บทความที่เกี่ยวข้อง

เลี่ยงผลักภาคใต้เสี่ยงวิกฤติไฟฟ้า รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจ

โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ภาคใต้ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่ารัฐบาลจะตัดสินใจให้เด็ดขาดอย่างไร? ควรเดินหน้าก่อสร้างหรือมีแนวทางอื่นหรือไม่? ในขณะที่มีโครงการดังกล่าวก็ได้รับทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้านจากทั้งภาคประชาชนและภาคการเมือง

ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่มีความล่าช้าไปจากแผนมากกว่า 3 ปีแล้ว อีกทั้ง ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจให้ชะลอโครงการออกไปก่อน โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กลับไปถามความเห็นชาวบ้านให้ชัดเจนอีกครั้งว่าต้องการให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่หรือไม่ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าว ทำให้กระทรวงพลังงานคาดว่าต้องเลื่อนแผนการผลิตไฟฟ้าจาก โรงไฟฟ้าดังกล่าวเพื่อป้อนเข้าระบบ ออกไปจากแผนเดิมในปี 2562 ไปเป็นปี 2566 แทน เนื่องจากการกระบวนการศึกษา ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 2 ปี หลังจากนั้น การก่อสร้างต้องใช้เวลาอีก 4 ปี

แน่นอนว่าการยื้อเวลาออกไปเช่นนี้ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ เนื่องจากปัจจุบันภาคใต้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคง  

จากข้อมูลของ กฟผ. ปัจจุบัน กำลังผลิตไฟฟ้าภาคใต้มีทั้งสิ้น 3,089.50 เมกะวัตต์ ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนซึ่งเป็น Non-Firm คือยังไม่มีความมั่นคง ทำให้เหลือกำลังการผลิตในส่วนที่จะรักษาความมั่นคงของระบบเพียง 2,747  เมกะวัตต์ ในขณะที่ความต้องการใช้สุงสุด (พีค) ที่ผ่านมาอยู่ที่ 2,697 เมกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกันมาก  ซึ่งนับว่ามีความเสี่ยงสูงมาก หากมีการหยุดซ่อมแซมโรงไฟฟ้าหรือเกิดกรณีปัญหาระบบขัดข้อง นอกจากนั้น จากการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว พบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเติบโตปีละ 4.96% หรือประมาณ 150 เมกะวัตต์ต่อปี จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้น หากไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่

แม้ว่าปัจจุบันภาคใต้เชื่อมโยงกับภาคกลางด้วยสายส่ง 500 kv ความยาวกว่า 600 กิโลเมตร ที่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปช่วยได้ประมาณ 500-600 เมกะวัตต์ แต่เนื่องจากภาคใต้มีลักษณะเป็นคอขวดยาวจากภาคกลางลงไป จึงไม่เอื้อต่อการสร้างสายส่งที่เป็นระบบเครือข่ายเหมือนภาคอื่นๆ ทำให้จำเป็นต้องสร้างสายส่งหลายวงจรขนานกัน แม้ขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างวงจรที่สองเพื่อให้สามารถส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปช่วยมากขึ้น แต่การก่อสร้างติดปัญหาการเวนคืนที่ดินทำให้เกิดความล่าช้า อีกทั้งการส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งลงไปภาคใต้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียหายทั้งระบบหากเกิดภัยธรรมชาติ และจากระยะทางสายส่งที่ยาวกว่า 600 กิโลเมตร จึงมีจุดที่มีความเสี่ยงการก่อวินาศกรรมจากเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการถูกตัดขาดไฟฟ้าจากภาคกลางได้ ดังนั้น ภาคใต้จึงจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าเป็นของตนเองเพิ่มขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาจากภาคกลาง

ถ่านหิน หรือ ก๊าซฯ?

ความจำเป็นที่ภาคใต้ควรต้องมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่เพิ่มขึ้นนั้นชัดเจน แต่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2559 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมายื่นข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้เปลี่ยนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) แทน ซึ่งหนังสือดังกล่าวลงนามโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

โดยนายกรณ์ ให้เหตุผลว่า LNG เป็นเชื้อเพลิงที่มีแหล่งผลิตที่หลากหลาย ไม่ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง หรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง มีตลาดซื้อขายที่พัฒนาจึงทำให้ลดความเสี่ยงในด้านการจัดหาและแหล่งผลิต นอกจากนี้ราคา LNG ในปัจจุบันยังใกล้เคียงหรือต่ำกว่าถ่านหิน รวมถึงเงินลงทุนในการสร้างโรงไฟฟ้า LNG ก็ต่ำกว่าเงินลงทุนในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ประมาณ 50% อีกทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้า LNG ใช้ระยะเวลาในการขออนุญาตและการก่อสร้างเพียง 48 เดือนเท่านั้น เทียบกับระยะเวลาในการขออนุญาตและการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่นานถึง 80 เดือน นอกจากนั้น การยกเลิกการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินยังเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการแสดงความตั้งใจลดภาวะเรือนกระจก

