บทความทั้งหมด

Date : 10 / 07 / 2017

  • Date : 10 / 07 / 2017
    เปิดรายชื่อแคนดิเดทปลัดพลังงานคนใหม่ แทน"อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม"

    เปิดรายชื่อแคนดิเดทปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่  “แทน “อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม” ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.นี้ โดยทั้ง “ธรรมยศ” “ประพนธ์” “ทวารัฐ” และ”วิฑูรย์”ต่างอยู่ในข่ายที่จะได้รับการเสนอชื่อ หลังนายกรัฐมนตรี กำชับให้การแต่งตั้งต้องจบ ภายในก.ค. นี้

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC)  รายงานถึงการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงาน คนใหม่ แทนนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการ ในเดือนกันยายน 2560 นี้ ว่า บุคคลที่มีมีโอกาสจะได้รับการเสนอชื่อนั้น ประกอบด้วย นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ,นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ,นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ,นายทวารัฐ สูตะบุตร  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

    อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงคุณสมบัติของแต่ละบุคคลจะเห็นว่า ทั้งนายธรรมยศ  นายประพนธ์ และนายทวารัฐ ต่างเป็นแคนดิเดท ที่เคยมีประสบการณ์ทำงาน ในการบริหารหน่วยงานระดับกรม ในตำแหน่งอธิบดี  รวมทั้งงานในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมาก่อน  ในขณะที่นายวิฑูรย์ ถึงแม้จะยังไม่เคยผ่านงานในตำแหน่งรองปลัด แต่ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีอาวุโส สูงสุดในบรรดา แคนดิเดท ทั้งหมด    ซึ่งทั้งนายธรรมยศและนายวิฑูรย์ ต่างมีอายุราชการเหลืออีก1ปี โดยจะเกษียณอายุในเดือนกันยายนปี2561

    สำหรับข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานที่จะเกษียณอายุราชการไปพร้อมกับนายอารีพงศ์ ในเดือนกันยายน นี้ ประกอบด้วย  นายสมนึก บำรุงสาลี  รองปลัดกระทรวงพลังงาน และนางบุญบันดาล  ยุวนะศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน

    ทั้งนี้มีกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรีต้องการที่จะให้การแต่งตั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงต่างๆ ซึ่งจะเกษียณอายุ  ในเดือนกันยายน ดำเนินการแล้วเสร็จ ภายในเดือนกรกฎาคม นี้  โดยแต่ละกระทรวงจะต้องส่งรายชื่อบุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวง ถึงมือนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  ภายในวันที่11 กรกฎาคม เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้ง ต่อไป 

Date : 30 / 06 / 2017

  • Date : 30 / 06 / 2017
    เปิดประสบการณ์ต่างประเทศ สร้างการยอมรับโรงไฟฟ้าถ่านหินในชุมชน

    เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรงไฟฟ้าถ่านหินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและต่างประเทศ ได้ร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ในการสร้างการยอมรับจากประชาชนต่อโรงไฟฟ้าถ่านหิน ภายใต้งานสัมมนาในหัวข้อ “Create a better social acceptance for electric power infrastructure – coal-fired power plant” ณ โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยน์ ราชดำริ กรุงเทพฯ โดยจากการบรรยายให้ความรู้และการอภิปรายร่วมกัน ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า ถ่านหินยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชีย แม้สัดส่วนการใช้ถ่านหินจะลดลงตามกระแสพลังงานสะอาดของโลกและเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่พัฒนาขึ้น 

    นอกจากนั้น ยังได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสร้างการยอมรับของชุมชนต่อการก่อสร้างและดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งพบว่าประเทศญี่ปุ่น มีแนวทางการจัดการด้านผลกระทบต่อสมาชิกชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่ฟิลิปปินส์ มีแนวทางการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชนที่น่าศึกษา ทำให้สามารถผลักดันการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่มีความจำเป็นต่อชุมชนให้เกิดขึ้น และยังสามารถดำเนินการโรงไฟฟ้าท่ามกลางการยอมรับของชุมชนได้ ส่วนอินโดนีเซีย แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องการใช้เทคโนโลยีในการจัดการมลภาวะ เพราะมีต้นทุนสูง แต่ภาครัฐได้เข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแล โดยกำหนดเกณฑ์ควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมทุกประเภทในอินโดนีเซีย

    ญี่ปุ่นเน้นเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพและจัดการสิ่งแวดล้อม

    นาย Motohisa Sakurai ผู้จัดการ จากฝ่ายพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศ จากบริษัท Electric Power Development (J-Power) จากประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า โรงไฟฟ้าของ J-Power มีกำลังการผลิตทั้งหมด 8,412 เมกะวัตต์ ซึ่งราว 4,300 เมกะวัตต์นั้นใช้เทคโนโลยี Ultra Supercritical (USC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่มีประสิทธิภาพสูงและลดการปล่อยมลสารที่ก่อให้เกิดมลภาวะ ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าถ่านหินของ J-Power ก็ใช้อุปกรณ์ในการดักจับมลสาร รวมถึงอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการลดมลสารในกระบวนการผลิต ได้แก่ Low NOx Combustion หรือ ระบบที่ลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ เครื่องดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (ESP) ซึ่งสามารถดักจับฝุ่นได้มากกว่าร้อยละ 99.5 เครื่องดักจับก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (SCR) รวมไปถึงตัวกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD)

