บทความที่เกี่ยวข้อง

สัมภาษณ์พิเศษ "ประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ"อธิบดีพพ.คนใหม่ ปรับภารกิจพพ.สอดรับ Energy4.0

  • Date : 11/10/2016, 8:15.

อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) คนใหม่"ประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ"  ให้สัมภาษณ์พิเศษผู้สื่อข่าว Energy News  Center  หลังนั่งทำงานในตำแหน่งผู้บริหารเบอร์หนึ่งของพพ.เต็มตัว  พร้อมปรับภารกิจของกรมให้สอดรับกับนโยบาย Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงาน  ในการนำนวัตกรรมด้านพลังงานมาช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน  การปรับทบทวนระบบฟีดอินทารีฟ  และการกำหนดโซนนิ่งให้มีความเหมาะสมมากขึ้นกับพลังงานทดแทนประเภทต่างๆ  การมอบนโยบาย5ด้านให้ข้าราชการของพพ. ได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านพลังงานในระดับสากล     รายละเอียดจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านจากบทสัมภาษณ์

-พพ.จะมีโครงการอะไรบ้างภายใต้นโยบาย Energy 4.0 ?

ตอบ วันนี้กระทรวงพลังงานเดินหน้าสู่นโยบาย Energy 4.0 เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น ด้วยการนำนวัตกรรมด้านพลังงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในส่วนของ พพ. จะมีการส่งเสริมในรูปแบบของโครงการ แบ่งเป็น 2 ระดับ  ได้แก่ 1.ระดับครัวเรือน โดย พพ.จะสนับสนุนการทำอุปกรณ์อบแห้งสำหรับพืชผลการเกษตร เช่น การทำโดมที่ใช้เทคโนโลยีโซล่าร์สำหรับอบแห้งผลิตภัณฑ์การเกษตร เช่น ลำไยอบแห้ง พริกอบแห้ง และกล้วยตาก เป็นต้น เพราะการอบแห้งทำให้ผลิตภัณฑ์ออกมามีผิวสวย น่ารับประทาน สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการ ตากแห้งแบบเดิมถึง 10 เท่า 

โครงการนี้  พพ.ได้รับงบประมาณมาดำเนินการแล้ว 19 ล้านบาท  โดยจะคัดเลือกผู้ร่วมโครงการ 50 ราย ซึ่ง พพ.จะให้เงินสนับสนุน 35% ของต้นทุนทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 65% ผู้ร่วมโครงการจะออกเอง คาดว่าแต่ละแห่งจะใช้เงินลงทุนประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งเท่ากับว่า พพ.จะสนับสนุนประมาณ 1.5-2 แสนบาทต่อราย  ขณะนี้เรากำลังกำหนดหลักเกณฑ์การรับสมัครผู้ร่วมโครงการอยู่ 

ส่วนระดับที่ 2 คือ ระดับชุมชน ซึ่งพพ.จะให้การสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก ประมาณ 30-60 กิโลวัตต์ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า ยังมีหลายอำเภอที่ขาดแคลนไฟฟ้าใช้ โดยเบื้องต้น พพ. จะดำเนินการใน 5 แห่ง ได้แก่

1. อ.ผาบ่อง จ.แม่ฮ่องสอน

2. อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน    

3. อ.ท่าสองยาง จ.ตาก

4. อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

5. อ.แม่สรวย จ.เชียงราย 

โครงการนี้ พพ.ได้รับงบประมาณจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานแล้ว 68 ล้านบาท คาดว่าจะสนับสนุนเฉลี่ยแห่งละ  17-18 ล้านบาท เมื่อสร้างเสร็จจะมอบให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) หรือ เทศบาล และให้ชาวบ้านเป็นผู้ดูแลต่อไป โดยคาดว่าจะสร้างเสร็จประมาณปลายปี 2560 

โครงการทั้ง2ระดับดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการนำนวัตกรรมด้านพลังงาน มาสร้างประโยชน์และสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านให้สูงขึ้นได้  

-ยังมีแผนงานอื่นๆที่ต้องเร่งดำเนินการหรือไม่ ?

ตอบ ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนวัตกรรมไปเร็วมาก และเป็นหน้าที่ พพ.จะต้องตามให้ทัน ที่เห็นได้ชัดคือ การผลิตไฟฟ้าและความร้อนจากแผงโซล่าร์เซลล์ ซึ่งขณะนี้ราคาค่าแผงโซล่าร์เซลล์ปรับลดลงมาก ทำให้ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้ประกาศปรับลดเงินสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ) ลงจาก 5.66 บาทต่อหน่วย เหลือเพียง 4.12 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 25 ปี  ดังนั้น พพ. เตรียมแผนที่จะทบทวนปรับอัตราฟีดอินทารีฟในส่วนของพลังงานทดแทนชนิดอื่นๆ ให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  โดยแต่เดิมการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบฟีทอินทารีฟเป็นหน้าที่ของ สนพ. แต่ภายหลังจากที่กระทรวงพลังงานได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานใหม่เมื่อเร็วๆนี้ จึงทำให้ พพ.ต้องเป็นผู้เข้ามาดูแลเรื่อง ฟีดอินทารีฟเองทั้งหมด

นอกจากนี้ พพ.ยังเตรียมทบทวนการกำหนดโซนนิ่งเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนทุกชนิด เช่น ชีวมวล แก๊สชีวภาพ ลม โซล่าร์  เป็นต้น ให้ทราบข้อมูลล่าสุดว่าพื้นที่ใดมีเชื้อเพลิงชนิดใดมากหรือน้อยแค่ไหน เหมาะสมกับการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนชนิดนั้นๆ หรือไม่ เนื่องจากข้อมูลที่ พพ. มีอยู่นั้น เป็นข้อมูลที่สำรวจไปเมื่อปี 2557 ดังนั้นควรมีการสำรวจใหม่ให้ทันสถานกาณ์ปัจจุบันมากขึ้น ที่สำคัญข้อมูลใหม่นี้จะเริ่มนำไปใช้กับโครงการรับซื้อไฟฟ้าชีวมวล แก๊สชีวภาพ เฟส2 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่เตรียมประกาศรับซื้อในปี 2560 นี้ เป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตามได้มอบหมายให้สำนักงานใน พพ.ประสานงานกับพลังงานจังหวัด เพื่อจัดทำข้อมูลดังกล่าวแล้ว และจะดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด  

-มอบนโยบายอะไรกับข้าราชการ พพ. บ้าง?

ตอบ ผมได้มอบนโยบาย 5 ด้านให้กับข้าราชการ พพ. ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นนโยบายที่ผมนำประสบการณ์ตรงจากการอยู่มาหลายตำแหน่ง ทั้งที่เคยอยู่ พพ. มานาน ก่อนจะก้าวไปเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) จากนั้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกรถทรวงพลังงาน และรองปลัดกระทรวงพลังงาน ก่อนจะมาเป็นอธิบดี กรม พพ.ในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อ พพ. ในยุคใหม่นี้ 

โดยนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านบุคลากร จะต้องสร้างคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ พพ.เกษียณหลายคนในปี 2559 นี้ ทั้งนี้จะต้องสร้างข้าราชการเดิมที่มีอยู่ให้เติบโตในตำแหน่งหน้าที่มากขึ้น พร้อมกับสร้างข้าราชการรุ่นใหม่ให้มาทดแทนให้ทัน แต่ก็ต้องอยู่ในความเหมาะสม ไม่ข้ามหน้าคนรุ่นเก่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความรู้สึกไร้ค่า 

2. ด้านการเงิน จะเร่งรัดการเบิกจ่ายงบในโครงการที่ผ่านเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์)แล้ว รวมถึงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งได้รับงบประมาณจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 6,000 ล้านบาท จะเร่งกำหนดเกณฑ์คัดเลือกผู้ร่วมโครงการให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ต.ค. 2559 นี้ เพื่อให้เปิดโครงการได้ภายในสิ้นปี 2559  เบื้องต้นหน่วยงานรัฐที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นหน่วยงานที่ไม่เคยได้รับการสนุบสนุนจากกระทรวงพลังงานมากก่อน หรือเคยได้รับแล้วก็ต้องมาดูว่ากี่ปีมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้ภาครัฐทำการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ เช่น เครื่องปรับอากาศ หลอดไฟ เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน รวมถึงการติดตั้งโซล่าร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในหน่วยงาน โดยไม่มีการขายเข้าระบบ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดผลการประหยัดได้ชัดเจน

3. ด้านวิธีการทำงาน จะต้องประสานงานกับเอกชนและหน่วยงานภาครัฐให้มากขึ้น โดยขณะนี้ได้เริ่มหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) รวมถึงกรมต่างๆ ในกระทรวงพลังงาน เพื่อประสานการทำงาน ร่วมมือกันช่วยให้ประเทศเกิดการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการโซล่าร์สำหรับสูบนำ้กลับมาช่วยภัยแล้ง ซึ่งสำนักปลัดกระทรวงพลังงานได้รับงบประมาณดำเนินโครงการดังกล่าว 500 ล้านบาท ดำเนินการในชุมชน 900 แห่งทั่วประเทศ ในช่วงฤดูร้อนของปี 2560 นี้ ทาง พพ.ก็จะเข้าไปช่วยเรื่องการทำทีโออาร์ การสนับสนุนนักวิชาการ เป็นต้น เพื่อให้โครงการประสบผลสำเร็จ 

นอกจากนี้จะปรับวิธีการทำงานใหม่ โดยมอบอำนาจตัดสินใจให้รองอธิบดี รวมถึง ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ สามารถเซ็นต์อนุมัติงบประมาณได้ เช่น งบไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้ผู้อำนวยการสามารรถอนุมัติได้ หรือ งบไม่เกิน 3 ล้านบาท ให้รองอธิบดี อนุมัติได้ แต่เกิน 3 ล้านบาทต้องให้อธิบดีอนุมัติเท่านั้น เป็นต้น  นอกจากนี้จะเตรียมลดขั้นตอนการทำงานให้สะดวกขึ้น โดยเตรียมไปศึกษาดูระบบการทำงานแบบใหม่จากภาคเอกชนเพื่อมาปรับใช้กับ พพ.ต่อไป 

4. ด้านข้อมูล ปัจจุบันข้อมูลของสำนักงานต่างๆ ในพพ. เช่น สำนักลม แสงแดด ไบโอแมส ไบโอแก๊ส มีข้อมูลไม่ตรงกัน ดังนั้นจะมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูง 1 คน เข้ามาเป็นศูนย์กลางข้อมูล โดยแต่ละสำนักงานต้องจัดทำข้อมูลล่าสุดส่งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศไม่เกินวันที่ 5 ของทุกเดือน และผู้บริหารระดับสูงนี้จะสรุปประมวลลงเว็บไซด์และอัพเดทขึ้นเว็บไซต์ทุกๆ วันที่ 10 ของทุกเดือน ซึ่งต่อไปใครจะใช้ข้อมูลก็ต้องนำข้อมูลที่จัดทำนี้ไปใช้ เพื่อให้เป็นข้อมูลเดียวกัน และเข้าใจตรงกัน และที่สำคัญต้องให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์มากขึ้น ตามทิศทางของสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

และ 5. วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องจักร อาคารสถานที่ ต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ที่ช่วยให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำร่องที่ พพ. ด้วยการกำหนดให้เปิดแอร์ที่ 26 องศา แต่ต้องตรวจวัดอุณหภูมิ ณ จุดที่คนนั่งทำงานอยู่ หรือจุดที่ร้อนสุดของห้องให้ไม่เกิน 26 องศา เพราะปัจจุบันเครื่องปรับอุณหภูมิมักติดอยู่บนผนังหรือเพดาน และใช้อุณหภูมิ ณ จุดนั้นเป็นตัวปรับอุณหภูมิซึ่งไม่ได้ช่วยให้เกิดการประหยัดแต่อย่างใด 

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นชื่อที่บ่งบอกถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว  จึงควรจะเป็นต้นแบบของประเทศหรือก้าวเข้าสู่ระดับสากล  ดังนั้นในอนาคตต้องปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานระดับอาเซียนภายใน 2 ปี และระดับเอเชียใน 5 ปี  ซึ่ง พพ.จะจัดสัมมนาข้าราชการ พพ.ในเดือน พ.ย. 2559 นี้ เพื่อเตรียมปรับเปลี่ยนการบริหารงานไปสู่ระดับสากลให้มากขึ้น 

กลับสู่บทความทั้งหมด