บทความที่เกี่ยวข้อง

วัดใจสนพ.ยอมเสนอแก้มติกพช.อุ้มเอสพีพีหรือไม่

เอสพีพีกดดันขอแก้มติกพช.วัดใจสนพ.ยอมเปลี่ยนหลักการหรือไม่29มี.ค.นี้

            แม้ว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ซึ่งมีพล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะมีมติออกมาแล้วว่าให้รับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีที่หมดสัญญาแต่ละราย ในปริมาณไม่เกิน 20% หรือประมาณ 18 เมกะวัตต์ ของปริมาณไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ 90 เมกะวัตต์ แต่สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอสพีพีที่เคลื่อนไหวในนามสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน นั้นยังไม่ถือว่าเป็นข้อยุติ เพราะยังมีความพยายามที่จะเดินสายพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขมติกพช.  เพราะเห็นว่ามติที่ออกมานั้นภาคเอกชนไม่สามารถปฏิบัติได้ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้าน้อยจนเกินไปเมื่อเทียบกับผลตอบแทนด้านการลงทุนที่จะต้องยืดอายุโรงไฟฟ้าออกไป

โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่กำลังจะหมดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในปี 2560-2563 นั้นมีจำนวน 25 ราย คิดเป็นกำลังผลิตประมาณ 1.78 พันเมกะวัตต์ และความเห็นของทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ในฐานะหน่วยงานกำกับด้านนโยบายพลังงาน นั้นยังยืนยันที่จะให้มีการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่ปริมาณสำรองไฟฟ้ายังล้นระบบอยู่ในขณะนี้ แต่ในด้านของ สำนักงานกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.)นั้นกลับมีท่าทีที่โอนอ่อน โดยได้รับหลักการตามข้อเรียกร้องของภาคเอกขน และได้สรุปว่าจะรับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีที่หมดสัญญานี้เพิ่มราว 45 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 40-50 % ของสัญญาเดิม จะช่วยให้ค่าไฟฟ้าปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.20-3.30 บาทต่อหน่วย จากเดิมอยู่ที่ 3.80 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นที่พอใจของผู้ประกอบการ

           อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำข้อสรุปดังกล่าวเข้าหารือกับทางสนพ.เพื่อที่จะขอนำเรื่องให้ของกพช.พิจารณาแก้ไขมติ ทางผู้ประกอบการรวมทั้งทางสกพ.ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า ปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าที่ควรจะเพิ่มขึ้นมานั้น คำนวณมาจากสมมติฐานอะไร  และ สกพ.มีอำนาจหรือเหตุผลอะไรที่สรุปตัวเลขออกมาว่าจะต้องรับซื้อเพิ่มขึ้นจากมติกพช.คือจาก18เมกะวัตต์ เป็น45เมกะวัตต์ในแต่ละราย ซึ่งเมื่ออธิบายเหตุผลไม่ได้  เหตุใด สนพ.จะต้องออกมาการันตี หรือเปลี่ยนหลักการเดิมโดยไม่ทำตามมติกพช. ประเด็นที่ สนพ.ยังไม่รับไม่ต่อจาก สกพ.จึงทำให้เรื่องดังกล่าวยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้

            เมื่อเจาะลึกลงไปถึงเหตุผลที่สนพ.ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของภาคเอกชน ก็พบว่า ทางภาครัฐเองไม่มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่หมดสัญญา 25 ปี ขายไฟฟ้ากลับเข้าระบบ เนื่องจากเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของการส่งเสริมโรงไฟฟ้าเอสพีพีให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก เพราะวัตถุประสงค์เดิมนั้นต้องการให้โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่เป็นระบบโคเจนเนอเรชั่น ผลิตไอน้ำและไฟฟ้าป้อนให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก หากเหลือถึงจะรับซื้อจำหน่ายเข้าระบบได้

            แต่ระยะหลังมาการลงทุนโรงไฟฟ้าเอสพีพีส่วนใหญ่ มุ่งที่จะผลิตไฟฟ้าขายป้อนให้กับระบบเป็นหลัก เนื่องจากมีผลกำไรและผู้ซื้อที่ต่อเนื่องตลอดอายุโครงการ

            ดังนั้น การที่กพช.มีมติดังกล่าวออกมาก่อนหน้านี้ ที่จะให้รับซื้อในปริมาณไม่เกิน 20% หรือประมาณ 18 เมกะวัตต์ ของปริมาณไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ 90 เมกะวัตต์ ก็เพื่อต้องการให้โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่หมดสัญญา จัดลำดับความสำคัญใหม่ คือแทนที่จะมุ่งขายไฟฟ้าเข้าระบบให้กฟผ. ก็จะต้องมุ่งไปหาลูกค้าเพื่อผลิตไอน้ำป้อน หรือจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมเป็นลำดับแรกก่อน และหากมีไฟฟ้าเหลือจึงค่อยส่งขายเข้าระบบซึ่งก็น่าจะเป็นที่ยอมรับกันได้ทั้ง ฝ่ายรัฐ เอกชนผู้ประกอบการ และประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า

           ที่ผ่านมาในการหารือกับภาครัฐในแต่ละครั้งนั้นทางภาคเอกชนผู้ประกอบการเอสพีพีเองพยายามที่จะหยิบยกเอาประเด็นลูกค้าหรือผู้รับซื้อไฟฟ้านิคมฯมากดดัน ว่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหากโรงไฟฟ้าต้องปิดกิจการไป เศรษฐกิจโดยรวมจะเสียหาย นักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น เพราะถ้าจะให้เอกชนไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ก็จะไม่คุ้มทุนเมื่อเทียบกับการขอต่ออายุโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นการมองเฉพาะผลประโยชน์ในฝั่งของตัวเอง ในขณะที่ สนพ.ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐนั้นมองไปที่ผลประโยชน์ส่วนรวมและผลประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้า  และยืนยันด้วยว่าหากผู้ประกอบการเอสพีพีไม่รับในมติกพช. กลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมฯ ที่เคยซื้อไฟฟ้าจากผู้ประกอบการเอสพีพี ก็สามารถที่จะซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ)มากทดแทนได้ เพราะมีคุณภาพการให้บริการที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก ส่วนในเรื่องของไอน้ำก็เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการนิคมฯจะจัดหาให้กับลูกค้า

            อย่างไรก็ตาม มีข่าวระบุออกมาในวันที่ 29 มีนาคม นี้ ทางสนพ.และผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอสพีพี จะมีการนัดหารือกันอีกครั้ง ซึ่งต้องติดตามดูว่า ทางสนพ.จะยอมโอนอ่อน เหมือนกับที่ ทางสกพ.ยอมรับที่จะให้มีการแก้ไขมติกพช. มาก่อนหน้านี้แล้วหรือไม่ และจะให้เหตุผลกับประชาชนว่าอย่างไร หลังจากที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอสพีพีที่กำลังหมดอายุนั้นสามารถคืนทุนและทำกำไรไปเป็นไปจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 15 ปีแล้ว จากนโยบายส่งเสริมเอสพีพี ของรัฐในช่วงที่ผ่านมา

 

กลับสู่บทความทั้งหมด