บทความที่เกี่ยวข้อง

โรงไฟฟ้าถ่านหิน กับมิติทางเศรษฐกิจและความมั่นคงไฟฟ้า ในมุมมองนักวิชาการ

โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ. กระบี่ จำต้องชะลอออกไปก่อนตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ให้กลับไปถามความคิดเห็นคนในพื้นที่ให้ชัดเจนอีกครั้ง ว่าต้องการให้สร้างหรือไม่ ทำให้ถึงวันนี้ แผนการผลิตไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวเพื่อป้อนเข้าสู้ระบบ มีแนวโน้มว่าต้องเลื่อนออกไปเป็นปี 2565 จากเดิมที่กำหนดไว้เป็นปี 2562 ซึ่งทำให้เกิดความกังวลถึงความเสี่ยงที่กระแสไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้จะไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป

ปัจจุบัน ประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ได้ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนโครงการมากขึ้น ทั้งการร่วมลงชื่อ 15,000 รายชื่อเพื่อยืนยันกับรัฐบาลว่าต้องการให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมถึงการแสดงออกด้วยการติดป้ายผ้าสนับสนุนตามบ้านเรือนต่างๆ  เพื่อสะท้อนให้ความเชื่อมั่นในโครงการดังกล่าว ว่าจะทำให้ภาคใต้มีความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า ลดความเสี่ยงไฟดับ ก่อให้เกิดการจ้างงาน การพัฒนาอาชีพ พัฒนาสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของภาคใต้ในอนาคต ในขณะที่ภาคประชาชนส่วนหนึ่งยังคัดค้านโครงการฯ โดยมองถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว  

ดร.ภิญโญ มีชำนะ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย หนึ่งในคณะกรรมการไตรภาคีที่รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อให้ศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่  กล่าวว่า ในฐานะนักวิชาการ การพิจารณาประเด็นด้านพลังงาน ควรพิจารณาถึงความจำเป็นในมิติต่างๆ อย่างรอบด้าน ทั้ง E – Economics (ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ) E – Energy Security (ปัจจัยด้านความมั่นคงทางพลังงาน) รวมถึง E – Engineering (ความจำเป็นด้านวิศวกรรม พลังงานสำรองไฟฟ้า) โดยต้องไม่พิจารณาจากมิติใดมิติหนึ่งเพียงด้านเดียว

สำหรับปัจจัยด้านเศรษฐกิจ โรงไฟฟ้าถ่านหินมีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงต่ำกว่าโรงไฟฟ้าชนิดอื่น ทำให้ไม่เป็นภาระแก่ผู้ใช้ไฟฟ้ามากเกินไป ในขณะที่ประเทศไทยก็มีความจำเป็นต้องกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลและลดความเสี่ยงจากการกระจายเชื้อเพลิงในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม คือ พึ่งพิงการผลิตจากก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่มากเกินไปถึง 70% เช่นในปัจจุบัน  โดยถ่านหิน ถือเป็นเชื้อเพลิงที่เหมาะสมเพราะราคาถูก และยังมีปริมาณสำรองอยู่ทั่วโลก

ดร. ภิญโญ ชี้แจงว่า การพึ่งพิงพลังงานเพียงชนิดเดียวเกิน 70% นั้นเสี่ยงเกินไป จากดัชนีความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานไฟฟ้านานาชาติ หรือ International Index of Energy Security Risk ที่จัดทำโดย the Institute of 21st Century Energy, U.S. Chamber of Commerce พบว่าในกลุ่มประเทศผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ 25 ประเทศ ประเทศไทยมีความเสียงสูงเป็น อันดับที่ 2 รองจากยูเครน (ดูตาราง)

 

ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพลังงาน ได้เคยแสดงความคิดเห็นในประเด็นความเสี่ยงจากการใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากเกินไปไว้ในรายการ "สายตรง บลูสกาย" เมื่อเร็วๆนี้ ว่า ก๊าซฯ ในอ่าวไทย ที่เป็นสัดส่วนถึง 75% ของก๊าซฯที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย มีปริมาณลดน้อยลงเรื่อยๆ อีกทั้งการเปิดสัมปทานรอบใหม่สำหรับการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทยก็ยังไม่สามารถทำได้ ทำให้เกิดความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซฯ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ แม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซีย ที่มีก๊าซฯ สำรองมาก ยังมีแผนเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงาน โดยตั้งเป้าในปี 2040 หรือ ใน พ.ศ. 2583 จะลดการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ ลงจาก 42% เหลือ 29% และเพิ่มการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าเป็น 35% จาก 17% 

