บทความที่เกี่ยวข้อง

เวียดนามชูนโยบายเปิดกว้างด้านพลังงาน รองรับการย้ายฐานลงทุนจากต่างประเทศ

เวียดนามชูนโยบายเปิดกว้างด้านพลังงาน รองรับการย้ายฐานลงทุนจากต่างประเทศ

ด้วยประชากรที่มีมากกว่า93ล้านคน และนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม เปิดประตูรับการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้เวียดนาม กลายเป็นประเทศที่น่าจับตามากที่สุดในอาเซียน ภายใต้กรอบความร่วมมือการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

คณะของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย( Confederation of Thai Journalists) ซึ่งนำโดยนายเทพชัย หย่อง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งเดินทางไปกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดยเป็นแขกของทางสมาพันธ์นักข่าวของเวียดนาม เพื่อกระชับความร่วมมือในการทำงานด้านสื่อสื่อสารมวลชนของทั้งสองประเทศ และมีโอกาสได้เข้าพบ กับนายมานพชัย วงศ์ภักดี เอกอัครราชทูตไทย ประจำ กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2559  ซึ่งในการนี้ ทางคณะได้มีการสอบถามถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวียดนาม กลายเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศไทย ที่เริ่มย้ายฐานการลงทุนเข้ามาที่เวียดนามมากขึ้น

    

นายมานพชัย กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่เวียดนาม กลายเป็นที่สนใจของนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ในระยะหลังมานี้ เพราะการเมืองที่มีเสถียรภาพ มีการดำเนินนโยบายการค้าการลงทุนแบบเสรีนิยมที่ต่อเนื่องและเปิดกว้างสำหรับนักลงทุน  อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำไม่ได้มีผลต่อการดำเนินนโยบาย   มีปัจจัยการผลิตที่เกื้อหนุน ทั้งประชากรในวัยแรงงาน ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี มากกว่า 50% ของประชากรทั้งหมด 93 ล้านคน  และยังมีค่าแรงที่ต่ำ  มีพื้นที่ที่สามารถจะสร้างท่าเรือน้ำลึกรองรับการค้าตลอดชายฝั่งทะเลยาวกว่า 1,000 กิโลเมตร ไม่กระจุกตัวเหมือนที่ประเทศไทย  รวมทั้งการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีกำลังซื้อ  อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดอ่อนเรื่องของราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่ค่อนข้างสูง เพราะเวียดนามทีประชากรจำนวนมาก แต่มีขนาดพื้นที่เพียง 1 ใน 3 ของไทย

กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับเวียดนามมากและเข้ามาฝังตัวก่อนประเทศอื่นคือ เกาหลี ส่วนนักลงทุนจากประเทศไทยก็มีกลุ่มที่เข้ามาลงทุนกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งระยะแรกอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎระเบียบ วัฒนธรรม พฤติกรรมการบริโภคของคนในเวียดนาม แต่ระยะหลังมานี้  นักลงทุนไทยเริ่มประสบความสำเร็จและมีการย้ายฐานการลงทุนเข้ามามากขึ้น  ปีนี้ การลงทุนของนักลงทุนจากประเทศไทยมากกว่านักลงทุนต่างประเทศอื่นๆ คือคาดว่าจะมีประมาณ 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ  ในขณะที่ปี 2560 คาดว่าจะเกินกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ  ซึ่งมากกว่าอินโดนีเซีย ที่มีการลงทุนจากนักลงทุนไทย ยังไม่ถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายมานพชัย  กล่าวว่า  นโยบายด้านเศรษฐกิจและการลงทุนที่เปิดกว้างรับนักลงทุนจากต่างชาติ ทำให้เวียดนาม ดำเนินนโยบายทางด้านพลังงานที่เปิดกว้างเช่นเดียวกัน เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าของเวียดนาม เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี โดยเปิดรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าทุกประเภทเชื้อเพลิง ทั้งถ่านหิน ที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเข้ามาลงทุน   พลังงานทดแทนอย่าง         โซลาร์เซลล์ รวมทั้งพลังงานนิวเคลียร์ ที่เวียดนามยังคงจะเดินหน้าก่อสร้างจำนวน 2 โรง ที่ภาคเหนือ 1 โรงและภาคใต้ 1 โรง  ซึ่งต้นทุนค่าพลังงานของเวียดนามในปัจจุบันนั้น สามารถที่จะแข่งขันได้กับประเทศอื่นๆในอาเซียน รวมทั้งไทย

เขากล่าวว่า ความน่าสนใจอีกประการของเวียดนามคือนโยบายการพัฒนาบุคลากรคนรุ่นใหม่ ที่มีความรอบรู้ มีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น โดยเปิดกว้างให้ประชาชนของเขา เข้าถึงอินเตอร์เน็ตและการสื่อสารสมัยใหม่ รวมทั้งการออกไปทำงานในต่างประเทศ  ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่ของเวียดนาม ไปทำงานที่กรุงเทพมากขึ้น และได้เงินเดือนในระดับสูงระดับหลักแสนบาทต่อเดือน  ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ภายใน 10 ปีข้างหน้า ธุรกิจของเวียดนามจะเข้มแข็งมากขึ้น เราจะได้เห็นนักลงทุนจากเวียดนามเข้าไปลงทุนในไทยหรือในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเช่น กลุ่มเวียดเจ็ท ที่ทำธุรกิจด้านการบิน กลุ่มซันกรุ๊ป รวมทั้งการจับมือกับบริษัทของไทยในการออกไปลงทุนทำธุรกิจในประเทศที่มีศักยภาพ เช่น ปิโตรเวียดนาม จับมือเป็นพันธมิตรกับปตท.สผ. ไปลงทุนด้านปิโตรเลียมที่แอลจีเรีย เป็นต้น

ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ก็กระชับแน่นแฟ้นมากขึ้น โดยในวันที่ 28 ก.ค. 2559 นี้ ก็จะมีพิธีเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 40 ปี ที่กรุง ฮานอย

 

กลับสู่บทความทั้งหมด