บทความที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการจากมหิดล เกษตรศาสตร์ ไม่กังวลผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล เกษตรศาสตร์ ไม่กังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หลังผลสรุปรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA พบตัวเลขข้อมูลด้านมลภาวะทางอากาศ เสียงและสารโลหะหนักดีกว่าค่ามาตรฐาน แนะ กฟผ.ทำพันธสัญญากับชาวบ้านยืนยันในมาตรฐานความปลอดภัย และพร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบในกรณี ที่มีปัญหาจากโรงไฟฟ้า

เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2560 ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy  News Center -ENC) จัดเสวนากลุ่มย่อย หัวข้อ "โรงไฟฟ้าถ่านหิน น่ากลัวจริงหรือ?"โดยเชิญ ดร.ธีระพงษ์​ สันติภพ อาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดทำ รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(Environmental Impact Assessment หรือ  EIA) โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และรศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมให้ความเห็นทางวิชาการ   

ดร.ธีระพงษ์​  กล่าวยืนยันว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมรอบโรงไฟฟ้า อย่างที่มีข้อวิตกกังวล  เนื่องจากผลสรุปการจัดทำEIA ที่สรุปออกมา ทั้งในส่วนโครงการขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้ากระบี่และโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว จ.กระบี่ มีข้อมูลตัวเลขทางวิชาการซึ่งได้จากการคำนวณจากโมเดลที่ใช้เป็นมาตรฐานสากล กรณีมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ว่า ปริมาณโลหะหนักทั้ง สารปรอท ตะกั่ว ซัลฟูริก  มลภาวะทางอากาศ ทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ไนโตรเจนไดออกไซด์ ฝุ่นละออง รวมทั้งมลภาวะทางเสียง นั้นในเกณฑ์ที่ดีกว่าค่ามาตรฐาน จึงไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต รวมถึงไม่สะสมให้เกิดโรค เช่น มะเร็ง 

ส่วนกรณีที่ชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้ากระบี่บางกลุ่ม ยังกังวลผลกระทบต่อการท่องเที่ยวนั้น จากการลงพื้นที่สอบถามผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ท ต่างระบุว่า หากผู้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่สามารถป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้ หรือ ปฏิบัติการตามมาตรฐานสากลได้ ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ทก็ยอมรับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ 

ดร.ธีระพงษ์​ สันติภพ อาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

สำหรับกรณีที่ชาวประมงเป็นห่วงเรื่องระบบการขนถ่านหินจะทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือมีผลกระทบสัตว์น้ำและอาชีพประมงนั้น ใน EIA ระบุว่าการขนย้ายถ่านหินจะเป็นระบบปิด โดยเรือใหญ่จะจอดอยู่ในทะเลน้ำลึกและจะใช้เรือเล็กลำเลียงถ่านหินเข้ามายังท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เรือใหญ่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล 

อย่างไรก็ตามชาวบ้านยังกังวลกรณีเรือเล็กลำเลียงถ่านหินประสบอุบัติเหตุและจะทำให้ถ่านหินตกไปในทะเลและเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลนั้น  กฟผ. ก็ควรจะต้องมีหลักประกันให้ชาวบ้านเกิดความมั่นใจว่าจะไม่เกิดกรณีดังกล่าวขึ้น หรือหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงจะมีแนวทางที่จะแก้ไขผลกระทบอย่างไร  ทั้งในช่วงระหว่างก่อสร้าง  และหลังจากมีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า โดยจะต้องปฏิบัติงานให้อยู่ในมาตรฐานสิ่งแวดล้อม อย่างเคร่งครัด

ดร.ธีระพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกระบวนการจัดทำ EIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และ EIA ท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำเข้าที่สู่ประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.)ได้ เนื่องจากยังมีการคัดค้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ขั้นตอนรอการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่หรือไม่ หากให้สร้างก็จะต้องกลับมาทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(Environment and Health Impact Assessment หรือ EHIA) เพิ่มเติมอีกฉบับ ซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี 

อย่างไรก็ตามเห็นว่า ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ามากถึง 67% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด ซึ่งไม่สมดุลด้านความมั่นคงพลังงาน ดังนั้นควรกระจายไปใช้เชื้อเพลิงอื่น ซึ่งถ่านหินน่าจะเหมาะสม เพราะมีต้นทุนต่ำเพียงกว่า 2 บาทต่อหน่วย ขณะที่พลังงานทดแทนอย่างลมและแสงแดด ต้นทุนเฉลี่ย 3 บาทต่อหน่วย แต่รัฐบาลก็ควรพัฒนาพลังงานทดแทนควบคู่ไปด้วย โดยควรปรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงใหม่ ลดการใช้ก๊าซฯเหลือ 30% เพิ่มถ่านหินเป็น 28-29% และที่เหลือเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลพลังงานประเทศได้ 

 รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

 

ด้าน รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์​ กล่าวว่า จากการนำข้อมูล EIA มาประยุกต์เพื่อตรวจสอบว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะส่งผลกระทบต่อพืชอย่างไรนั้น พบว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อพืชผลเกษตรรวมถึงป่าชายเลน เนื่องจากปริมาณสารพิษที่จะทำร้ายพืชนั้นยังมีปริมาณที่ต่ำมาก ซึ่งหากสารพิษบางประเภท เช่น ซันเฟอร์ไดออกไซด์มีปริมาณน้อยและละลายในน้ำ ต้นพืชสามารถดูดซับมาใช้สร้างการเติบโตของพืชเองได้ ดังนั้นมลภาวะที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้าถ่านหินถือว่าอันตรายและน่าห่วงน้อยกว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยมลภาวะสู่ธรรมชาติ 

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเรื่องของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ข้อมูลทางวิชาการอาจไม่ตรงกันได้ ขึ้นอยู่กับสมมติฐานและดัชนีที่นำมาประมวลผล  แต่ก็สามารถที่จะหาข้อยุติทางวิชาการกันได้ เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ สามารถทำซ้ำหรือตรวจสอบย้อนกลับเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันได้  แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของการนำความเชื่อ ของแต่ละบุคคลมาใช้โต้แย้งกันนั้น  คงต้องใช้เวลาในการหารือ พูดคุยกัน เพื่อสร้างความเข้าใจ

ทั้งนี้เห็นว่า หากต้องการให้ชาวบ้านจังหวัดกระบี่เกิดความมั่นใจและเชื่อถือว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมรุนแรง รวมทั้งผลิตผลทางการเกษตรทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน  ทาง กฟผ. ควรทำพันธสัญญากับชุมชนว่าจะใช้ถ่านหินที่มีคุณภาพดี มีกระบวนการขนส่งการผลิตที่ปลอดภัยตามที่ระบุไว้  และหากเกิดผลกระทบขึ้น กฟผ.จะต้องรับผิดชอบ รวมทั้งจะต้องมีหน่วยงานและทีมวิชาการเข้าไปดูแลไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าก็ตาม  ตลอดระยะเวลาที่มีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร ชาวประมง และประชาชนในจังหวัดกระบี่

งานเสวนากลุ่มย่อย"โรงไฟฟ้าถ่านหินน่ากลัวจริงหรือ?"จัดโดยศูนย์ข่าวพลังงาน

กลับสู่บทความทั้งหมด