    สำหรับกระบวนการขนส่งถ่านหิน ทั้งอาคารกักเก็บถ่านหิน รวมไปถึงสายพานในการขนส่งถ่านหินเข้าสู่อาคารเก็บนั้น จะอยู่ภายใต้ระบบปิด เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังและป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่น เช่นเดียวกับการขนส่งเถ้าที่ก็ทำในระบบปิดเช่นกัน โดยขนส่งผ่านรถที่มีการปิดมิดชิด

    โรงไฟฟ้าถ่านหินของ J-Power มีระบบการตรวจสอบมลสารต่างๆ แบบ Real-time  ซึ่งจะรายงานเข้าไปที่ห้องควบคุมของโรงไฟฟ้า และรายงานต่อไปยังรัฐบาลท้องถิ่นในพื้นที่ของโรงไฟฟ้า ซึ่งในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ทางรัฐบาลท้องถิ่นจะรายงานไปยังสาธารณชน ผ่านสื่อต่างๆ ทันที และสำหรับญี่ปุ่นนั้น มาตรฐานการดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน ตามข้อกำหนดของรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละพื้นที่

    ในส่วนของการดำเนินการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้านั้น ทางโรงไฟฟ้าจะมีการเปิดโรงไฟฟ้าให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชม โดยที่โรงไฟฟ้าแห่งใหม่ล่าสุดของ J-Power คือ โรงไฟฟ้า Isogo ในเมือง Kanagawa นั้น มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากถึง 6,000 คน/ปี โดยที่ห้องควบคุมของโรงไฟฟ้าได้ออกแบบให้เหมาะแก่การเข้าเยี่ยมชมของบุคคลภายนอก ส่วนโรงไฟฟ้าอื่นๆ ของบริษัท J-Power ก็ได้มีการเปิดให้บุคคลภายในเข้าชมเช่นกัน โดยอยู่ที่ 1 วัน/ปี

    ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า เนื่องจากยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพได้มากเท่าไร ยิ่งลดการปล่อย CO2ได้มากเท่านั้น และปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาเทคโนโลยี Integrated Coal Gasification Combined Cycle (IGCC) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีค่าประสิทธิภาพถึงร้อยละ 46-48

    นาย Sakurai ยังกล่าวด้วยว่า ความเข้าใจอันดีระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชนมีความสำคัญมาก โดยวิธีการสร้างความเข้าใจที่สำคัญคือ การมี Model Plant ให้ชุมชนได้สัมผัสว่าโรงไฟฟ้าปลอดภัย มีมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม  จะต้องกำหนดคำจำกัดความของคำว่า ชุมชนท้องถิ่น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แท้จริงของโรงไฟฟ้าว่าคือใคร เพื่อจะได้ทำความเข้าใจได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

    ฟิลิปปินส์มีองค์ความรู้ด้านการทำความเข้าใจกับคนในท้องถิ่น

    นาย Edgardo Cruz ประธานของกลุ่มผู้ใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินในฟิลิปปินส์ (PCPUG) ได้กล่าวถึงกลยุทธ์ และวิธีการในการสร้างความเข้าใจต่อโรงไฟฟ้าถ่านหิน ว่า ฟิลิปปินส์มีการดำเนินการตามแนวทางต่างๆ คือ สร้างความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่มีความเกี่ยวพันหรือมีอิทธิพลต่อทิศทางในการสร้างโรงไฟฟ้า เช่น ในช่วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ต้องให้ผู้รับเหมารับคัดเลือกแรงงานในชุมชนในพื้นที่การก่อสร้างก่อน มีการทำงานร่วมกันกับผู้นำชุมชน และให้ความสำคัญกับความต้องการของชุมชน โดยมีการพูดคุยให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนั้น ยังมีการริเริ่มโครงการต่างๆ ที่สร้างประโยชน์ให้แก่ผู้นำและผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ โดยให้พวกเขาเป็นเจ้าของในโครงการเหล่านั้น อาทิ โครงการทางการศึกษาต่างๆ เช่น การสร้างห้องเรียน สนับสนุนอุปกรณ์ทางการศึกษาต่างๆ  โครงการเพื่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ เช่น การออกหน่วยการแพทย์ สร้างศูนย์สุขภาพในพื้นที่  การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมไปถึงการซ้อมแผนเพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น หรือ โครงการการพัฒนาวิสาหกิจ เช่น การฝึกอบรมต่างๆ ให้ผู้หญิง หรือเด็กๆ ที่ไม่ได้รับการศึกษา โครงการทำประมงท้องถิ่น เป็นต้น

    ประธานของกลุ่มผู้ใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินในฟิลิปปินส์ ยังบอกด้วยว่า ควรมองกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยในฐานะผู้เห็นต่าง ไม่ใช่ศัตรู และสร้างความเชื่อมั่นกับชุมชน โดยเร่งแก้ไขข้อกังวลของคนในชุมชนให้หมดไป

