บทความที่เกี่ยวข้อง

โอกาสของไทยกับแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพในประเทศเพื่อนบ้าน

  • Date : 26/08/2016, 11:29.

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2559 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ได้มีมติอนุมัติขยายกรอบการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน สปป.ลาว เพิ่มจาก 7,000 เมกะวัตต์ เป็น 9,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตของไทย และยังเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 ที่กำหนดสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศไว้ 20% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ  อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการพัฒนาเชื่อมโยงโครงข่ายระบบไฟฟ้าของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับเป็นโครงข่ายไฟฟ้าของภูมิภาค หรือ Regional Grid ในอนาคต ซึ่งจะได้มีการลงนามบนทึกความเข้าใจการขยายกรอบการซื้อไฟฟ้าดังกล่าว ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ย. 2559 นี้

ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ เพื่อให้เรามีพลังงานใช้อย่างเพียงพอไม่ขาดแคลน เนื่องจากแหล่งพลังงานในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซ ลิกไนต์ หรือพลังงานทดแทน ทั้งชีวมวล ขยะ พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม หรือพลังน้ำจากเขื่อน มีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ แม้ว่าเราจะพยายามหาแหล่งพลังงานใหม่ๆในประเทศมาเพิ่มเติม ทั้งการเปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  การบริหารจัดการแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุให้มีความต่อเนื่อง  หรือการเจรจาเพื่อให้มีข้อยุติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ประเมินกันว่าน่าจะมีศักยภาพที่จะพบปิโตรเลียม  ควบคู่ไปกับมาตรการการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย 

ปัจจุบัน แหล่งพลังงานนอกประเทศที่ไทยเราต้องพึ่งพา มีทั้งการนำเข้าก๊าซจากเมียนมาเพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี)  การนำเข้าถ่านหิน เพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรม การนำเข้าน้ำมันดิบ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง  รวมทั้งการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซี่งปัจจุบันมีการซื้อจากสปป.ลาว เป็นหลัก และซื้อจากมาเลเซียบางส่วนเพื่อเสริมความมั่นคงไฟฟ้าที่ภาคใต้ นอกจากนั้น ยังมีความร่วมมือกับเมียนมา ที่จะพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ จากเขื่อนในลุ่มแม่น้ำสาละวิน  และความร่วมมือกับกัมพูชาเพื่อซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนสตรึงนัม  และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกาะกง

สำหรับการซื้อไฟฟ้าจากแหล่งหลักอย่างลาว ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานจะรับซื้อจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหรือถ่านหิน ที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำ ทั้งนี้ จากข้อมูลของกระทรวงพลังงาน ประกอบการรายงานผลการประชุม กพช. ที่ผ่านมา ได้มีการรับซื้อแล้วจำนวน 3,087 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำและถ่านหินที่เสร็จสมบูรณ์ดำเนินการแล้ว และมีสัญญาซื้อขายอีก 2,334 เมกะวัตต์ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้า รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 5,421 เมกะวัตต์  ดังนั้น เมื่อขยายกรอบปริมาณการซื้อเป็น 9,000 เมกะวัตต์  ก็จะเหลือปริมาณที่ไทยจะรับซื้อได้อีกถึง 3,579 เมกะวัตต์

โรงไฟฟ้าน้ำงึม 1 จ่ายไฟแล้ว

 

ปัจจุบันมีโครงการที่ไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับทาง สปป.ลาว จำนวน 1,318 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมด คือโครงการน้ำเทิน1 กำลังการผลิต 520 เมกะวัตต์ และโครงการปากเบ่ง กำลังการผลิต 798 เมกะวัตต์ ส่วนโครงการ ที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่ได้มีการเจรจา มีอีกจำนวน 1,305 เมกะวัตต์ เป็นโครงการพลังน้ำทั้งหมด  ได้แก่ โครงการ เซกอง4  กำลังการผลิต 240 เมกะวัตต์   โครงการเซกอง 5 กำลังการผลิต 330 เมกะวัตต์ โครงการน้ำกง 1 กำลังการผลิต 75 เมกะวัตต์  และโครงการเซนาคาม กำลังการผลิต 660 เมกะวัตต์

นอกจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแล้ว รัฐบาลลาวก็ได้มีความพยายามเจรจากับทางรัฐบาลไทย ให้พิจารณาโครงการไฟฟ้าจากพลังงานลมที่มีศักยภาพสูงอีกโครงการหนึ่ง คือ โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ซึ่งเป็นโครงการพลังงานลมแห่งแรกในลาว และยังเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน คือมีขนาดถึง 600 เมกะวัตต์ นอกจากนั้น กลุ่มบริษัทในเครือบริษัท อิมแพค อิเล็คตรอนส์ สยาม หรือ IES ซึ่งเป็นบริษัทไทย ยังเป็นผู้ได้รับสิทธิในการเข้าไปดำเนินการพัฒนาโครงการพลังงานลมแห่งนี้ โดยได้เข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลม และทำการวัดข้อมูลลมเป็นระยะเวลามากกว่า 3 ปี พร้อมทั้งได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการฯ ร่วมกับที่ปรึกษาชั้นนำที่เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานลม ในที่สุด จึงได้ลงนามในสัญญาพัฒนาโครงการกับรัฐบาลสปป.ลาว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2558 และได้เซ็นสัญญาเพื่อใช้เทคโนโลยีจาก Vestas ผู้ผลิตกังหันลมชั้นนำของโลกจากเดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้พลังงานลมมากที่สุด คือ กว่า 40% ของพลังงานทั้งหมดเลยทีเดียว

