บทความที่เกี่ยวข้อง

เปิดใจคุรุจิต ข้อเสนอของกลุ่มคปพ.จะพาประเทศสู่หายนะ

  • Date : 24/06/2016, 11:56.

แม้ว่าดร.คุรุจิต นาครทรรพ จะเกษียณอายุราชการจากตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน เกือบจะครบ1ปีแล้ว แต่ยังถือว่าเป็นบคคลที่ยังได้รับการเชื่อถือยอมรับ ว่าเป็นผู้รู้จริงเรื่องพลังงานคนหนึ่งของประเทศ  โดยได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  และอีกบทบาทหนึ่งด้านพลังงาน ก็ยังเป็นแกนนำคนสำคัญของกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน(ERS)   

ดร.คุรุจิตนั้นจบการศึกษา ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมปิโตรเลียม จากมหาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา มีความรู้ ประสบการณ์ในงานด้านกำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ตลอดจนการยกร่างกฏหมายปิโตรเลียม ในตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  ถือเป็นข้าราชการน้ำดีคนหนึ่ง ของวงการพลังงาน ทำให้การแสดงความคิดเห็นและมุมมอง เกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่างๆด้านพลังงาน นั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ข่าว Energy News Center  มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ดร.คุรุจิต เมื่อช่วงบ่ายของวันที่23 มิ.ย.2559 ที่ผ่านมา  จึงได้รู้ว่า  ดร.คุรุจิต นั้นมีความห่วงใย กับสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ เป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเรื่องของการเปิดให้เอกชนยื่นของสิทธิสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ และการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุทั้งเอราวัณ และบงกช   ว่าหากสนช.ไม่ยอมผ่านร่างกฏหมายที่กระทรวงพลังงานนำเสนอและคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เพื่อนำไปสู่การเปิดให้สิทธิเอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  หรือยอมแก้ไขตามข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) ที่ระดมมวลชนมาเดินเกมกดดันอยู่ในขณะนี้    ประเทศจะเดินไปสู่หายนะ แบบเดียวกับที่ประเทศเวเนซุเอลา ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้

ดร.คุรุจิต เปิดใจ โดยยืนยันว่า กฏหมายปิโตรเลียมทั้งสองฉบับ ที่ดำเนินการภายใต้ระบบสัมปทานปิโตรเลียมนั้น  เป็นรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ที่มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หรือเมียนมา   ระบบสัมปทานไม่ได้เลวร้าย หรือทำให้รัฐต้องสูญเสียอธิปไตยทางด้านพลังงาน หรือเป็นการขายสมบัติชาติ เปิดช่องให้ข้าราชการเข้าไปมีผลประโยชน์ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับต่างชาติ อย่างที่ กลุ่มคปพ. กล่าวอ้าง

โดยพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 เป็นการยกร่างขึ้นโดยกลุ่มข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ ที่พยายามจะรักษาผลประโยชน์ ของประเทศ จึงเลือกใช้ระบบสัมปทาน แบบเดียวกับที่ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้  โดยที่รัฐได้ประโยชน์สูงสุดโดยที่ไม่ต้องเข้าไปรับความเสี่ยง   ไม่ใช่ระบบแบ่งปันผลผลิตที่ประเทศผู้ล่าอาณานิคม  นำมาใช้กับประเทศเมืองขึ้นของตนเอง เพื่อที่จะให้ได้ส่วนแบ่งกลับคืนไปจำนวนมาก

นอกจากนี้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514  ยังผ่านการแก้ไขปรับปรุงมาแล้วถึง5 ครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และทำให้รัฐได้ผลตอบแทนที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยแก้ไขครั้งที่แรก ในปี 2516 ครั้งที่2 ปี 2522 ครั้งที่3 ปี2532   ครั้งที่4 ปี 2534 และครั้งที่5 ปี2550 สมัยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี   และล่าสุดครั้งที่6 ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของ สนช.

“การแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียมในแต่ละครั้ง รัฐยังคงยึดระบบสัมปทานปิโตรเลียมเอาไว้ เพราะถือว่าเป็นระบบที่ทำให้ประเทศได้รับผลประโยชน์สูงสุด เพราะแหล่งปิโตรเลียมของไทยนั้นเป็นกระเปาะขนาดเล็ก  ซึ่งมีการปรับปรุงกฏหมายที่ถือว่าลงตัวดีอยู่แล้ว ภายใต้ระบบสัมปทานที่เรียกว่า ไทยแลนด์ทรี  ที่ทำให้ผู้รับสัมปทานนั้นมีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของตัวเองให้มีต้นทุนที่ต่ำลงอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่รัฐก็ได้รับค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมที่เป็นธรรม  คือถ้าพบปิโตรเลียมในแหล่งขนาดเล็ก รัฐก็เก็บค่าภาคหลวงน้อย   พบในแหล่งที่ใหญ่ขึ้นรัฐก็เก็บค่าหลวงมากขึ้นเป็นลำดับ ในขณะที่หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น รัฐก็ได้ผลตอบแทนพิเศษ จากผู้รับสัมปทาน   โดยภายใต้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีนี้  ทำให้เกิดการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมที่สามารถนำปิโตรเลียมจากแหล่งเล็กๆที่กระจายตัวกันอยู่ขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ โดยที่เอกชนเป็นผู้รับความเสี่ยงแทนรัฐ  และทำให้เรามีก๊าซใช้เพิ่มขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง “ ดร.คุรุจิต กล่าว

