บทความที่เกี่ยวข้อง

เทคโนโลยีช่วยโรงไฟฟ้าถ่านหินลดมลภาวะ

แม้ความตื่นตัวในผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เป็นพลังงานสะอาดจะปรากฏให้เห็นเป็นทิศทางพลังงานในอนาคต  โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้ว แต่ในความเป็นจริง การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน มีอัตราการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในระยะกว่าสิบปีที่ผ่านมา และถ่านหินก็ยังคงเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่จะใช้ในการผลิตไฟฟ้าต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันนออกเฉียงใต้ ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตประชากรมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถเข้ามาแทนทีได้ในทันที เนื่องจากยังมีข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน ทั้งความเสถียร ความยากลำบากในการกักเก็บพลังงาน และต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า

สำหรับประเทศไทย ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2558–2579 หรือ PDP2015 จะต้องเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็น 23% ในปี พ.ศ. 2579 จากราว 19% ในปัจจุบัน เพื่อการกระจายเชื้อเพลิงที่มีความสมดุลมากขึ้น ไม่พึ่งพิงการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป โดยในปัจจุบัน ไทยพึ่งพิงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมากถึงร้อยละ  70 ซึ่งนักวิชาการพลังงานหลายท่านเคยให้ทัศนะไว้ว่าเป็นภาวะที่เสี่ยงเกินไป หากมีปัญหาการจัดหาก๊าซฯ จะทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าตกหรือดับ สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมได้  

ต่อความกังวลเรื่องการปล่อยมลภาวะของโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น นาย Mike Thomas และ นาย Leo Lester ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัท Lantau Group ที่ปรึกษาด้านพลังงานในฮ่องกง กล่าวไว้ในข้อเขียนที่เผยแพร่ในสื่อญี่ปุ่น Nikkei Asian Review ว่า แม้ว่าเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจะพัฒนาแบบก้าวกระโดด แต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงต้องพึ่งพิงถ่านหินราคาถูก จึงต้องการการลงทุนด้านนวัตกรรมพลังงานเพื่อให้สามารถใช้ถ่านหินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินมีความก้าวหน้ามาก ทำให้การผลิตถ่านหินมีประสิทธิภาพมากขึ้นและช่วยลดการปล่อยมลภาวะจากกระบวนการผลิตลง  ทั้งนี้ การปรับปรุงเครื่องจักรให้ดีขึ้น (Upgrading) หรือการเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อทดแทนเครื่องเก่า (Replacing) โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ultra-supercritical boilers และ ระบบควบคุมคุณภาพอากาศที่มีเกณฑ์กำหนดสูง (high-specification air quality control systems) ก็จะช่วยให้สามารถลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยดังกล่าว สามารถลดปริมาณถ่านหินที่ใช้ในผลิตไฟฟ้าในแต่ละกิโลวัตต์ต่อชั่วโมงลงได้อย่างมาก

แม่เมาะอากาศดี แม้มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าถ่านหินทุกโรงในประเทศไทย ได้ดำเนินการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักร และติดตั้งระบบควบคุมคุณภาพอากาศที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพแล้ว โดยโรงไฟฟ้าแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการติดตั้งระบบ Flue-gas desulfurization เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดมลภาวะและควบคุมคุณภาพอากาศให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด และที่ผ่านมาคุณภาพอากาศที่แม่เมาะก็มีคุณภาพดีกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเสมอ

“แม่เมาะในวันนี้ แตกต่างจากอดีตเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์มลภาวะตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา กฟผ. ได้บริหารจัดการคุณภาพแม่เมาะโดยการติดตั้งอุปกรณ์กำจัดมลภาวะ และระบบติดตามคุณภาพอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งรายงานการ ตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษก็ยืนยันถึง ดัชนีคุณภาพอากาศทุกๆ ด้าน ทั้งฝุ่นละออง ก๊าซมลภาวะ และ โอโซน ก็อยู่ในเกณฑ์ดีมาโดยตลอด หรือดีกว่าหลายพื้นที่ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร,นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าว

ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ปรากฏในแอพลิเคชั่น “Air4Thai” ที่รายงานสถานการณ์มลพิษทางอากาศของประเทศไทย พบว่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) ใน 3 ตำบล ในอำเภอแม่เมาะ จ. ลำปาง มีค่าบ่งชี้คุณภาพอากาศดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด โดย บ่งชี้ว่ามีคุณภาพอากาศปานกลาง ถึง คุณภาพดี (ดังภาพ) 

         

 

        

 

       

 

นอกจากนั้น สำหรับการลดก๊าซเรือนกระจก นั้น ในกรณีที่จะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่  กฟผ. จะใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น โรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง เครื่องที่ 4–7 ที่จะใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูงกว่าเดิม โดยได้กำลังไฟฟ้ามากขึ้นแต่ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมาก

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิม โดยการเปลี่ยนอุปกรณ์บางชิ้นส่วน ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าให้สูงขึ้น เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพกังหันไอน้ำของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ หน่วยที่ 10 และ 11 จากการวิเคราะห์ พบว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพได้ประมาณร้อยละ 1.5 ซึ่งช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 360,000 – 380,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

โรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่เป็นอุปสรรคลดก๊าซเรือนกระจก         

นายสหรัฐ กล่าวว่า กฟผ. สามารถลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตไฟฟ้า ตามที่ประเทศไทยได้ลงนามสัตยาบันข้อตกลงปารีส (COP21) และได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีเป้าหมายต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) อย่างเป็นทางการ จำนวน 2 ฉบับ แบ่งเป็น 1) เป้าหมายการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกก่อนปี พ.ศ. 2563 (NAMAs) ลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 7 ถึง 20 จากระดับการปล่อยในสภาวะเศรษฐกิจปกติ (Business as Usual : BAU) ในภาคพลังงานและภาคขนส่ง ภายในปี 2563 และ 2) เป้าหมายการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกหลังปี 2563 (INDCs) ลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 ถึง 25 จาก BAU ในทุกภาคส่วน (Economy-Wide) ภายในปี 2573 ซึ่งผลการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2557 ที่ผ่านมา กฟผ. สามารถลดก๊าซ  เรือนกระจกได้มากกว่า 3.2 ล้านตัน

สำหรับการลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. นั้น ก็จะใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จะมีการก่อสร้าง และปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิมโดยการเปลี่ยนอุปกรณ์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นดังที่กล่าว นอกจากนั้น ยังมีการเดินหน้าพัฒนาพลังงานทดแทนตามแผน PDP 2015 โดย กฟผ. ปรับแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนจาก 500 MW เป็น 2,000 MW พร้อมกับการเร่งขยายระบบส่งให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) และในอนาคตจะมีการพัฒนาโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Grid ซึ่งเป็นโครงข่ายไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารมาบริหารจัดการ ควบคุมการผลิต ส่ง และจ่ายพลังงานไฟฟ้า สามารถรองรับการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทางเลือกที่สะอาดที่กระจายอยู่ทั่วไป (Distributed Energy Resource : DER) อีกด้วย 

โฆษก กฟผ. ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ข่าวการเสียชีวิตของชาวแม่เมาะ โดยเฉพาะผู้ที่เคยฟ้องร้องศาลปกครอง ในระหว่างปี 2537–2541 ซึ่งเผยแพร่ทางสื่อมวลชนและสังคมออนไลน์ ที่ระบุว่า มีสาเหตุมาจากมลภาวะนั้น ไม่เป็นความจริงและอาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในสังคม เนื่องจากอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของชาวแม่เมาะ ไม่แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ โดยที่การเสียชีวิตของผู้ฟ้องคดีทั้งชายและหญิง มีอายุเฉลี่ย 71 และ 75 ปี โดยมีสาเหตุต่างๆ กัน เช่น โรคชรา หัวใจวาย มะเร็ง เป็นต้น ซึ่งอายุและสาเหตุการเสียชีวิตไม่แตกต่างจากอายุเฉลี่ยของคนไทยทั่วไป ในขณะที่ผู้เสียชีวิตบางท่านมีอายุน้อย แต่เสียชีวิตจากโรคที่ไม่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจแต่อย่างใด

 

กลับสู่บทความทั้งหมด