บทความที่เกี่ยวข้อง

เดินตามกระแสCOP21 ถึงเวลาถกเรื่องโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์

สัมภาษณ์พิเศษ
เดินตามกระแสCOP21  ถึงเวลาถกเรื่องโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์

            นับตั้งแต่ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย เดินทางไปร่วมประชุมผู้นำภาคีอนุสัญญา ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรอบ21หรือCOP21ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี2558 ที่ผ่านมา และร่วมแสดงเจตจำนงในการปรับลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซค์ ลง ตามกระแสของประเทศพัฒนา  ทำให้ไทยต้องกลับมาทบทวนดูแนวนโยบายด้านพลังงานของตัวเองในอนาคต ว่าจะสร้างสมดุลทางด้านพลังงานของตัวเองอย่างไร  สิ่งที่เขียนเอาไว้ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุดหรือ PDP2015 นั้น เป็นทิศทางที่ถูกต้องเพียงพอแล้วหรือยัง  และแต่ละประเทศกำหนดแนวนโยบายด้านพลังงานของตัวเองอย่างไร   มีเทคโนโลยีอะไรที่จะนำพาไปสู่การพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืน และสอดคล้องกับเรื่องของCOP21   

ประเด็นที่ทิ้งไว้เป็นเครื่องหมายคำถามเหล่านี้  มีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้งานSETA2016 ซึ่งจะจัดขึ้นโดยเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย ในวันที่23-25มี.คนี้ เป็นที่สนใจของเหล่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายพลังงาน ,ผู้ผลิตพลังงาน และผู้ใช้พลังงาน ในระดับนานาชาติ ที่จะมาร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น  และให้คำตอบว่าทิศทางพลังงานของโลกจะเดินต่อไปอย่างไรต่อไป ทางเลือกที่ยังมีอยู่ของพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอน์ไดออกไซค์ อย่าง แสงอาทิตย์  ลม นิวเคลียร์ จะเกิดขึ้นได้มากน้อยแต่ไหน  และไฟฟ้าจากถ่านหินที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ยัง จะเป็นทางออกของประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วอยู่หรือไม่ 
Energy News Center  พาไปหาคำตอบบางส่วน จากมุมมองของ รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน Sustainable Energy &Technology Asia หรือ SETA2016 


ผลจากข้อตกลงCOP21 อาจารย์คิดว่า พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยควรเดินไปทิศทางใดในอนาคต ?

            ประเด็นสำคัญของการประชุมCOP21คือ ความร่วมมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ ควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส  ซึ่งไทยเองทางนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้เจตจำนงต่อที่ประชุมด้วยว่า จะปรับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลง ให้ได้20% จากปัจจุบัน  แน่นอนว่าในการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย จะต้องให้ความสำคัญต่อเชื้อเพลิงที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  และปรับลดสัดส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างก๊าซ และถ่านหิน ลง   ทีนี้ก็มาดูว่าเราเหลือทางเลือกอะไรของเชื้อเพลิงที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ  ก็เหลือเพียง พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม  พลังงานทดแทนจากชีวมวล และพลังงานจากนิวเคลียร์  

           อย่างไรก็ตามในการกำหนดเป็นนโยบายก็ต้องคำนึงถึงสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย  จะเห็นว่าพลังงานแสงอาทิตย์ นั้น ปัจจุบันก็มีข้อจำกัดเพราะผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดดเท่านั้น  ไม่สามารถที่จะกักเก็บไฟไว้ใช้ได้ เนื่องจากเทคโนโลยีเรื่องระบบกักเก็บหรือแบตเตอรี่นั้น ยังมีราคาแพง  ดังนั้นการส่งเสริมจึงไม่สามารถที่จะทำได้อย่างรวดเร็ว ยังต้องรอให้ต้นทุนอุปกรณ์ต่างๆปรับลดลงมา  และมีการพัฒนาระบบการกักเก็บพลังงานให้สามารถใช้ในยามที่ไม่มีแสงแดดได้ เสียก่อน  ไม่เช่นนั้นจะเป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า  ซึ่งก็ต้องถามกลับไปที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าว่า พร้อมที่จะจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นหรือไม่

ในส่วนของพลังงานลมนั้น ก็มีข้อจำกัดที่ ประเทศไทยพื้นที่ที่มีกระแสลมแรงจะอยู่ที่บนภูเขา และในทะเล การส่งเสริมจึงต้องเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพ  มีระบบสายส่งที่เชื่อมต่อไปถึงกลุ่มผู้ใช้ ในต้นทุนที่เหมาะสม เช่นเดียวกัน

สำหรับทางเลือกที่ยังเหลืออยู่อีก คือพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งในทางเทคนิคถือว่าเป็นพลังงานที่มีความปลอดภัยสูง และไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการยอมรับของประชาชน  รวมทั้งไทยเองยังไม่ได้มีการเตรียมพร้อมเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งเรื่องของกฏระเบียบ  เรื่องบุคลากร ที่จะนำไปสู่การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในอนาคตอันใกล้นี้     ดังนั้นการกำหนดทิศทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศจึงต้องพิจารณาดูกันอย่างรอบคอบในหลายๆมิติ


ในความเห็นของอาจารย์ คิดว่า ประเทศไทยควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่?

