บทความที่เกี่ยวข้อง

เยือนเกาะเชจู ดูต้นแบบสมาร์ทกริดเกาหลีใต้

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทุกประเภทกว่า95%ของความต้องการใช้ทั้งหมด โดยเฉพาะพลังงานจากฟอสซิลอย่างน้ำมันและถ่านหิน ที่มีสัดส่วนรวมกันประมาณ67% ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมหนักสามารถเกิดขึ้นได้ และเป็นเครื่องจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ตลอดระยะเวลากว่า40ปีที่ผ่านมา  

การเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ทำให้เกาหลีใต้ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน  ซึ่งที่ผ่านมานับว่าทำได้ค่อนข้างดี เพราะในขณะที่เศรษฐกิจของเกาหลีใต้เติบโตในอัตราเฉลี่ย7%ต่อปี ส่วนของการใช้พลังงานเติบโตต่ำกว่าจีดีพี คือประมาณ6% เท่านั้น ( อ้างอิงจากKorea Energy Economics Institute)

หลังการประกาศวิสัยทัศน์”การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิงแวดล้อมและเมืองคาร์บอนต่ำ” ของประธานาธิบดี ลี เมียง บัค  เมื่อเดือนสิงหาคม 2551  รัฐบาลเกาหลีใต้ได้กำหนดเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้30% ภายในปี2563 และเลือกให้เกาะเชจู ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ  เป็นพื้นที่ทดลองสำหรับการใช้นวัตกรรมโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Grid) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมุ่งใช้พลังงานทดแทนทั้งพลังงานลม และแสงอาทิตย์  มาทดแทนพลังงานจากฟอสซิล ให้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาเศรษฐกิจบนเกาะ เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน

การดำเนินโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะได้รับความร่วมมือจาก168บริษัทและ12ตัวแทนพันธมิตรของหน่วยงานรัฐเข้ามาร่วมลงทุนมูลค่าประมาณ239.5ล้านเหรียญสหรัฐ  โดยเอกชนลงทุน170ล้านเหรียญสหรัฐ และรัฐลงทุน 69.5 ล้านเหรียญสหรัฐ  โดยแนวคิดของโครงการSmart Grid  นั้นจะเป็นประนำเทคโนโ,ลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาเชื่อมโยงกับระบบไฟฟ้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการทั้งระบบผลิต  ระบบสายส่ง ระบบจำหน่ายและผู้ใช้ไฟฟ้า แบบเรียลไทม์

โครงการนำร่องดังกล่าว แบ่งออกเป็น5พื้นที่ทดลอง ประกอบด้วย1.พื้นที่อัจฉริยะ (Smart Place) เน้นการใช้ระบบมิเตอร์อัจฉริยะ(AMI)ซึ่งเป็นระบบการจัดการพลังงานแบบการสื่อสาร2ทางระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ไฟฟ้า  2.การขนส่งอัจฉริยะ(Smart Transportation)  จะเน้นการขนส่งที่ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และแตเตอรี่  3.โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) โดยจะทดลองระบบจ่ายไฟและระบบสายส่งกำลัง  4. ผู้ให้บริการไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Electricity Service) โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์   การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า  และ5. พลังงานทดแทนอัจฉริยะ(Smart Renewable )เน้นพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงจากฟอสซิลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด    ซึ่งทั้ง5พื้นที่จะมีบริษัทKorean Electric Power Corporation เป็นองค์กรหลักของโครงการในการประสานการทำงานกับภาคส่วนต่างๆ

เมื่อวันที่9-12พ.ค.2559 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานนำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย ไปเยี่ยมชมศูนย์สาธิตโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะบนเกาะเชจู เพื่อให้เห็นถึงความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการต้นแบบสมาร์ทกริด

นายอารีพงศ์ กล่าวว่า  ต้องยอมรับว่าภาครัฐและภาคเอกชนของเกาหลีใต้มีความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ในการร่วมลงทุนและผลักดันโครงการสมาร์ทกริด ให้เกิดขึ้นได้บนเกาะเชจู   อย่างไรก็ตามการใช้พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ของเกาะ ยังต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล จากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ตั้งอยู่บนเกาะ และประมาณ30% ส่งผ่านระบบสายส่งเคเบิลใต้น้ำ จากแผ่นดินใหญ่เมืองปูซาน มายังเกาะ โดยที่มีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ประมาณ3-4% เท่านั้น

สำหรับพื้นที่ที่มีการทดลองใช้ระบบสมาร์ทกริด นั้นครอบคลุม12หมู่บ้าน 6,000 ครัวเรือน และมีความพร้อมเข้าร่วมโครงการประมาณ2,000ครัวเรือน ซึ่งจะได้รับแจกอุปกรณ์ มิเตอร์ไฟฟ้า ระบบแบตเตอรี่  และแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา  ทั้งนี้ด้วยระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด จะช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถที่จะรู้ว่าในแต่ละวัน บนเกาะสามารถที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้วันละเท่าไหร่ เพื่อจะได้ปรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับไฟฟ้าที่ผลิตได้  ซึ่งจะช่วยลดการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล   โดยส่วนนี้หากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นประโยชน์ต่อการชะลอการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าในอนาคตได้

ในส่วนความคืบหน้าในการดำเนินโครงการโครงการสมาร์ทกริดของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันกระทรวงพลังงานมีการจัดทำแผนแม่บทโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือแผนแม่บทสมาร์ทกริดแล้ว และมีการดำเนินโครงการนำร่องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) เป็นผู้รับผิดชอบ แต่ยังเป็นรูปแบบ Micro Grid   โดยกระทรวงพลังงานกำลังอยู่ในระหว่างเลือกพื้นที่ที่จะดำเนินโครงการนำร่องในลักษณะเช่นเดียวกับที่เกาะเชจู ดำเนินการ

 

 

กลับสู่บทความทั้งหมด