บทความที่เกี่ยวข้อง

พลังงานรอบโลก: สิงคโปร์มุ่งศูนย์กลาง LNG ในเอเชีย ด้านเวียดนามชูศักยภาพพลังงานลม

  • Date : 24/02/2017, 14:31.

สิงคโปร์มุ่งศูนย์กลางการค้า LNG ในเอเชีย

The Straits Times ของสิงคโปร์ รายงานข่าวว่า นาย Steve Hill, Executive Vice-President ด้าน การตลาดและการค้า ธุรกิจก๊าซและพลังงานของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เชลล์ กล่าวว่า สิงคโปร์อยู่ในทำเลที่ดีที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าและตลาด ก๊าซธรรมชาติเหลว (liquefied natural gas – LNG) ของภูมิภาคเอเชีย โดยเหมาะสมทั้งในแง่ของการเป็นชุมชนการซื้อขาย การมีกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย และโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหนึ่งของการเป็นศูนย์กลางการค้า LNG ในเอเชียของสิงคโปรค์ คือ จะต้องออกผลิตภัณฑ์ที่ใช่ นั้นคือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ตรงตามความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ นาย Hill ยังแสดงทัศนะเกี่ยวกับตลาด LNG โลก โดยคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ LNG โลกจะเติบโต 4-5% ระหว่างปี 2015-2030 และภายในปี 2020 ขนาดของการซื้อขาย LNG โลกจะสูงกว่าในปี 2014 ประมาณ 50% โดยการเติบโตส่วนใหญ่ หรือราว 39% จะมาจากเอเชีย ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวและประชากรมีจำนวนเพิ่มขึ้น ประกอบกับการหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

ปัจจุบัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งมาเลเซียและจีนอยู่ในกลุ่มประเทศที่นำเข้า LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก และจะกลายเป็นผู้นำเข้าก๊าซฯ สุทธิในอนาคต นอกจากนั้น ความต้องการใช้ LNG จะได้รับแรงหนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและแหล่งสำรองก๊าซในท้องถิ่นที่ลดลงในหลายประเทศ เช่น ในประเทศไทย 

เรือบรรทุก LNG แล่นผ่านทะเลสิงคโปรค์

 

เวียดนามใช้ศักยภาพพลังงานลมผลิตไฟฟ้า

จากรายงานเรื่อง “Vietnam wants to develop high-tech wind power plants” เผยแพร่ในเว็บไซต์ Vietnam Net Bridge ระบุว่า พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานลม จะเป็นคำตอบสำหรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในเวียดนาม โดยนับถึงปัจจุบัน มีการลงทะเบียนเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานลมในเวียดนามแล้ว 50 โครงการ อย่างไรก็ตาม มีเพียง 4 โครงการที่ได้เริ่มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว โดยมีกำลังการผลิตรวม 159.2 เมกะวัตต์

ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า เวียดนามมีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคที่จะพัฒนาพลังงานลม โดยประเมินว่าเวียดนามมีศักยภาพสำรองพลังงานลม 513.360 เมกะวัตต์ หรือสูงกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าโดยรวมภายในปี 2020 ประมาณ 6 เท่าตัว ผลการวิจัยยังระบุด้วยว่า 8.6% ของแผ่นดินใหญ่เวียดนามมีศักยภาพมาก สามารถติดตั้งกังหันขนาดใหญ่ได้

ทั้งนี้ General Electric (GE) เป็นบริษัทหนึ่งที่ได้เข้ามาลงทุนโครงการพลังงานลมในเวียดนาม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าปัจจุบันเวียดนามมีโอกาสสำคัญที่จะเร่งพัฒนาโครงการพลังงานลมโดยใช้เทคโนโลยีของ GE ซึ่งได้มีการลงนาม MOU ระหว่าง GE และ Vietnam’s Ministry of Industry and Trade แล้ว ซึ่งระบุว่า จะจัดหาพลังงานลมอย่างน้อย 1,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2025

กังหันลมผลิตไฟฟ้าของ GE 

 

ลาวเมินความกังวลโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ Pak Beng

สำนักข่าว Voice of America (VOA) Khmer รายงานข่าวว่า ในการประชุมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับภูมิภาคจัดโดย Mekong River Commission Sommad Pholsena รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของลาว กล่าวว่า โครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ Pak Beng จะไม่ส่งผลกระทบมากต่อชุมชนปลายน้ำ และจะใช้เวลาในการศึกษาผลกระทบที่อาจมี โดยยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่การสร้างเขื่อนจะได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์

เขื่อน Pak Beng มูลค่า 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ อยู่ห่างจากชายแดนกัมพูชา 1,500 กิโลเมตร จะเป็นเขื่อนแห่งที่ 3 ที่ประเทศลาวก่อสร้างบริเวณช่วงกลางของแม่น้ำโขง โดยคาดว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อไปและจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2024

Daovong Phonekeo, ปลัดกระทรวงพลังงานของลาว ให้สัมภาษณ์ VOA Khmer ว่า เขื่อนจะไม่ส่งผลกระทบมากต่อประเทศปลายแม่น้ำโขง ซึ่งเขื่อน Pak Beng อยู่เหนือเขื่อน Xayaburi และลาวปฏิบัติตามมาตรฐาน ข้อกำหนดเดียวกัน ดังนั้น เชื่อว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับเขื่อน Pak Beng น้อยลง พร้อมกันนี้ยังกล่าวว่า ลาวจะสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยคำนึงถึงประโยชน์ด้านต้นทุนและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโครงการ หากโครงการมีคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและการเงิน จึงไม่มีเหตุผลที่ไม่ควรสร้าง อย่างไรก็ตาม ลาวยังพิจารณาพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ หากต้นทุนถูกกว่าเขื่อนผลิตไฟฟ้า 

กลับสู่บทความทั้งหมด