บทความที่เกี่ยวข้อง

ตอบโจทย์ เอราวัณ บงกช รัฐบาลต้องตั้งหลักด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่การเมือง

  • Date : 05/06/2016, 18:33.

ต้องยอมรับว่าประเด็นของการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมทั้งเอราวัณและใกล้เคียง และแหล่งบงกช หลังจากหมดอายุสัมปทานในปี2565-2566 นั้นยังมีความสับสนอยู่มากในหมู่ประชาชน  ว่าจะเชื่อใครดี ระหว่างฝั่งรัฐบาลที่ใช้ข้อมูลสนับสนุนของกระทรวงพลังงาน และ ฝั่งของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.)ที่มีข้อมูลและชุดความเชื่อของตัวเอง  โดยในแนวทางของรัฐนั้นให้น้ำหนักไปในแนวทางของการประมูลด้วยระบบสัมปทานปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ภายใต้การกำกับดูแลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาให้ซ้ำซ้อน และสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน  ในขณะที่ คปพ.เสนอแนวทางการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่มีโครงสร้างภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย  และใช้ระบบรับจ้างผลิต ในการบริหารจัดการ  ใครเสนอราคาต่ำสุดที่จะทำงานให้กับรัฐก็ได้สิทธิ์ได้ โดยที่รัฐจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นส่วนแบ่งของปิโตรเลียมที่ผลิตขึ้นมาได้

ประเด็นดังกล่าว รัฐบาลต้องตั้งหลักให้ดี และตอบโจทย์เรื่องดังกล่าวด้วยข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้องให้ได้มากที่สุด  เพราะหากปล่อยให้มีการสร้างกระแสไปผูกโยงกับเรื่องการเมือง และนำมาใช้กดดันการตัดสินใจของรัฐบาล จนทำให้การดำเนินการล่าช้า และเลือกแนวทางการบริหารจัดการที่ผิด  จะสร้างผลกระทบและความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก

ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อคืนวันศุกร์ที่3 มิ.ย.2559 ที่บางช่วงบางตอน นายกรัฐมนตรี พูดย้ำถึง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อ วันที่30พ.ค2559 นั้นสะท้อนให้เห็นว่านายกรัฐมนตรี เห็นถึงความสำคัญของแหล่งผลิตก๊าซทั้งเอราวัณและบงกช  พร้อมทั้งต้องการจะให้มีการดำเนินการประมูลให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา1ปี เพื่อที่จะให้การผลิตก๊าซธรรมชาติเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  จะได้ไม่ต้องไปนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว ที่มีราคาแพงกว่า ก๊าซในอ่าวไทย เข้ามาทดแทน   ซึ่งเหตุผลที่รัฐต้องหาเอกชนมาดำเนินการแทนรัฐก็เพราะรัฐไม่มีความพร้อมทั้งทางด้านเงินลงทุนและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ

ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า สัมปทานของแหล่งเอราวัณที่ดำเนินการโดยบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด  และแหล่งบงกช ที่ดำเนินการโดยบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) นั้น หลังจากหมดอายุสัมปทานแล้วจะไม่สามารถที่จะต่ออายุสัมปทานได้อีกตามกฏหมายเพราะเคยผ่านการต่ออายุสัมปทานมาแล้ว1ครั้งเป็นระยะเวลา10ปี ในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์   ประเด็นนี้หากเป็นกรณีที่เมื่อครบอายุสัมปทานแล้ว รัฐพิสูจน์ว่าไม่เหลือปริมาณสำรองปิโตรเลียม หรือเหลือไม่มากพอที่จะดำเนินการผลิตต่อ   รัฐก็คงให้เอกชนผู้รับสัมปทานรื้อถอนสิ่งติดตั้งและอุปกรณ์การผลิตออกไปทั้งหมด  ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นภาระให้กับรัฐในภายหลัง     แต่เมื่อรัฐว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล มาทำการประเมินปริมาณสำรองและปริมาณทรัพยากรของแหล่งก๊าซทั้ง2แหล่งแล้ว พบว่า ยังมีปริมาณสำรองก๊าซเหลืออยู่มากพอ ที่จะดำเนินการผลิตต่อไป  รัฐก็จะจัดทำบัญชีทรัพย์สินเพื่อแจ้งให้ผู้รับสัมปทานทราบว่า ทรัพย์สินส่วนใดที่ผู้รับสัมปทานจะต้องโอนคืนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตโดยไม่ต้องลงทุนใหม่ และส่วนใด ที่ผู้รับสัมปทานจะต้องรื้อถอนออกไป   

อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันคือ  เมื่อรัฐได้ทรัพย์สินส่วนที่ต้องการมาแล้ว ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะดำเนินการผลิตก๊าซต่อเนื่องไปได้เลย  เพราะรัฐไม่ได้มีการฝึกเตรียมคนเอาไว้ให้พร้อมที่จะดำเนินการ  ดังนั้นการที่จะทำให้การผลิตมีความต่อเนื่องคือ รัฐต้องหาผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์มาช่วยรัฐดำเนินการ ที่สำคัญคือยังต้องมีการลงทุนใหม่เพื่อเจาะหลุมสำรวจและหลุมผลิตเพิ่ม จึงจะรักษาระดับการผลิตเอาไว้ได้ 

มีผู้รู้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า  ถ้าแหล่งก๊าซในอ่าวไทย เป็นเหมือนถังนมขนาดใหญ่ เหมือนเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หรือพม่า แล้วผู้รับสัมปทานรายเดิมเสียบหลอด เอาไว้ให้  เมื่อหมดสัมปทานแล้ว ยังมีนมเหลืออยู่กว่าครึ่งถัง  รัฐคงเข้ามาดำเนินการต่อได้ไม่ยาก  จะใช้วิธีจ้างผลิต ก็คงจะมีคนแย่งกันมาดำเนินการให้    แต่ในความเป็นจริงตามข้อมูลจากทั้งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และผู้รับสัมปทาน  แหล่งปิโตรเลียมทั้งเอราวัณ และบงกช  นั้นมีลักษณะเป็นเหมือนกล่องนมขนาดเล็ก หลายร้อยกล่องหลายพันกล่อง  ที่ตั้งกระจัดกระจายซ่อนตัวอยู่ตื้นบ้าง ลึกบ้าง   สิ่งที่ผู้รับสัมปทานโอนมาให้ ก็เป็นกล่องนมบางกล่องที่เจาะไว้ให้แล้วเท่านั้น  ดูดได้ไม่นานก็หมด  ต้องไปลงทุนเสาะหาตำแหน่งกล่องนม  เพื่อเจาะกล่องใหม่ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา จึงจะได้ปริมาณนมเท่าเดิม  โดยถ้าไม่ทำอะไรเลย กล่องนมที่เจาะไว้นั้น จะมีนมรั่วหายไปเฉยๆ (decline) ปีละประมาณ20%     ดังนั้นการจะใช้วิธีจ้างผลิต จึงต้องมีแรงจูงใจมากพอสมควร  โดยเฉพาะหากจะให้เอกชนลงทุนเองไปก่อน  เจาะเจอนมแล้วค่อยแบ่งนมให้เป็นค่าตอบแทน  ยิ่งต้องแบ่งปริมาณนมให้จนเขาคิดว่าคุ้มเสี่ยง  แล้วยิ่งหากเป็นรายใหม่ที่ไม่เคยรู้ว่ากล่องนมนั้น ซ่อนตัวอยู่ที่ไหนบ้าง  ยิ่งเป็นเรื่องยาก

ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาสัมปทาน  ที่รัฐยังไม่รู้ว่าแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย มีขนาดเป็นถังนม หรือกล่องนม แล้วซ่อนตัวอยู่ที่ไหนบ้าง  รัฐใช้ระบบที่เรียกว่า สัมปทานไทยแลนด์1 คือ เอกชนลงทุนหาปิโตรเลียมเจอ รัฐขอเก็บค่าภาคหลวงในอัตรา12.5%  เมื่อผู้รับสัมปทานผลิตปิโตรเลียมแล้วขายได้เงินมา หักค่าใช้จ่ายออกไป เหลือกำไรเท่าไหร่ รัฐขอแบ่งอีก 50%  โดยที่รัฐไม่ต้องมาเสี่ยงด้วย    ระบบสัมปทานมีการปรับปรุงจนกลายมาเป็นระบบสัมปทาน ไทยแลนด์3 เพื่อให้ผู้รับสัมปทานมีแรงจูงใจที่จะเสาะหาปิโตรเลียม ที่มีอยู่ใต้ดินลึกลงไปให้ได้มากที่สุด  เพราะความต้องการใช้ปิโตรเลียมของคนในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  คือหากเจอแหล่งขนาดเล็กมาก รัฐขอเก็บค่าภาคหลวง 5% แต่ถ้าเจอแหล่งขนาดใหญ่ รัฐเพิ่มอัตราการจัดเก็บเป็น15%  แล้วขอเก็บภาษีเงินได้อีก50% เท่าเดิม  ระบบใหม่นี้ รัฐก็ไม่เข้าไปร่วมรับความเสี่ยงด้วย  

แหล่งก๊าซเอราวัณและบงกช บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกยืนยันแล้วว่า หลังจากที่สัมปทานหมดอายุ จะยังมีปริมาณสำรองทั้งที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserves) และปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ(Probable Reserves) อยู่ที่ประมาณ6 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  แต่จะต้องใช้จำนวนหลุมเพิ่มมากขึ้น และเจาะสำรวจยากขึ้น เพราะอยู่ลึกมากกว่าเดิม ต้นทุนการเจาะสำรวจและผลิตต่อหลุมจึงสูงขึ้นกว่าเดิม  โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับต่ำ  การที่รัฐจะเรียกร้องผลประโยชน์ให้สูงกว่าเดิมยิ่งเป็นเรื่องยาก  ซึ่งรัฐต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ

ในประเด็นของการเปิดประมูล รัฐก็ต้องสร้างความเข้าใจให้ตรงกันด้วยว่า  การประมูลแหล่งปิโตรเลียม นั้นแตกต่างจากการประมูลระบบโทรคมนาคม4G แม้ว่ารัฐจะเลือกใช้ระบบสัมปทานแบบเดียวกัน  โดยการประมูลปิโตรเลียม  นั้นต้องชัดเจนว่ารัฐต้องการหาเอกชนที่มีความพร้อมทั้งเงินลงทุนและเทคโนโลยี มีความเชี่ยวชาญที่จะนำปิโตรเลียมที่มีอยู่ขึ้นมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด   เพราะนอกจากจะช่วยทดแทนการนำเข้าLNG จากต่างประเทศแล้ว  ก๊าซจากอ่าวไทยมีคุณสมบัติสำคัญที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานภายในประเทศ  ที่LNG ไม่มี   และการผลิตก๊าซในประเทศนั้น รัฐจะได้รับประโยชน์ ในรูปค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม  ในขณะที่การนำเข้าLNG เป็การสูญเสียเงินตราต่างประเทศออกไปทั้งหมด    เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลประโยชน์ในรูปตัวเงินที่เอกชนเสนอให้กับรัฐ ถึงแม้จะสูง แต่ถ้าไม่มีแผนงานที่ดีว่าจะนำปิโตรเลียมที่มีอยู่ขึ้นมาให้เกิดความต่อเนื่องได้อย่างไร  ก็สู้เอกชนที่เสนอแผนงานที่ดีให้กับรัฐไม่ได้   โดยเฉพาะการประมูลปิโตรเลียมหากเกิดกรณี ชนะประมูลแล้วทิ้งในอนุญาต เหมือนกรณีของโทรคมนาคม แล้ว จะยิ่งสร้างความเสียหายกว่ามาก    และอีกประเด็นที่ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจร่วมกันคือ  การที่ผู้ชนะประมูล เป็นผู้รับสัมปทานรายเดิม ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี ต่อประเทศ เพราะจะยิ่งทำให้การผลิตปิโตรเลียมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  เป็นประโยชน์ในภาครวม   เพราะความต่อเนื่องในการผลิตถือเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้

