บทความที่เกี่ยวข้อง

ไม่วางใจอากาศร้อน สนพ.ยังเดินหน้ารณรงค์แคมเปญ4ป.ลดพีคไฟฟ้า

ไม่วางใจอากาศร้อน  สนพ.ยังเดินหน้ารณรงค์แคมเปญ4ป.ลดพีคไฟฟ้า

ยังคงต้องลุ้นกันต่อไปจนกว่าจะพ้นช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งน่าจะหมดช่วงฤดูร้อนของปี2560 นี้ ว่าประเทศไทยจะรอดพ้นสถานการณ์ ที่จะเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือพีคไฟฟ้า  ไปได้หรือไม่ ท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนแตะรับดับ 37-40 องศาเซลเซียส อยู่ในขณะนี้  ซึ่งก็ยังถือว่าโชคยังดี ที่มีมรสุมฤดูร้อน มาช่วยลดระดับอุณหภูมิ ลงไปได้บ้าง

 โดยเมื่อหันกลับไปมองสถิติในปีที่แล้ว นั้น  พบว่าเมื่อปี 2559 เกิดพีคไฟฟ้าขึ้นถึง 7 ครั้ง ซึ่งครั้งที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น เกิดขึ้นในตอนกลางวัน เมื่อเวลา 14.12 น. ของวันที่ 11 พ.ค. 2559 ที่อุณหภูมิ 36.4 องศาเซลเซียส โดยมียอดความต้องการใช้แตะที่ระดับ 30,972.73 เมกะวัตต์

สำหรับในปี2560 นี้ ทางกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)คาดการณ์ว่าอาจจะเกิดพีคไฟฟ้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ที่ระดับ 32,059 เมกะวัตต์  หรือซึ่งมากกว่า พีคไฟฟ้าของปี2559 ถึงจำนวน 1,086 เมกะวัตต์​ ที่อุณหภูมิระหว่าง 37-40 องศาเซลเซียส   โดยปัจจัยของอุณหภูมิ นับว่ามีส่วนสำคัญกับการใช้ไฟฟ้าของคนไทยมาก  คือทุกอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะทำให้ยอดใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณถึง 400 เมกะวัตต์

โดยกระทรวงพลังงาน ขีดเส้นเอาไว้ว่า ถ้ายอดการใช้ไฟฟ้าแตะระดับ 28,000 เมกะวัตต์เมื่อไหร่  ให้ถือเป็นจุดเฝ้าระวังที่สำคัญ เพราะมีโอกาสที่จะเกิดพีคไฟฟ้าได้  ซึ่งเมื่อวันที่ 24-25 เม.ย. 2560ที่ผ่านมา ยอดใช้ไฟฟ้าก็ขึ้นไปแตะระดับ 28,000 เมกะวัตต์ไปเรียบร้อยแล้ว อยู่ที่ประมาณ 28,404 เมกะวัตต์  เพราะมีปัจจัยเรื่องของความร้อนสะสม ที่พระอาทิตย์ตั้งฉากกับประเทศไทยมากที่สุด  แต่โชคดีที่บางจังหวัดเกิด พายุฤดูร้อน ที่ทำให้เกิดฝนตกมาช่วย แต่นั่นก็นับเป็นจุดเสี่ยงที่กระทรวงพลังงานต้องเฝ้าจับตากันอย่างใกล้ชิด 

อย่างไรก็ตามพีคไฟฟ้า ครั้งใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี2560 ที่ระดับ 32,059 เมกะวัตต์ นั้น ทั้งกระทรวงพลังงานและกฟผ. ยังคงมั่นใจจะรองรับสถานการณ์ได้ เพราะยังมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้ในระบบอยู่ประมาณ 34,000-35,000 เมกะวัตต์

