  เพราะก๊าซจากอ่าวไทยที่หายไปทำให้ประเทศต้องนำเข้าก๊าซ ในคุณภาพที่แย่ลง ราคาที่แพงขึ้น และรัฐจัดเก็บค่าภาคหลวงและภาษีอะไรไม่ได้เลย  แต่กลับต้องเอาไปจ่ายให้ประเทศผู้ขาย LNG  มันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีทางออกในเรื่องนี้ “ นายคุรุจิต กล่าว

                                                                  มนูญฟันธงอนาคตพลังงานไทยส่อแววร่วง เผย3ปัจจัยเสี่ยงด้านพลังงาน

ด้าน นายมนูญ ศิริวรรณ  นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน หนึ่งในแกนนำกลุ่มERS กล่าวว่า ถ้าถามว่าอนาคตพลังงานไทยจะรุ่งหรือจะร่วง  มองว่ามันน่าจะไปในทางที่จะร่วงเสียมากกว่า  โดยขณะนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงอยู่3ประการที่จะนำพาไปสู่อนาคตด้านพลังงานที่ค่อนข้างจะมืดมน  คือ

1 ไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานจากภายนอก มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต หรือเป็นประเทศที่จะต้องพึ่งพิงพลังงานจากภายนอก สูงเกือบ100% หมายความว่าเราต้องนำเข้าพลังงานหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน  LNG หรือLPG  แนฟทา ที่เป็นวัตถุดิบของปิโตรเคมี  หรือถ่านหิน  สิ่งเหล่านี้เป็นพลังงานจากฟอสซิลที่เราต้องนำเข้าทั้งหมด  ไฟฟ้าก็ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไม่สามารถที่จะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้ตามที่เราต้องการ  

 การที่มีคนบอกว่าเราสามารถจะมีพลังงานทดแทนพลังงานหมุนเวียน  มาใช้แทนพลังงานจากฟอสซิลได้ นั้น จะทดแทนได้มากแค่ไหน   พลังงานทดแทนที่ว่านี้ เป็นสิ่งที่คนไทยทำได้เองทั้ง100% หรือไม่   เพราะไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  ก็ต้องนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์   พลังงานลม เราก็ต้องนำเข้ากังหันลม   ดังนั้นถ้าเรายิ่งส่งเสริมให้เกิดพลังงานทดแทนมากเท่าไหร่ การนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ และกังหันลมก็มากเท่านั้น  พลังงานลม เราก็ต้องนำเข้ากังหันลม  ในอนาคตเราหนีไม่พ้นที่จะเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน100% หรือเกือบ100%  เพราะแหล่งพลังงานในประเทศเราก็จะหมดไปเรื่อยๆ

ความเสี่ยงประการที่สองคือ การบริหารจัดการพลังงานของรัฐบาล ที่ติดขัดไปหมด   เดินหน้าต่อไปไม่ได้ เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งประท้วง กดดัน   ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องบริหารจัดการของรัฐบาล ข้อเรียกร้องเหล่านี้ ไม่ให้มีมากจนประเทศเดินหน้าต่อไม่ได้

“โอกาสมันไม่ได้อยู่กับเราตลอด  บริษัทที่จะมาลงทุนสำรวจผลิตก๊าซในประเทศ งบประมาณเขามีจำกัด   เราต้องแข่งขันกับประเทศอื่น ถ้าประเทศไทยยังไม่พร้อมเขาก็โยกไปลงทุนประเทศอื่นแทน  และถ้าโอกาสมันผ่านไปแล้ว ยากที่จะเรียกกลับมาได้  ทรัพยสินปิโตรเลียม  ที่ยังอยู่ใต้ดิน  คนที่คิดว่ามันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้นก็อยากจะบอกว่า ยุคหินหมดไปไม่ใช่เพราะว่าหินมันหมดโลก แต่เพราะว่าหินมันหมดคุณค่า  ในอนาคตถ้าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า  ถ้าก๊าซ น้ำมัน ที่เก็บไว้แล้วไม่ได้ ขุดขึ้นมาใช้ มันอาจจะไม่มีค่าเลย ก็ได้ “นายมนูญ กล่าว

สำหรับความเสี่ยงประการที่สาม คือความรู้ความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน ที่ถูกบิดเบือน ทำให้มีการปลุกระดมขึ้นมาคัดค้านนโยบายรัฐ   ซึ่งรัฐต้องนำข้อมูลความรู้ด้านพลังงานที่ถูกต้อง เข้าถึงประชาชนให้มากกว่านี้

                                                               ศิริพร เผยไทยยังมีเสน่ห์ด้านการลงทุนด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแต่ต้องรีบช่วงชิงโอกาส

ในมุมมอง ของนางสาว ศิริพร  ไชยสุต  ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่อยู่ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งมีประสบการณ์การลงทุนในต่างประเทศ   กล่าวว่า ประเทศไทยตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ   มีโอกาสตรงข้างหน้า และมีความจำเป็นที่จะต้องช่วงชิงโอกาส  เช่นเดียวกับที่รัฐบาลอังกฤษ มีการออกกฎหมายลดภาษีเพื่อดึงดูดให้นักลงทุนอยู่ ลงทุนต่อเนื่องด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ได้อย่างทันท่วงที แม้จะมีเสียงคัดค้านอยู่มากก็ตาม  เพราะเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลกล้าตัดสินใจสวนกระแสนั้น  จะเกิดประโยชน์ ต่อคนอังกฤษ คน ไม่ตกงาน   รัฐบาลเขามีความเข้าใจดีว่านักลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ จะไม่รอให้ราคาน้ำมันตกลงมามากๆก่อนแล้วค่อยย้ายการลงทุน  แต่เขาจะปรับแผนการลงทุนแต่เนิ่นๆ ดังนั้นการตัดสินใจของรัฐบาล จึงแก้ไขปัญหาได้ทันต่อเหตุการณ์  

“ ประเทศไทยถือว่ายังมีเสน่ห์อยู่มาก เราไม่มีสงคราม เราไม่มีเรื่องศาสนา เรื่องเผ่าพันธุ์ เหมือนกับบางประเทศที่ นักลงทุนจะต้องทำงานไปอพยพคนไป  การอนุมัติโครงการในบางประเทศประเด็นเรื่องการก่อการร้าย หรือ ปัญหาเรื่องความปลอดภัย เป็นปัจจัยที่ผู้ลงทุนต้องคำนึงถึง  แต่ประเทศไทยเราไม่มีเลย  จึงควรจะช่วงชิงโอกาสอันนี้   ถ้าอยากจะเดินหน้าประเทศไทย  ก็ต้องเดินหน้าพลังงานไทยด้วย  “นางสาว ศิริพร กล่าว 

กลับสู่บทความทั้งหมด