หากหมุนตามโลกแล้ว เราจะพบว่าพลังงานลมกำลังเป็นกระแสที่สำคัญและเป็นอนาคตของความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงานของโลก เมื่อเร็วๆนี้ บทความของสื่อในสหรัฐอเมริกา ได้หยิบยกประเด็นการพัฒนาพลังงานลมในสหรัฐฯ ว่ากำลังเติบโตงอกงามอย่างยิ่ง ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ประสิทธิภาพกังหันลมที่ดียิ่งขึ้น ในขณะที่ราคากังหันลมก็ปรับต่ำลง ทำให้ต้นทุนพลังงานลมต่ำลงตามไปด้วย นอกจากนั้น ทิศทางแนวโน้มพื้นที่พัฒนาพลังงานลมในสหรัฐฯ ยังมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะได้พัฒนาสู่การผลิตพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore wind) อีกด้วย ซึ่งสหรัฐฯเอง มีเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานจากลมให้มากขึ้น เพราะในปัจจุบัน แม้สหรัฐฯจะเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตติดตั้งพลังงานลมมากเป็นอันดับ 2 ของโลก คือราว 73,922 เมกะวัตต์ รองจากจีนที่มีกำลังการผลิตติดตั้งเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ 145,053 เมกะวัตต์ แต่อัตราส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานลมของสหรัฐฯ ยังต่ำอยู่มาก คือเพียง 5.6% เท่านั้น ในขณะที่มีศักยภาพการผลิตได้มากในราคาที่แข่งขันได้ ในแถบยุโรปเองก็เช่นกัน สหราชอาณาจักรนับเป็นผู้นำการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore wind) และในไตรมาสแรกของปีนี้ อัตราส่วนการผลิตพลังงานทดแทนของอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นถึง 25.1% ซึ่งครึ่งหนึ่งนั้นเป็นพลังงานจากลม

สำหรับประเทศไทย นอกจากการสนับสนุนการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนรวมทั้งพลังงานลมในประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 ทั้งการสนับสนุน ส่งเสริม และการอุดหนุนราคาแก่ผู้ประกอบการภายในแล้ว หากเราสามารถพิจารณาการพัฒนาโครงการพลังงานลมดังกล่าว โดยการเปิดโอกาสให้มีการเจราจาหาแนวทางรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการฯ โดยยังคงหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศไว้ตามนโยบายของรัฐ ก็น่าจะเป็นสถานการณ์ที่ win-win หรือ ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เพราะนอกจากจะช่วยลาวให้สามารถพัฒนาโครงการฯ เพื่อผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น เรายังมีความอุ่นใจได้ว่าจะมี สปป. ลาว ซึ่งประกาศนโยบายจะเป็นแบตเตอรี่แห่งอาเซียน เป็นดั่งคลังสำรองไฟฟ้าให้เราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ขาดแคลน

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ โครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่มีศักยภาพในอนาคต ซึ่งย่อมได้เปรียบหากไทยเราสามารถจับจองที่จะซื้อไฟฟ้าจากโครงการแห่งนี้ได้ก่อนที่ทางโครงการจะพิจารณาขายไฟไปยังประเทศอื่นในอาเซียน เช่น เวียดนาม เพราะโครงการซึ่งตั้งอยู่ในแขวงเซกอง และแขวงอัตตะบือ นั้น ห่างจากชายแดนเวียดนามเพียง 50 กิโลเมตร และห่างจากจังหวัดอุบลราชธานีของไทยราว 200 กิโลเมตร ที่สำคัญ โครงการฯ ตั้งอยู่บนถนนหลักที่เป็นเส้นทางในการเชื่อมต่อสายส่งระบบไฟฟ้าของกลุ่มประเทศอาเซียน ผ่านจากจังหวัดอุบลราชธานีไปยังเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม นอกจากนั้น การสนับสนุนให้ลาวสามารถพัฒนาโครงการพลังงานลมนี้ได้ จะลดความเสี่ยงต่อการซื้อไฟฟ้าจากลาวในอนาคต เนื่องจากเป็นที่คาดการณ์กันว่า ต่อไปในอนาคต สปป.ลาว อาจจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนได้มากมายและในราคาที่ต่ำเช่นในปัจจุบัน และอาจมีการขยับราคาขายไฟฟ้าสูงขึ้นได้ อีกทั้งเวลาที่ลาวประสบปัญหาน้ำน้อย น้ำแล้ง และผลิตไฟฟ้าได้น้อย ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอื่นเช่นลมนี้ จะช่วยสร้างความต่อเนื่องของการส่งไฟฟ้า ซึ่งดีกว่าที่ผู้รับซื้อไฟฟ้าจากลาวอย่างไทย จะต้องปรับไปใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติเป็นการทดแทน ซึ่งมีราคาแพงกว่ามาก

ยิ่งไปกว่านั้น การร่วมผลักดันโครงการพลังงานลม ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด ยังสอดคล้องกับข้อตกลงในการประชุมนานาชาติว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ หรือ COP21 ที่กรุงปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งไทยและลาวได้ลงนามร่วมกับอีก 144 ประเทศทั่วโลก เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มอุณหภูมิของโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยไทยได้แสดงเจตจำนงที่จะลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573 ลงร้อยละ 20-25 เทียบกับปี 2554 หรือคิดเป็นจำนวนก๊าซเรือนกระจกที่ต้องลดถึง 111-139 ล้านตัน และด้วยขนาดกำลังการผลิตถึง 600 เมกะวัตต์ โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ จะช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 67 ล้านตันตลอดระยะเวลาโครงการ เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล โดยทางลาวเอง ยินดีมอบคาร์บอนเครดิตให้แก่ประเทศไทย หากไทยตกลงรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าว

พื้นที่ตั้งโครงการ Monsoon Wind Power

 

ส่วนในประเด็นที่ยังคงเป็นความกังวลของไฟฟ้าจากพลังงานลม ทั้งความเสถียร ระบบ storage รวมถึงราคานั้น ผู้พัฒนาโครงการฯ ชี้แจงไว้ชัดเจนว่า ด้วยพื้นที่พัฒนาโครงการกว่า 4 แสนไร่และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพลมที่เหมาะสม ประกอบกับระบบการบริหารจัดการที่ได้รับการออกแบบให้สามารถสร้างความสม่ำเสมอ (Firmed Energy) ของการส่งไฟฟ้า โดยพิจารณาทำ Hybrid ด้วยการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนต่างๆ รอบพื้นที่พัฒนาเพื่อนำมาใช้สร้างความสม่ำเสมอของไฟฟ้าที่จะส่งเข้าระบบ อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีเทคโนโลยีการคาดการณ์ (forecast) ที่จะช่วยประเมินปริมาณลมในทุกช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการการผลิตและส่งไฟฟ้า โดยไม่มีความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซหรือถ่านหิน เพื่อเป็น back up แต่อย่างใด ไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อน ซึ่งโครงการฯ สามารถมีระบบที่ Firm ได้  อีกทั้งโครงการฯ ยังจะมีการก่อสร้างระบบสายส่งด้วย ส่วนราคานั้น ทางผู้พัฒนาโครงการยืนยันว่า ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ก็จะสามารถเสนอขายไฟฟ้าได้ต่ำกว่าโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และผู้พัฒนาโครงการ ยังคงดำเนินการเพื่อหาแนวทางลดต้นทุนให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถแข่งขันกับไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอื่นๆได้ ซึ่งการทำ hybrid ก็น่าจะเป็นแนวทางหนึ่ง

ดังนั้น น่าจะเป็นประโยชน์ หากไทยพิจารณาให้มีการเจรจาโครงการพลังงานลมของลาว โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับสูงสุด คือได้ไฟฟ้าที่มีความเสถียร และมีราคาถูกตามต้องการ ซึ่งหาไม่ได้ตามเงื่อนไข ก็สามารถระงับการเจรจาได้  โดยการพิจารณาโครงการฯ ทางกระทรวงพลังงานสามารถทำคู่ขนานไปกับโครงการที่มีศักยภาพอื่นๆ ได้ และหากถ้าสุดท้าย พบว่าราคาค่าไฟจากโครงการพลังงานลม ไม่สามารถแข่งขันได้จริงๆ ทั้งราคาและระยะเวลาการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่เหมาะสมกับความต้องการ  กระทรวงฯ สิทธิที่จะยกเลิกการเจรจาได้ตลอดเวลา ซึ่งแนวทางดังกล่าว น่าจะจะดีกว่าการรอเจรจากับโครงการกลุ่มที่มีศักยภาพอื่นๆ เพียงอย่างเดียว ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มเจรจาค่าไฟ  และยังอาจมีความเสี่ยงในการพัฒนา ดังเช่นบางโครงการที่เคยล่าช้าและระงับไป ดังนั้น น่าจะเป็นการดีหากรัฐเปิดรับทุกโครงการจากลาวที่มีความพร้อม ซึ่งโครงการพลังงานลมนี้ สามารถพัฒนาและส่งไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2563  

ในสถานการณ์ที่ไทยต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน และต้องการพลังงานที่ราคาเป็นธรรมกับผู้บริโภค  หากเห็นว่า มีแหล่งพลังงานใดที่รัฐไม่ต้องอุดหนุนและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ ก็ล้วนแต่เป็นโครงการที่จะน่าจะต้องนำมาพิจารณา เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของเรา

กลับสู่บทความทั้งหมด