ที่ผ่านมา นายเริงชัย คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ก็ออกมาสร้างความมั่นใจว่า กฟผ.ได้ทำหนังสือถึงบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เพื่อให้จัดส่งก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า(LNG)  สำหรับผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับพีคไฟฟ้าช่วงปลายเดือนเม.ย.-พ.ค. 2560 นี้แล้ว กรณีเกิดความร้อนสะสมหลังผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ ที่ประชาชนกลับมาทำงานตามปกติ และมี อุณหภูมิที่สูงเฉลี่ย 40 องศาเซลเซียส  โดย กฟผ.ได้ขอให้ ปตท.จัดส่งก๊าซ LNG เพิ่มอีก 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปกติ ปตท.จัดส่งให้ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทำให้หน้าร้อนนี้ โรงไฟฟ้าของกฟผ.จะได้รับก๊าซ LNG อยู่ที่ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 

การเฝ้าระวังพีคไฟฟ้าในปี 2560 นี้ แบ่งออกเป็น คือช่วง 3 เดือนสำคัญ คือช่วงแรกใน เดือนปลายเดือนมี.ค.ถึงต้นเดือน เม.ย. ที่มีกรณีการหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งของเมียนมา  แต่ก็ถือว่าผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้  เพราะเกิดฝนตกต่อเนื่องตลอดช่วงของการหยุดจ่ายก๊าซที่ทำให้อุณหภูมิ ไม่ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนช่วงที่สอง ในเดือนเม.ย. 2560  ก็รอดพ้นการเกิดพีคไฟฟ้ามาได้ เพราะมีเทศกาลสงกรานต์เข้ามาช่วย โดยการที่ประชาชนหยุดงานและ เดินทางไปพักผ่อนจำนวนมาก ทำให้การยอดการใช้ไฟฟ้าลดลงไปด้วย   และช่วงที่สามคือช่วงหลังสงกรานต์ไปจนถึงวันที่15 พ.ค. ที่คาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ย ที่40องศาเซลเซียส  แล้วประชาชนกลับมาทำงานตามปกติ ​    

นายทวารัฐ สูตะบุตร  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน  กล่าวว่ากระทรวงพลังงาน ยังมีความจำเป็นที่จะต้องรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันลดการใช้ไฟฟ้า ที่ช่วงที่คาดว่าจะเกิดพีคไฟฟ้า อย่างต่อเนื่อง ด้วย มาตรการ 4 ป.(  ปิด-ปรับ-ปลด-เปลี่ยน)  ที่ประชาชนสามารถที่จะมีส่วนร่วมได้ด้วยตัวเอง  ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 15 พ.ค.  คือ ปิดไฟ ดวงที่ไม่จำเป็น ปรับแอร์ เพิ่ม 1องศาเซลเซียส ประหยัด 10% และปรับจาก Cool Mode เป็น Fan Mode  ปลดปลั๊ก เมื่อเลิกใช้  เปลี่ยนอุปกรณ์เบอร์ 5 และ เปลี่ยนเวลาใช้ไฟ 2 ช่วง คือหลีกเลี่ยงช่วงเวลา 13.00-15.00 น. และ 19.00-21.00 น. เพียงเท่านี้ ก็สามารถช่วยลดพีคไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นกับประเทศได้ 

การเกิคพีคไฟฟ้า นั้น ในภาพรวมแล้วถือว่าไม่เป็นผลดีต่อผู้ใช้ไฟฟ้า เพราะทำให้กฟผ.ต้องสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูง เช่นโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้น้ำมันเตา หรือโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ  เพื่อรองรับพีคไฟฟ้า  โดยภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจะไปสะท้อนให้เห็นในค่าเอฟที ที่รวมอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าที่จัดเก็บกับประชาชน  อีกทั้งยังทำให้กระทรวงพลังงานต้องวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าเผื่อเอาไว้ในอนาคตมากขึ้นด้วย  เพราะไม่สามารถยอมให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในวงกว้าง ที่สร้างความเสียหายต่อระบบระบบเศรษฐกิจ ของประเทศได้

การที่ประชาชนช่วยกันลดใช้ไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อน ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองด้วยมาตรการ4ป. จึงเป็นการช่วยลดทั้งภาระค่าไฟฟ้าของตัวเองแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วย

 

กลับสู่บทความทั้งหมด