    นอกจากนั้น  ฟิลิปปินส์ยังมีระเบียบข้อบังคับในการชดเชยให้กับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า โดยเป็นการสนับสนุนทางการเงิน เช่น การคิดค่าไฟฟ้าในอัตราที่ต่ำกว่าปกติและต่ำกว่าคนพื้นที่อื่น และการทำกองทุนรอบโรงไฟฟ้า โดยการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วยจะแบ่งให้กองทุน 0.01 เปโซ ซึ่งมาตรการนี้ช่วยลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้อาศัยในพื้นที่ รวมไปถึงสร้างให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐบาลท้องถิ่น ผู้ผลิตไฟฟ้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนทำให้คนในท้องถิ่นเป็นเสนอให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าเอง และฟิลิปปินส์มีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก

    อินโดนีเซีย: ภาครัฐกำหนดเกณฑ์ควบคุมสิ่งแวดล้อม

    ดร. Eri Prabowo ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ 1 จากบริษัท PT Indonesia Power กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัท PT Indonesia Power จะมีมาตรการในการสร้างการยอมรับจากสาธารณชน 3 มาตรการด้วยกัน ได้แก่

    1. รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแล โดยที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ ของอินโดนีเซีย มีโปรแกรมการประเมินการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมให้กับโรงงานต่างๆ ในประเทศ โดยใช้ชื่อว่า Corporate Performance Assessment Program in Environment Management หรือ โครงการ PROPER ซึ่งมีระดับเกณฑ์ 5 ระดับ ได้แก่ สีทอง ซึ่งหมายถึงมีมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยมมาก ปัจจุบันมีโรงงานราว 10-11 แห่ง ที่สามารถจัดการได้เป็นไปตามเกณฑ์ดังกล่าว ที่เหลือนั้นก็ลดหลั่นไล่เรียงลงตามลำดับ ได้แก่ สีเขียว หมายถึงมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยม และสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นขั้นต่ำของเกณฑ์มาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมของโปรแกรม PROPER ต่อจากนั้นจะเป็นสีแดง และสีดำ โดยหากโรงงานใดอยู่ที่ 2 ระดับล่างนี้ ก็จะต้องถูกปรับ และมีความผิดทางกฎหมาย

    ดร. Eri Prabowo ระบุว่า โรงไฟฟ้าของ PT Indonesia Power ถึงร้อยละ 69 อยู่ในเกณฑ์ในระดับสีเขียว ซึ่งหมายถึงเป็นโรงไฟฟ้าที่มีการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม ส่วนอีกร้อยละ 31 อยู่ในเกณฑ์ดี

    2. การจัดการและควบคุมการปล่อยมลสาร โดยใช้อุปกรณ์เข้ามาช่วยลดการปล่อยมลสารในกระบวนการผลิตไฟฟ้า เช่น ตัวกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD) เครื่องดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (ESP) รวมไปถึงมีการตรวจวัดทั้งมลสาร ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไนโตรเจนออกไซด์ (NO2) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และเครื่องตรวจสอบมลสารที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้า โดยที่มีกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ เป็นผู้กำกับดูแล อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าถ่านหินส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียไม่มีการติดตั้งเครื่อง FGD เนื่องจากมีราคาสูงและใช้พื้นที่จำนวนมาก จึงมีแค่เพียงโรงไฟฟ้าของเอกชน 4 โรงเท่านั้น ที่มีการติด FGD ส่วนโรงไฟฟ้าของรัฐบาลไม่ได้ติด แต่รัฐบาลก็ได้พยายามยกระดับมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เพื่อมาควบคุมให้เป็นโรงไฟฟ้าสีเขียวตามเกณฑ์ของรัฐบาล

    3. การสร้างความใกล้ชิดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตซีเมนต์ โดยขายเถ้าลอยให้กับผู้ผลิตเหล่านี้ รวมไปถึงขายเถ้าลอยเหล่านี้ให้กับชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า เพื่อนำไปผลิตเป็นอิฐบนทางเท้า ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโครงการการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    ทั้งนี้ ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในอินโดนีเซีย จะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลท้องถิ่น และเมื่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้ว จะต้องถูกตรวจสอบทุกปีโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และภายใน 5 ปีข้างหน้า อินโดนีเซียจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มอีกถึง 10,000 เมกะวัตต์

    บทเรียนจากเวียดนาม

    นาย Vu Viet Dung ผู้ช่วยผู้อำนวยการของศูนย์วิศวกรรมพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานความร้อน จากบริษัท Power Engineering Consulting Joint Stock Company 2 (PECC2) ได้อธิบายถึงกิจการของการไฟฟ้าเวียดนามที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ว่ามีกำลังผลิต 23,579 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นร้อยละ 60.8 ของกำลังผลิตรวมประเทศ และเป็นเจ้าของระบบส่ง รวมถึงการจ่ายไฟโดยตรงให้กับผู้ใช้ไฟว่า 23 ล้านคน

