บทความทั้งหมด

Date : 04 / 03 / 2017

  • Date : 04 / 03 / 2017
    Energy 4.0 นวัตกรรมพลังงานใกล้ตัว ยุคที่เราช่วยชาติประหยัดได้ด้วยปลายนิ้ว

    นโยบาย Energy 4.0 ไม่ใช่เพียงวาทกรรมให้สอดคล้องกับนโยบายThailand 4.0ของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็น ทิศทางของการดำเนินนโยบายทางด้านพลังงาน ที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงาน ของผู้คนในอนาคต ทั้งในภาคสังคมเมืองและเกษตรกรรม  ซึ่งมุ่งให้เกิดผลจริงในการปฏิบัติ และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อประเทศไทยของเราก้าวเข้าสู่ยุค Energy 4.0

     ย้อนความให้เข้าใจก่อนว่า วิวัฒนาการทางด้านพลังงานก่อนที่จะไปถึงยุค Energy 4.0 เราต้องผ่านอะไรบ้าง ยุค  Energy 1.0 คือการที่คนค้นพบไฟ ต่อมายุค Energy  2.0 เป็นการค้นพบแร่ธาตุอย่างถ่านหินที่ทำให้การจุดไฟติดได้นานขึ้น นำมาใช้เพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ส่วนยุค Energy 3.0 ซึ่งเป็นยุคปัจจุบัน คือ ยุคที่เราค้นพบน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่   ส่วนยุค Energy 4.0 ที่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของประเทศไทย คือการที่พลังงานตั้งอยู่บนพื้นฐานของนวัตกรรม มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

     

     นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวอธิบายถึงยุค Energy 4.0 ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า   ENERGY 4.0 ในเชิงนโยบาย แบ่งได้เป็นพลังงานฐานนวัตกรรม ด้วยการนำเอาระบบ ICT มาประกอบโยงกับเรื่องพลังงาน ทั้งในเรื่องนวัตกรรมการประดิษฐ์ เช่น ระบบโซล่าร์เซลล์ ระบบเก็บสะสมพลังงาน(Energy Storage) รวมไปถึงยานยนต์ไฟฟ้า(EV) ผสมผสานกันจนเกิดเป็น Smart Cities  และส่วนที่สองคือ พลังงานฐานเกษตร  คือพลังงานจากพืช (Bio Energy) หรือรูปแบบการผลิตไฟฟ้าที่ผสมผสานระหว่างพลังงานธรรมชาติและพลังงานชีวภาพ

     ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่ใกล้ตัวซึ่งจะเกิดในชีวิตประจำวัน คือ การใช้ไฟฟ้าในแต่ละครัวเรือน ที่สมาชิกในบ้านสามารถควบคุมการเปิดปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าผ่านระบบปฏิบัติการในมือถือได้แม้จะอยู่นอกบ้านก็ตาม เช่น การควบคุมการเปิดหรือปิด ไฟฟ้า  ทีวี และ เครื่องปรับอากาศ  เป็นต้น พร้อมกันนี้ยังสามารถทราบข้อมูลยอดการใช้ไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าในบ้านตัวเองผ่านระบบมือถือได้อีกด้วย

     วิธีการนี้นอกจากจะช่วยตรวจสอบและควบคุมการใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือนด้วยตัวเองแล้ว ยังทำให้ผู้ใช้เกิดความตระหนักถึงการประหยัดพลังงาน เพราะระบบปฏิบัติการในมือถือยังสามารถช่วยคำนวณวิธีการลดใช้ไฟฟ้าเพื่อประหยัดค่าไฟในแต่ละเดือนลงอีกด้วย  ซึ่งระบบปฏิบัติการดังกล่าวขณะนี้ สนพ. อยู่ระหว่างการศึกษาและทดลอง เพื่อนำมาใช้จริงในอนาคต

     สิ่งใกล้ตัวสำคัญอีกอย่างที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ รถยนต์ไฟฟ้า  หรือ EV ซึ่งปัจจุบันหลายหน่วยงานรัฐเริ่มนำมาทดลองขับกับบ้างแล้ว ทั้งรถบัส รถยนต์ และมอเตอร์ไซด์ รวมไปถึงรถตุ๊กๆ ที่ภาครัฐมีแนวคิดจะเปลี่ยนให้เป็นรถตุ๊กๆเครื่องยนต์ที่มีกว่า 2.2 หมื่นคันให้เป็นรถตุ๊กๆ ไฟฟ้าทั้งประเทศ ภายใน 5 ปีด้วย

