บทความที่เกี่ยวข้อง

แก้ปัญหาขยะล้นเมือง ด้วยสุรนารีโมเดล

ในทางวิชาการเป็นที่เข้าใจกันดีว่าปัญหาขยะในเมืองใหญ่นั้นไม่สามารถที่จะแก้ไขด้วยวิธีการฝังกลบเหมือนที่เคยทำมาในอดีต  เพราะด้วยองค์ประกอบของขยะที่เปลี่ยนไป  ,การหาพื้นที่ฝังกลบหรือกำจัดได้ยากขึ้น  รวมทั้งต้นทุนการบริหารจัดการที่เพิ่มสูงขึ้น  ทำให้หลายหน่วยงานคิดค้นรูปแบบการบริหารจัดการขยะที่มีต้นทุนที่ต่ำลง แต่ประสิทธิภาพในการกำจัดขยะมากขึ้น  รวมทั้งเป็นที่ยอมรับของชุมชนเพราะไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นรบกวน  หรือมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาเศษขยะ

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุถึงปริมาณขยะสะสมที่มีอยู่ในประเทศ ในปัจจุบันสูงถึง26 ล้านตัน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกๆปี  ซึ่งในเมื่อแนวทางของการฝังกลบ ไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน  รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จึงมีแนวนโยบายที่ชัดเจนในการเลือกที่จะกำจัดขยะด้วยการแปรสภาพเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ที่นอกจากจะเป็นวิธีที่สามารถลดปริมาณขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังได้ไฟฟ้า เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย

 ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (AEDP) ให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะเป็นลำดับแรกโดยกำหนดเป้าหมายให้รับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากขยะชุมชน 500 เมกะวัตต์ และขยะอุตสาหกรรมอีก 50 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579  ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการเสนอขายไฟฟ้าจากขยะชุมชนแล้วประมาณ400 เมกะวัตต์  ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว  แต่ประเด็นปัญหาที่ผู้ประกอบการพบคือการยอมรับจากชุมชน และความเข้าใจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้จัดการขยะ  ที่ยังยึดโยงอยู่กับผลประโยชน์จากการจัดเก็บขยะ โดยที่ไม่ได้มองถึงปัญหาในภาพรวมที่จะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การแก้ไขปัญหาขยะ ด้วยการนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า มีต้นแบบซึ่งเป็นรูปธรรมในการจัดการที่ได้ผล ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ได้มองเห็นประโยชน์และนำไปใช้   เมื่อวันที่ศุกร์ที่17 มิ.ย.2559ที่ผ่านมา ทางพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ทั้งนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ,นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จึงลงพื้นที่ไปดูแนวทางการจัดการขยะของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ที่เริ่มต้นเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี2552 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)เพื่อให้ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการขยะชุมชนแบบครบวงจรที่มองทุกมิติ ทั้งด้าน ด้านเทคนิค ด้านเศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม (กรณีชุมชนขนาดเล็ก ปริมาณขยะ 3-5 ตัน/วัน) และล่าสุดทางคณะกรรมการกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานก็อนุมัติงบประมาณ  588 ล้านบาท ให้ มทส. นำไปศึกษาต่อยอดเพื่อขยายผลในเรื่องนี้

โดยโมเดลของ มทส.หรือสุรนารีโมเดล  คือการนำขยะมูลฝอยจากชุมชนมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงขยะ  (Refuse Derived Fuel –RDF) โดยสามารถผลิตเชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบที่มีความเหมาะสมเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบผลิตพลังงานแต่ละประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้อินทรียวัตถุในรูปปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้เป็นสารปรับปรุงดิน ด้วยเทคโนโลยี MBT (Mechanical and Biological Treatment) หรือเทคโนโลยีการหมักแบบ Composting Plant ร่วมกับการใช้เครื่องจักรในหน่วยต่างๆ ที่เหมาะสม

จากกระบวนการดังกล่าวทำให้ได้ขยะที่เสถียรเนื่องจากกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่ใช้อากาศ ในระยะเวลาเพียง 20-30 วัน  ช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่น และสามารถลดความชื้นของขยะชุมชนเหลือไม่เกิน 30% (จากเดิมความชื้นประมาณ 55-65 %)   ซึ่งผลผลิตที่ได้มี 2 ส่วน คือ 1) ขยะที่เผาไหม้ได้ (พลาสติก กระดาษ เศษไม้) สามารถผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับระบบผลิตพลังงานแต่ละประเภท 2) อินทรียวัตถุที่เกิดจากการย่อยสลายขยะอินทรีย์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่การเกษตรได้อย่างหลากหลากหลาย  ที่สำคัญคือมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการกำจัดขยะที่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าหลุมฝังกลบและค่าขนถ่ายขยะ รวมประมาณ 870 ต่อตัน  แต่ค่าจัดการขยะของ มทส.นั้นมีค่าคัดแยกขยะ Recycle, ขยะอันตราย ,ค่าการสับย่อยแบบหยาบ ค่าการเดินระบบ MBT ค่ากระบวนการloading, shredding, Trommel, และค่าใช้จ่ายคนงานประจำเครื่องจักรซึ่งมีต้นทุนประมาณ805 บาท/ตัน ซึ่งนอกจากจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าวิธีฝังกลบแล้ว ยังมีรายได้กลับคืนมาในรูปของการจำหน่ายRDFและปุ๋ยอินทรีย์ โดยปริมาณขยะสด 150 ตัน/เดือนจะสามารถผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ 51 ตัน/เดือน (ราคาจำหน่าย 4,000 บาท/ตัน)  และ ผลิตเป็นเชื้อเพลิง RDFได้ 15 ตัน/เดือน (ราคาจำหน่าย 1,000 บาท/ตัน) ***ข้อมูลปี2553

