บทความที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตพลังงานของประเทศในมือสนช.

ร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมนั้น ถูกดองเอาไว้อยู่ในมือของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มานานหลายเดือนแล้ว  จากที่ควรจะต้องพิจารณาเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2559 แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างที่มีพลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นประธาน  ขอขยายกรอบระยะเวลาการพิจารณามาแล้ว 4 ครั้ง กลายเป็นถึงวันที่ 21 ม.ค. 2560 และยังมีแนวโน้มที่จะขอขยายต่อไปอีก  แม้ว่ารัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ 1พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ขอความร่วมมือไปยัง สนช. ให้เร่งผ่านร่างกฎหมายสำคัญของรัฐบาลที่ยังค้างอยู่หลายฉบับ ซึ่งรวมทั้งกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับนี้ด้วย ภายในเดือน ธ.ค. 2559 นี้ แต่ก็ไม่เป็นผล

ร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับนั้นมีการแก้ไขหลักการสำคัญคือเรื่องของการเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือPSC) และระบบจ้างผลิต (Service Contract)  เข้าไปนอกเหนือจากระบบสัมปทานที่มีอยู่เดิม ตามข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมกลุ่มหนึ่งและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อครั้งที่มีการตั้งเวทีดีเบต ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่20  ก.พ. 2558 และรัฐบาลรับไปพิจารณาดำเนินการ  ซึ่งเมื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ในเดือน พ.ค. 2559 ที่ประชุมใหญ่ก็มีมติรับหลักการด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในวาระแรก

อย่างไรตาม ประเด็นที่ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายมีความล่าช้า คือความต้องการของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่พยายามจะแปรญัตติให้มีการบรรจุเรื่องของการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ (National Oil Company – NOC) เข้าไปในการแก้ไขครั้งนี้ด้วย  แต่ฝ่ายรัฐบาลโดยมติ กพช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  เห็นควรให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของการตั้ง NOC ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ทราบถึงผลดีและผลเสียที่ชัดเจนเสียก่อน ซึ่งเมื่อรัฐบาลยังไม่ยอมให้ตั้ง NOC  ทางคณะกรรมาธิการฯ จึงหยิบเรื่องของการแก้ไขนิยามของคำว่า Service Contract ที่เขียนว่าเป็นการจ้างสำรวจและผลิต  ให้แก้ไขเป็น จ้างบริการ ทำให้ต้องส่งเรื่องมาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่าจะยอมให้มีการแก้ไขในหลักการเรื่องนี้หรือไม่

การแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับมีความสำคัญต่อการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนมาบริหารจัดการแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 ครอบคลุมแหล่งเอราวัณ ของบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และแหล่งบงกช ของบริษัท ปตท.สผ.  ซึ่งเอกชนผู้รับสัมปทานต้องการที่จะทราบความชัดเจนว่าใครจะได้สิทธิในการบริหารจัดการแหล่งดังกล่าวภายในปี 2560 นี้ เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตปิโตรเลียมในช่วง 5 ปี ก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุได้

โดยความชัดเจนดังกล่าวจะมีผลต่อปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากทั้งสองแหล่งที่มีปริมาณสูงถึง 2,214 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทยทั้งหมด (อ้างอิงข้อมูลจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ) ซึ่งหากผู้รับสัมปทานทราบก่อนว่า บริษัทของตนเป็นผู้ชนะการประมูล ก็จะทำให้การผลิตปิโตรเลียมมีความต่อเนื่อง  ในทางตรงกันข้าม หากบริษัทผู้รับสัมปทานรู้ว่าไม่ได้สิทธิที่จะบริหารจัดการแหล่งดังกล่าวต่อหลังจากหมดอายุสัมปทาน  บริษัทก็จะลดการลงทุนลงในช่วงปลายอายุสัมปทาน   และจะส่งผลให้การผลิตปิโตรเลียมลดปริมาณลงในช่วงรอยต่อที่ผู้ชนะประมูลรายใหม่จะเข้ามาดำเนินการ

รัฐมนตรีพลังงาน พลเอกอนันตพร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อเร็วๆนี้ว่า  ความล่าช้าในการพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับของ สนช. ทำให้ขั้นตอนการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช จะถูกเลื่อนออกไปจากไตรมาสแรกของปี2560 เป็นเดือน มิ.ย. 2560 แต่กระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะให้ความชัดเจนกับเอกชนผู้รับสัมปทานได้ทันภายในปี 2560 เพื่อให้เอกชนสามารถที่จะวางแผนการลงทุนได้

