บทความที่เกี่ยวข้อง

ส่อง 5 โรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศ อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไร

  • Date : 30/11/2016, 16:16.

ยังคงต้องรอฟังเสียงของคนในพื้นที่ที่แท้จริงให้ชัดเจนสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ. กระบี่ ว่าจะสามารถเดินหน้าโครงการได้หรือไม่ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปดำเนินการรับฟังความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งหากได้รับเสียงสนับสนุนอย่างชัดเจนก็จะเดินหน้าโครงการต่อไป แต่หากเสียงคัดค้านดังกว่า ก็จะได้พิจารณาหาแนวทางใหม่ในการสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าในภาคใต้ต่อไป

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP  2015 โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date –  COD)  ในเดือนมีนาคม 2562 แต่เสียงคัดค้านและกระบวนการต่างๆที่ตามมา ทำให้โครงการล่าช้าออกไปจากแผนเดิม โดยก่อนหน้านี้ คาดว่านายกฯจะตัดสินใจเดินหน้าโครงการในเดือนธันวาคม หลังได้รับรายงานจากคณะกรรมการไตรภาคีที่ตั้งขึ้นมาศึกษาข้อดี-ข้อเสียของโครงการตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งหากเป็นตามคาดดังกล่าว การจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ก็จะล่าช้าออกไปจากแผนเดิมเป็นปี 2565 แต่หลังจากนายกฯ สั่งชะลอการตัดสินใจและให้ไปฟังเสียงชาวบ้านอีกครั้งหนึ่ง แผนการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโรงไฟฟ้ากระบี่ หากสามารถก่อสร้างได้ ก็จะขยับออกไปอีกเป็นปี 2566  

แม้มีกลุ่มประชาชนจำนวนหนึ่งที่คัดค้าน แต่ก็มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งให้การสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดกระบี่ ประกอบด้วยผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่รอบโครงการ ในอำเภอเหนือคลอง ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า ได้ยื่นหนังสือและรายชื่อผู้สนับสนุนกว่า 15,000  รายชื่อ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ซึ่งได้ถูกนำเสนอต่อนายกฯแล้ว แสดงให้เห็นว่าประชาชนในพื้นที่จำนวนไม่น้อย มีความเชื่อมั่นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินจะอยู่ร่วมกับชุมชนของพวกเขาได้อย่างไม่มีปัญหา เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะใช้เทคโนโลยีทันสมัยล่าสุดที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้กันอยู่ที่เรียกว่า Ultra Super Critical - USC ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซที่จะเป็นมลพิษต่อสภาวะแวดล้อมให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าที่มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

สำหรับเทคโนโลยี USC ดังกล่าว หลายประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี ได้นำมาใช้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นยอมรับว่าสามารถจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซียมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีที่ใกล้เคียง แต่ก็สามารถบริหารจัดการให้อยู่ร่วมกับชุมชนได้ Energy News Center จึงถือโอกาสนำตัวอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 5 แห่ง ที่สื่อมวลชนได้เคยมีโอกาสไปศึกษาดูงานในช่วง 2-3 ปีที่ผ่าน มาให้ลองพิจารณาศึกษา ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีทันทันสมัยและมีระบบบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถร่วมกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าได้

 

โรงไฟฟ้าดังจิน (Dangjin) เกาหลีใต้ : ต้นทุนค่าไฟต่ำ ชุมชนรับสวัสดิการ

เกาหลีใต้มีการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิง โดยเน้นไปที่ถ่านหินและนิวเคลียร์ ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าของเกาหลีใต้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 110 วอนต่อหน่วย(ประมาณ3บาทเศษต่อหน่วย ต่ำกว่าประเทศไทย) โดยที่รัฐส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้ใช้ไฟฟ้าถูกกว่าภาคครัวเรือนคือประมาณ80วอนต่อหน่วย เพื่อให้อุตสาหกรรมหนักที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้น จึงยังคงให้ความสำคัญกับการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 70 วอนต่อหน่วย ในขณะที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเกาหลีใต้มีต้นทุนการผลิตที่ 60 วอนต่อหน่วย และก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 150 วอนต่อหน่วย

สำหรับโรงไฟฟ้าดังจิน  เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ บริหารจัดการโดยบริษัท East West Power (EWP) เดิมเป็นโรงไฟฟ้าขนาด 4,000 เมกะวัตต์ มี 8 หน่วยการผลิต ใช้ทั้งถ่านหินลิกไนต์และบิทูมินัส ซึ่งนำเข้าทั้งหมดจากต่างประเทศเป็นเชื้อเพลิง เริ่มดำเนินการผลิตมาตั้งแต่พ.ศ.2542 ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 2,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2หน่วยการผลิต ทำให้โรงไฟฟ้าดังกล่าว กลายเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในเอเชีย

 

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Dangjin

โรงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เทคโนโลยีที่ USC เช่นเดียวกับที่ กฟผ. จะมีการลงทุนที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตแต่ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงด้วย โดยก่อนการก่อสร้างก็มีปัญหาการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่เนื่องจากต้องมีการเวนคืนที่ดิน แต่บริษัทผู้ลงทุนมีวิธีการบริหารจัดการปัญหา และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่จนเกิดการยอมรับ ทำให้สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้สำเร็จ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่มีปัญหา โดยจะเห็นได้จากการย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่เป็นชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีอยู่ 100 ครัวเรือน เพิ่มเป็น 400 ครัวเรือน

โรงไฟฟ้าดังจิน เข้ามามีบทบาทในการดูแลสวัสดิการและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของชุมชนรอบโรงไฟฟ้า  โดยจัดสรรเงินจากค่าไฟฟ้าให้กับกองทุนปีละประมาณ 5,400 ล้านบาท ซึ่ง 80% ดูแลประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าและอีก20% ดูแลทั้งชุมชนของเมืองดังจิน ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ก็มีโครงการที่จะก่อตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเช่นกันหากมีการก่อสร้าง

 

โรงไฟฟ้ามัตซุอูระ ญี่ปุ่น: ชุมชนของ คน ทะเล ปลา และโรงไฟฟ้า

โรงไฟฟ้ามัตซุอูระ (Matsuura Thermal Power Plant) ของบริษัท J Power  ขนาดกำลังการผลิตรวม 2,000 เมกะวัตต์  ตั้งอยู่ในเมืองมัตซุอูระ จังหวัดนางาซากิ  บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น มัตซุอูระเป็นเมืองเกษตรกรรม โดยชุมชนรอบโรงไฟฟ้าประกอบอาชีพประมงชายฝั่งและปลูกข้าวแบบขั้นบันได ใกล้ๆโรงไฟฟ้าถ่านหินมัตซุอูระมีโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทคิวชู อิเลคทริค เพาเวอร์อีกหนึ่งโรงที่ตั้งอยู่

โรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้เทคโนโลยี USC และถ่านหินนำเข้า บิทูมินัส และซับบิทูมินัสเป็นเชื้อเพลิงเช่นเดียวกับที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะดำเนินการ โดยค่าควบคุมปากปล่องทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน  ฝุ่นละออง  อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้อยู่มากเช่นเดียวกัน ต่างกันที่โรงไฟฟ้ามัตซุอูระ ใช้ระบบการกองเก็บถ่านหินแบบกองในที่โล่ง ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะกองเก็บไว้ในอาคารปิด  โดยขี้เถ้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้ามัตซุอูระจะนำไปใช้ประโยชน์ด้วยการถมทะเล เนื่องจากคนในชุมชนมัตซุอูระไม่มีความความกังวลเรื่องขี้เถ้าจากกระบวนการผลิต แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะเอาไปทิ้งในบ่อฝังกลบ

เมื่อมองจากมุมสูงบนภูเขาที่ห่างออกไป จะเห็นว่ามีการตั้งถิ่นฐานอยู่กันหนาแน่นรอบโรงไฟฟ้ามัตซุอูระ โดยตัวเลขทางการเผยว่ามีคนอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ ราว 22,000 คน นอกจากนี้ยังมีตลาดปลาที่ Yoshoku  Fish Farm อยู่ใกล้ๆกับโรงไฟฟ้า  ซึ่งเป็นตลาดปลาที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 8 ของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้น ยังมีการเลี้ยงปลาซาบะในกระชังในทะเลที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงไฟฟ้า โดยปลาซาบะจากเมืองมัตซุอูระ มีชื่อเสียงมากในประเทศญี่ปุ่น  เจ้าหน้าที่ประจำโรงไฟฟ้ามัตซุอูระ ชี้แจงว่า น้ำที่ปล่อยออกจากโรงไฟฟ้าลงสู่ทะเล ผ่านระบบการบำบัด มีอุณหภูมิที่สูงกว่าน้ำทะเลเล็กน้อย ทำให้ปลาชอบมาอาศัยอยู่ในน้ำทะเลใกล้โรงไฟฟ้า ดังนั้น จึงไม่กระทบต่ออาชีพประมงของชาวมัตซุอูระ จะเห็นได้จากปริมาณการจับปลาในแต่ละปีที่ไม่ได้ลดจำนวนลง  โดยปลาที่จับได้มีประมาณ 89,294 ตันต่อปี