    ขณะเดียวกัน Vu Viet Dung ได้สะท้อนประสบการณ์จากการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากความกังวลในด้านความปลอดภัยและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในเวียดนาม โดยได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ว่า โรงไฟฟ้าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายทางสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด มีการสื่อสารกับประชาชนให้มากขึ้น ทั้งแผนการก่อสร้าง การชดเชย รวมไปถึงเปิดให้ประชาชนได้สื่อสารกับผู้รับผิดชอบโครงการ และมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความสำคัญกับแรงงานในพื้นที่ก่อนเป็นอันดับแรก และมีกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เป็นต้น

    สถานการณ์ถ่านหินในประเทศไทย

    ดร. ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าของโลกมีแนวโน้มลดลง แต่ยังมีอยู่ในสัดส่วนที่สูง โดยในปี 2555 สัดส่วนการใช้ถ่านหินยังสูงอยู่คือราวร้อยละ 40 เนื่องจากมีราคาถูกและมีปริมาณสำรองจำนวนมาก ขณะที่การใช้พลังงานหมุนเวียนมีร้อยละ 22 โดยส่วนใหญ่เป็นพลังน้ำ อย่างไรก็ตาม แม้สัดส่วนการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้ามีแนวโน้มลดลง แต่ปริมาณการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าไม่ได้ลดลงไป และสำหรับ ภูมิภาคเอเชีย ถ่านหินจะยังคงบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย

    มีการคาดการณ์ว่าในปี 2583 สัดส่วนการใช้ถ่านหินจะลดลงเหลือร้อยละ 29 และพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็นร้อยละ 29 เนื่องจากกระแสโลกและเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่พัฒนาขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนลดลง แต่กระนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศสูงขึ้นอยู่

    สำหรับแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2558 หรือ PDP2015 กำหนดให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่กำลังผลิตรวม 57,459 เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงฟ้าก๊าซธรรมชาติสูงสุด 17,478 เมกะวัตต์ รองลงมาเป็นถ่านหิน 7,390 เมกะวัตต์ เพื่อสร้างความสมดุลการใช้แหล่งพลังงาน เพื่อสร้างด้านความมั่นคงทางพลังงาน ให้มีไฟฟ้าใช้เพียงพอ และพึ่งพาเชื้อเพลิงให้หลากหลาย

    ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ ในสัดส่วนที่สูงถึงเกือบร้อยละ 70 ซึ่งถือเป็นความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ. กระบี่ ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนและมีแนวโน้มว่าจะต้องเลื่อนการเข้าสู่ระบบออกไปเป็นปี 2567

    Dr. Yanfei Li, นักเศรษฐศาสตร์พลังงานแห่งสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก หรือ ERIA ได้กล่าวสรุปจากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ว่า สำหรับอินโดนีเซีย โปรแกรม PROPER นี้ กำลังไปได้ด้วยดี และช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมทุกประเภทในอินโดนีเซียด้วย ในขณะที่ฟิลิปปินส์ถือเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีองค์ความรู้ด้านการทำความเข้าใจกับคนในท้องถิ่นที่ประสบผลสำเร็จ ด้านประเทศญี่ปุ่น บทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นมีความน่าสนใจมาก และเป็นกลไกสำคัญที่สามารถกำหนดมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ชุมชนให้การยอมรับ โดยตัวอย่างโรงไฟฟ้า Isogo นั้น รัฐบาลท้องถิ่นกำหนดให้มีมาตรฐานสูงมากจนไม่มีคนในพื้นที่ออกมาคัดค้านโรงไฟฟ้า

    จากประสบการณ์การสร้างการยอมรับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศนำมาแบ่งปันและอภิปรายร่วมกันในเวทีสัมมนานี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการดำเนินการเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินแก่ประชาชนต่อไป

     

     

Date : 29 / 06 / 2017

  • Date : 29 / 06 / 2017
    ถอดรหัส กฟผ. ยุคไทยแลนด์ 4.0 มุ่งสู่นวัตกรรม ตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน

    ถอดรหัส กฟผ. ยุคไทยแลนด์ 4.0  มุ่งสู่นวัตกรรม ตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน

    รัฐบาลไทยมีวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่เรียกว่า ไทยแลนด์ 4.0” โดยมุ่งหวังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม  โดยมีหลักคิดพื้นฐาน คือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” เปลี่ยนการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม  และเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้า ไปมุ่งเน้นภาคบริการมากขึ้น เพื่อให้สามารถรับมือได้กับทั้งโอกาสและภัยคุกคามแบบใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างเร็วและรุนแรงในศตวรรษที่ 21 นี้

    สำหรับในภาคพลังงาน กระทรวงพลังงานก็มีการดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์4.0 ของรัฐบาล ที่เรียกว่า Energy 4.0  หลักการที่สำคัญ คือ การยกระดับประสิทธิภาพของระบบพลังงานในปัจจุบัน ด้วยการนำนวัตกรรมที่เหมาะสมมาใช้ในการพัฒนาเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางด้านพลังงาน จัดหาได้ในราคาที่เหมาะสม พึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด  และกระตุ้นการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ

