บทความที่เกี่ยวข้อง

ประมูลแหล่งก๊าซเอราวัณ บงกช เดิมพันผลกระทบมากกว่า 1ล้านล้านบาท เศรษฐกิจไทยรับไหวหรือ

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อ วันที่30พ.ค2559กระทรวงพลังงานมีการรายงานให้ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นประธาน.กพช.ได้รับทราบแล้วถึงความสำคัญของสัมปทานปิโตรเลียม2แหล่งใหญ่ทั้งเอราวัณ และบงกช ที่จะหมดอายุลงในช่วงปี2565 -2566 และบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกที่ว่าจ้างมาศึกษานั้นยืนยันแล้วว่า หลังจากที่สัมปทานหมดอายุ จะยังมีปริมาณสำรองทั้งที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserves) และปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ(Probable Reserves) อยู่ที่ประมาณ6 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  มากพอที่จะผลิตก๊าซต่อไปได้อีกประมาณ10ปี หลังจากที่หมดอายุสัมปทาน เพียงแต่ต้องมีการลงทุนเจาะหลุมสำรวจและหลุมผลิตเพิ่มเติมเพื่อนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ ให้ได้เท่านั้น

กพช.จึงเลือกแนวทางที่จะให้มีการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งผู้รับสัมปทานรายเดิม และบริษัทในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรายใหม่ ที่คิดว่าตัวเองมีเทคนิคและวิธีการที่จะนำก๊าซขึ้นมาได้ มาแข่งขันกัน  เพื่อให้ตอบโจทย์กับสังคมได้ว่ารัฐมีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างโปร่งใส   แม้ว่าวิธีการประมูลที่ กพช.ตัดสินใจเลือกนั้น จะใช้เวลานานกว่าวิธีการเจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิมให้ดำเนินการต่อ เหมือนที่หลายๆประเทศดำเนินการให้เห็นเป็นตัวอย่าง

ประเด็นที่สังคมจะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันคือ ทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช นั้นมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาปิโตรเลียมเป็นกระเปาะเล็กๆกระจายตัวกันอยู่   ผู้ที่เข้ามาดำเนินงานต่อ จะต้องลงทุนเจาะหลุมผลิตจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี เพื่อรักษาระดับการผลิตเอาไว้   ดังนั้นการผลิตก๊าซช่วงหลังสัมปทานหมดอายุจะมีต้นทุนการผลิตก๊าซที่สูงกว่า แหล่งปิโตรเลียม ของเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งใหย่กว่าอย่างที่มาเลเซีย หรือเมียนมา  ดังนั้น การกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลเพื่อคัดเลือกผู้ดำเนินการ จึงต้องมีเงื่อนไขที่จูงใจผู้ลงทุนมากพอสมควร  และต้องมั่นใจว่าผู้ดำเนินการมีเงินลงทุน และมีแผนการผลิตที่ดีสามารถผลิตก๊าซขึ้นมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง   ซึ่งประเด็นดังกล่าวค่อนข้างจะสวนทางกับความคาดหวังของสังคมที่อยากจะให้รัฐได้เงื่อนไขผลประโยชน์ที่สูงขึ้นกว่าเดิม  เหมือนกับที่เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) พยายามที่จะนำเสนอแนวทางและวิธีการในการดำเนินการ  ในรูปของการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาดูแล และใช้ระบบจ้างผลิตแทนระบบสัมปทานเดิม

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้มีการตัดสินใจจากฝ่ายนโยบายออกมา ว่ารัฐจะเลือกใช้ระบบใดระหว่างระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี ที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบัน  ,กับระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบรับจ้างผลิต  ที่เป็นระบบใหม่

โจทย์ที่ประเด็นสำคัญและเป็นแรงกดดันการทำงานของกระทรวงพลังงาน คือจะสามารถเร่งรัดการประมูลให้แล้วเสร็จภายใน1ปีตามมติกพช.ได้อย่างไร  ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งกันอยู่ในรูปแบบและวิธีการ   และการประมูลจะล่าช้าออกไปมากน้อยแค่ไหนหากรัฐไม่เลือกตามแนวทางที่ คปพ.  โดยหากย้อนไปดูกรณีของการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 เมื่อเดือนตุลาคม 2557 ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลนั้นพ่ายแพ้ต่อกระแสกดดันของ คปพ.ที่จนถึงขณะนี้ผ่านมาปีกว่าแล้ว รัฐก็ยังไม่สามารถที่จะออกประกาศเชิญชวนเอกชนยื่นของสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ได้เลย

