บทความที่เกี่ยวข้อง

กูรูชี้อุปสรรคพลังงานทดแทนของไทย

กระแสความตื่นตัวเรื่องของการลงทุนด้านพลังงานทดแทนมีเพิ่มมากขึ้นหลังการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ สมัยที่21 หรือ COP21 ที่กรุงปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปี 2558 ที่ผ่านมา โดยในส่วนของประเทศไทยนั้นก็มีการจัดทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทน(AEDP) ระยะยาว ซึ่งใช้ระหว่างปี2558-2579 เพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนทางด้านพลังงานทดแทนให้มากขึ้นตามศักยภาพที่มีอยู่ โดยเฉพาะการนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า  

อย่างไรก็ตามยังมีข้อกังวลกันว่าในยุคน้ำมันราคาถูก พลังงานทดแทน จะยังเป็นทางเลือกใหม่ของประเทศได้จริงหรือไม่และอะไรที่ยังเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานทดแทน  จึงมีการจัดสัมมนา เรื่อง"อนาคตพลังงานทางเลือกในยุคน้ำมันราคาถูก" เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2559 ที่ผ่านมา โดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ   ซึ่งมีแง่มุมที่ทั้งฝ่ายกำหนดนโยบายและภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ 



พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า  ทิศทางการพัฒนาพลังงานทดแทนในอนาคตจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบตเตอรี่เพื่อกักเก็บพลังงาน เพราะไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทนยังไม่เสถียร เช่น ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จะผลิตได้เฉพาะตอนกลางวัน  หรือไฟฟ้าจากพลังงานลมก็ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงที่มีลม ซึ่งธรรมชาตินั้นไม่แน่นอน ดังนั้นหากมีแบตเตอรี่เก็บสำรองไฟฟ้าที่ผลิตไว้ได้จะทำให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนได้เพิ่มขึ้น เพราะไฟฟ้าจากแสงแดดสามารถจะผลิตช่วงกลางวันและนำไปใช้ในตอนกลางคืนได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้ไทยไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าหลักเพิ่ม เพื่อมารองรับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอีกต่อไป 

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากสหรัฐฯเคยบรรยายไว้ว่า อีก 14 ปีข้างหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานเป็นอย่างมาก ซึ่งมาจาก 4 ปัจจัย คือ 1. เกิดแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน 2. เกิดยานยนต์ไฟฟ้า 3. รถยนต์ที่ไม่ต้องมีคนขับ และ 4. โซล่าร์ PV ดังนั้นผู้ผลิตไฟฟ้าของไทยโดยเฉพาะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)จะต้องตื่นตัวกับนวัตกรรมใหม่ของโลกที่เกิดขึ้นและวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วย หากประชาชนหรือองค์กรเล็กๆ สามารถผลิตไฟฟ้าใช้กันเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าจาก กฟผ. 

อย่างไรก็ตามขณะนี้ กระทรวงพลังงานได้อนุมัติงบกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจำนวน 500 ล้านบาท เพื่อให้นักวิจัยมาใช้เพื่อพัฒนาระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน  แต่ขณะนี้ยังไม่มีนักวิจัยรายใดมายื่นขอ 

สำหรับสถานการณ์การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนั้น ตาม AEDP กำหนดให้ภายใน 20ปี หรือปี 2579 จะมีไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 16,778 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันมีการรับซื้อไฟฟ้าแล้ว 9,041 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 1.ไฟฟ้าที่เข้าระบบแล้ว 6,009 เมกะวัตต์ จากผู้ประกอบการ 5,265 ราย  2.ผู้ที่มีสัญญารับซื้อไฟฟ้า(PPA)แล้ว 2,372 เมกะวัตต์ จากผู้ประกอบการ 5,123 ราย และ 3.ผู้ที่ได้รับการตอบรับซื้อไฟฟ้าแล้ว 660 เมกะวัตต์ จากผู้ประกอบการ 118 ราย 