 นายวีรชัย อาจหาญ ผู้อำนวยการเทคโนธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส.) กล่าวว่า RDF ที่ได้ นอกจากจะนำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้แล้วยังสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงได้ด้วย โดยมองว่าแนวทางบริหารจัดการขยะที่เหมาะกับประเทศไทยคือ การกระจายศูนย์ผลิต RDF ไปให้ทั่วประเทศ   ซึ่งขณะนี้โมเดลของ มทส.นั้นมีโครงการนำร่องไปแล้ว 4 แห่ง คือที่เทศบาลเมืองสีคิ้ว เทศบาลเมืองปัก เทศบาลตำบลพิมาย และเทศบาลตำบลด่านขุนทด ซึ่งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งแต่ละแห่งจะใช้ขยะ 25 ตันต่อวันผลิต RDFและส่งไปจำหน่ายให้กับโรงปูนซีเมนต์ในจังหวัดสระบุรี ที่รับซื้อเพื่อไปผลิตไฟฟ้า สร้างรายได้ให้เทศบาลประมาณ 1,000 บาทต่อตัน โดยคาดว่าทั้ง 4 แห่งจะเริ่มผลิตจำหน่ายได้ในเดือน ต.ค.นี้  

 นอกจากนี้ มทส.ยังเตรียมผลักดัน RDF ให้เกิดเป็นวงจรธุรกิจได้จริง โดยเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ขนาด 1 เมกะวัตต์ ในปี 2560 เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองใน มทส. และจะเปิดรับซื้อ RDF โดยให้ราคาประมาณ 1,200 บาทต่อตัน หรือ 1.20 บาทต่อกิโลกรัม รวมทั้งจะรับซื้อ RDF ไปผลิตน้ำมันสำเร็จรูปขนาด 20,000 ลิตรต่อวัน  อีกทั้งยังแปรรูป RDF เพื่อใช้แทนถ่านหินผลิตความร้อนในกระบวนการอุตสาหกรรมด้วย

 นายวีระชัย กล่าวว่า หากโมเดลดังกล่าวสำเร็จ และเริ่มกระบวนการส่งเสริมให้ทุกเทศบาลในไทยจัดการขยะในรูปแบบเดียวกันนี้  นอกจากจะทำให้เกิดธุรกิจ RDF ที่สร้างมูลค่าได้แล้ว ยังทำให้ปัญหาขยะล้นเมืองหมดลงไป ที่สำคัญอนาคตประเทศไทยอาจขาดแคลนขยะจนต้องนำเข้าจากต่างประเทศก็เป็นได้

 ด้านนายวิสุทธิ จงเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส ซี ไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเครือ SCG กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นรายแรกที่นำกากอุตสาหกรรมมาเผาร่วมกันกับการผลิตปูนซีเมนต์ โดยในปี 2558 ได้รับซื้อกากอุตสาหกรรม 3 แสนตัน และ ซื้อ RDF 6 หมื่นตัน หรือเทียบเป็นขยะชุมชนประมาณ 2 แสนตันต่อปี โดยนำมาเผารวมในหม้อเผาปูนซีเมนต์ที่มีความร้อนสูงถึง 1,450 องศา ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ไม่ก่อให้เกิดมลพิษจากขยะ ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ มทส. รับซื้อ RDFจากเทศบาลที่ร่วมโครงการ โดยมีเป้าหมายที่จะร่วมมือกับภาครัฐและประชาชนแก้ไขปัญหาขยะ แปลงให้เป็นพลังงาน เพื่อช่วยสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมต่อไป

 ต้องติดตามดูว่า โมเดลการนำขยะมาผลิตเป็นRDF ของ มสท. จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมือง และทำให้วิธีชีวิตของสังคมไทยมีสุขอนามัยที่ดีขึ้น ได้มากน้อยแค่ไหน  อย่างไรก็ตามก็เป็นบทบาทของรัฐบาลที่จะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคสำคัญ ต่อการแปลงนโยบายการเปลี่ยนขยะเป็นไฟฟ้า ให้เป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ

  

 

กลับสู่บทความทั้งหมด