    เฉพาะในส่วนของภาคไฟฟ้านั้น กระทรวงพลังงานมีนโยบายที่จะยกระดับการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์   การแก้ปัญหาสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ไม่สมดุล  พลังงานทดแทนไม่เสถียร  สายส่งไฟฟ้าไม่เพียงพอ  การลดการนำเข้าพลังงานทุกรูปแบบ ด้วยการกระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้า  การใช้โครงสร้างพื้นฐานอย่างคุ้มค่า  การลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า การพัฒนาพลังงานทดแทนให้เสถียร

    จากภาพใหญ่ในระดับนโยบายของประเทศ ไล่เรียงมาถึงระดับกระทรวงพลังงาน ในส่วนของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในการกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน ก็เห็นได้ว่า กฟผ. มีความพยายามที่จะตอบโจทย์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 และ Energy4.0 ดังนี้

    1. การจัดทำแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในระยะ 20 ปี เฉพาะส่วนของการลงทุนของ กฟผ. ที่เพิ่มสัดส่วนการผลิตจากเดิม 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์  ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ไม่สมดุลลงได้ส่วนหนึ่ง  รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาสภาวะโลกร้อนด้วย โดย กฟผ. มีการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน โดยขณะนี้มีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่กำหนดแล้วเสร็จระหว่างปี 2561 – 2564 อาทิ โครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ กฟผ. ที่โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ที่อ่างเก็บน้ำของโรงไฟฟ้ากระบี่ จ.กระบี่ อ่างเก็บน้ำห้วยเป็ด และอ่างเก็บน้ำห้วยทราย ที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง รวมถึงมีโครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนดินในพื้นที่ กฟผ. ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงจอมบึง จ.ราชบุรี สถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร 2 จ.มุกดาหาร และเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง

    สำหรับการลงทุนในส่วนของโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้า จากการปลูกไม้โตเร็วเพื่อขายเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้า นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมของโครงการต้นแบบ ให้ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาความร่วมมือด้านการทดลองปลูกพืชพลังงาน  ทั้งนี้ คาดว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบของ กฟผ. จะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ในปี 2563

    ในส่วนของการแก้ไขปัญหาความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียน นั้น กฟผ.มีการติดตามเทคโนโลยีของระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage )อย่างใกล้ชิด  ซึ่งในอนาคตระบบกักเก็บพลังงานจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้พลังงานหมุนเวียนให้มีเสถียรภาพ โดยหลักการสำคัญที่ กฟผ. ใช้พิจารณาในเรื่องของระบบกักเก็บพลังงาน คือ จะต้องกักเก็บพลังงานได้ปริมาณมากและสามารถจ่ายไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ควบคุมการจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้มีเสถียรภาพ และมีอายุการใช้งานยาวนาน  นอกจากนั้น ในอนาคต กฟผ. ยังมีแผนการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ในระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. เพื่อควบคุมความผันผวนของความถี่และแรงดันในระบบส่ง จากการนำพลังงานทดแทนเข้าสู่ระบบ รวมถึงช่วยลดความสูญเสียในระบบส่งไฟฟ้า

    2. โครงการนำร่องสมาร์ทกริดแม่ฮ่องสอน สู่ Smart City โดยมีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งยังมีปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าในบางพื้นที่ เนื่องจากขีดความสามารถของระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงมีจำกัดนั้น สามารถที่จะมีแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าสีเขียว (Green Supply) มีความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Smart System) มีการใช้ไฟฟ้าอย่างคุ้มค่า (Smart Life) โดยประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการดังกล่าว คือ การสร้างรายได้การท่องเที่ยวเชิงพลังงานสู่ชุมชน และเกิดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสมาร์ทกริด

    3. โครงการดัดแปลงรถยนต์ใช้แล้วไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า EV ซึ่งมีแผนดำเนินการ 3 ระยะ คือ ในระยะที่1 (ระหว่างปี 2553 - 2559) ที่ดำเนินการเสร็จแล้วนั้น กฟผ. และ สวทช. ได้ดำเนินการดัดแปลงรถยนต์ 2 รุ่น คือ Honda Jazz และ Toyota Vios ปัจจุบัน สวทช. ได้ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า EV จากรถยนต์รุ่นHonda Jazz ให้กับ กฟผ. เพื่อนำไปใช้งานจริงแล้ว

    ระยะที่2 ระหว่างปี 2560 - 2563 กฟผ.ได้มีการลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาและวิศวกรรม“โครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือดัดแปลง (EV Kit & Blueprint Project)” กับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ไปเมื่อวันที่21 มิ.ย.ที่ผ่านมา   ซึ่งมีเป้าหมายหลัก คือ การดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine) หรือ รถยนต์ ICE ที่ใช้แล้วมีเครื่องยนต์ที่เสื่อมสภาพ ปลดปล่อยไอเสียคุณภาพต่ำ เสียงดัง และความร้อนจำนวนมากสู่สิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่สามารถกลับมาใช้งานได้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการวิจัยนาน 30 เดือน ใช้งบประมาณในการวิจัยทั้งสิ้น ประมาณ 60 ล้านบาท โดย กฟผ. สนับสนุนงบประมาณในการวิจัย ประมาณ 25 ล้านบาท และ สวทช. สนับสนุนงบประมาณ 35 ล้านบาท

