บทความที่เกี่ยวข้อง

กฟผ. แจงคณะอนุกรรมการสิทธิฯ รายงาน EHIA โรงไฟฟ้าเทพาถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง

กฟผ. แจงคณะอนุกรรมการสิทธิฯ ยืนยันการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)  โรงไฟฟ้าเทพาเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ทุกประการ รวมถึงมีข้อคิดเห็นจากประชาชนและมาตรการป้องกันและแก้ไขอยู่ในรายงานครบถ้วนแล้ว ระบุโรงไฟฟ้าเทพาจะเป็นโครงการของรัฐที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

ว่าที่พันตรีอนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา  ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวภายหลังการเข้าชี้แจงถึงกระบวนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโรงไฟฟ้าเทพา ต่อคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่า กฟผ. ได้ชี้แจงใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) และความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 2. การจัดทำรายงาน EHIA และ 3. แนวทางการเยียวยาผลกระทบจากโครงการ โดยยืนยันกับทางคณะอนุกรรมการสิทธิฯ ว่า รายงาน EHIA ของโรงไฟฟ้าเทพานั้น มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติที่ สผ. กำหนดอย่างเคร่งครัด

นอกจากนั้น ในรายงาน EHIA ฉบับดังกล่าว ยังมีการกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบจากโครงการ โดยได้นำเอาประเด็นข้อคิดเห็นและความวิตกกังวลของประชาชนจากการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายผ่านมาทุกครั้งมาประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนในการมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการและการเฝ้าระวังผลกระทบจากโครงการ

ทั้งนี้ สผ. โดย คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) มีความเห็นเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ว่า รายงาน EHIA โรงไฟฟ้าเทพาฉบับดังกล่าว มีความครบถ้วนสมบูรณ์เพียงพอที่ สผ. จะนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบและนำเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งหากกระบวนต่างๆ ดำเนินการไปตามขั้นตอน ก็คาดว่าโครงการจะเริ่มเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ในปี 2567  ซึ่งล่าช้ากว่าแผนเดิมที่กำหนดเดินเครื่องไว้ในปี 2564

ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับปัจจุบัน หรือ  PDP2015 โครงการโรงไฟฟ้าเทพาจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าในภาคใต้ ที่ปัจจุบันมีกำลังการผลิตติดตั้งราว 3,000 เมกะวัตต์ แต่มีโรงไฟฟ้าหลักจากก๊าซธรรมชาติที่สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ประมาณ 2,400 เมกะวัตต์ นอกนั้นเป็นกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าเสริมจากพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่ยังพึ่งพาได้บางเวลา ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) อยู่ที่ราว 2,700 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเห็นได้ว่ากำลังผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้ใกล้เคียงกับความต้องการใช้ ในขณะที่แนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละราว 4-5% ภาคใต้จึงมีความเสี่ยงไฟตกไฟดับ โดยปัจจุบันต้องส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งจากภาคกลางไปภาคใต้เพิ่มเติมอีกประมาณวันละ 200 – 600 เมกะวัตต์ แต่ก็มีข้อจำกัดในการส่งและมีความเสี่ยงจากระยะทางไกลและสภาพภูมิประเทศ ภาคใต้จึงจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

ว่าที่พันตรีอนุชาต กล่าวด้วยว่า โรงไฟฟ้าเทพา ยังตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการจะให้มีโครงการของภาครัฐเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับจากการมีโรงไฟฟ้าเทพาประกอบด้วย กองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ภาษีบำรุงท้องที่ การส่งเสริมอาชีพ การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนการมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสนับสนุนการจ้างแรงงานท้องถิ่นระหว่างการก่อสร้างและการรับเป็นพนักงานของโรงไฟฟ้าในอนาคต ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ชุมชนที่อยู่โดยรอบโรงไฟฟ้า

 

กลับสู่บทความทั้งหมด