ทั้งนี้ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 ประเทศไทยจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็น 23% ในปี พ.ศ. 2579 จากราว 19% ในปัจจุบัน

สำหรับปัจจัยด้านวิศวกรรม เมื่อมองถึงแผน PDP2015 พลังงานที่จะอยู่ในแผนดังกล่าวต้องสามารถตอบสนองการใช้ไฟฟ้าทดแทนในช่วงความต้องการสูงสุดได้ ดังนั้นพลังงานหลักจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดย ดร. ภิญโญ แสดงทัศนะว่า พลังงานทดแทนอื่นๆ ทั้งแสงแดดและลม ในปัจจุบันยังไม่สามารถผลิตได้ตลอดเวลา จึงยังไม่สามารถพึ่งพิงหรือนำมาทดแทนพลังงานหลักอย่างพลังงานฟอสซิลได้ แต่ในอนาคต หากเทคโนโลยีพัฒนาไปและต้นทุนลดต่ำลง ก็อาจจะทำได้

สำหรับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ดร. ภิญโญ กล่าวว่า เทคโนโลยีถ่านหิน มีการพัฒนามาโดยตลอด เช่นเดียวกับเทคโนโลยี   ยานยนต์ที่พัฒนาจากระบบคาร์บูเรเตอร์ มาสู่ระบบหัวฉีดที่กินน้ำมันน้อยลง ปล่อยมลพิษน้อยลง และมาสู่ระบบไฮบริดในปัจจุบันที่ปล่อยมลพิษน้อยลง มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  

“โรงไฟฟ้าถ่านหินก็เช่นกัน ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปสู่การมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกด้าน ทั้งประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง  หรือ Energy Efficiency ที่พัฒนาเพิ่มขึ้นเป็น 40%  คือ ใช้เชื้อเพลิง 100 ส่วน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 40 ส่วน จากเดิมอยู่ที่  30% เท่ากับใช้ถ่านหินน้อยลงแต่ผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น อีกทั้งมีระบบกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น” ดร. ภิญโญกล่าว

สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการ ได้เลือกเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบ Ultra Super Critical ซึ่งทันสมัยและมีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนี้ ที่สามารถควบคุมมลพิษต่างๆ  และมีระบบการกำจัดมลภาวะที่ดีที่สุด นอกจากนี้ระบบการขนถ่ายถ่านหินจะเป็นระบบปิดทั้งหมดเพื่อป้องกันผงฝุ่นถ่านหินฟุ้งกระจายด้วย

ดร. ภิญโญ บอกด้วยว่า เรื่องถ่านหินเป็นเรื่องที่ต้องยึดข้อมูลทางวิชาการ แม้ปัจจุบัน มีกระแสประเทศพัฒนาบางประเทศลดการใช้ถ่านหิน อาทิ นอร์เวย์ ซึ่งสามารถทำได้เพราะมีแหล่งน้ำเยอะ มีหิมะเยอะ และมีเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำได้มากพอ แต่ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ต่างมีแนวโน้มการใช้ถ่านหินเพิ่มมากขึ้น ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ซึ่งเพิ่งล้มเลิกโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และมีแผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน รวมถึง ญี่ปุ่น ที่ก็ยังต้องพึ่งพิงการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน

ด้านนายมนูญ นักวิชาการพลังงาน ได้ให้ทัศนะไว้ว่า การพัฒนาประเทศ ต้องพัฒนาตามบริบทของประเทศนั้นๆ จะเอาอย่างประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้ เพราะประเทศเหล่านั้นใช้ถ่านหินจนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและมีความมั่งคั่งแล้ว จึงเลิกใช้ ส่วนไทย จะใช้ก๊าซฯในสัดส่วนที่สูงเช่นปัจจุบันต่อไปไม่ได้ ต้องหาพลังงานอื่นมาสร้างสมดุลและลดความเสี่ยง สร้างความมั่นคงต่อไป

กลับสู่บทความทั้งหมด