    ส่วนระยะที่ 3 (ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป) หลังจากที่พัฒนารถไฟฟ้าดัดแปลงที่มีต้นทุนต่ำได้เรียบร้อยแล้ว จะมีการขยายผลการพัฒนา เพื่อให้เกิดศูนย์บริการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า โดยจะมีการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดัดแปลงรถยนต์ใช้แล้วไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า EV

    4. โครงการเมืองนิเวศแห่งความสุข: EGAT Eco Plus” ซึ่งจะใช้พื้นที่ กว่า 300 ไร่ ในบริเวณสำนักงานใหญ่ กฟผ.            อ.บางกรวย จ.นนทบุรี   ดำเนินการออกแบบโดยคำนึงถึงแนวความคิด Universal Design หรือการออกแบบเพื่อการใช้งานของคนทุกกลุ่มในสังคม ให้มีความสมดุลระหว่าง โรงไฟฟ้า ป่านิเวศ และชุมชนโดยรอบ  ซึ่งแบ่งพื้นที่การใช้งาน เป็น 5 โซน คือ โซนสำนักงาน โซนอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า โซนสันทนาการ โซนบริการ และ โซนศูนย์การเรียนรู้ และมีป่านิเวศเป็น Buffer Zone ระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชน โดยมีแผนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว จาก 60 ไร่ เป็น 150 ไร่  คาดว่าจะสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 270 ตันคาร์บอนต่อปี  

    ภายใต้โครงการดังกล่าว กฟผ. ยังจะสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานให้แก่สังคม ผ่านศูนย์การเรียนรู้ ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2561 เพื่อให้เป็นต้นแบบของชุมชนที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยโครงการ เมืองนิเวศแห่งความสุข: EGAT Eco Plus  คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี พ.ศ. 2564

    แผนการลงทุนต่างๆที่ กฟผ. พยายามที่จะขับเคลื่อนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และ Energy 4.0 จะสามารถบรรลุผลเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ หรือไม่ เป็นเรื่องที่เราคงต้องติดตาม

Date : 24 / 06 / 2017

  • Date : 24 / 06 / 2017
    ออกคำสั่งคสช.ตามมาตรา44 ปลคล็อกการใช้ที่ดินส.ป.ก.ในส่วนปิโตรเลียม เหมืองแร่ พลังงานลม

    พลเอกประยุทธ์ ในบทบาทหัวหน้าคสช. ลงนามในคำสั่งคสช. ตามอำนาจมาตรา44 .ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เมื่อวันที่ 23มิ.ย. 2560 โดยมีคำสั่ง 8ข้อ ปลดล็อคให้กับการดำเนินธุรกิจด้านสำรวจและผลิต ปิโตรเลียม  การสํารวจแร่ การทําเหมือง หรือการทําเหมืองใต้ดินตามกฎหมาย ว่าด้วยแร่ หรือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม  ที่ติดปัญหาข้อกฎหมายก่อนหน้านี้ สามารถดำเนินการต่อไปได้

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC)  รายงานว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ลงนามในคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๑/๒๕๖๐ เรื่อง การใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประโยชน์สาธารณะของประเทศ เมื่อวันที่23มิถุนายน2560 และลงประกาศคำสั่งดังกล่าว ใน  ราชกิจจานุเบกษา ในวันเดียวกันโดยมีรายละเอียดของประกาศ ดังนี้

      คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๑/๒๕๖๐

     เรื่อง การใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประโยชน์สาธารณะของประเทศ

     ตามที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทํากิน และให้การใช้ที่ดิน เกิดประโยชน์มากที่สุดเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกรและลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคม ของบุคคล ดังที่ได้จัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ นั้น ต่อมาความต้องการของประเทศเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์โลกซึ่งจําเป็นต้องพัฒนาการใช้ ประโยชน์ในที่ดินเพื่อประโยชน์สาธารณะอื่นอันมีความจําเป็นอย่างยิ่งควบคู่กันไปกับการแก้ปัญหา ของเกษตรกรดังกล่าวข้างต้นโดยยังคงหลักการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เพิ่มรายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยที่ในปัจจุบันพลังงานเป็นปัญหาสําคัญอย่างหนึ่งของสถานการณ์โลก ซึ่งรัฐบาลเองก็ได้ กําหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนให้มีการแสวงหาและพัฒนาแหล่งพลังงานอย่างยั่งยืน รวมทั้งการดําเนินการ ด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อป้องกันการขาดแคลนพลังงาน สร้างความมั่นคง ด้านพลังงานและลดการพึ่งพาการนําเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ในขณะที่นโยบายในการบริหารจัดการ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและกระจายการพัฒนา ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ก็เป็นนโยบายสําคัญของรัฐบาลในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเช่นกัน แต่โดยที่ในการ ดําเนินการเพื่อให้นโยบายดังกล่าวสัมฤทธิ์ผล มีความจําเป็นต้องเข้าไปดําเนินการภายในที่ดินของรัฐ บางประเภทโดยเฉพาะที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่มีสภาพไม่เอื้อหรือไม่เหมาะสมต่อการทําเกษตรกรรม อย่างคุ้มค่า