     

    สำหรับรถ EV เป็นรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิง โดยสามารถชาร์จไฟฟ้าได้ทั้งตามบ้านเรือนตัวเอง หรือ ที่ปั๊มชาร์จไฟฟ้าก็ได้ โดยขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการผลักดันให้ภาคเอกชนสร้างปั๊มชาร์จไฟฟ้า ให้ได้ 150 หัวจ่าย โดยในปี 2560-2561 จะเริ่มเห็นเอกชนเปิดให้บริการใน 100 หัวจ่ายแรก ส่วนในเรื่องของราคารถ EV นั้นปัจจุบันยังแพงถึง 2 ล้านบาทต่อคัน แต่ทางนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยออกมาระบุว่า อีกเพียง 8-9 ปี ราคารถ EV ต่ำกว่า 1 ล้านบาทและจะสามารถออกมาขายแข่งกับรถเครื่องยนต์ได้แน่

     Energy 4.0 ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องการผลิตไฟฟ้าที่แต่ละครัวเรือนยังสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ จากโครงการผลิตไฟฟ้าบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป) เสรี ที่กระทรวงพลังงานเตรียมจะเปิดให้เข้าร่วมโครงการนำร่องเร็วๆนี้ โดยการติดตั้งโซล่าร์รูปท็อป  ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในช่วงเวลากลางวันแล้ว ในอนาคตถ้าระบบแบตเตอรี่มีความพร้อมก็สามารถเก็บไฟฟ้าช่วงกลางวันไว้ใช้กลางคืนได้อีกด้วย  ส่วนไฟฟ้าที่ผลิตได้เกินความต้องการใช้ในช่วงกลางวันยังสามารถขายเข้าระบบการไฟฟ้าสร้างรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่งอีกด้วย

     โดยขณะนี้ทั้งการไฟฟ้าและภาครัฐ กำลังร่วมกันพัฒนาระบบทั้งมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ สายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่สามารถคำนวณและรับส่งไฟฟ้าที่ผลิตจากบ้านเรือนขายเข้าระบบไฟฟ้าภาครัฐ ซึ่งเร็วๆนี้คงจะเห็นการนำร่องทดลองระบบแล้วใช้จริงต่อไป

     สำหรับในภาคการผลิตไฟฟ้า สัญญาณการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นค่อนข้างชัดเจน โดยการผลิตไฟฟ้าจะมุ่งไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเป็นการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่เป็นพืชพลังงาน ทั้งชีวมวล จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ชีวภาพจากน้ำเสียในฟาร์มปศุสัตว์ รวมถึงพลังงานนจากแสงแดด ลม เป็นต้น  รวมทั้งการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มและเอทานอลมาผสมในน้ำมันให้มากขึ้นด้วย เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในอนาคตต่อไป

     โดยล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) มีมติเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2560 ให้มีการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน(ไฮบริด) คือ นำเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนชนิดใดก็ได้มาผสมกันเพื่อผลิตไฟฟ้าให้ได้ระยะยาวตามสัญญา(สัญญา Firm) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP) นำร่อง 300 เมกะวัตต์ ส่วนผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก(VSPP) นำร่องรับซื้อ 269 เมกะวัตต์ แบบสัญญาผลิตไฟฟ้าเสถียรในช่วงความต้องการใช้สูงสุด(พีค) หรือที่เรียกว่า สัญญาแบบ Semi Firm

     พร้อมกันนี้เตรียมผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage)ทั้งในภาคไฟฟ้าและยานยนต์ให้เกิดการกับเก็บพลังงานได้นานและมากขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลิตและใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ   

    ทั้งนี้ภาครัฐคาดว่าจากนโยบาย Energy 4.0 ดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งให้ประเทศไทยประหยัดการใช้พลังงานลงได้มากและก้าวสู่จุดหมายการลดใช้พลังงานลงไป 30%ในปี 2579 ลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลลงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 111 ล้านตันต่อปี

