บทความที่เกี่ยวข้อง

55 ปี เชฟรอน กับบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทย

  • Date : 20/09/2017, 11:00.

สกู๊ปพิเศษ 2 ตอนที่ออกอากาศในรายการไทยรัฐนิวส์โชว์ ช่องไทยรัฐทีวี32 เมื่อวันที่14 ก.ย.และ15ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย นั้น  สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของบริษัทเชฟรอน ในการเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่ง ที่ช่วยสร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับภาครัฐ และช่วยประเทศไทยลดการนำเข้าพลังงาน ตลอดช่วงระยะเวลา 55ปี นับตั้งแต่การเริ่มต้นสำรวจปิโตรเลียมเมื่อปี2505 จนถึงปัจจุบัน  โดยมีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาเทคโนโลยี แท่นขุดเจาะ ให้เหมาะสมเป็นการเฉพาะกับโครงสร้างทางธรณีวิทยาของอ่าวไทย  รวมทั้งนำระบบมาตรฐานความปลอดภัยที่เรียกว่า ระบบ Well Safe ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล มาใช้ควบคุมการทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติภัยร้ายแรง และทำให้การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ย้อนเรื่องไปเมื่อปี 2505 บริษัทเชฟรอน หรือในชื่อ บริษัทยูโนแคล ไทยแลนด์ ในขณะนั้น  เป็นบริษัทแรกที่ได้รับสิทธิให้ดำเนินการสำรวจปิโตรเลียมจากรัฐบาลไทย บริเวณที่ราบสูงโคราช แต่การสำรวจในช่วงแรกนั้นถือว่าล้มเหลว เพราะไม่พบปิโตรเลียมในแปลงสำรวจบนบก อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่น จริงจังในการสำรวจ ในที่สุด บริษัทก็ประสบความสำเร็จ สามารถค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยได้เป็นรายแรกในปี 2516 และเริ่มดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2524

ด้วยโครงสร้างทางธรณีวิทยาในอ่าวไทย ที่หลุมกักเก็บปิโตรเลียมมีลักษณะเป็นกระเปาะขนาดเล็ก ทำให้ก๊าซที่ผลิตขึ้นมาได้ในแต่ละหลุม ผลิตได้ไม่นานก็หมด  จึงต้องใช้หลุมเจาะจำนวนมากถึง 500 หลุมในแต่ละปี เพื่อให้ได้ปริมาณปิโตรเลียมตามสัญญา  ดังนั้นบริษัท จึงต้องศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเจาะหลุมให้สอดคล้อง โดยต้องทำให้การขุดเจาะ มีขนาดเล็กลง เจาะหลุมให้เร็วขึ้น  ช่วยให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเจาะหลุมลดลง ให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม และบุคลากรที่ปฎิบัติงาน

โดยล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา เชฟรอน ก็เปิดตัวแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมใหม่ที่ชื่อว่า ”กระทง" โดยมีการจัดส่งทีมไปทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตแท่นขุดเจาะตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การออกแบบสอดคล้องกับความต้องการใช้งานและสภาพธรณีวิทยาในอ่าวไทย และมีประสิทธิภาพ มาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งในการกระบวนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัทได้นำระบบมาตรฐานความปลอดภัยที่ชื่อว่า Well Safe ที่เป็นระบบที่พัฒนามาจากระบบ Sub Safe ที่ใช้กับเรือดำน้ำพลังงานปรมาณูของกองทัพสหรัฐอเมริกา มาใช้ในการควบคุมการปฎิบัติอย่างเคร่งครัด  เพื่อป้องกันไม่ให้มีอุบัติภัยเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน โดยในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นจริง บุคลากร หรืออุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่ ก็สามารถที่จะรับมือได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว และการนำระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลมาใช้แล้ว เชฟรอนยังมีส่วนสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาบุคลากรด้านปิโตรเลียม โดยมีการก่อตั้งศูนย์เศรษฐพัฒน์ขึ้นที่จังหวัดสงขลา  เพื่อฝึกอบรมช่างเทคนิคปิโตรเลียมแห่งแรกของประเทศเมื่อปี 2523 ซึ่งจนถึงปัจจุบันได้ผลิตบุคลากรไปแล้วนับหมื่นคน โดยบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมจากศูนย์ดังกล่าว มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะไปทำงานบนแท่นขุดเจาะที่ต้องใช้คนมากกว่าร้อยคน และต้องการความถนัดที่แตกต่างมากกว่า 10 สาขาได้

ปัจจุบัน เชฟรอน สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ 1,800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน น้ำมันดิบ 65,000 บาร์เรลต่อวัน  คอนเดนเสท 62,000 บาร์เรลต่อวัน  ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ คิดเป็น 35% ของความต้องการใช้ก๊าซโดยรวม และนำไปผลิตไฟฟ้าได้ 1ใน 4 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ช่วยสร้างงานและธุรกิจต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้รัฐจากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมหลายหมื่นล้านบาทต่อปี 

55 ปี ของการดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในทุกๆ ด้าน ของเชฟรอน ที่จะเข้าร่วมประมูลแข่งขันเพื่อให้ได้สิทธิ์ในการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 ตามเงื่อนไข กติกา ที่รัฐเป็นผู้กำหนด  

กลับสู่บทความทั้งหมด