บทความที่เกี่ยวข้อง

จับตารัฐบาลปักธงกระบี่ เทพา

  • Date : 30/08/2016, 18:22.

ความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ของไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆปีเฉลี่ย ปีละประมาณ5-6% ทำให้พื้นที่ภาคใต้ต้องเผชิญปัญหาวิกฤตความมั่นคงด้านไฟฟ้าในอนาคต  เนื่องจากมีกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าในพื้นที่ที่จำกัด ต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปช่วยเสริมความมั่นคงของระบบ  และต้องทำข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้ากับมาเลเซียเอาไว้อีก300 เมกะวัตต์ เผื่อเอาไว้ในยามที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน

ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือแผนพีดีพี2015 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดที่เริ่มใช้ในปี2558-2579 นั้นมีการวางแผนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้เอาไว้ ทั้งในมิติของการเพิ่มกำลังผลิตติดตั้งใหม่ในพื้นที่ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต  การเพิ่มวงจรสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด500KV เพื่อให้สามารถจัดส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง ลงไปช่วยเสริมความมั่นคงของระบบได้เพิ่มขึ้น   ในมิติการกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิง  จากเดิมที่โรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่ภาคใต้เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง  ซึ่งยากต่อการบริหารจัดการเชื้อเพลิงเมื่อมีการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซในแต่ละปี   และในมิติของอัตราค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมกับประชาชน  ดังนั้นจึงต้องมีการเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน เอาไว้ในระบบของพื้นที่ภาคใต้ด้วย

แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ในช่วงแรกกำหนดเอาไว้ใน2จังหวัดคือ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี กำลังการผลิต800 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี2562  และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา อ.เทพา จ.สงขลา จำนวน2ชุด ชุดละ1,000เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี2564และ2567  โดยหากสามารถดำเนินการไปได้ตามแผน ที่วางไว้  ก็เป็นที่เชื่อมั่นได้ว่า พื้นที่ภาคใต้จะมีความมั่นคงไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นไปได้อีกระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตามทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ต่างต้องเจอกับอุปสรรคในการดำเนินการเพราะมีกระแสต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอและประชาชนส่วนหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งไม่ต้องการให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน  โดยในส่วนของโรงไฟฟ้ากระบี่ นั้น รัฐบาลมีมติให้ตั้งคณะกรรมการไตรภาคี ขึ้นมายุติปัญหา ซึ่งก็ทำให้โครงการล่าช้าออกไปประมาณ1ปีแล้ว ในขณะที่ความคืบหน้าของการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา นั้น ทางคณะกรรมการ กฟผ. ซึ่งนำโดยนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานและเป็นประธานคณะกรรมการ ,นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์  ผู้ว่าการกฟผ.และคณะผู้บริหาร กฟผ. ได้ลงพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าเทพา อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2559 เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกับส่วนราชการ ชุมชน ผู้นำทางศาสนา และเยี่ยมชมการดำเนินงานด้านสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่  

ในข้อเท็จจริงนั้น พื้นที่เทพา มีปัญหาการคัดค้านจากชุมชนน้อยกว่ากรณีของจังหวัดกระบี่  ซึ่งการที่ฝ่ายบริหารลงไปยืนยันกับคนในชุมชนด้วยตนเองว่าในการดำเนินงานจะรับฟังความคิดเห็นและปัญหาของชุมชน รวมทั้งจะต้องดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งด้านสังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม  ก็น่าจะสร้างความมั่นใจให้กับคนในพื้นที่ได้

ในขณะที่ผู้ว่าการกฟผ.นายกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์    บอกถึงความคืบหน้าของการดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาโครงการของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.)  โดย กฟผ. ได้ดำเนินการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเทพาทุกขั้นตอนให้มีผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ตามที่ระบุไว้ในรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA อย่างเคร่งครัด  

ผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ ให้ความมั่นใจกับทั้งคนในชุมชนและสังคมว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการโดย กฟผ. นั้น ได้นำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในเชิงพาณิชย์มาใช้ ทำให้สามารถควบคุมมลภาวะได้ดีในระดับสากล และดีกว่ามาตรฐานที่ประเทศไทยกำหนด  เพื่อให้โรงไฟฟ้าเทพาเป็นโรงไฟฟ้าสีเขียว เป็นโรงไฟฟ้าเพื่อการท่องเที่ยว และให้อำเภอเทพาเป็นเมืองพักไม่ใช่เมืองผ่านอีกต่อไป

ต้องยอมรับว่า การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ ต่างต้องมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงค้าน  ซึ่งเมื่อผู้บริหารกฟผ.ในฐานะที่เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจชั้นนำด้านพลังงานของประเทศ ออกมาการันตีถึงประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับโดยรวม และมาตรฐานความปลอดภัยของชุมชนและสิ่งแวดล้อมจากทั้งโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา แล้ว  อีกทั้งยังเป็นจังหวะที่รัฐบาลได้เสียงประชาชนสนับสนุนอย่างท่วมท้น จากการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ  ก็ต้องติดตามดูว่า รัฐบาลจะตัดสินใจเดินหน้าฝ่ากระแสต้าน  ปักธงสองโครงการสำคัญด้านไฟฟ้าของประเทศ ได้สำเร็จหรือไม่     -กองบรรณาธิการ Energy News Center 

 

กลับสู่บทความทั้งหมด