     

    โดยตามเป้าหมายของกระทรวงพลังงานนั้น ระบุว่า ในส่วนของรถ EV นั้น ภาครัฐตั้งเป้าให้มีการใช้รถEV ถึง 1.2 ล้านคันในปี 2579 ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมันลงได้ถึง 3.6 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันที่ไทยใช้น้ำมันในภาคขนส่งถึง 132 ล้านลิตรต่อวัน  ขณะที่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการนำนวัตกรรมมาช่วยนั้น ก็จะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง  89,000 ล้านหน่วย หรือลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าลงได้ 10,000 เมกะวัตต์ และการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็จะเพิ่มขึ้นจาก 8%เป็น 20% ในปี 2579  

    อย่างไรก็ตามเพื่อให้นโยบาย Energy 4.0 เดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น ทางกระทรวงพลังงานยังได้ตั้งงบประมาณสนับสนุนการวิจัยจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในปี 2560 ไว้ที่ 1,200 ล้านบาท โดย 400 ล้านบาท ใช้สำหรับ 33 โครงการที่เกี่ยวกับรถ EV และ Energy storage ส่วนอีก 800 ล้านบาท ใช้ใน 34 กลุ่มโครงการที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงาน และการส่งเสริมพลังงานทดแทน

     ใครที่เคยคิดว่าEnergy 4.0เป็นเรื่องไกลตัว  หรือเป็นเรื่องที่จับต้องยาก คงจะต้องเปลี่ยนความคิด  เพราะเริ่มเห็นนวัตกรรมทางด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง ขยับเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นในชีวิตประจำวัน  จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนจะต้องศึกษาและเรียนรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น  เพราะในอนาคตอันใกล้นี้เราจะมีนวัตกรรมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยชาติประหยัดใช้พลังงานด้วยปลายนิ้วของตัวคุณเอง

     

     

     

Date : 28 / 02 / 2017

  • Date : 28 / 02 / 2017
    ชี้รัฐต้องเคลียร์สังคมให้ชัด ทำไมต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    นักวิชาการจุฬาฯ ชี้ภาคใต้จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่ม เหตุความต้องการใช้ไฟฟ้าย้อนหลัง 10 ปีโตเฉลี่ย 6.74% ต่อปี แนะการทำ EIA และ EHIA ใหม่ ควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และเน้นการใช้ข้อมูลทางวิชาการและข้อมูลที่เป็นปฐมภูมิให้มากขึ้น เพื่อตอบปัญหาข้อสงสัย พร้อมเปิดเผยข้อมูลออนไลน์โรงไฟฟ้าแม่เมาะให้สาธารณะมั่นใจโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    ในงานเสวนาทางวิชาการ เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน จัดโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถานบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในวิทยากร กล่าวว่า ยอมรับว่าปัจจุบันปริมาณสำรองไฟฟ้าของประเทศมีปริมาณสูงมากจากปกติที่ควรมี 15% ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยในปี 2558 ปริมาณสำรองมีถึง 30% และต้นปี 2559 มีเกือบ 40% เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำหงสาเข้าระบบกว่า 1,200 เมกะวัตต์

    ชี้ภาคใต้ใช้ไฟเติบโตมาก แต่พลังงานทดแทนยังผลิตได้น้อย  

    ดร. กุลยศ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันอาจยังไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แต่เมื่อดูสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่าภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตปีละ 6.74% จาก 9,362 ล้านหน่วย ในปี 2549 เป็น 15,644 ล้านหน่วย ในปี 2558 โดยจังหวัดที่มีการใช้ไฟฟ้าเติบโตมากที่สุด คือ จังหวัดสงขลา 3,199 ล้านหน่วยต่อปี หรือ ประมาณ 21.3%  รองลงมาคือจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2,635 ล้านหน่วย หรือ 17.5% และภูเก็ต 2,431 ล้านหน่วย หรือ 16.2% ขณะที่กำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าของภาคใต้มี 3,800 เมกะวัตต์ ส่วนความต้องการใช้อยู่ที่ 2,600 เมกะวัตต์ ซึ่งในอนาคตหากความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ภาคใต้ก็จำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

