บทความที่เกี่ยวข้อง

ซีอีโอปตท.แชร์ประสบการณ์ดูงานสหรัฐฯ ก๊าซธรรมชาติ ,Energy Storage,EVมาแรง

  • Date : 11/05/2017, 18:32.

ซีอีโอปตท.”เทวินทร์ วงศ์วานิช”แชร์ประสบการณ์ดูงานสหรัฐอเมริกาต้นเดือน พ.ค.2560 ที่ผ่านมา ผ่านเพจTevin at PTT โดยชี้ให้เห็นถึงทิศทางก๊าซธรรมชาติ เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage) รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV)ซึ่งจะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคมากขึ้นโดยลำดับ ในขณะที่บริษัทGPSC ซึ่งเป็นบริษัทลูกของปตท.ก็ลงนามเอ็มโอยูกับบริษัท24M Technologies เพื่อเป็นตัวแทนนำเทคโนโลยี่แบตเตอรี่มาผลิตในประเทศไทย รวมทั้งการเอ่ยปากชวนค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง General Motors (GM) และ Tesla  ให้พิจารณาขยายการลงทุน EVในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า เมื่อช่วงต้นเดือนพ.ค.2560 ที่ผ่านมา ทางผู้บริหารระดับสูงของบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)นำโดยนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่  และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)หรือ GPSC โดยนาย เติมชัย บุนนาค ได้พาคณะกรรมการปตท. รวมทั้ง นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เดินทางไปศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางพลังงาน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทGPSCเข้าไปร่วมถือหุ้นอยู่ด้วย

ทั้งนี้นายเทวินทร์ ได้โพสต์บทความแชร์ประสบการณ์การเดินทางไปดูงานครั้งนี้ อย่างต่อเนื่อง ผ่านเพจTevin at PTT ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้อ่านและเข้ามากดถูกใจ ร่วมแสดงความคิดเห็น และแชร์เรื่องออกไปจำนวนมาก โดยเนื้อหาล่าสุดนายเทวินทร์ เขียนถึงคือการนำกรรมการ ปตท.ไปเยี่ยมสถาบันวิจัยด้านพลังงานชั้นนำ2 แห่ง คือ MIT Energy Initiative หรือ MITEI  และ The Precourt Institute for Energy Efficiency ที่มหาวิทยาลัย Stanford

MITEI  และ The Precourt Institute for Energy Efficiency  ,Stanford  สร้างStart Up และ Silicon valley  ต้นแบบ ปตท. สร้าง Wangchan valley

นายเทวินทร์ นำเสนอมุมมองจากการดูงานในครั้งนี้ว่า ก๊าซธรรมชาติจะเป็นเชื้อเพลิงที่มีการใช้มากขึ้น เพราะมีต้นทุนถูกลงจากการพัฒนาเทคโนโลยี Shale Gas ทำให้สหรัฐฯมีการปรับมาใช้เชื้อเพลิงก๊าซฯแทนถ่านหินในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น โดยปัจจุบันสหรัฐผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน 33% จากก๊าซธรรมชาติ 30%   ในขณะที่ไทยผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน 20% และจากก๊าซธรรมชาติ 67%

ในส่วนของ เทคโนโลยีระบบกับเก็บพลังงานหรือ Energy storage  นั้นมีแนวโน้มราคาที่จะถูกลงเรื่อยๆ โดยนอกจากลิเธียมไอออน (Li-ion) ที่ใช้มากในปัจจุบันแล้ว ยังมีการวิจัยเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อเป้าหมายที่จะลดต้นทุนของ Energy storage จาก 200 ให้ต่ำกว่า 150 $/kWh ภายใน 3-4 ปี

สำหรับ ปัญหาเรื่อง Climate change และการบริหารคาร์บอน (Carbon management) เป็นความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงนโยบายของรัฐ ที่ต้องใช้ความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์มาแก้ปัญหา ทั้ง 2 มหาวิทยาลัย(MITEI  และ Stanford) จึงตั้งสถาบันวิจัยพลังงานในรูปแบบ Multi-disciplinary ที่สร้างเครือข่าย และเชื่อมโยงนักศึกษาจาก Department ต่างๆ มาวิจัยแก้ปัญหาร่วมกัน

