บทความที่เกี่ยวข้อง

กฟผ.เตรียมทุ่ม 2 แสนล้าน ลงทุนพลังงานหมุนเวียน

กฟผ.เตรียมวงเงิน 2 แสนล้านบาท ลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในช่วง 20 ปีข้างหน้า เน้น ชีวมวล แสงอาทิตย์ พลังงานลม โดยจะเปิดช่องให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนด้วยในรูป PPP( Public –Private Partnership)

แผนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งรวมอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทน(AEDP2015) มีการปรับปรุงใหม่ จากเดิมที่กฟผ.จะเป็นผู้ลงทุน โดยจะมีสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 513 เมกะวัตต์ เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ในสัดส่วน 171 เมกะวัตต์ ตามด้วยพลังงานลม 168 เมกะวัตต์  พลังน้ำขนาดเล็ก 116 เมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพ  58 เมกะวัตต์  ปรับเปลี่ยนเป็น กฟผ. จะต้องเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเป็น 2,000 เมกะวัตต์  โดยจะหันมาเน้นการลงทุนในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล (Biomass) จำนวน 1,032 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์ 486 เมกะวัตต์ พลังงานลม 307  เมกะวัตต์ พลังน้ำขนาดเล็ก 125 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าจากขยะ 43 เมกะวัตต์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพ 2 เมกะวัตต์

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในส่วนของกฟผ.ที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก 513 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์นั้น คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 2 แสนล้านบาท ในช่วง20ปีข้างหน้าคือจากปัจจุบันไปจนถึงปี 2579  โดยแผนดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กฟผ. แล้ว และนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา

“แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่มีการปรับใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า กฟผ. ไม่ได้มุ่งลงทุนเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง โดยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้ก๊าซฯในการผลิตไฟฟ้าที่สูงเกือบ70% เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนจากชีวมวล ที่จะมีส่วนในการกระจายรายได้ไปถึงมือเกษตรกร ที่จะมาปลูกพืชพลังงานเพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบให้กับโรงไฟฟ้า” นายสหรัฐกล่าว

 

ทั้งนี้ กฟผ.กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาถึงความเหมาะสมของพืชพลังงาน ที่จะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ ซึ่งจะต้องมีเพียงพอสำหรับป้อนโรงไฟฟ้า แต่กำลังอยู่ระหว่างหาข้อสรุปว่าจะเน้นไปที่พืชตัวใดตัวหนึ่งเป็นหลักหรือไม่อย่างไร โดยตามแผนโรงไฟฟ้าจาก     ชีวมวลของกฟผ.จะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลของ กฟผ. จะไม่ไปแย่งวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วในตลาด แต่จะเป็นการปลูกพืชพลังงานที่จะใช้ผลิตชีวมวลขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไฟฟ้าจากชีวมวลจะเข้าเข้าสู่ระบบในปี 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากต้องรอความพร้อมเรื่องวัตถุดิบพืชพลังงาน ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้นของแผน กฟผ. จึงให้ความสำคัญในการผลักดันโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กเข้าสู่ระบบก่อน เนื่องจากสามารถทำได้เร็วกว่า โดยเริ่มเข้าสู่ระบบมาตั้งแต่ปี 2558 (ตามแผนภาพ)

 

นอกจากนี้แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของกฟผ.จะให้ความสำคัญกับการผสมผสานเชื้อเพลิง (hybrid) เพื่อทำให้การผลิตกระแสไฟฟ้ามีความแน่นอนและสม่ำเสมอ จากที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน มักจะเป็นสัญญาแบบ Non-Firm  ซึ่งไม่มีการกำหนดระยะเวลาขายไฟฟ้าที่แน่นอน จึงมีความไม่แน่นอนในการจ่ายกระแสไฟฟ้า

ในส่วนของการลงทุนตามแผน กฟผ.จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนด้วย ในรูปแบบPPP (Public –Private Partnership) โดยกฟผ.กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษารายละเอียดของแนวทางการลงทุนร่วมกับเอกชนในลักษณะดังกล่าว  ซึ่งขณะนี้ ก็มีภาคเอกชนหลายกลุ่มที่แสดงความสนใจอยากจะเข้ามาร่วมลงทุนกับกฟผ. เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามแผนนี้ ทั้งนี้ อัตราค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนของกฟผ.เอง จะไม่ได้รับการอุดหนุน และจะต้องไม่สูงกว่าโรงไฟฟ้าที่เอกชนผลิตได้

สำหรับแผนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของกฟผ. ฉบับนี้ ยังจะช่วยให้กฟผ.สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 5% ภายในปี 2563 ด้วย

กลับสู่บทความทั้งหมด