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Mutsuura

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของโรงไฟฟ้าถ่านหินมัตซุอูระ ยอมรับว่าในช่วงแรกของการสร้างโรงไฟฟ้า ได้รับการต่อต้านจากคนในชุมชนกลุ่มหนึ่ง เพราะมีความกังวลว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินจะสร้างมลพิษ และปล่อยฝุ่นละอองที่กระทบกับความเป็นอยู่ของ ชุมชน  แต่เมื่อทางโรงไฟฟ้าชี้แจงข้อมูลให้เห็นถึงมาตรการการป้องกันต่างๆ คนที่คัดค้านก็มีความเข้าใจ  ซึ่งตั้งแต่โรงไฟฟ้าเริ่ม เดินเครื่องผลิตจ่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์  โรงไฟฟ้ากับชุมชนก็ไม่เคยมีปัญหาการร้องเรียน  และไม่มีการย้ายถิ่นฐานออกไป อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้ามัตซูอูระ ไม่ได้มีการตั้งกองทุนขึ้นมาเฉพาะเพื่อช่วยเหลือชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เพราะถือว่าโรงไฟฟ้าได้จ่ายภาษีให้กับรัฐเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดสวัสดิการด้านต่างๆให้กับประชาชนแล้ว 

 

โรงไฟฟ้าจิมาห์ (Jimah) มาเลเซีย : เลือกถ่านหินลดต้นทุน ส่งออกก๊าซฯสร้างรายได้

มาเลเซียถือเป็นประเทศปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติยังมีมาก แต่ได้มีการปรับนโยบายที่จะใช้ถ่านหินนำเข้าที่มีต้นทุนที่ถูกกว่ามาผลิตไฟฟ้า และหันไปส่งออกก๊าซธรรมชาติในรูปก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เพื่อเป็นรายได้ในกับประเทศแทน ทำให้ สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของมาเลเซีย มีถ่านหินเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดคือราวร้อยละ 45 และก๊าซธรรมชาติราวร้อยละ  43 ที่เหลือคือน้ำมันและพลังน้ำในสัดส่วนราวร้อยละ 6 เท่าๆกัน

ปัจจุบันอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศมาเลเซีย เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.1บาทต่อหน่วย ซึ่งยังสูงกว่าประเทศไทยที่มีอัตราค่าไฟฟ้า เฉลี่ยอยู่ที่ 3.76 บาทต่อหน่วย แต่ในอนาคต หากไทยไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและต้องมีการนำเข้า LNG มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า กฟผ. ได้ประเมินว่าอัตราค่าไฟฟ้าของไทยจะแซงมาเลเซียไปอยู่ที่ประมาณ 6 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน  

โรงไฟฟ้า Jimah และกองถ่านหิน

โรงไฟฟ้าจิมาห์ เป็นโรงไฟฟ้าของบริษัท Jimah Energy Venture  ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้ามาเลเซีย  มีกำลังการผลิตรวม 1,400 เมกะวัตต์ เริ่มขั้นตอนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อปี พ.ศ.2548 ใช้เวลาการก่อสร้างโครงการ 4 ปี จนสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์ ได้ในปี พ.ศ. 2552  ตั้งอยู่ติดกับชายฝั่งทะเล เพื่อความสะดวกในการขนถ่ายถ่านหินนำ โดยเข้าโรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้ถ่านหินประเภท บิทูมินัส และซับบิทูมินัส นำเข้าจากอินโดนีเซียและออสเตรเลียเป็นเชื้อเพลิง และแม้ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสุดอย่าง USC เนื่องจากก่อสร้างก่อนที่จะมีเทคโนโลยีดังกล่าว แต่ก็ได้เทคโนโลยี Sub-Critical Boiler ซึ่งติดตั้งระบบป้องกันมลภาวะสิ่งแวดล้อม  ทั้งเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulphurisation- FGD) และเครื่องดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิตย์ (Electrostatic Precipitator-ESP)  ที่สามารถดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี  และระบบการลำเลียงถ่านหินไปยังโรงไฟฟ้าจะเป็นระบบปิดทั้งหมด จึงไม่เป็นเป็นปัญหากับชุมชน  ทั้งนี้ บริษัทยังมีการเตรียมพื้นที่เพื่อขยายกำลังการผลิตในอนาคต อีกกว่า 2,000 เมกะวัตต์  

 

โรงไฟฟ้าถ่านหินในเยอรมัน : ยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจ

ประเทศเยอรมนีนับเป็นหนึ่งในประเทศต้นแบบที่มีการส่งเสริมเรื่องของพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินดำเนินการอยู่ควบคู่กันไป และเสียงจากภาคเอกชนผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเหมืองถ่านหินและไฟฟ้าก็สะท้อนว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินยังมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจเยอรมัน โดยปัจจุบันการผลิตไฟฟ้ากว่าร้อยละ 40 ของเยอรมันมาจากเชื้อเพลิงถ่านหิน และแม้ว่ารัฐบาลเยอรมันจะได้จัดทำ Climate Action Plan หรือแผนปฏิบัติการด้านสภาวะอากาศ ซึ่งได้ระบุว่าต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งจากปริมาณที่ปล่อยในปัจจุบันภายในปี 2030 แต่ในแผนดังกล่าวก็ยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมและระยะเวลาที่แน่ชัดว่าเยอรมันจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินลงอย่างไรและเมื่อใด นอกจากนั้น ผู้ประกอบการด้านพลังงานและสมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้อง ยังออกมาคัดค้านแผนการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดย นาย Hermann Oppenberg ซึ่งเป็นผู้บริหารเหมืองถ่านหิน Hambach ซึ่งเป็นเหมืองเปิดลิกไนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในเยอรมัน กล่าวกับสื่อท้องถิ่นของเยอรมันว่า “รัฐสวัสดิการของเราต้องพึ่งพิงพลังงานราคาถูกอยู่มาก และเหมืองลิกไนต์ก็ได้ทำหน้าที่นำส่งพลังงานราคาถูกนี้อย่างมั่นคงและสม่ำเสมอ”

สื่อมวลชนได้เคยมีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าในเยอรมัน 2 แห่ง โรงแรก คือ โรงไฟฟ้าไมโนวา (Mainova HKW West)  ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง มีขนาดกำลังการผลิต 124 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไมน์ และชุมชนในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต  โดย ในแต่ละวันจะมีเรือขนถ่ายถ่านหินล่องมาตามแม่น้ำไมน์มายังโรงไฟฟ้า และถูกเทกองเอาไว้ในลานเก็บถ่านหิน ซึ่งเป็นระบบเปิดที่สามารถมองเห็นกองถ่านหินลิกไนต์ได้ด้วยสายตา  โรงไฟฟ้าแห่งนี้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2533

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Mainova

ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งที่สอง อยู่ในเมืองนีเดอร์เราเซ็ม (Niederaussem)  เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ กำลังการผลิตรวมประมาณ 3,680 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ใกล้กับเหมืองลิกไนต์ และมีการลำเลียงขนส่งลิกไนต์จากเหมืองด้วยระบบสายพานมายังโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ใกล้กับชุมชน  โดยเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ มาตั้งแต่ปี 2506 ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้นของการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแห่งนี้เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ก็มีปัญหากับชุมชนเช่นกัน เนื่องจากเทคโนโลยีที่ใช้ยังไม่สามารถที่จะกำจัดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์  คาร์บอนไดออกไซด์ และฝุ่นละออง ที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้ดีเพียงพอ  แต่ต่อมาบริษัทได้มีการนำเทคโนโลยีถ่านหินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง  ควบคู่ไปกับการชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งเมื่อพิสูจน์ได้ว่าโรงไฟฟ้าปล่อยสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน คนในชุมชนก็มีความเข้าใจ และอยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าได้ เพราะเห็นถึงประโยชน์ที่ชุมชนได้รับจากการจ้างงาน และการจ่ายภาษีให้กับรัฐ นอกจากนั้น ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแห่งนี้ได้พัฒนาระบบวิศวกรรมสำหรับโรงไฟฟ้าลิกไนต์ หรือที่เรียกว่า BoA ซึ่งช่วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตขึ้นได้ถึง 43% และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงอีกถึงปีละกว่า 3 ล้านตัน ซึ่งสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ และฝุ่นละออง ที่ปล่อยออกมาก็ลดลงถึง 30% ซึ่งโรงไฟฟ้าก็ได้ริเริ่ม Coal Innovation Center หรือศูนย์นวัตกรรมถ่านหินขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดและจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Niederaussem กับชุมชนโดยรอบ

จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีที่เหมาะสม การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการดูแลส่งเสริมชุมชมรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าอย่างจริงใจ และการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งเพื่อปรับปรุงการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมชุมชนรอบโรงไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการสื่อสารทำความเข้าใจกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินในหลายประเทศอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ซึ่ง กฟผ. และกระทรวงพลังงาน อาจจะพิจารณานำมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้ากระบี่ หากในที่สุดสามารถเดินหน้าโครงการได้ตามแผน

กลับสู่บทความทั้งหมด