    ทั้งนี้ หากไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดกระบี่ ก็จะเหลือทางเลือกเพียง โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยหากเลือกโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ประชาชนก็ต้องยอมรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงาน ส่วนไฟฟ้าจากนิวเคลียร์คงต้องหารือกันระยะยาว ดังนั้น โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนแม้จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ต้องพิจารณาว่าเชื้อเพลิงสามารถผลิตได้ตลอดปีทดแทนโรงไฟฟ้าหลักได้ถึง 800 เมกะวัตต์หรือไม่ และจากข้อมูลปัจจุบันพบว่า น้ำเสียจากปาล์มที่นำมาผลิตไฟฟ้าในภาคใต้สามารถผลิตได้เพียง 8 เมกะวัตต์ ดังนั้นหากต้องการผลิตไฟฟ้าให้ถึง 800 เมกะวัตต์จะต้องมีโรงปาล์มถึง 100 โรง และหากใช้กะลาปาล์ม หรือ น้ำมันปาล์ม มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ก็ต้องพิจารณาว่าปาล์มเป็นพืชผลตามฤดูกาล หากช่วงไหนไม่มีปาล์มจะทำอย่างไร

    ทั้งนี้ แม้จ.กระบี่จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่ถึง 200 เมกะวัตต์ แต่ภาครัฐต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ถึง 800 เมกะวัตต์นั้น เป็นการพิจารณาตามนโยบายภาพรวมของภาคใต้ โดยการสร้างโรงไฟฟ้า 800 เมกะวัตต์นั้น ก็เพื่อให้โรงไฟฟ้ามีหน้าที่เสริมไฟฟ้าของภาคใต้โดยรวม  หากจะให้สร้างตามความต้องการใช้เฉพาะจังหวัดนั้นๆ เท่ากับทุกจังหวัดต้องมีโรงไฟฟ้าของตัวเอง

    "วันนี้จุดที่ต้องทำคือ การนำหลักวิชาการของทั้งสองฝั่งมาวิเคราะห์ร่วมกัน ส่วนความเชื่อหรือความเห็นส่วนบุคคล คงต้องมาดูกันว่าอะไรเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ หรือไม่ได้" ดร.กุลยศ กล่าว

    เสนอรัฐเป็นเจ้าภาพทำ EIA และ EHIA

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุธา ขาวเธียร ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเสวนา ว่า หน่วยงานรัฐที่ไม่ใช่เจ้าของโครงการ ควรเป็นเจ้าภาพจัดการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดการยอมรับ โดยทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่เห็นด้วยจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมและรับผิดชอบร่วมกันในแผนที่มีการจัดทำร่วมกัน ซึ่งเห็นว่าหน่วยงานที่เหมาะสม คือ หน่วยงานที่กำหนดนโยบายอย่างสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) น่าจะเป้นหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพได้

    อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดทำ EIA  และ EHIA ครั้งใหม่ตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีความโปร่งใสในการดำเนินการนั้น จะต้องสามารถนำทุกประเด็นทั้งที่เป็นข้อมูลทางวิชาการและประเด็นที่เป็นความเชื่อเข้ามาสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จะมีการจัดตั้งขึ้น ก่อนที่จะคัดให้เหลือเฉพาะประเด็นที่สำคัญ มากำหนดเป็นกรอบการศึกษา โดยควรจะใช้ข้อมูลปฐมภูมิซึ่งเป็นข้อเท็จจริงให้มากขึ้น เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่ใช่โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงแรกที่เกิดขึ้น เพราะยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ใช้เทคโนโลยีและถ่านหินประเภทเดียวกับที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะใช้ รวมถึงนำข้อมูลความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ที่เป็นข้อมูลย้อนหลังที่เกิดขึ้นจริง มาชึ้ให้เห็นถึงการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้า

