บทความที่เกี่ยวข้อง

กฟผ.ย้ำ “มั่นคง-ราคา” สร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลควบคู่พัฒนาพลังงานทดแทน

การประชุมใหญ่เชิงวิชาการอุตสาหกรรมไฟฟ้า ครั้งที่ 21 หรือ The 21st Conference of Electric Power Supply Industry  (CEPSI 2016) ภายใต้แนวคิด “ความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงาน : ทางเลือกและความท้าทายของอุตสาหกรรมไฟฟ้า” ที่ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 23-27 ตุลาคม 2559 ปิดฉากลงไปแล้วด้วยความสำเร็จ จากการที่ ผู้นำองค์กรด้านพลังงานระดับโลกกว่า 1,500 คน จาก 31 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และวิชาการของอุตสาหกรรมไฟฟ้า และหารือกันอย่างกว้างขวางถึงแนวทางการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน การ มุ่งสู่พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รับกระแสภาวะโลกร้อน ตามความตกลงลดก๊าซเรือนกระจกในการประชุมนานาชาติเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศที่กรุงปารีส หรือ COP21 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา   

สำหรับประเทศไทย ายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์  ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. ) และประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมไฟฟ้าแห่งเอเซียตะวันออก และแปซิฟิคตะวันตก (AESIEAP) กล่าวกับ Energy News Center ว่า ประเทศไทยเองก็มีนโยบายมุ่งส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นไปตามทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานของโลกที่มุ่งเน้นลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า   

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ กฟผ. ชี้ว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันพลังงานทดแทนประเภทพลังงานหมุนเวียน ยังไม่สามารถผลิตและส่งไฟฟ้าตามความต้องการได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ก็ยังมีข้อจำกัด ทั้งในด้านประสิทธิภาพและต้นทุนค่าระบบและอุปกรณ์ที่ยังสูง จึงยังมีความจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าและให้ผู้บริโภคมีไฟฟ้าใช้ในราคาที่เหมาะสม

“การเข้ามาสู่ระบบของพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ และลม ในปริมาณมากๆ จะมีผลกระทบ เพราะมีความวูบวาบ ไม่สม่ำเสมอ อีกทั้งต้นทุนการผลิตที่ยังสูง ก็มีผลต่อราคาค่าไฟ ซึ่ง กฟผ. ในฐานะที่ดูแลทั้งความมั่นคงและราคา เห็นว่าหากต้องการให้เกิดความมั่นคง ในขณะที่ก็ต้องส่งเสริมผลักดันการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้เกิดขึ้นด้วยนั้น เราต้องมีโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลช่วยประคับประคองไประยะหนึ่งก่อน จนกระทั่งถึงเวลาที่เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่ มีการพัฒนาจนทำให้ระบบ Energy  Storage มีประสิทธิภาพและราคาประหยัด ซึ่งเมื่อนั้น พลังงานหมุนเวียนก็จะสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเลย” นายกรศิษฏ์กล่าว

แต่เนื่องจากปัจจุบัน ยังมีความจำเป็นต้องให้มีโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีที่สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม หรือโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ เพื่อช่วยเสริมความมั่นคง 

“ถ้าอยากให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเกิด ก็ต้องยอมให้ฟอสซิลหรือถ่านหินเกิด แต่ให้อยู่เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตลอดไป คือรอจนเทคโนโลยี Energy Storage ประสบความสำเร็จ กักเก็บได้ 24 ชั่วโมง และราคาถูกลง ถึงตอนนั้น เชื้อเพลิงฟอสซิลจะลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่ง กฟผ. เอง เฝ้าระวังสถานการณ์อยู่ เพื่อพร้อมปรับตัวกับสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนไป โดยหากถึงเวลาที่พลังงานหมุนเวียนมั่นคง และสามารถเดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว อาจมีการปรับเปลี่ยนแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากฟอสซิลที่อยู่ปลายแผนพีดีพี 2015 ก็เป็นได้” นายกรศิษฏ์กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมความมั่นคงทางไฟฟ้า ตามแผน PDP 2015 ต้องมีการปรับสัดส่วนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสมกับประเทศ  โดยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่มีสูงมากถึงร้อยละ 70   เพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินโดยนำเทคโนโลยีสะอาดมาใช้  เพื่อเป็นโรงไฟฟ้าฐานรองรับและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