ขณะที่ทางด้าน กฟผ. ซึ่งรับผิดชอบโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ. (สร.กฟผ.) โดย       นายประกอบ ปริมล ประธาน สร.กฟผ. พร้อมด้วยสมาชิก สร.กฟผ. ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์    เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้ทบทวนข้อเสนอที่ให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและเปลี่ยนมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซ ธรรมชาติเหลว (LNG)  เนื่องจากเป็นการให้ข้อมูลด้านเดียวที่ทำให้ประชาชนสับสนและเกิดความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว การผลิตพลังงานไฟฟ้ามีการตั้งสัดส่วนของประเภทเชื้อเพลิงต่างๆไว้ เพื่อให้เกิดความมั่นคง อีกทั้งยังมีราคาต้นทุนที่เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิง LNG มีราคาสูงกว่าถ่านหิน (Coal)  ประมาณ 20% (จากข้อมูลปี 2559) จึงย่อมจะกระทบต่อประชาชนที่ต้องแบกรับภาระค่าไฟ รวมถึงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซก็มีผลกระทบต่อชุมชนเช่นกัน

ในส่วนของภาคประชาชน ชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จำนวนมากเริ่มออกมาแสดงพลังสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ถ่านหินอย่างชัดเจนมากขึ้น ทั้งการร่วมลงชื่อ 15,000 รายชื่อเพื่อยืนยันกับรัฐบาลว่าต้องการให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมถึง การแสดงออกด้วยการติดป้ายผ้าสนับสนุนตามบ้านเรือนต่างๆ  

นายวุฒิศักดิ์ ผิวดี ชาวบ้านหมู่ 8 ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง ตัวแทนชาวบ้านจ.กระบี่ ยืนยันว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่รอบโรงไฟฟ้ากระบี่สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ส่วนที่คัดค้านก็มี แต่เป็นจำนวนเพียง 10% ของชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่อยู่พื้นที่ทุ่งสาคร ใน ต. ปกาสัย และพื้นที่บ้านสวนหิน ต.ตลิ่งชัน จ.กระบี่ นอกนั้นก็เป็นกลุ่ม NGO ซึ่งไม่ทราบว่ามาจากพื้นที่ใด พร้อมกันนี้ยังได้ขอให้นายกรัฐมนตรีรับฟังเสียงของชาวบ้านที่สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในครั้งนี้ เพราะมั่นใจว่าจะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน การพัฒนาอาชีพ พัฒนาสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของภาคใต้ในอนาคต

 

กฟผ. ยัน ถ่านหินสร้างความมั่นคง ราคาถูก ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าเทพา เป็นความพยายามที่จะแก้วิกฤติไฟฟ้าภาคใต้ในอนาคตภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558–2579 หรือ PDP2015 โดยตามแผนนั้น โรงไฟฟ้ากระบี่ กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ ให้เข้าระบบในปลายปี 2562 และการสร้างโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา โรงที่ 1 กำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ให้เข้าระบบในปี 2564 และสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โรงที่ 2 ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เข้าระบบในปี 2566  

สำหรับภาคใต้ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าหลักอยู่ 9 โรง เป็นโรงไฟฟ้าจากเขื่อนพลังน้ำ 3 โรง รวมกำลังผลิต 325.3 เมกะวัตต์​ พลังงานหมุนเวียน 2 โรง รวมกำลังผลิต 29 เมกะวัตต์​ น้ำมันเตา 1 โรง ขนาด 315 เมกะวัตต์ ที่เหลือ 78.2% เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ รวม 2,406 เมกะวัตต์ จะเห็นได้ว่าการผลิตโดยก๊าซฯนั้นมีสัดส่วนสูงมาก หากไม่มีเชื้อเพลิงชนิดอื่นมาช่วยกระจายความเสียง จะทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงไฟฟ้าสูงหากแหล่งก๊าซฯเกิดปิดซ่อม หรือ ก๊าซฯหมดในอนาคต ส่วนการนำโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนมาใช้ทดแทนในส่วนที่กำลังผลิตไม่พอในกรณีของภาคใต้นั้น อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบ มีโอกาสที่ไฟฟ้าจะดับได ้

ส่วนกรณีความกังวลของชาวบ้านต่อผลกระทบที่อาจเกิดกับสภาพแวดล้อมนั้น ทาง กฟผ. ยืนยันอย่างต่อเนื่องว่า ได้เลือกเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหิน Ultra Super Critical ซึ่งทันสมัยและมีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนี้ สามารถควบคุมมลพิษต่างๆ   และมีระบบการกำจัดมลภาวะที่ดีที่สุด นอกจากนี้ระบบการขนถ่ายถ่านหินจะเป็นระบบปิดทั้งหมดเพื่อป้องกันผงฝุ่นถ่านหินฟุ้งกระจาย

ด้านการพัฒนาชุมชน ตลอดระยะเวลาการก่อสร้างโรงไฟฟ้า 4 ปี จะมีการจ่ายเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า เป็นเงินรวม 160 ล้านบาท จากนั้นระหว่างการผลิตไฟฟ้าจะต้องจ่ายเข้ากองทุนฯ อีก 2 สตางค์ต่อหน่วย หรือ 120 ล้านบาทต่อปี ตลอดอายุการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า 30 ปี รวมเป็นเงินส่งเข้ากองทุนทั้งสิ้น 3,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ชาวบ้านในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะได้รับการเบิกผ่านโครงการต่างๆเพื่อนำไปใช้พัฒนาชุมชน

จากนี้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่ควรเร่งตัดสินใจว่าจะเลือกสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หรือจะมีแนวทางอื่นใด เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตของภาคใต้ เพราะการตัดสินใจเร็วจะทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าโครงการได้เร็วและลดความเสี่ยงไฟฟ้าด้านความมั่นคงของพลังงานไฟฟ้าภาคใต้ในอนาคตอันใกล้ได้ทันการณ์

กลับสู่บทความทั้งหมด