           

  เรื่องของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เป็นเรื่องเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกและการยอมรับของประชาชน แม้ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีความปลอดภัยสูงเท่าที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น แต่ก็ไม่ 100% ดังกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะของญี่ปุ่น ที่ไม่มีใครคิดว่าการเกิดสึนามิ ที่มีคลื่นสูงถึง14เมตรและทำลายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ซึ่งถ้าดูเฉพาะกรณีนี้  การเกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยแทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลย  แต่ในอนาคตต่อไปหลังเหตุการณ์ฟูกุชิมะ แล้วทั่วโลกเขาใช้กัน  เราก็ไม่ควรปฏิเสธนิวเคลียร์  แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว21 ปี หรือ PDP 2015 มีการบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เอาไว้ในปลายแผน 2,000 เมกะวัตต์เพราะไม่อยากตัดโอกาสตัวเอง  แต่เมื่อถึงเวลาแล้ว ประชาชนตัดสินใจว่าจะไม่ใช้  ก็ต้องยอมรับว่าพลังงานที่จะมาแทนนั้นมีต้นทุนสูงเท่าไหร่เราก็ต้องยอมใช้

ในมุมมองส่วนตัว เห็นว่า ถ้าประเทศไทยจะเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  ก็จะต้องมีใช้อย่างต่อเนื่องไปตลอด จนกว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทน  โดยไม่ควรจะมีเพียงแค่2,000เมกะวัตต์  ถ้าจะทำก็ต้องไม่ต่ำกว่า 12 โรง และต้องมีระบบมาตรฐานและใบอนุญาตต่างๆ รองรับให้พร้อม ซึ่งจะเหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวอย่างแท้จริง



ประเทศที่พัฒนาแล้วเขามีการปรับตัวเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไร

            หลายประเทศเริ่มหันมาใช้พลังงานทดแทนกันมากขึ้น  แต่เป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป คือ จะเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเมื่อโรงไฟฟ้าเดิมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หมดอายุ  คือคิดวันนี้อาจจะทำได้จริงอีก 40-50 ปีข้างหน้า เพราะเป็นการคำนึงถึงเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ เช่น นอร์เวย์ กำหนดให้ 98% ของการผลิตพลังงานเป็นพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนฯ เลย ส่วนสวีเดน กำหนดไว้ถึง 90% ขณะที่เดนมาร์กกำหนดให้ในปี 2050 จะใช้พลังงานทดแทน 100%

           สำหรับจีนและสหรัฐฯ แม้จะเป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยจีนระบุว่าหากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 50 โรงคู่ขนานกับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ก็จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศด้วย   ส่วนเวียดนาม ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของไทย ก็มีแผนชัดเจนว่าจะเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์


ภาคเอกชนจะมีส่วนร่วมการจัดการพลังงานของประเทศอย่างไร?

            เร็วๆนี้จะมีเวทีด้านพลังงานที่ภาคเอกชนเป็นผู้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในระดับเอเชีย ภายใต้ชื่อ การจัดงานนิทรรศการและการประชุมเทคโนโลยีนวัตกรรมพลังงานที่ยั่งยืนระดับเอเชีย ประจำปี 2559 หรือ SETA 2016 ระหว่างวันที่ 23-25 มี.ค. 2559 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

            โดยมีทั้งการประชุมวิชาการและการแสดงเทคโนโลยีไฟฟ้าและคมนาคม ที่สำคัญจะมีการบรรยายด้านแผนนโนบายพลังงานจากหลายประเทศมาให้ข้อมูล การมีการแสดงเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า ทั้งนิวเคลียร์และเทคโนยีถ่านหินสะอาด

            เฉพาะในประเด็นของนิวเคลียร์  จะมีผู้เชี่ยวชาญของญี่ปุ่น มาเหล่าถึงประสบการณ์ของกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ  และแนวทางการป้องกันสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต  แน่นอนว่าญี่ปุ่นยังมีความจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์   จึงมีความน่าสนใจว่าเขาวางมาตรการเรื่องของความปลอดภัยอย่างไร

 

          ส่วนภาคคมนาคมขนส่งจะมีการแสดงทิศทางการใช้พลังงานที่มุ่งเน้นไปที่พลังไฮโดรเจน   รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า ซึ่งหากรถยนต์มีการเปลี่ยนจากน้ำมันมาใช้ไฟฟ้ามากขึ้น  ก็จะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องแผนการการผลิตไฟฟ้า ให้สอดคล้องกับความต้องการ



ประโยชน์ที่จะได้รับจากงานSETA2016คืออะไร?

           SETA2016เป็นเวทีที่เน้นกลุ่มเป้าหมายคือผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน,ผู้ผลิตพลังงานและผู้ใช้พลังงาน โดยภาคเอกชนรับเป็นผู้จัด และหน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้การสนับสนุน  ซึ่งน่าจะดูเป็นกลางในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเต็มที่มากกว่า   โดยบทสรุปสุดท้ายจากเวทีสัมมนาภายในงานSETA2016 จะจัดทำเป็นเอกสาร เสนอของรัฐบาลเพื่อพิจารณาและเปิดเผยให้ประชาชนได้ทราบต่อไป

กลับสู่บทความทั้งหมด