    ซึ่งในปัจจุบันได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเขตปฏิรูปที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ ๔๐ ล้านไร่ ได้มีการยินยอมหรืออนุญาตให้เอกชนเข้าใช้ หรือหาประโยชน์ที่ดินตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเป็นจํานวนเนื้อที่เพียงประมาณร้อยละ ๐.๑ ของเนื้อที่ เขตปฏิรูปที่ดินทั้งหมดของประเทศ แต่การจะเข้าใช้หรือหาประโยชน์ที่ดินดังกล่าว เพื่อประโยชน์ สาธารณะอื่นนั้น ยังมีข้อจํากัดทางด้านกฎระเบียบบางประการที่มีมาตั้งแต่ในยุคสมัย ที่ความจําเป็น สําคัญเร่งด่วนยังไม่ปรากฏดังเช่นในปัจจุบัน ในบางเรื่องรัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ให้สัมปทาน ยินยอมหรืออนุญาตให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดิน ในเขตดังกล่าวไปก่อนแล้วตามระเบียบจนมีการลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท เกิดการจ้างงาน อย่างกว้างขวางและมีภาระผูกพันกับรัฐโดยเกษตรกรเองก็ได้รับค่าตอบแทนหรือชดเชยการให้เข้าใช้ ประโยชน์ที่ดินจนเป็นที่พอใจ ทั้งบางแห่งมีการจัดทําบริการสาธารณะให้เกษตรกรในพื้นที่เหล่านั้น ตามหลักความรับผิดชอบต่อสังคม และก่อให้เกิดรายได้เสริมจากทางอื่นต่อเนื่องตามมาแก่เกษตรกรอีกด้วย โดยประเทศชาติสามารถใช้ประโยชน์สาธารณะจากทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว ประโยชน์ตอบแทนส่วนหนึ่งตกเป็นรายได้ของท้องถิ่นนั้น ๆ รายได้ที่เหลือนําเข้ากองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเมื่อสิ้นสุดเวลาเข้าใช้ประโยชน์แล้วก็ยังสามารถคืนที่ดินนั้นให้เกษตรกรนําไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป เช่นทําเป็นแหล่งน้ําเพื่อการเกษตร แหล่งเก็บน้ําตามโครงการแก้มลิง หรือเพื่อทําการเกษตรโดยตรง ตามปรัชญาของการปฏิรูปที่ดิน หากยกเลิกพันธะผูกพันดังกล่าว เกษตรกรและประเทศชาติก็จะเสียประโยชน์ และเกิดการฟ้องร้องติดตามมาอีกมากมาย จึงจําเป็นต้องลดข้อจํากัดอันเป็นอุปสรรคดังกล่าวภายใต้ หลักการใช้ที่ดินของรัฐให้สมประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่ายทั้งแก่เกษตรกรและประโยชน์สาธารณะของประเทศ ในขณะเดียวกันการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินนั้นต้องให้ประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและอนาคตกลับคืนสู่เกษตรกร ในรูปแบบที่อาจแตกต่างไปจากเดิมนอกเหนือจากการทําเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมแก่เกษตรกร
     

    อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับ มาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑ ในกรณีมีเหตุจําเป็นเพื่อประโยชน์ด้านพลังงาน การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมาย ว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอํานาจพิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้มาเพื่อประโยชน์ในการดําเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อดําเนินกิจการอื่นใดนอกเหนือจากที่กําหนดในกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ ในการพิจารณาให้คํานึงถึงยุทธศาสตร์ชาติ ประโยชน์แก่เกษตรกร และประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ เป็นสําคัญ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการพิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ ประโยชน์ที่ดิน ประเภทของกิจการหรือโครงการ เนื้อที่ วัตถุประสงค์ และมูลค่าของการดําเนินกิจการ ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กําหนดในกฎกระทรวง โดยในกฎกระทรวงดังกล่าวอย่างน้อยจะต้อง กําหนดขนาดเนื้อที่และประเภทของวัตถุประสงค์ที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต้องเสนอ ขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีก่อนพิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตไว้ด้วย ทั้งนี้ ต้องดําเนินการ ให้มีการออกกฎกระทรวงไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอํานาจออกระเบียบกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมทั้งการกําหนดค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม กับวัตถุประสงค์ในการใช้ที่ดินตามวรรคหนึ่ง

    ข้อ ๒ ให้สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจัดให้ผู้ขอใช้ประโยชน์ที่ดินเยียวยา หรือจ่ายค่าชดเชยการสูญเสียโอกาสจากการใช้ที่ดินให้แก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบนั้น และให้นําส่ง ค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินตามข้อ ๑ และข้อ ๕ เข้ากองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยไม่ต้องนําส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

