บทความที่เกี่ยวข้อง

สมาร์ท กริด ระบบไฟฟ้าอัจริยะ สู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานของประเทศ

  • Date : 16/02/2016, 18:11.
สมาร์ทกริด (Smart Grid) หรือ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ กำลังเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้ใช้ไฟฟ้าไปสู่โลกแห่งอนาคตอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสั่งการเปิดหรือปิดไฟฟ้าแสงสว่างในบ้านผ่าน Application ในมือถือ ได้ทันที หรือแม้กระทั่งสั่งการปิด หรือ ปิดเครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า ผ่านระบบดังกล่าวได้

นอกจากนี้ในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาทดแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันและก๊าซ ซึ่งสามารถชาร์ตไฟฟ้าที่บ้านเรือนได้ และเก็บไฟฟ้าไว้ในแบตเตอรี่รถยนต์ แต่ระหว่างชาร์ตเกิดปัญหาไฟฟ้าดับ แบตเตอรี่ในรถยนต์ยังสามารถกลายเป็นไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินป้อนกลับมาใช้ในบ้านเรือนได้อีกด้วย และที่สำคัญแต่ละครัวเรือนอาจเป็นทั้งผู้ที่ซื้อไฟฟ้าใช้และขณะเดียวกันก็เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขายกลับไปสู่ระบบไฟฟ้าของภาครัฐได้เช่นกัน หากติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป หรือ แผงโซล่าเซลล์ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)ไว้ เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประโยชน์ที่จะได้จากเทคโนโลยีที่เรียกว่า สมาร์ทกริด

นายธวัชชัย สำราญวานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า-ระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า สมาร์ท กริด จะเป็นระบบที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าของประเทศ รวมไปถึงระดับครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปฏิบัติการแบบเป็นโครงข่ายทั้งระบบผลิต จำหน่าย รวมถึงการใช้ไฟฟ้า การบริหารจัดการแบบชาญฉลาดที่สุด

โดยเฉพาะในอนาคตกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังจะมาแรง ซึ่งการผลิตไฟฟ้าในเมืองไทยจะเปลี่ยนจากการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้ฟอสซิล เป็นการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กลง และเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ โรงไฟฟ้าน้ำขนาดเล็ก โรงไฟฟ้าพลังงานลม เป็นต้น ซึ่งเป็นพลังงานที่ยังไม่เสถียร เพราะขึ้นกับปริมาณพลังงานธรรมชาติ เช่น แสงแดด สายลม เป็นต้น

ดังนั้นสมาร์ท กริด จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนดังกล่าว เพราะจะมีระบบกักเก็บพลังงาน เสมือนการมีแบตเตอรี่ และเลือกได้ว่าจะปล่อยออกมาใช้ในเวลาที่เหมาะสมเมื่อไหร่ รวมทั้งสามารถจัดเก็บข้อมูลการผลิตไฟฟ้าและใช้ไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถกำหนดหรือวางแผนการผลิตและใช้ไฟฟ้าของประเทศได้เหมาะสม

นอกจากนี้การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) จะนำไปสู่การเชื่อมโยงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศมากขึ้น ดังนั้นจำเป็นต้องมีระบบสมาร์ท กริด เข้ามาช่วยบริหารจัดการเพื่อไม่ให้ไฟฟ้าในเมืองไทยเกิดปัญหาไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับด้วย

อย่างไรก็ตามขณะนี้ กฟผ.ได้นำร่องติดตั้งระบบสมาร์ท กริด ที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่ระบบสายส่งไฟฟ้าเข้าไปไม่ถึง เพราะพื้นที่เป็นป่าเขาและลุ่มน้ำ กฎหมายห้ามปักเสาพาดสายไฟฟ้า ทำให้เป็นจังหวัดที่มีความเชื่อถือระบบไฟฟ้าต่ำที่สุดในประเทศ ทั้งนี้แม่ฮ่องสอนมีความต้องการไฟฟ้าทั้งจังหวัด 8.9 เมกะวัตต์ หรือ เติบโตปีละ 8.1% ทำให้ต้องดึงไฟฟ้ามาจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ที่อ.แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านอำเภอปาย แม่ฮ่องสอน เข้าสู่ตัวเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวม 200 กิโลเมตร แต่มักมีปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยเฉลี่ย 83 ครั้งต่อผู้ใช้ไฟฟ้าต่อปี เพราะต้นไม้ละสายไฟฟ้า ระยเวลาไฟฟ้าดับเฉลี่ย 2,600 นาที

โดยส่วนหนึ่งแม่ฮ่องสอนผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนได้เอง จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำผาบอง 1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่สะงา 10 เมกะวัตต์ และผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ 0.5 เมกะวัตต์ แต่ถ้าผลิตไม่ได้จะเกิดปัญหาไฟฟ้าดับที่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนทันที ดังนั้นกฟผ. จึงวางแผนการทำสมาร์ท กริด ที่แม่ฮ่องสอน เพื่อบริหารจัดการการผลิตและใช้ไฟฟ้าให้เกิดความสมดุลกัน

ทั้งนี้ได้กำหนดแผนทดลองไว้ 3 ปี (พ.ศ.2559-2561) ซึ่ง กฟผ.จะทำการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เพิ่มจากกำลังผลิต 0.5 เมกะวัตต์ เป็น 3 เมกะวัตต์ และทำการเชื่อมโยงให้เป็นระบบสมาร์ท กริด ระยะที่ 1 ใช้งบประมาณ 720 ล้านบาท โดยปี 2559 คาดว่าจะเริ่มประกวดราคา และออกแบบประกวดราคาให้เสร็จ และคาดว่าจะได้คู่สัญญาพร้อมลงนามจัดซื้อจัดจ้างได้ในปี 2560 จากนั้นในปี 2561 บางส่วนของโครงการจะทยอยแล้วเสร็จ ซึ่งจะเริ่มมีข้อมูลจากโครงการนำร่องดังกล่าวได้ เพื่อนำไปปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้น่าเชื่อถือต่อไป

อย่างไรก็ตามคาดหวังว่าการทดลองนำร่องสมาร์ท กริด ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จะช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับได้ และหากประสบความสำเร็จจะขยายไปยังพื้นที่ที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนสูง เช่น ภาคอีสานต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แนบบุญ หุนเจริญ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คนไทยต้องเตรียมรับมือกับเทคโนโลยีสมาร์ท กริด ได้แล้ว เพราะอีกไม่กี่ปีจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งระบบการผลิตและระบบการใช้ โดยโรงไฟฟ้าจะมีขนาดเล็กลงเป็นพลังงานหมุนเวียนเป็นส่วนใหญ่ การไหลของไฟฟ้าจะมากกว่าหนึ่งทิศทาง จะซับซ้อนขึ้นเพราะสามารถเป็นทั้งระบบรับและระบบผลิตได้ อุปกรณ์การใช้ไฟฟ้าจะต้องฉลาดตามไปด้วย เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์กักเก็บพลังงานขนาดเล็กลงมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ทั้งนี้จะมีการบริหารจัดการไฟฟ้าเป็นระบบเล็กๆ ทั้งการผลิตและการใช้ ในอาคาร โรงงาน ภาคอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ในชุมชนเอง หรือเรียกว่า “Micro Grid” ขณะที่ระดับประเทศก็มี สมาร์ท กริด เป็นศูนย์กลางดูแลเช่นกัน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างอีกในอนาคต นอกจากนี้สิ่งที่จะตามมาคือ จะเกิดตลาดสมาร์ท กริด จากบริษัท เอกชน อีกจำนวนมาก ซึ่งภาครัฐจะต้องเตรียมวางแผนไว้ล่วงหน้าเพื่อกำกับดูแลด้วย

ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้าก็ต้องปรับตัว เพราะในอนาคตภายในบ้านเรือนอาจต้องติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป ต้องมีระบบกักเก็บพลังงาน และซอร์ฟแวร์ เพื่ออ่านข้อมูลและสั่งการการใช้ไฟฟ้าผ่าน Application บนอุปกรณ์มือถือ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น เพื่อควบคุมการใช้ไฟฟ้าในบ้าน สามารถสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านผ่านมือถือได้เลย รวมทั้งสามารถเลือกลดใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่ภาครัฐขอความร่วมมือได้ด้วย

อย่างไรก็ตามหากระบบสมาร์ท กริด สามารถนำมาใช้ได้ทั่วประเทศภายในปี 2579 สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 อาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในอนาคตปรับลดลงได้ เพราะประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าโซล่าร์รูฟท็อปใช้เองและขายเข้าระบบได้ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดพีคไฟฟ้า หรือ ลดใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดลงได้ ทำให้ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

พล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ท กริด ของประเทศไทย พ.ศ.2558-2579 เพื่อเป็นกลไกที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มั่นคง และเพียงพอ การผลิตและการส่งไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

รวมทั้งมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะเตรียมการอยู่ในระหว่างปี 2558-2559 ระยะสั้นอยู่ในช่วงปี 2560-2564 ระยะกลางอยู่ในช่วงปี 2565-2574 และในระยะยาวอยู่ในช่วงปี 2575-2579 ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนแม่บทที่กระทรวงพลังงานจัดทำขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบ สมาร์ท กริด 3 ด้าน ได้แก่

1. ด้านปัญหา เช่น ความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้า ในด้านความถี่ของการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ ไม่เกิดไฟฟ้าตกหรือดับ และคุณภาพของพลังงานไฟฟ้าในด้านขีดความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าที่มีความถี่และแรงดันคงที่ความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าเหลือน้อยลง และการไหลย้อนกลับทิศทางของพลังงานไฟฟ้า

2.ด้านแนวโน้มทิศทางการพัฒนาด้านพลังงาน เช่น การพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ การรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาด้านพลังงานอย่างยั่งยืน การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า และการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน

และ3.ด้านนโยบายของภาครัฐ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และการขับเคลื่อนแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวใน 3 แผน ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2015) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP)ซึ่ง สมาร์ท กริด จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าตามแผนดังกล่าวได้

สมาร์ท กริด กำลังเป็นเรื่องใกล้ตัวของผู้ใช้ไฟฟ้าเข้ามาทุกที ซึ่งเทคโนโลยีกำลังจะเข้ามามีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตด้านการใช้พลังงานของทุกคนให้สะดวกขึ้น และช่วยให้ประเทศบริหารจัดการไฟฟ้าได้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งต่อไปสังคมจะสามารถกำหนดรูปแบบเมืองที่ต้องการได้ เช่น เมืองแห่งพลังงานสะอาด เป็นต้น ที่สำคัญจะทำให้เกิดความมั่นคงไฟฟ้าจากระบบสมาร์ท กริด ของประเทศต่อไป

-----------------------------
กลับสู่บทความทั้งหมด