บทความที่เกี่ยวข้อง

รัฐส่งสัญญาณบวกเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

  • Date : 31/08/2017, 19:16.
ถือเป็นการส่งสัญญาณเป็นบวกต่อการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา อ.เทพา จ.สงขลา ขนาดกำลังผลิต1,000 เมกะวัตต์  ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) หลังจากที่เมื่อวันที่ 17ส.ค.2560 ที่ผ่านมา คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(คชก.)มีมติเห็นว่า รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)นั้นมีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอสำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.)  และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนต่อไป
 
โดยถึงแม้จะยังมีกระแสการคัดค้านจากเอ็นจีโอในพื้นที่ และนักวิชาการในสายเอ็นจีโอ ที่ส่งตัวแทนมายื่นหนังสือคัดค้านที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  แต่ ทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ก็ออกมาชี้แจงแล้วว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ของกฟผ. นั้นเป็นโครงการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือPDP2015ของกระทรวงพลังงาน และได้มีการจัดทำรายงานEHIA  เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย  ตามมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 
 
กฟผ.นั้นส่งรายงานEHIA ให้ทางสผ.พิจารณาตามขั้นตอน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30ต.ค.2558 ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นตอนที่ คชก.เห็นชอบ ก็ใช้ระยะเวลาเกือบ3ปี โดยรายงานดังกล่าว ทางคชก.ด้านโรงไฟฟ้าพลังความร้อน ประชุมพิจารณาชี้แจงเพิ่มเติม ถึง6 ครั้ง  รวมทั้งได้พิจารณาโดยคำนึงถึงประเด็นการคัดค้านโครงการของทั้ง3 เครือข่ายคือ เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ  ,เครือข่ายคนสงขลาปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน และเครือข่ายนักวิชาการภาคใต้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว  ซึ่งถือว่ามีความรอบคอบมากพอสมควร 
 
อีกสัญญาณที่เป็นบวกต่อการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่สำคัญ คือการที่ตัวแทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มานั่งแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนร่วมกันทั้ง นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดทส. ,นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการ สผ. ซึ่งถือเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการจัดทำ รายงานEHIA และนายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกฟผ. ซึ่งไม่ค่อยปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งนัก  เสมือนเป็นการยืนยันต่อสาธารณะว่า  กฟผ.ในฐานะที่เป็นเจ้าของโครงการจะปฎิบัติตามรายงานEHIA อย่างเคร่งครัดในการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 
 
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา นั้น จะมีมาตรการในการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการในการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามที่ระบุไว้ในรายงานEHIA ที่สำคัญ เช่น การติดตั้งระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ ที่จะช่วยกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน  ระบบการดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต ระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ด้วยน้ำทะเล  ระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ระบายออกจากปล่อง
 
การควบคุมการปลดปล่อยปรอทจากโครงการ  การติดตั้งอุปกรณ์ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำแบบต่อเนื่องก่อนปล่อยออกสู่ทะเล   การจัดการสถานที่ก่อสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ตามความต้องการของชุมชน  การชดเชยค่าที่ดินและทรัพย์สินของประชาชนโดยกำหนดให้มีตัวแทนภาคประชาชนร่วมอยู่ในคณะกรรมการ   การตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามการปฎิบัติตามมาตรการต่างๆของกฟผ. โดยที่มีตัวแทนภาคประชาชน ตัวแทนภาครัฐหรือหน่วยงานท้องถิ่น ร่วมอยู่ในคณะกรรมการ  และการจัดให้มีโครงการหรือกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมเพื่อความมั่นคงและความเจริญของชุมชน เป็นต้น 
 
ในโจทย์ใหญ่ของความจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ นั้น ก็เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับพื้นที่ภาคใต้ ที่ในอนาคตกำลังผลิตไฟฟ้าที่ติดตั้งในพื้นที่ จะมีน้อยกว่าความต้องการใช้ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันการเลือกเชื้อเพลิงถ่านหิน ก็เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ที่ปัจจุบัน การผลิตไฟฟ้าของไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในสัดส่วนเกือบ70%  โดยกฟผ.นั้นเปรียบเทียบให้เห็นต้นทุนค่าไฟฟ้าแล้วว่า ระหว่างการเลือกโรงไฟฟ้าก๊าซแอลเอ็นจี นำเข้า กับโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น  โรงไฟฟ้าถ่านหินมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ต่ำถูกกว่ามาก  ในขณะที่ทางเลือกของการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม ในขณะนี้ หรือพลังงานชีวมวล นั้น ก็มีข้อจำกัดเรื่องของต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าถ่านหิน และความไม่เสถียร  แม้ว่าปัจจุบันจะมีการพัฒนาระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน มาแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ก็ยังมีราคาแพง และมีขนาดกำลังผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ 
 
ประเด็นที่น่าคิดสำหรับการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงาน ซึ่งมีความจำเป็นต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ หากผู้ดำเนินโครงการ มีพันธะสัญญาที่จะต้องปฎิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และหน่วยงานที่กำกับดูแล ออกมาการันตีความถูกต้องของรายงานEHIA แล้ว ว่าได้คำนึงถึงการดูแลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชนเป็นอย่างดี  แล้วยังไม่สามารถที่จะเดินหน้าโครงการได้  ก็ชัดเจนว่า  ประเทศไทยเรากำลังติดกับดักการพัฒนา ด้วยเสียงคัดค้านที่ไม่ได้หักล้างกันด้วยเหตุด้วยผลตามกฎหมาย 
 
กลับสู่บทความทั้งหมด