ส่วน การสร้าง Eco-system แบบ Open Innovation เปิดโอกาสให้เกิดการนำเอางานวิจัยและเทคโนโลยีใหม่ๆ (Innovative research) ของ Stanford มาต่อยอดสร้างธุรกิจ และเกิดสังคม Startup อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย คือ Silicon valley หรือแม้แต่ MIT กับบริษัท 24M

เรื่องนี้ นายเทวินทร์ บอกว่า ตัวอย่างของ Silicon Valley ของสหรัฐอเมริกา นั้นเป็นแรงบันดาลใจ ให้ปตท.ทำโครงการร่วมกับกระทรวงวิทย์ฯ โดยพัฒนาพื้นที่ติดกับ สถาบันวิจัยวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่ อ.วังจันทน์ จ.ระยอง ให้เป็น Innovation Center ภายใต้ชื่อ EECi (Eastern Economics Corridor for Innovation) เพื่อสร้าง New S-Curve ให้กับประเทศไทย โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีด้าน Automation, Robotic, Artificial Intelligence, Bio-Economy และ Aviation ตามยุทธศาสตร์ Thailand 4.0

“ ผมหวังจะได้เห็น Wangchan valley เป็นศูนย์นวัตกรรมที่เชื่อมโยงโจทย์ธุรกิจ บริษัท Start-up และนักวิจัยจากหลากหลายสถาบัน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต”นายเทวินทร์ เขียนถึงความคาดหวังของตัวเอง

ชักชวน General Motors (GM) และ Tesla  ขยายการลงทุนEVในประเทศไทย

ในบทความเรื่อง รถ EV รูปแบบใหม่ของการเดินทางในอนาคต นายเทวินทร์ เขียนเล่าถึงการไปพบบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (Electrical Vehicle: EV) 2 แห่ง คือ General Motors (GM) และ Tesla  ซึ่งสรุปเป็นข้อมูลสั้นๆ ที่น่าสนใจว่า

- ธุรกิจ EV เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังเป็นส่วนน้อยของรถยนต์ทั้งหมด โดยบริษัทรถ EV ในตลาดไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่งกัน แต่จะร่วมกันสร้างการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคมาใช้รถ EV และกินส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ใช้น้ำมันในปัจจุบัน

- ข้อจำกัดของรถ EV คือวิ่งได้น้อยและแพง แต่บริษัทรถ EV ปัจจุบันได้พยายามแก้ปัญหาเหล่านี้เช่น Chevrolet Bolt สามารถวิ่งได้ไกล 238 ไมล์ (380 กิโลเมตร) และ Tesla Model 3 ที่จะออกตลาดเร็วๆนี้วิ่งได้ 210 ไมล์ (330 กิโลเมตร) หลังจากที่ชารจ์แบตเตอรี่เต็ม

- ราคารถในสหรัฐทั้ง 2 รุ่นประมาณ 35,000 USD (ประมาณ 1 ล้านกว่าบาท) โดยผู้ซื้อสามารถขอคืนภาษีเงินได้อีก 7,500 USD เป็นมาตรการที่รัฐบาลสหรัฐฯสนับสนุน EV ทำให้ราคาแข่งขันได้กับรถใช้น้ำมันในระดับใกล้เคียงกัน

- การชาร์จไฟเต็มแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 200 บาท (คิดค่าไฟฟ้าคร่าวๆ 3 บาทต่อหน่วย) โดยสามารถชาร์จได้หลายแบบ ทั้งเสียบปลั๊กชาร์จที่บ้านหรือที่ทำงาน ใช้เวลา 4-8 ชั่วโมง หรือแบบ Super Charger ที่รวดเร็วมากตามสถานีที่กระจายทั่วสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น (ประมาณแวะพักเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟอเมซอนในสถานีบริการ ปตท.)