ปิโตรเลียมที่ผลิตได้จากแหล่งเอราวัณและบงกชนั้นมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก โดยก๊าซที่ผลิตได้จากแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแหล่งใหญ่นี้ ถูกส่งป้อนให้กับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  โดยมีเทนที่แยกได้ จะถูกส่งต่อไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า  ใช้เป็นก๊าซเอ็นจีวีในยานยนต์  ส่วนที่เหลืออาทิ อีเทน บิวเทน  โพรเพน นั้นใช้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  และเป็นก๊าซหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน  นอกจากนี้ รัฐยังมีรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมอีกจำนวนหลายแสนล้านบาท

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีการประเมินถึงผลกระทบกรณีที่ไม่มีการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับแปลงสัมปทานที่หมดอายุ  หรือเกิดความไม่ต่อเนื่องในการผลิต ว่าจะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบปริมาณ 2,214 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ซึ่งต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาแพงกว่าเข้ามาทดแทนในการผลิตไฟฟ้า ในขณะโรงแยกก๊าซและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากโรงแยกก๊าซ ก็ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาทดแทนเช่นเดียวกัน  ผลกระทบที่ประชาชนจะได้รับโดยตรงคือต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จะต้องเพิ่มสูงขึ้น 

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เคยให้สัมภาษณ์กับกองบรรณาธิการเว็บไซต์ข่าว Energy News Center ว่าหาก สนช.ไม่ยอมผ่านร่างกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ เพื่อนำไปสู่การเปิดให้สิทธิเอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  หรือมีการแก้ไขตามข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ที่ต้องการจัดตั้ง NOC นั้น จะพาประเทศจะเดินไปสู่หายนะ แบบเดียวกับที่ประเทศเวเนซุเอลา ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้

ดร.คุรุจิต ย้ำว่ากฎหมายปิโตรเลียมทั้งสองฉบับ ที่ดำเนินการภายใต้ระบบสัมปทานปิโตรเลียมนั้น  เป็นรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ที่มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หรือเมียนมา อีกทั้งระบบสัมปทานไม่ได้เลวร้ายจนทำให้รัฐต้องสูญเสียอธิปไตยทางด้านพลังงาน หรือเป็นการขายสมบัติชาติ ไม่ได้เปิดช่องให้ข้าราชการเข้าไปมีผลประโยชน์ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับต่างชาติ อย่างที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

โดยพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ที่อยู่ในการพิจารณาของสนช.นั้น เป็นการยกร่างขึ้นโดยกลุ่มข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ ที่พยายามจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ จึงเลือกใช้ระบบสัมปทาน แบบเดียวกับที่ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้  โดยออกแบบให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุดและไม่ต้องเข้าไปรับความเสี่ยง ไม่ใช่ระบบแบ่งปันผลผลิตที่ประเทศผู้ล่าอาณานิคม  นำมาใช้กับประเทศเมืองขึ้นของตนเอง เพื่อที่จะให้ได้ส่วนแบ่งกลับคืนไปจำนวนมาก

ความพยายามที่จะให้มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ของ สนช. บางคน อาจจะเป็นข้อเสนอที่สวนทางกับกระแสของโลก ที่รัฐพยายามจะลดบทบาทตัวเองลง โดยแยกเรื่องของการกำกับดูแล (regulator) ออกจากหน่วยปฏิบัติ (Operator)  เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบกันได้ โดยตัวอย่างจาก เวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก แต่เมื่อรัฐเข้าไปยึดกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐ และตั้งเป็นบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาจัดการเองทั้งหมด  ทำให้เอกชนไม่กล้าลงทุน และเคลื่อนย้ายการลงทุนออกไป  ในขณะที่การผลิตปิโตรเลียมในส่วนที่รัฐเข้ามาจัดการ ก็ไม่มีการพัฒนา และลดปริมาณลงเรื่อยๆ  เพราะขาดความรู้ ขาดบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เกิดสมองไหลไปทำงานที่อื่น  กรณีของประเทศไทย ก็อาจจะเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน

กฎหมายปิโตรเลียมที่อยู่ในการพิจารณาแก้ไขของ สนช. ขณะนี้  นับเป็นการแก้ไขครั้งที่ 6 แล้วและถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ โดยหาก สนช. เลือกแก้ไขในหลักการนอกเหนือไปจากร่างที่รัฐบาลนำเสนอ หรือถ่วงเวลาการพิจารณาออกไปให้มีความล่าช้า  ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะพาประเทศเดินเข้าสู่วิกฤติพลังงาน ทำให้กระบวนการผลิตก๊าซในอ่าวไทยจากแหล่งสำคัญทั้งเอราวัณและบงกชหยุดชะงัก  ผลกระทบที่จะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ อาจจะมากเกินกว่าที่ สนช. ทั้งคณะจะรับผิดชอบไหว

กลับสู่บทความทั้งหมด