บทความที่เกี่ยวข้อง

อนาคตโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ อยู่ที่การยอมรับของประชาชน

หลังจากที่ยืดเยื้อมานานว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะได้รับการอนุมัติให้เดินหน้าก่อสร้างได้หรือไม่ ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ตัดสินใจชะลอการดำเนินการออกไปก่อน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้หาข้อสรุปที่ชัดเจนร่วมกัน

โดยนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า “ข้อเรียกร้องเรื่องถ่านหิน ขณะนี้ได้มีการชะลอเรื่องไว้อยู่แล้ว อย่าต้องให้ใช้คำว่าระงับ ชะลอก็คือชะลอ ก็ขอให้เป็นข้อสรุปมาว่าประชาชนในพื้นที่ต้องการอะไร เพราะถ้าบอกอะไรมาแล้วให้ทำตามทุกอันมันคงไม่ใช่ เพราะรัฐบาลต้องทำตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ประกอบกับความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ด้วย”

“วันนี้ใช้คำว่าชะลอไปก่อน ก็ยังไม่ได้สร้างอะไรทั้งสิ้น สร้างยังไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่ก็ระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยก็แล้วกัน ไม่ได้ไปข่มขู่ใคร เพียงแต่ว่าวันนี้ไฟฟ้าก็ยังติดๆ ดับๆ อยู่ในภาคใต้หลายแห่งเหมือนกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ถ้าถอดรหัสจากคำให้สัมภาษณ์ของพลเอกประยุทธ์ จะเห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ นั้นยังไม่ได้ถูกสั่งให้ยกเลิก แต่โครงการดังกล่าวจะยังสามารถเดินหน้าได้หาก มีเสียงสนับสนุนที่ชัดเจนจากเสียงส่วนใหญ่ของคนกระบี่ว่าต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน  ซึ่งแน่นอนว่า กฟผ.ในฐานะที่เป็นเจ้าของโครงการจะต้องเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้มากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดกระบี่ ที่นำโดยนายอนันต์  สันหาด  อดีตกำนันตำบลคลองขนาน     อ. เหนือคลอง นายไพโรจน์  บุตรเผียน นายบุญเที่ยง  บัวเลิศ  นายกิจจา  ทองทิพย์  ผู้นำชุมชน ชุมชนทั้ง 4 ตำบล ใน        อ.เหนือคลอง จ.กระบี่  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่  ซึ่งเดินทางมายื่นหนังสือและรายชื่อประชาชนที่สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว จังหวัดกระบี่  จำนวน 15,000  รายชื่อ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อนำเสนอพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้น  อาจจะต้องขยายเครือข่ายและแนวร่วมให้มากขึ้น  สะท้อนให้รัฐบาลได้เห็นถึงความต้องการของคนกระบี่อย่างต่อเนื่อง

หลังการตัดสินใจนายกรัฐมนตรีที่ประกาศชะลอสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ นั้น นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็ออกมาน้อมรับคำสั่ง โดยที่ผ่านมา กฟผ.ได้มีการถอนคณะทำงาน ออกจากพื้นที่แล้วตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา

นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ.

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ทางผู้ว่า กฟผ.แสดงถึงความกังวล ก็คือความมั่นคงไฟฟ้าของภาคใต้ในอนาคตที่จำเป็นจะต้องมีโรงไฟฟ้าหลักตั้งอยู่ในพื้นที่ ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้น ตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ  

ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กฟผ. ต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ประมาณวันละ 200 – 300 เมกะวัตต์ และหากโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในภาคใต้จำเป็นต้องหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงหรือมีการหยุดส่งจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับโรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา เหมือนที่ผ่านมา กฟผ. จะต้องส่งไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 เควี ลงไปช่วยเพิ่มมากถึง 600 – 700 เมกะวัตต์  

ทั้งนี้ สถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้เพิ่มขึ้น 5-6% ต่อปี หรือประมาณปีละ 150 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1,000   เมกะวัตต์ ในระยะเวลา 6 ปี แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยและทั่วโลกต่างประสบปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ แต่สิ่งที่จะต้องเตรียมพร้อมคือ หากสภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น เชื่อว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้จะเพิ่มไปมากกว่านี้อีก และหากสร้างโรงไฟฟ้าที่เป็นโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ไม่ทัน ก็จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้