ดร.คุรุจิต  กล่าวต่อว่า การแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ครั้งล่าสุด ที่มีการเพิ่มทางเลือกคือระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิตเข้ามาเพื่อเป็นทางเลือก  เป็นเรื่องที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์  ฟังเสียงของประชาชนแล้ว   ส่วนที่รัฐจะเลือกใช้ระบบใด ในการเปิดให้สิทธิ์เอกชนเข้ามาสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสม  ดังนั้นทางกลุ่ม คปพ. จึงไม่ควรออกมาเรียกร้องกดดัน แบบได้คืบจะเอาศอก

“ข้อเสนอของคปพ. ที่จะให้มีการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต  โดยให้มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ขึ้นมาใหม่นั้น เป็นข้อเสนอที่จะพาประเทศไปสู่หายนะทางเศรษฐกิจ เหมือนเวเนซุเอลา ที่เป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันมากที่สุดประเทศหนึ่ในโลก แต่ประสบปัญหา เพราะรัฐเข้าไปยึดกิจการของเอกชน มาเป็นของรัฐ ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมา จัดการเองทั้งหมด  ทำให้เอกชนไม่กล้าลงทุน และเคลื่อนย้ายการลงทุนออกไป  ในขณะที่การผลิตปิโตรเลียม ที่รัฐเข้ามาจัดการก็ไม่มีการพัฒนา และลดปริมาณลงเรื่อยๆ  เพราะขาดความรู้ ขาดบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เกิดสมองไหลไปทำงานที่อื่น    กรณีของประเทศไทย ก็จะเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน  หากยอมแก้ไขกฏหมายเอาตามร่างของ คปพ.”   ดร.คุรุจิต กล่าว

ร่างกฏหมายของคปพ.นั้น เสนอให้ตั้งบรรษัทแห่งชาติขึ้นมาใหม่  โดยมีสัดส่วนของภาคประชาชนในกลุ่มคปพ.เข้ามาร่วมอยู่ในคณะกรรมการ อีกทั้งรายได้จากค่าภาคหลวง  จะไม่ส่งเข้ากระทรวงการคลัง แต่จะมีการตั้งเป็นกองทุนขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อนำรายได้ดังกล่าว ไปใช้ในกิจการของบรรษัทพลังงาน  ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล และเปิดช่องให้มีการแสวงหาประโยชน์ โดยไม่มีการตรวจสอบ

“ข้อเสนอของคปพ.นั้นสวนกระแสของโลก ที่หลายประเทศที่มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติ  ต่างพยายามที่จะลดบทบาทตัวเองลง  โดยแยกเรื่องของการกำกับดูแล (regulator) ออกจากหน่วยปฏิบัติ(Operator)  เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบกันได้  ซึ่งที่รัฐดำเนินการมาในขณะนี้นั้นถือว่าถูกทาง แล้ว แต่คปพ.กำลังจะพาถอยหลังกลับ  นอกจากนี้ ระบบแบ่งปันผลผลิตที่คปพ.เสนอ  ยังเป็นการเปิดช่องให้มีการทุจริตได้ง่าย  เพราะทุกขั้นตอนที่เกี่ยวกับการสำรวจผลิต จะต้องขออนุมัติ ก่อน  รวมทั้งไม่จูงใจให้เอกชน ปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตเพื่อลดต้นทุน  เนื่องจากสามารถนำค่าใช้จ่ายต่างๆ มาหักคืนได้ทั้งหมด   แต่ระบบสัมปทานนั้น เอกชนผู้รับสัมปทานต้องพยายามลดต้นทุนตัวเองลง จึงจะได้กำไรมากขึ้น  และรัฐไม่ต้องใช้บุคคลากรจำนวนมากเข้าไปกำกับดูแลให้ต้องเป็นภาระ “ 

“ ที่รัฐดำเนินการภายใต้ระบบสัมปทานมาแล้ว30 กว่าปี ทำให้เรามียุคโชติช่วงชัชวาล  เรามีการพัฒนาบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านปิโตรเลียมขึ้นมาจำนวนมาก ในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิต   เรามีบริษัทปตท.สผ. ที่เป็นความภูมิใจของคนไทย ที่สามารถออกไปแข่งขันกับบริษัทต่างชาติได้    เราสามารถนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างปิโตรเคมี ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ   ซึ่งเราต้องขอบคุณข้าราชการในอดีตที่เป็นคนเก่ง คนดี ที่วางรากฐานมาให้    ไม่ใช่มาสร้างวาทกรรมบิดเบือนจนเรื่องสัมปทานกลายเป็นเรื่องเลวร้ายขายชาติ    เพราะตั้งแต่ผมทำงานด้านพลังงานมา ก็ไม่เห็นว่า ระบบสัมปทานทำให้เราสูญเสียอธิปไตยไปในตอนไหน  เพราะรัฐสามารถที่จะกำกับดูแลผู้รับสัมปทานได้ทั้งหมด ในกระบวนการสำรวจและผลิต “ ดร.คุรุจิต กล่าวย้ำ

ดร.คุรุจิต กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า อยากให้สังคมแยกเรื่องการเมืองออกจากเรื่องพลังงาน  และต้องให้กำลังใจข้าราชการกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่เขาทำงานด้วยจิตวิญญาณ มีศักดิ์ศรีความเป็นข้าราชการ ที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยส่วนรวม  ไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงานอย่างที่กำลังถูกกล่าวหา   ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมองการตัดสินใจของรัฐบาล ที่ต้องมีการแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม นั้นมาจากการ รับฟังเสียงของประชาชนทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มคปพ.   โดยยังเชื่อมั่นว่า ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นั้นมีความเข้าใจดี ถึงสถานการณ์ วิกฤตพลังงานของประเทศ  และเลือกเดินบนพื้นฐานของข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง 

กลับสู่บทความทั้งหมด