- นอกจากเรื่องการลดมลภาวะแล้ว อัตราการเร่งก็เป็นอีกจุดเด่นของรถ EV ผมได้มีโอกาสนั่ง Tesla Model S และลองขับ Chevrolet Bolt บอกได้ว่าตอนแรกตกใจกับอัตราเร่งที่ทำให้เราหลังติดเบาะเลยทีเดียวครับ 0-60 ไมล์ในเวลา 3-6 วินาทีแล้วแต่รุ่น

- ทั้ง 2 บริษัทพัฒนาระบบเชื่อมต่อข้อมูล (Connectivity) ของรถกับทั้งโทรศัพท์ของผู้ขับ และระบบของบริษัทเอง ที่จะช่วยตรวจสอบสภาพรถ สื่อสารกับเจ้าของรถว่าต้องทำอะไรบ้างเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินเช่น ให้ขับไปยังสถานีบริการที่ใกล้ที่สุด หรือให้ลงจากรถทันที ส่วนในกรณีเกิดอุบัติเหตุจนเจ้าของรถหมดสติสามารถระบุตำแหน่งรถ และส่งคนไปช่วยเหลือได้ทันที

- Autonomous Drive เป็นอีกเทคโนโลยีที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา วันนี้อยู่ในระดับที่ผู้ขับยังต้อง engage กับรถอยู่บ้าง แต่เป้าหมายคือรถ EV ที่ขับไปมาได้เองโดยไม่ต้องมีคนขับ

- การขับ EV ลุยน้ำดูจะเป็นข้อกังวลของคนส่วนใหญ่ Tesla ให้ข้อมูลว่ารถเขาออกแบบให้ seal ส่วนของแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า ไม่ให้น้ำเข้าได้ คนที่สนใจเรื่องนี้ ต้องค้นข้อมูลเพิ่มเพื่อความมั่นใจ

นายเทวินทร์ เขียนเล่าด้วยว่า ทั้ง 2 บริษัทอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิต  คณะกรรมการปตท.และปลัดกระทรวงพลังงานเลยเชิญชวนให้พิจารณามาลงทุนสร้างโรงงานในประเทศไทย  นายอารีพงศ์ ได้เล่าถึงนโยบาย Thailand 4.0 และมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาดของรัฐบาลไทย เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ

ซีอีโอ ปตท. เชื่อว่ารถ EV จะเป็นที่นิยมมากขึ้น และจะเปลี่ยน life style ของคนใช้รถในหลายรูปแบบ ทำให้ปตท.ก็ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อเตรียมพร้อมรองรับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างจากปัจจุบัน

24M ลงนามสัญญาตกลงให้สิทธิ์ GPSC เป็นผู้แทน ในการนำเทคโนโลยีของ 24M มาผลิต Battery ในประเทศไทย

ในบทความเรื่องEnergy Storage เทคโนโลยีสำคัญของอนาคตพลังงานโลก นายเทวินทร์ เขียนเล่าถึง การเยี่ยมชมและติดตามความคืบหน้าของบริษัท Start Up ด้านแบตเตอรี่ชื่อ 24M Technologies ที่เมือง Boston ซึ่ง GPSC บริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้เข้าไปร่วมลงทุนถือหุ้นประมาณ 18% ตั้งแต่ปี 2014

โดย บริษัท 24M ก่อตั้งโดยนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นำโดย Professor Chiang ของ MIT ผู้ที่ออกแบบ Prototype และพัฒนาวิธีการผลิต Battery โดยเปลี่ยน Electrolyte จาก ของเหลวเป็น Semi-Solid State ทำให้สามารถลดขนาดและขั้นตอนการผลิต ซึ่งจะให้ผลิตได้เร็วขึ้น และต้นทุนถูกลง

เป้าหมายเริ่มต้นของ 24 M คือจะนำเทคโนโลยีนี้มาผลิต Energy Grid Storage ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้า Renewables จากลมและแสงแดดที่ผลิตไฟได้เป็นช่วงๆ ไม่เป็นภาระกับการวางแผนเดินเครื่องโรงไฟฟ้าหลัก และลดกำลังการผลิตสำรองสำหรับช่วง peak ได้ โดยจะช่วยเก็บไฟฟ้าช่วงที่ผลิตไฟฟ้ามากกว่าความต้อง มาจ่ายให้ในช่วงที่ผลิตไฟฟ้าไม่พอใช้ ทำให้ไม่ต้องขยาย หรือสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

โอกาสต่อไป คือการพัฒนาแบตเตอรี่เพื่อใช้ในรถไฟฟ้า ซึ่งยังต้องออกแบบและทดสอบให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน และอุณหภูมิที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของโลก เพราะมีผลกับประสิทธิภาพและอายุของแบตเตอรี่อย่างมาก

การเดินทางมาครั้งนี้ ทั้ง 24M กับ GPSC ได้มีการลงนามสัญญาตกลงให้สิทธิ์ GPSC เป็นผู้แทน ในการนำเทคโนโลยีของ 24M มาผลิต Battery ในประเทศไทยและ ASEAN นับเป็นก้าวสำคัญของกลุ่ม ปตท. ในการพัฒนาธุรกิจใหม่

ข้อคิดจากVentures Capital  ของสหรัฐอเมริกา

นายเทวินทร์ ยังเขียนเล่าถึงข้อคิดที่น่าสนใจจากการพูดคุยกับ Partner ของ Ventures Capital ขนาดใหญ่รายหนึ่งที่ Boston ว่า

- Personal Contact คือหัวใจ เขาจะพูดคุยกับ Start-up ใหม่ๆประมาณ 5 ประชุมต่อสัปดาห์ เพื่อเลือกเฟ้น Start-up ที่จะร่วมลงทุนและทำงานด้วยกันเพียง 1 - 2 บริษัทต่อปี ใช่ครับประมาณ 1% ของ candidate ที่พบเท่านั้น

- การเลือกลงทุนใน Start-up จะให้ความสำคัญที่ "คน" มากกว่า "ไอเดีย" เพราะเขาเชื่อว่า "Passion" ของคนนั้นสำคัญที่สุดในการผลักดันให้เกิดแนวคิดและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา "นวัตกรรม" ให้เป็นสินค้าหรือบริการได้ เขาพบว่าจากสินค้าหรือบริการใหม่ๆที่เกิดขึ้น มีเพียง 20 % เท่านั้นที่พัฒนาตามแผนธุรกิจเดิม ที่เหลืออีก 80% จะต้องปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจในกระบวนการออกแบบและทดลอง

- หลังตัดสินใจลงทุน VC จะทำงานร่วมกับบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะให้การสนับสนุนด้านเงินทุน และด้านการตลาด เพื่อเปลี่ยน 'นวัตกรรม' ให้เป็น'ธุรกิจ' รวมทั้งการช่วยแนะนำพันธมิตรอื่นๆที่จำเป็นมาเสริมทีม

- เขาจัดสรรงบ 1/3 ของกองทุนสำหรับการเริ่มเข้าลงทุน และอีก 2/3 สำหรับการ start up ธุรกิจ ในส่วนของการแบ่งเวลาเขาพบ candidate start up ที่หลากหลาย (200-300 บริษัทต่อปี) เท่าๆกับเวลาที่ใช้ในการทำงานร่วมกับ start up ที่เลือกลงทุนแล้ว (20-30 บริษัท)

- มีเพียง 10% ของบริษัทใน port ลงทุน ที่เป็น Winner แต่จะได้ผลตอบแทนสูงพอจะชดเชยกับอีก 90% ที่ fail ได้

- ต้องมี commitment ในการลงทุนระยะยาว เพราะโดยเฉลี่ยจะเริ่มได้ผลตอบแทนคุ้มค่า หลังจากลงทุนประมาณ 8 ปี

องค์กรธุรกิจที่สนใจลงทุนในลักษณะ Corporate Ventures Capital (CVC) อาจจะใช้แนวทางคล้ายๆกัน ที่จะท้าทายก็คือ คงต้องปรับวิธีคิดและกระบวนการตัดสินใจ จากที่ปกติเป็นระบบ มีข้อมูลชัดเจน ลดความเสี่ยง มาเป็นรูปแบบที่คล่องตัว เพิ่ม Risk Appetite และมอง Failure เป็นการเรียนรู้

สนใจติดตามอ่านบทความจากต้นฉบับได้ที่ เพจTevin at PTT  (https://www.facebook.com/tevinatptt)

ศูนย์ข่าวพลังงานขอขอบคุณ เนื้อหาและภาพจากเพจ Tevin at PTT  

กลับสู่บทความทั้งหมด