ด้าน นายสมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า อนาคตการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบเสรีในประเทศไทยกำลังจะเกิดขึ้น ดังนั้นผู้บริโภคจะเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าโซล่าร์เซลล์ได้มากขึ้น เพราะอนาคตราคาแผงโซล่าร์จะทยอยถูกลงไปเรื่อยๆ แต่ในส่วนของไฟฟ้าจากพลังงานลมนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นโครงการปราบเซียน ซึ่งถ้าไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่จริง จะเข้ามาผลิตได้ยาก เนื่องจากเป็นพลังงานที่มีความไม่แน่นอนสูง และความเร็วลมในประเทศต่ำ เพียง 4.5-6 เมตราต่อวินาที  จึงเป็นการยากที่สถาบันการเงินจะยอมปล่อยกู้กับโครงการที่ไม่มีความแน่นอน    ดังนั้นผู้ลงทุนจะต้องมีเงินสดในมือที่มากพอ อีกทั้งพื้นที่ตั้งต้องหาในพื้นที่ที่ลมแรง ซึ่งมีไม่มากนักในประเทศไทย  การส่งเสริม ไฟฟ้าจากพลังงานลม ในประเทศ จึงเข้าไม่ถึงผู้ประกอบการรายเล็กๆ

อย่างไรก็ตามอยากให้ผู้ประกอบการไทยที่ผลิตไฟฟ้าพลังงานลมมองหาโอกาส การลงทุนที่ต่างประเทศด้วย เพราะปัจจุบันโลกกำลังมุ่งไปสู่พลังงานสีเขียวหมดแล้ว 

ในส่วนของราคาน้ำมันตกลงในช่วงนี้ เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน เพราะราคาน้ำมันเป็นสถานการณ์ช่วงสั้นๆ แต่พลังงานทดแทนเป็นเรื่องระยะยาวของประเทศ ทั้งนี้ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวโดยเฉพาะการขายไฟฟ้าจะทำอย่างไรให้เกิดเป็นการขายไฟฟ้ารูปแบบสัญญาที่แน่นอน(เฟิร์ม) จากปัจจุบันที่ทำสัญญาแบบไม่แน่นอน คือ ผลิตได้เมื่อไหร่ก็ขายเท่านั้น โดยแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน จะเป็นทางออกของสัญญาแบบเฟิร์มได้ 

นายศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย กล่าวว่า นโยบายของรัฐ ที่จะทำให้ธุรกิจไบโอดีเซลถึงทางตันมี 4 เรื่องคือ  1. การบริหารปริมาณสำรองปาล์มน้ำมันไม่ดี โดยเมื่อปริมาณน้ำมันปาล์มเพื่อใช้การบริโภคไม่เพียงพอ ภาครัฐก็จะประกาศให้ลดการใช้ในด้านพลังงานลง ทำให้การผลิตการใช้ไม่มีความมั่นคง

2. โรงสกัดน้ำมันปาล์มของไทยมี 120 โรง แต่เดินเครื่องผลิตจริงเพียง 30-40% ของกำลังการผลิต ทำให้มีต้นทุนสูง คุณภาพสู้ยักษ์ใหญ่อย่างมาเลเซียไม่ได้ ​โดยที่ผ่านมาราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีราคาสูงกว่าตลาดโลกเสมอ เพราะไทยห้ามนำเข้าน้ำมันปาล์ม ยิ่งตอนนี้ราคาน้ำมันโลกลง ราคาน้ำมันปาล์มก็ยิ่งลงตามไปอีก ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก

3.นโยบายไบโอดีเซล B10 รัฐบาลกำหนดให้เกิดขึ้นในอีก 10 ข้างหน้า ซึ่งยาวนานเกินไป และปัจจุบันไทยเพิ่งจะเดินไปถึงแค่ B7 เท่านั้น ซึ่งคาดว่าในอีก 3-5 ปีจากนี้จะมีปาล์มออกสู่ตลาดมากขึ้น เพราะเกษตรกรชาวสวนยางหันมาปลูกปาล์มแทน เนื่องจากราคายางตกต่ำ 

ดังนั้นหากรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว และกระตุ้นการใช้ไบโอดีเซลให้มากขึ้นโดยเร็ว จะช่วยให้ไบโอดีเซลเติบโตได้อย่างแน่นอน

นายพิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ถูกกลงไม่มีผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าเลย เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าของไทยส่วนใหญ่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งน้ำมันถูกราคาก๊าซฯก็ถูกด้วย แต่ในอนาคตอีก 10 ปีค่าไฟฟ้าจะเกิน 5 บาทต่อหน่วย ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลในอนาคตจะถูกกว่าเพียง 4 บาทต่อหน่วย และเป็นพลังงานสะอาด ดั้งนั้นภาครัฐควรพิจารณาให้มาผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลให้มากขึ้น ทั้งนี้เห็นว่าหากรัฐเปิดรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มอีก 1,000 เมกะวัตต์ ก็มีผู้ประกอบการเข้ายื่นขอสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและผลิตได้จริงอย่างแน่

กลับสู่บทความทั้งหมด