ปัจจุบันแหล่งเอราวัณและบงกช ผลิตก๊าซรวมกันอยู่ปริมาณ2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันคิดเป็นร้อยละ76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งมีการประเมินถึงผลกระทบภายในกระทรวงพลังงานแล้วว่า  หากรัฐไม่สามารถที่จะดำเนินการประมูลให้แล้วเสร็จภายในกลางปี2560 ตามที่กพช.มีมติ  ผู้รับสัมปทานรายเดิมในแหล่งเอราวัณ ที่ และบงกช คือทั้งเชฟรอน และปตท.สผ. จะค่อยๆทะลอยลดกำลังการผลิตก๊าซลงต่ำกว่าสัญญาได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญา เพียงแต่ต้องมีการแจ้งล่วงหน้าประมาณ1ปี เพื่อให้ปตท.สามารถที่จะจัดหาก๊าซจากแหล่งอื่นมาทดแทน    ซึ่งคาดว่าก๊าซจะหายไปจากระบบช่วงปี2561-2565 ประมาณ1.9ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  และในกรณีที่ผู้ชนะการประมูลเป็นรายใหม่  การผลิตก๊าซจะหยุดชะงักช่วงรอยต่อระหว่างการผลิตระหว่างผู้รับสัมปทานเดิมกับรายใหม่  จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบช่วงปี2561-2568 มากถึง3ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต   

มีคำถามถึงรัฐบาลว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศจะรับไหวหรือไม่และรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร หากปล่อยให้เกิดกรณีเลวร้ายที่สุดขึ้น ที่ก๊าซจากอ่าวไทย จะหายไปมากถึง3ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ในช่วง8ปี เพราะจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ตามมาอีกหลายเรื่อง  โดยจะต้องมีการนำเข้าLNG เข้ามาทดแทน ในช่วงดังกล่าวมากถึง40ล้านตัน  คิดเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต้องสูญเสียออกไปประมาณ1.1 ล้านล้านบาท(กรณีLNGราคาอยู่ที่15เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู)  และมูลค่านำเข้าประมาณ6แสนล้านบาท (กรณีLNGราคาอยู่ที่8เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู) และกระทบต่อค่าไฟฟ้าในส่วนเอฟที  ในปี2564 ประมาณ 58 สตางค์ต่อหน่วย

ก๊าซในอ่าวไทยเป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติทางเคมีที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มโดยผ่านโรงแยกก๊าซเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเป็นแอลพีจีหรือก๊าซหุงต้มในครัวเรือนและเชื้อเพลิงในรถยนต์ได้  ซึ่งหากก๊าซดังกล่าว หายไปจากระบบ   คาดว่าจะต้องมีการนำเข้าLPG  เข้ามาทดแทน คิดเป็นมูลค่าประมาณ111,200 ล้านบาท  และนำเข้าวัตถุดิบสำหรับปิโตรเคมีคือก๊าซอีเทนอีกประมาณ71,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากรายได้ของรัฐจากภาษีปิโตรเลียมที่จัดเก็บได้ จะลดลงประมาณ102,000 ล้านบาท และค่าภาคหลวงที่จะลดลงประมาณ140,000ล้านบาท  ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ อีกประมาณ105,000ล้านบาท  โดยยังไม่นับรวมผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องจากปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นๆที่จะต้องมีต้นทุนพลังงานสูงขึ้น

การประมูลหาผู้ดำเนินการในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม คราวนี้จึงมีเดิมพันกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า1ล้านล้านบาท  ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนจะต้องหันมาให้ความสำคัญ  เพราะหากรัฐบาลแพ้เดิมพันคราวนี้ ประชาชนทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบในผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านปิโตรเลียม บอกเอาไว้ว่า ทรัพยากรก๊าซธรรมชาติที่มีเหลืออยู่ในประเทศควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รัฐจึงต้องให้ความสำคัญกับการผลิตขึ้นมาใช้เพื่อทดแทนการนำเข้า เพราะก๊าซ1หน่วยที่ผลิตได้ในประเทศรัฐได้ส่วนแบ่งในค่าภาคหลวง และภาษีปิโตรเลียม  แต่ก๊าซLNG1หน่วยที่นำเข้า ประเทศผู้ขายก๊าซได้ประโยชน์ไปทั้งหมด  รัฐมีต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และไม่ได้ประโยชน์จากค่าภาคหลวงและภาษีปิโตรเลียมอะไรเลย    ไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับหรือไม่ ?-Energy News Center 

กลับสู่บทความทั้งหมด