ปัจจุบันแหล่งเอราวัณและบงกช ผลิตก๊าซรวมกันอยู่ปริมาณ2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันคิดเป็นร้อยละ76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งมีการประเมินถึงผลกระทบแล้วว่า  หากรัฐไม่สามารถที่จะดำเนินการประมูลให้แล้วเสร็จภายในกลางปี2560 ตามที่กพช.มีมติ  ผู้รับสัมปทานรายเดิมทั้งเชฟรอน และปตท.สผ. จะค่อยๆทะยอยลดกำลังการผลิตก๊าซลง  ซึ่งคาดว่าก๊าซจะหายไปจากระบบช่วงปี2561-2565 ประมาณ1.9ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  และในกรณีที่ผู้ชนะการประมูลเป็นรายใหม่  การผลิตก๊าซจะหยุดชะงักช่วงรอยต่อระหว่างการผลิตระหว่างผู้รับสัมปทานเดิมกับรายใหม่  จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบช่วงปี2561-2568 มากถึง3ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต   

ยังมีประเด็นที่มีการโต้แย้งว่าราคา LNG  ปัจจุบันนั้นถูกกว่าราคาก๊าซในอ่าวไทย ดังนั้นการนำเข้าLNG  เข้ามาไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น  นั้นเป็นข้อเท็จจริงเพียงส่วนเดียว  เพราะราคาที่นำมาอ้างอิงนั้นเป็น ราคาspot  ที่มีปริมาณจำกัด การที่ไทยจะต้องนำเข้า LNG เข้ามาทดแทน ก๊าซที่จะหายไปจากระบบ จะมีมากถึง40ล้านตัน ในช่วง8ปี ไม่สามารถที่จะซื้อในราคาspot ตามราคาปัจจุบันได้ทั้งหมด และไม่มีใครรู้ว่า ในปี2561 ราคาจะขยับขึ้นลงอย่างไร   โดยหากเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยย้อนหลังไป5ปี จะเห็นว่าราคาLNG นำเข้านั้นแพงกว่า ราคาก๊าซในอ่าวไทย อย่างชัดเจน

พลเอกประยุทธ์ กล่าวย้ำในรายการว่ารัฐบาลมีระยะเวลาประมาณ1ปี ที่จะดำเนินการเรื่องของเอราวัณและบงกช เพื่อให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมได้รับทราบล่วงหน้า และวางแผนได้ว่าจะลงทุนต่อหรือจะชะลอลงทุน  จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเดินหน้า และนำข้อเท็จจริงในแง่มุมต่างๆ มาเปิดเผยให้มากที่สุด   โดยรัฐบาลไม่ควรทำให้เรื่องพลังงานกลายเป็นประเด็นการเมือง  เพราะหากกรณีของเอราวัณ และบงกช  เดินซ้ำรอยสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 ทีทำให้รัฐบาลถอยจนเกิดความล่าช้า  ผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ก็จะยิ่งขยายวงไปมากยิ่งกว่า

 โจทย์ของเอราวัณและ บงกช สำหรับรัฐบาลต้องตั้งหลักด้วยข้อเท็จจริง จึงจะยืนอยู่ได้โดยไม่ล้มคะมำไปกับกระแสกดดัน-ของฝั่งคปพ.  -Energy News Center

 

 

 

กลับสู่บทความทั้งหมด