    "สมมติว่าเรามีความจำเป็นต้องมีบ้านหนึ่งหลัง กฟผ. อาจจะต้องการสร้างบ้านที่ต้นทุนถูกที่สุด แต่กลุ่มคนไม่เห็นด้วยอาจจะอยากได้บ้านที่สวยที่สุด ปลอดภัยที่สุด รัฐซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายควรจะต้องเป็นคนกลางที่จะบอกได้ว่าจุดสมดุลอยู่ตรงไหน ซึ่งประเด็นที่รัฐต้องเคลียร์ให้ชัดก่อนก็คือข้อเท็จจริงทางนโยบายถึงความจำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ให้ทุกฝ่ายยอมรับในนโยบายได้เสียก่อนจึงค่อยมาคุยกันถึงว่าจะทำ EIA และ EHIA อย่างไร เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและยอมรับจากทุกฝ่าย"

    ดร.สุธา กล่าวว่า มติคณะกรรมการผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม (คชก.) สะท้อนให้เห็นว่า การทำ EIA และ EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ยังมีความไม่ชัดเจนในหลายประเด็น เช่นความเหมาะสมของพื้นที่ตั้ง การพิจารณาทางเลือกของเชื้อเพลิง และขั้นตอนการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา การกลับไปเริ่มกระบวนการศึกษาใหม่จึงเป็นโอกาสที่จะให้ทุกฝ่ายหันมารับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันให้มากขึ้น โดยส่วนตัวเชื่อว่ายังมีเวลาที่จะทำได้

    แนะให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น

    ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลประกาศให้ดำเนินการ EIA และ EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ใหม่ ประเด็นการลดผลกระทบจากถ่านหินจึงไม่ใช่ข้อกังวลของประชาชน ดังนั้น จึงขอเสนอแนะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น ควรดำเนินการให้มีตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรมดังที่ผ่านมา รวมถึงมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้และให้ข้อมูลรอบด้านในมิติต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของประชาชน และเพื่อพิจารณา ว่าควรมีเครื่องมือ มาตรฐานและแนวทางปฏิบัติเป็นการเฉพาะหรือไม่ เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงพลังงาน

    เชื้อเพลิงถ่านหินยังเอื้อต่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

    รศ.สมศักดิ์ สายสินธุ์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม กล่าวว่า ในประเทศไทยมีความจำเป็นที่ต้องกระจายเชื่อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซฯ โดยเชื้อเพลิงถ่านหินถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากมีปริมาณสำรองปริมาณมากสามารถใช้ได้ถึง 200 ปี โรงไฟฟ้าถ่านหินสามารถสำรองถ่านไว้ได้ถึง 60 วัน นอกจากนี้ยังสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ระบบไฟฟ้าจึงมีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าถ่านหินยังช่วยให้ศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศดีขึ้น เพราะต้นทุนไฟฟ้าที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่น ซึ่งจะเป็นการช่วยเฉลี่ยภาระค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าของประชาชน โดยอยากให้ผู้บริหารระดับสูงต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเห็นความสำคัญในการตรวจสอบควบคุม ที่โปร่งในเป็นที่ยอมรับของชุมชน เช่น กรณีเหมืองถ่านแม่เมาะ ควรเผยแพร่ภาพการทำงานแบบออนไลน์ให้ผู้สนใจได้รับชมและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่นเดียวกับเหมืองแร่ทองคำ Super Pit ของออสเตรเลีย ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในความปลอดภัยโรงไฟฟ้า

Date : 24 / 02 / 2017

  • Date : 24 / 02 / 2017
    พลังงานรอบโลก: สิงคโปร์มุ่งศูนย์กลาง LNG ในเอเชีย ด้านเวียดนามชูศักยภาพพลังงานลม

    สิงคโปร์มุ่งศูนย์กลางการค้า LNG ในเอเชีย

    The Straits Times ของสิงคโปร์ รายงานข่าวว่า นาย Steve Hill, Executive Vice-President ด้าน การตลาดและการค้า ธุรกิจก๊าซและพลังงานของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เชลล์ กล่าวว่า สิงคโปร์อยู่ในทำเลที่ดีที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าและตลาด ก๊าซธรรมชาติเหลว (liquefied natural gas – LNG) ของภูมิภาคเอเชีย โดยเหมาะสมทั้งในแง่ของการเป็นชุมชนการซื้อขาย การมีกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย และโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหนึ่งของการเป็นศูนย์กลางการค้า LNG ในเอเชียของสิงคโปรค์ คือ จะต้องออกผลิตภัณฑ์ที่ใช่ นั้นคือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ตรงตามความต้องการของตลาด

