บทความที่เกี่ยวข้อง

เปิดข้อกังวล"ไกรฤทธิ์"ว่าด้วยระบบแบ่งปันผลผลิต

เปิดข้อกังวลจาก "ไกรฤทธิ์ นิลคูหา" อดีตอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ถึงการนำระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี) มาใช้ในการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช แทนระบบสัมปทานเดิม ทั้งประเด็นเรื่องของความพร้อมด้านบุคลากรของภาครัฐที่จะเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และประเด็นกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องดูให้รอบคอบ 
 
ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่15ส.ค.2560 ให้ความเห็นชอบร่างกฎกระทรวงและร่างประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียมรวม 4 ฉบับ  ประกอบด้วย 1  ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ...2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ...3.  ร่างกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ และ 4. ร่างประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในรูปแบบของสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือสัญญาจ้างบริการ  ซึ่งจะมีผลทำให้พื้นที่ปิโตรเลียมในอ่าวไทย โดยเฉพาะแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช จะต้องใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต เข้ามาบริหารจัดการ แทนระบบสัมปทานไทยแลนด์วัน เมื่อสัมปทานสิ้นสุดอายุในปี2565และ2566 นั้น ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center -ENC) ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อดีตอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์และมีบทบาทในการกำกับดูแลกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย มาหลายสิบปี 
 
โดยนายไกรฤทธิ์  ได้แสดงความเห็นส่วนตัว ถึงการที่รัฐโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะนำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract-PSC) มาใช้ในแหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งเป็นแหล่งผลิตปิโตรเลียมที่มีความสำคัญของประเทศ  ว่า ค่อนข้างมีความกังวลและเป็นห่วงน้องๆข้าราชการกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตหรือ พีเอสซี ตามกฎหมาย  เนื่องจาก ข้าราชการของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาตินั้นมีความคุ้นเคยกับการกำกับดูแลงานภายใต้ระบบสัญญาสัมปทาน มานานกว่า40ปี 
 
นายไกรฤทธิ์ กล่าวว่า มีสองประเด็นสำคัญที่ยังมีความกังวล ในการนำระบบแบ่งปันผลผลิต มาใช้ คือ 1.ความพร้อมของข้าราชการของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่จะเข้ามากำกับดูแลงาน เพราะระบบพีเอสซี นั้น โดยหลักการ คือการที่รัฐจะต้องเข้าไปควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม อย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน  ซึ่งจะทำให้ข้าราชการมีภาระงานและความรับผิดชอบที่มากขึ้น เพราะจะต้องเป็นผู้อนุมัติแผนงาน การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆทั้งหมด  จากเดิมที่ภายใต้ระบบสัมปทาน งานในส่วนนี้ เอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบ  ในขณะที่ผลลัพธ์ของงาน คือผลผลิตปิโตรเลียมที่จะได้ อาจจะแย่ลงกว่าเดิม 
 
"ตลอดเวลาที่ผ่านมากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีความชำนาญในการกำกับดูแลผลประโยชน์ปิโตรเลียมภายใต้ระบบสัมปทานมาโดยตลอด สามารถจัดเก็บผลประโยชน์ส่งให้กับรัฐมาได้ด้วยดี  ไม่เคยมีปัญหา แต่เรากำลังจะเลือกที่จะเปลี่ยนจากระบบที่ข้าราชการมีความมั่นใจมากที่สุด ไปเป็นระบบที่ข้าราชการมีความมั่นใจน้อยกว่า โดยที่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อาจจะดูแย่กว่าระบบสัมปทานเดิม จึงมองไม่เห็นถึงความจำเป็น   เพราะความเห็นส่วนตัว จนถึงขณะนี้ ก็ยังมั่นใจว่า ระบบสัมปทานที่เราใช้อยู่นั้นมีข้อบกพร่องน้อยที่สุด ถือเป็นระบบดีที่สุดสำหรับประเทศไทย  และเป็นระบบที่ช่วยให้ประเทศเราจากที่ไม่มีอะไรเลย  กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจเติบโต โดยที่มีก๊าซธรรมชาติ เป็นตัวช่วยขับเคลื่อน " นายไกรฤทธิ์ กล่าว
 
นายไกรฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า ระบบแบ่งปันผลผลิต เท่าที่ติดตามดู ไม่ได้ช่วยให้ รัฐมีผลประโยชน์ที่มากขึ้นไปกว่าระบบสัมปทาน ตรงกันข้ามจะดูแย่กว่าในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน ขั้นตอนที่ยุ่งยาก ล่าช้าในการขออนุมัติ ซึ่งจะกระทบกับปริมาณการผลิตปิโตรเลียม เมื่อเทียบกับระบบสัมปทาน ที่เอกชนผู้รับสัมปทาน พยายามที่จะปรับตัวเองให้มีการทำงานที่รวดเร็ว เพื่อลดต้นทุน  ซึ่งหากรัฐตอบคำถามได้ชัดเจนว่า ระบบแบ่งปันผลผลิตดีกว่าระบบสัมปทานอย่างไร  ก็จะไม่รู้สึกห่วง แต่ถ้าเป็นการเปลี่ยนระบบ เพราะกลัวเสียงวิจารณ์หรือเสียงคัดค้านจากคนบางกลุ่มในสังคม ก็ยิ่งเห็นว่าไม่ควร
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อในที่สุดต้องใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต เข้ามาบริหารจัดการแทนระบบสัมปทาน นายไกรฤทธิ์ ให้คำแนะนำว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ควรจะต้องมีการปรับระบบการทำงาน กันใหม่ทั้งหมด ให้มีความพร้อม และมีความคล่องตัวมากขึ้น  โดยต้องพยายามลดขั้นตอนของระเบียบราชการลงให้ได้มากที่สุด ไม่ให้เกิดความล่าช้าในการอนุมัติ  เพราะจะมีงานใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกภายใต้สัญญาระบบแบ่งปันผลผลิต  ในขณะที่งานเดิมคืองานภายใต้ระบบสัญญาสัมปทาน ก็ยังมีอยู่ เพราะสัมปทานส่วนหนึ่งยังไม่หมดอายุ 
 
ในขณะที่ข้อกังวลที่สอง ที่อาจจะเป็นปัญหาตามมาในอนาคต เมื่อมีการปฎิบัติจริงภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต คือ กฎหมายของหน่วยงานอื่นๆที่จะมาเกี่ยวข้อง เช่นกฎหมายสรรพากร กฎหมายแรงงาน และกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะต้องพิจารณาดูให้รอบคอบ  เพราะถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ผลกระทบจะเกี่ยวพันกันไปหมด  ต้องมาเสียเวลาผ่อนผัน หรือยกเว้น กฎระเบียบ กันอีก 
 
 
เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ระหว่างระบบสัมปทาน กับระบบแบ่งปันผลผลิต
กลับสู่บทความทั้งหมด