    ข้อ ๓ การพิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตตามคําสั่งนี้ ไม่มีผลเป็นการยกเว้น การปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

    ข้อ ๔ ให้ผู้ได้รับความยินยอมหรือได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อการประกอบกิจการปิโตรเลียม ตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม การสํารวจแร่ การทําเหมือง หรือการทําเหมืองใต้ดินตามกฎหมาย ว่าด้วยแร่ หรือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง การให้ความยินยอมในการนําทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาต และการให้ผู้รับอนุญาตถือปฏิบัติในการใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สําหรับ กิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๔๑ อยู่ในวันก่อนวันที่ คําสั่งนี้ใช้บังคับ ยื่นคําขอตามข้อ ๑ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงที่ออกตามข้อ ๑ วรรคสอง ใช้บังคับ ในระหว่างนั้นให้ผู้ได้รับความยินยอมหรือได้รับอนุญาตใช้ที่ดินได้ไปพลางก่อนหรือจนกว่า คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น

    ข้อ ๕ ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมเข้าใช้ที่ดินที่สํานักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้มาเพื่อประโยชน์ในการดําเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว โดยยังไม่ได้รับความยินยอมตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง การให้ความยินยอม ในการนําทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ. ๒๕๔๑ ไม่ว่าจะเป็น การใช้เพื่อประกอบกิจการปิโตรเลียมในขั้นตอนใดก็ตาม ให้ผู้รับสัมปทานนั้นยื่นคําขอตามข้อ ๑ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงที่ออกตามข้อ ๑ วรรคสอง ใช้บังคับ ในระหว่างนั้นให้ผู้รับสัมปทาน ใช้ที่ดินได้ไปพลางก่อนหรือจนกว่าคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น โดยต้องชําระค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินตั้งแต่เมื่อเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่สํานักงานการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมกําหนด

    ข้อ ๖ ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมไม่อาจเข้าใช้พื้นที่ที่ขอสงวนไว้ ตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๒ เนื่องจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีมติให้ชะลอ การให้ความยินยอมในการใช้ที่ดินเพื่อการสํารวจหรือใช้หรือหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง การให้ความยินยอมในการนําทรัพยากรธรรมชาติ ในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ. ๒๕๔๑ เพื่อรอการพิจารณาคดีเกี่ยวกับอํานาจ ในการออกระเบียบดังกล่าว ให้ระยะเวลาในการสงวนพื้นที่ดังกล่าวขยายออกไปเท่ากับระยะเวลา ที่ไม่อาจเข้าใช้พื้นที่ที่ขอสงวนได้ ทั้งนี้ ให้อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีอํานาจพิจารณาคืนค่าสงวนพื้นที่ ให้แก่ผู้รับสัมปทานเป็นรายกรณี สําหรับช่วงเวลาที่ผู้รับสัมปทานไม่อาจเข้าใช้พื้นที่ที่ขอสงวนไว้และ การไม่อาจเข้าใช้พื้นที่นั้นเป็นเหตุให้ไม่สามารถดําเนินการสํารวจปิโตรเลียมในพื้นที่สงวนได้

    ระยะเวลาในการสงวนพื้นที่ที่ขยายออกไปตามวรรคหนึ่ง เมื่อรวมกับระยะเวลาในการสงวนพื้นที่ ก่อนวันที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีมติให้ชะลอการให้ความยินยอมแล้ว ต้องไม่เกิน ระยะเวลาในการสงวนพื้นที่ที่ผู้รับสัมปทานกําหนดตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๒ ในช่วงระยะเวลาในการสงวนพื้นที่ที่ขยายออกไปตามวรรคหนึ่ง ให้นําบทบัญญัติมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๒ และมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญั ติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

     ข้อ ๗ ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงหรือระเบียบที่ออกตามข้อ ๑ ใช้บังคับให้นํา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความยินยอมตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม เรื่อง การให้ความยินยอมในการนําทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ ตามกฎหมายอื่น พ.ศ. ๒๕๔๑ มาใช้บังคับกับผู้รับสัมปทานที่ได้ยื่นแผนการผลิตในรายละเอียด สําหรับพื้นที่ผลิตตามมาตรา ๔๒ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๐ ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีกฎกระทรวง หรือระเบียบที่ออกตามข้อ ๑ ใช้บังคับ

    ข้อ ๘ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดําเนินการแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วยการปฏิรูป ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์ที่ดินที่สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้มาเพื่อประโยชน์ในการดําเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร และประโยชน์สาธารณะของประเทศ ซึ่งรวมถึงการพิจารณาอนุญาตให้สํารวจหรือใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การให้ใช้ที่ดินเพื่อดําเนินกิจการด้านพลังงาน และการดําเนินกิจการอื่นอันเป็นประโยชน์แก่เกษตรกร และประโยชน์สาธารณะของประเทศด้วย ข้อ ๙ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอํานาจออกกฎกระทรวงตามคําสั่งนี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ข้อ ๑๐ ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบ แห่งชาติเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้ ข้อ ๑๑ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป