บทความที่เกี่ยวข้อง

ตีเหล็กเมื่อร้อน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

ตีเหล็กเมื่อร้อน คณะกรรมการไตรภาคีเร่งสรุปมติ เสนอนายกรัฐมนตรีตัดสินใจโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ภายในเดือน ก.ย.นี้

การเคลื่อนไหวของประชาชนในเครือข่าย 4 ตำบลรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ อันประกอบด้วย ตำบลเกาะศรีบอยา ตำบลคลองขนาน ตำบลปกาสัย และตำบลตลิ่งชัน เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่  คู่ขนานไปกับการเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของชาวชุมชนเทพา จ.สงขลา เมื่อเร็วๆนี้ นั้น สะท้อนให้สังคมทั่วไปได้เห็นว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่ จ.กระบี่ และที่ อ.เทพา นั้น  ไม่ได้มีเฉพาะเสียงคัดค้าน  แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ออกมาส่งเสียงสนับสนุนให้รัฐบาลรีบตัดสินใจเดินหน้าโครงการดังกล่าว ซึ่งชุมชนเชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ. ลำปาง และชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อ.จะนะ ซึ่งดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และผู้สนับสนุนกลุ่มนี้บอกว่าพวกเขาได้มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีทั้งกระแสคนคัดค้านไม่เห็นด้วย และกระแสของคนที่สนับสนุนให้สร้าง  รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีกลไกของการยุติปัญหา คือการตั้งคณะกรรมการไตรภาคี  ซึ่งประกอบด้วย ภาครัฐ  ภาคประชาชน และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.           ซึ่งฟังจากเสียงของนายกรศิษฐ์  ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. ที่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว หลังจากที่ได้เดินทางไปชี้แจงข้อมูลกับคณะกรรมการไตรภาคีครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา  ก็พอจะเห็นความชัดเจนแล้วว่า  คณะกรรมการไตรภาคี จะเร่งหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการโรงไฟฟ้ากระบี่  ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2559 นี้ และนำเสนอต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจ

โดยในแนวทางที่จะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณานั้น มีความเป็นไปได้ทั้งการสรุปผลที่ชัดเจนไปเลยว่าควรให้สร้างหรือไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยมีเหตุผลสนับสนุน ซึ่งหากเป็นกรณีที่สรุปว่าให้สร้างนั้น  ก็จะมีการนำข้อเรียกร้องของชาวบ้านพ่วงท้ายเข้าไปด้วยกับรายงานเกี่ยวกับสิ่งตอบแทนที่ชาวบ้านจะได้รับหากมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้า   ส่วนอีกแนวทางที่จะเสนอ จะเป็นแต่เพียงการให้ข้อมูลทั้งข้อดีและข้อเสียของการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อให้นายกฯ เป็นผู้ตัดสินใจเอง

ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ถือว่ามีความล่าช้าไปจากแผนเดิมมาประมาณ 1-2 ปีแล้ว จากที่กำหนดจะจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562 ซึ่งหากไม่เร่งตัดสินใจ จะทำให้การบริหารจัดการความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ ในช่วงปี 2559-2566 จะทำได้ยากขึ้น  เนื่องจากกำลังการผลิตติดตั้งในพื้นที่จะใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น  ต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 เควี เข้ามาช่วยเสริมระบบ

ที่ผ่านมาชุมชนทั้ง 4 ตำบลรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ ได้รับการชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ใน 5ประเด็นหลักแล้วว่า 1. การมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องได้ตลอด24 ชั่วโมง  2. เป็นโรงไฟฟ้าที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง เนื่องจากโรงไฟฟ้าหลักในปัจจุบันของภาคใต้นั้น เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ทั้งโรงไฟฟ้าขนอม และ จะนะ  ซึ่งจะต้องเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตาหรือดีเซลแทนเมื่อมีการหาการหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งผลิตเพื่อซ่อมบำรุง ซึ่งมีต้นทุนที่สูง 3. โรงไฟฟ้าถ่านหินมีอัตราต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซ  จึงมีส่วนช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน   4. โรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมดีขึ้น  และ 5. โรงไฟฟ้าถ่านหินที่สร้างขึ้นใหม่  ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สถานะของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้น มีการประมูลหาผู้รับเหมาก่อสร้างพร้อมไว้แล้ว รอเพียงนายกรัฐมนตรีไฟเขียวให้เดินหน้าโครงการเท่านั้น    ในสถานการณ์ของรัฐบาลที่ได้กระแสประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน อย่างท่วมท้นเมื่อวันที่ 7 ส.ค. มาช่วยสนับสนุนการทำงาน   และการออกมาชูป้ายและยื่นหนังสือสนับสนุนของชุมชนรอบโรงไฟฟ้าในช่วงไม่กี่วันมานี้  ก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลต้องตีเหล็กเมื่อร้อน เพื่อผลักดันโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานให้เกิดขึ้นให้ได้   งานนี้การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจึงมีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางไฟฟ้าของภาคใต้ ในช่วงปี 2559-2566  นี้

กลับสู่บทความทั้งหมด