ผู้ว่าฯ กฟผ. กับรถ EGAT EV ที่นำมาจัดแสดงในส่วนนิทรรศการในงาน CEPSI 2016

 

ภาคใต้ต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่ม

สำหรับในประเด็นปริมาณสำรองไฟฟ้าที่พบว่า ปริมาณสำรองไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ อยู่ในระดับสูงเกินกว่า 30% ตั้งแต่ปี 2559 ไปจนถึงปี 2569 โดยในปี 2559 ปริมาณสำรองไฟฟ้าอยู่ที่ 36.8% ปี 2560 อยู่ที่ 33.9% ปี 2561 และอยู่ในระดับสูงกว่า 30% เรื่อยไป ก่อนที่ปริมาณสำรองไฟฟ้าจะปรับลดลงมาเหลือ 24.6% ในปี 2570 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ได้แสดงความเป็นห่วงผลกระทบภาระค่าไฟฟ้าต่อประชาชน และสั่งการให้ กฟผ. ทำแผนปรับลดให้เหลือ 15% หลังจากปี 2563  โดยอาจพิจารณาชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่นั้น ผู้ว่าฯ กฟผ. กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยนั้น ปริมาณสำรองที่สูงเป็นเพราะนับรวมปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้าไปด้วย แต่ถ้าไม่นับรวมปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนตามสัญญาแบบ Non-firm ก็จะมีสำรองอยู่ที่ราวๆ 20% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศอื่นอีกหลายประเทศที่มีระดับสำรองอยู่ที่กว่า 20-30%

ทั้งนี้ หากมีสำรองต่ำเกินไป ก็อาจมีความเสี่ยง เช่นเดียวกับกรณีไต้หวัน ที่ระดับสำรองลดลงเหลือเพียง 2% เนื่องจากความล่าช้าใน การเข้าสู่ระบบของโรงไฟฟ้าแห่งใหม่

นอกจากนั้น ผู้ว่าฯ กฟผ. ยังชี้แจงว่า แม้ในภาพรวมปริมาณสำรองไฟฟ้าจะอยู่ในระดับ 20% แต่หากพิจารณารายภาค ก็จะพบว่าภาคใต้มีไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการใช้ และต้องส่งไฟฟ้าไปจากส่วนอื่น ทั้งนี้ แม้ตัวเลขกำลังการผลิตภาคใต้จะอยู่ที่กว่า 3,000 เมกะวัตต์ ในขณะที่ความต้องการใช้มีราว 2,700 เมกะวัตต์ แต่ความที่ภาคใต้ใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งถือว่าเป็น non-firm ทำให้มีความไม่สม่ำเสมอ ทุกวันนี้จึงยังต้องส่งไฟจากภาคอื่นไปช่วยคราวละ 200-300 เมกะวัตต์ เนื่องจากไม่ต้องการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในภาคใต้โรงที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพราะจะทำให้ค่าไฟเพิ่มสูงขึ้นมาก

นอกจากนั้น หากโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ในภาคใต้หยุดซ่อมบำรุง ก็จะมีปัญหามากขึ้น เพราะจะทำให้ไฟฟ้าหายไปจากระบบถึง 600-1,000 เมกะวัตต์

“ภาคใต้มีปัญหากำลังการผลิตไม่พอ ดังนั้น อย่างไรก็ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ต้องสร้างโรงไฟฟ้าจาก ก๊าซฯ เพราะจะช่วยเรื่องความมั่นคงไฟฟ้า เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถช่วยได้เพราะยังไม่เสถียร แต่ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ค่าไฟก็จะโดดสูงขึ้น” นายกรศิษฏ์ชี้แจง

นายกรศิษฏ์กล่าวสรุปว่า ดังนั้น ภาคใต้ต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลให้เกิดความเสถียร แล้วค่อยเติมพลังงานหมุนเวียนเข้ามา ดำเนินงานควบคู่กันไป เพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าในภูมิภาค 

 

กลับสู่บทความทั้งหมด