    ทั้งนี้ นาย Hill ยังแสดงทัศนะเกี่ยวกับตลาด LNG โลก โดยคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ LNG โลกจะเติบโต 4-5% ระหว่างปี 2015-2030 และภายในปี 2020 ขนาดของการซื้อขาย LNG โลกจะสูงกว่าในปี 2014 ประมาณ 50% โดยการเติบโตส่วนใหญ่ หรือราว 39% จะมาจากเอเชีย ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวและประชากรมีจำนวนเพิ่มขึ้น ประกอบกับการหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

    ปัจจุบัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งมาเลเซียและจีนอยู่ในกลุ่มประเทศที่นำเข้า LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก และจะกลายเป็นผู้นำเข้าก๊าซฯ สุทธิในอนาคต นอกจากนั้น ความต้องการใช้ LNG จะได้รับแรงหนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและแหล่งสำรองก๊าซในท้องถิ่นที่ลดลงในหลายประเทศ เช่น ในประเทศไทย 

    เรือบรรทุก LNG แล่นผ่านทะเลสิงคโปรค์

     

    เวียดนามใช้ศักยภาพพลังงานลมผลิตไฟฟ้า

    จากรายงานเรื่อง “Vietnam wants to develop high-tech wind power plants” เผยแพร่ในเว็บไซต์ Vietnam Net Bridge ระบุว่า พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานลม จะเป็นคำตอบสำหรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในเวียดนาม โดยนับถึงปัจจุบัน มีการลงทะเบียนเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานลมในเวียดนามแล้ว 50 โครงการ อย่างไรก็ตาม มีเพียง 4 โครงการที่ได้เริ่มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว โดยมีกำลังการผลิตรวม 159.2 เมกะวัตต์

    ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า เวียดนามมีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคที่จะพัฒนาพลังงานลม โดยประเมินว่าเวียดนามมีศักยภาพสำรองพลังงานลม 513.360 เมกะวัตต์ หรือสูงกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าโดยรวมภายในปี 2020 ประมาณ 6 เท่าตัว ผลการวิจัยยังระบุด้วยว่า 8.6% ของแผ่นดินใหญ่เวียดนามมีศักยภาพมาก สามารถติดตั้งกังหันขนาดใหญ่ได้

    ทั้งนี้ General Electric (GE) เป็นบริษัทหนึ่งที่ได้เข้ามาลงทุนโครงการพลังงานลมในเวียดนาม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าปัจจุบันเวียดนามมีโอกาสสำคัญที่จะเร่งพัฒนาโครงการพลังงานลมโดยใช้เทคโนโลยีของ GE ซึ่งได้มีการลงนาม MOU ระหว่าง GE และ Vietnam’s Ministry of Industry and Trade แล้ว ซึ่งระบุว่า จะจัดหาพลังงานลมอย่างน้อย 1,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2025

    กังหันลมผลิตไฟฟ้าของ GE 

     

    ลาวเมินความกังวลโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ Pak Beng

    สำนักข่าว Voice of America (VOA) Khmer รายงานข่าวว่า ในการประชุมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับภูมิภาคจัดโดย Mekong River Commission Sommad Pholsena รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของลาว กล่าวว่า โครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ Pak Beng จะไม่ส่งผลกระทบมากต่อชุมชนปลายน้ำ และจะใช้เวลาในการศึกษาผลกระทบที่อาจมี โดยยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่การสร้างเขื่อนจะได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์

    เขื่อน Pak Beng มูลค่า 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ อยู่ห่างจากชายแดนกัมพูชา 1,500 กิโลเมตร จะเป็นเขื่อนแห่งที่ 3 ที่ประเทศลาวก่อสร้างบริเวณช่วงกลางของแม่น้ำโขง โดยคาดว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อไปและจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2024

