บทความที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงพลังงาน เปิด 5 แผนปฏิบัติการพลังงาน ระยะยาว 21ปี

รายงานพิเศษ
 
 การบูรณาการแผนพลังงานเข้าด้วยกัน ทั้ง 5 แผน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การดำเนินนโยบายด้านพลังงานในระยะยาวมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น  และสื่อมวลชนท้องถิ่น ก็มีความสำคัญที่จะทำรายละเอียดของแผนไปอธิบายต่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการสัมมนาเจาะแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว เส้นทางสู่พลังงานยั่งยืน
 
     พล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา “เจาะแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว เส้นทางสู่พลังงานยั่งยืน”ว่า กระทรวงพลังงานกำลังเดินตามแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว 5 แผน ซึ่งเป็นกรอบที่จะนำมาพัฒนาพลังงานของประเทศให้เกิดความมั่นคงในระยะยาว 21 ปี นับตั้งแต่พ.ศ. 2558-2579 ซึ่งประกอบด้วย
 
1.แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยระยะ 21 ปี (พ.ศ.2558-2579) หรือ PDP 2015
 
2. แผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558-2579 หรือ EEP 2015
 
3.แผนพัฒนาพลังงานทดแทน พ.ศ. 2558-2579  หรือ AEDP 2015
 
4.แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2558-2579 หรือ  Oil Plan 2015
 
5.แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558-2579 หรือ Gas Plan 2015
 
           นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของแผน PDP 2015 นั้น มีความแตกต่างจากแผนที่ผ่านมาคือ เน้นกระจายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะลดการใช้ก๊าซฯจาก 64% เหลือ 30-40% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจาก 8-10% เป็น 20% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด  ตั้งเป้าลดการใช้ไฟฟ้าของประเทศลงให้ได้ 10,000 เมกะวัตต์ด้วย ส่วนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอด 21 ปีจะอยู่ที่ 4.587 บาทต่อหน่วย
 
           ทั้งนี้มีแผนผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้นใน 21 ปีรวม  70,335 เมกะวัตต์ ส่วนโรงไฟฟ้าที่จะสร้างใหม่มีประมาณ 31 โรง 57,459 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด 9 โรง กำลังผลิตรวม 7,390 เมกะวัตต์ ,โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 15 โรง กำลังผลิตรวม 17,478 เมกะวัตต์ , โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรง กำลังผลิต 2,000 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส 5 โรง กำลังผลิตรวม 1,250 เมกะวัตต์
 
           นอกจากนี้มีกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น 4,119 เมกะวัตต์, พลังงานหมุนเวียน 12,105 เมกะวัตต์, พลังน้ำสูบกลับ 2,101 เมกะวัตต์ และซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 11,016 เมกะวัตต์  อย่างไรก็ตามแผนดังกล่าว
 
           นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายแผนการอนุรักษ์พลังงาน 21 ปีนั้น ตั้งเป้าลดใช้พลังงานลง 30% หรือลดลง 56,142 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ แบ่งเป็นการลดใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม 22% ลดใช้พลังงานในอาคารขนาดใหญ่ 34% ลดการใช้พลังงานในอาคารขนาดเล็กและบ้านเรือน 8% และลดใช้พลังงานภาคขนส่ง 46%
 
           ส่วนแผนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 21 ปี ประกอบด้วย
 
 1.โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 500 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 131.68 เมกะวัตต์
 
2.โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 50 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันยังไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบ
 
3.โรงไฟฟ้าชีวมวล 5,570 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 2,726.60 เมกะวัตต์
 
4.โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ(น้ำเสีย/ของเสีย) 600 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 372.51 เมกะวัตต์
 
5.โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ(พืชพลังงาน) 680 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันยังไม่มีเข้าระบบ
 
6.โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก 376 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้172.12 เมะวัตต์
 
7.โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ 2,906.40 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 2,906.40 เมกะวัตต์
 
8.โรงไฟฟ้าพลังงานลม 3,002 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 233.90 เมกะวัตต์
 
9.โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 6,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 1,419.58 เมกะวัตต์
 
         นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ส่วนแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ 21 ปีนั้น กำหนดเป้าหมายนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ให้เกิดการแข่งขัน เพิ่มจำนวนผู้จัดหาและจำหน่าย พร้อมเปิดโอกาสให้บุคคลที่สามสามารถใช้หรือเชื่อต่อระบบส่งก๊าซฯและสถานี LNG รวมทั้งกำกับดูแลการจัดหา LNG ทั้งระยะสั้นและยาว เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีรวมถึงการรองรับความต้องการใช้ก๊าซฯให้มีเพียงพอในอนาคต
 
         นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ในส่วนของแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง 21 ปีนั้น แบ่งเป็น 5 มาตากร 1.สนับสนุนการประหยัดน้ำมันในภาคขนส่งตามแผน EEP โดยจะประหยัดให้ได้ 30,213 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือ ลดลง 46% ในปี 2579
 
         2.ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงโดยใช้กลไกตลาด รวมถึงการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) พร้อมทั้งปรับอัตราเก็บภาษีสรรพสามิตให้เกิดความเป็นธรรม
 
         3.การผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพตามแผน AEDP โดยมีเป้าหมายใช้เอทานอลให้ได้ 11.3 ล้านลิตรต่อวัน  จากปัจจุบันใช้อยู่ 3.6 ล้านลิตรต่อวัน ด้วยการยกเลิกชนิดน้ำมันบางประเภท เพื่อให้การใช้เอทานอลมากขึ้น ซึ่งกำหนดให้ในปี 2561 ลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายอยู่จาก 6 ชนิด เหลือ 4 ชนิด และในปี 2579 ลดเหลือ 2 ชนิดหลักเท่านั้น คือ แก๊สโซฮอล์ E20และE85 นอกจากนี้มีเป้าหมายให้ใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ 4.2 ล้านลิตรต่อวัน ด้วยการทยอยปรับสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์จากB7 ไปเป็น B10 และB20 ตามลำดับ
 
        4.บริหารจัดการชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม โดยไม่ส่งเสริมการแต่ไม่ห้ามใช้ LPG สำหรับภาคขนส่ง ส่วนNGV ส่งเสริมใช้ในรถบรรทุกและรถสาธารณะ และส่งเสริมการใช้เอทานอลตามศักยภาพรถยนต์
 
        และ 5.เพิ่มการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน ด้วยการทำระบบท่อส่งน้ำมันไปภาคเหนือและภาคอีสาน รวมถึงการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ต่อไป
 
 

 

กลับสู่บทความทั้งหมด