โดยผู้ว่าการ กฟผ. ย้ำถึงเรื่องพลังงานทดแทน ที่เป็นข้อเสนอของกลุ่มผู้คัดค้านที่จะให้มีการส่งเสริมเพื่อทดแทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ว่า พลังงานทดแทนในพื้นที่ภาคใต้ จะสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานเสริมในระบบได้เท่านั้น เนื่องจากด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันพลังงานทดแทนยังไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะช่วยเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้  อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่สูงกว่า

ทั้งนี้ ในระหว่างที่ กฟผ.รอฟังเสียงส่วนใหญ่ของชุมชนที่ต้องแสดงออกให้ชัดเจนว่าต้องการให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่หรือไม่ กฟผ. ก็จะศึกษาเรื่องโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องด้วยก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG คู่ขนานกันไปด้วย อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าที่ใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงจะมีต้นทุนที่สูงกว่าถ่านหิน และในอนาคตจะส่งผลให้ภาพรวมค่าไฟฟ้าทั้งประเทศปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ในขณะที่ฝั่งกระทรวงพลังงาน ซึ่งกำกับดูแลแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือแผน PDP2015 นั้น นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ยังออกมาระบุถึงความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ในอนาคต ด้วยปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว โรงแรม มีความต้องการใช้ขยายตัวถึง 10% ต่อปี โดยกำลังผลิตโดยรวมในภาคใต้มีประมาณ 2,400 เมกะวัตต์ ความต้องการอยู่ที่ 2,600 เมกะวัตต์ ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลางถึง 16%

ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกะวัตต์ใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ไม่สร้างมลพิษ ซึ่งก่อสร้างในพื้นที่เดิมที่เคยเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินมาก่อน และการก่อสร้างใหม่นี้ ก็อยู่ในระหว่างการจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ซึ่งจะต้องทำ 3 ครั้ง ก่อนที่จะเสนอต่อคณะกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาเห็นชอบ  โดยตามแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าระยะยาว (พีดีพี) โรงไฟฟ้าจะก่อสร้างแล้วเสร็จเข้าระบบในปี 2562 แต่ปัจจุบันเลื่อนออกไปจนถึงปี 2565

ที่ผ่านมาแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้นเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ในช่วงปี 2562 เป็นต้นไป รวมทั้งตอบโจทย์เรื่องของอัตราค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมกับผู้บริโภค และตอบโจทย์การกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิง จากปัจจุบันที่ประเทศต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าที่สูงถึง 64 % ซึ่งในอนาคตการผลิตก๊าซฯในประเทศจะมีแนวโน้มลดลงไปเรื่อยๆ และหากต้องแก้ปัญหาโดยนำเข้า LNG จากต่างประเทศมาทดแทน โดยไม่มีการกระจายไปเชื้อเพลิงประเภทอื่น ไทยก็จะกลายเป็นประเทศที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่เป็นเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม

ในหลายประเทศทั้งเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ต่างมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในสัดส่วนที่สูงกว่าไทย และโรงไฟฟ้าถ่านหินก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้โดยมีการจัดการปัญหาเรื่องมลพิษและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี โดยที่ กฟผ. ก็มีโอกาสนำสื่อมวลชน และผู้นำชุมชน หลายคณะไปศึกษาดูงานมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อนายกรัฐมนตรี สั่งชะลอโครงการเพื่อส่งการตัดสินใจกลับไปยังชุมชนในพื้นที่ ก็เป็นเรื่องที่คนในพื้นที่แสดงเจตนารมณ์ให้สังคมและรัฐบาลได้รับรู้อย่างชัดเจนว่าต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ แต่หากเสียงสะท้อนว่าไม่ต้องการนั้นดังกว่า ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงานและ กฟผ. ที่ต้องปรับวิธีการเพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ให้ได้ต่อไป

 

กลับสู่บทความทั้งหมด