    Daovong Phonekeo, ปลัดกระทรวงพลังงานของลาว ให้สัมภาษณ์ VOA Khmer ว่า เขื่อนจะไม่ส่งผลกระทบมากต่อประเทศปลายแม่น้ำโขง ซึ่งเขื่อน Pak Beng อยู่เหนือเขื่อน Xayaburi และลาวปฏิบัติตามมาตรฐาน ข้อกำหนดเดียวกัน ดังนั้น เชื่อว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับเขื่อน Pak Beng น้อยลง พร้อมกันนี้ยังกล่าวว่า ลาวจะสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยคำนึงถึงประโยชน์ด้านต้นทุนและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโครงการ หากโครงการมีคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและการเงิน จึงไม่มีเหตุผลที่ไม่ควรสร้าง อย่างไรก็ตาม ลาวยังพิจารณาพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ หากต้นทุนถูกกว่าเขื่อนผลิตไฟฟ้า 

Date : 14 / 02 / 2017

  • Date : 14 / 02 / 2017
    นักวิชาการจากมหิดล เกษตรศาสตร์ ไม่กังวลผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล เกษตรศาสตร์ ไม่กังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หลังผลสรุปรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA พบตัวเลขข้อมูลด้านมลภาวะทางอากาศ เสียงและสารโลหะหนักดีกว่าค่ามาตรฐาน แนะ กฟผ.ทำพันธสัญญากับชาวบ้านยืนยันในมาตรฐานความปลอดภัย และพร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบในกรณี ที่มีปัญหาจากโรงไฟฟ้า

    เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2560 ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy  News Center -ENC) จัดเสวนากลุ่มย่อย หัวข้อ "โรงไฟฟ้าถ่านหิน น่ากลัวจริงหรือ?"โดยเชิญ ดร.ธีระพงษ์​ สันติภพ อาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดทำ รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(Environmental Impact Assessment หรือ  EIA) โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และรศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมให้ความเห็นทางวิชาการ   

    ดร.ธีระพงษ์​  กล่าวยืนยันว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมรอบโรงไฟฟ้า อย่างที่มีข้อวิตกกังวล  เนื่องจากผลสรุปการจัดทำEIA ที่สรุปออกมา ทั้งในส่วนโครงการขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้ากระบี่และโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว จ.กระบี่ มีข้อมูลตัวเลขทางวิชาการซึ่งได้จากการคำนวณจากโมเดลที่ใช้เป็นมาตรฐานสากล กรณีมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ว่า ปริมาณโลหะหนักทั้ง สารปรอท ตะกั่ว ซัลฟูริก  มลภาวะทางอากาศ ทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ไนโตรเจนไดออกไซด์ ฝุ่นละออง รวมทั้งมลภาวะทางเสียง นั้นในเกณฑ์ที่ดีกว่าค่ามาตรฐาน จึงไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต รวมถึงไม่สะสมให้เกิดโรค เช่น มะเร็ง 

    ส่วนกรณีที่ชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้ากระบี่บางกลุ่ม ยังกังวลผลกระทบต่อการท่องเที่ยวนั้น จากการลงพื้นที่สอบถามผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ท ต่างระบุว่า หากผู้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่สามารถป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้ หรือ ปฏิบัติการตามมาตรฐานสากลได้ ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ทก็ยอมรับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ 

    ดร.ธีระพงษ์​ สันติภพ อาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

    สำหรับกรณีที่ชาวประมงเป็นห่วงเรื่องระบบการขนถ่านหินจะทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือมีผลกระทบสัตว์น้ำและอาชีพประมงนั้น ใน EIA ระบุว่าการขนย้ายถ่านหินจะเป็นระบบปิด โดยเรือใหญ่จะจอดอยู่ในทะเลน้ำลึกและจะใช้เรือเล็กลำเลียงถ่านหินเข้ามายังท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เรือใหญ่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล 

    อย่างไรก็ตามชาวบ้านยังกังวลกรณีเรือเล็กลำเลียงถ่านหินประสบอุบัติเหตุและจะทำให้ถ่านหินตกไปในทะเลและเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลนั้น  กฟผ. ก็ควรจะต้องมีหลักประกันให้ชาวบ้านเกิดความมั่นใจว่าจะไม่เกิดกรณีดังกล่าวขึ้น หรือหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงจะมีแนวทางที่จะแก้ไขผลกระทบอย่างไร  ทั้งในช่วงระหว่างก่อสร้าง  และหลังจากมีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า โดยจะต้องปฏิบัติงานให้อยู่ในมาตรฐานสิ่งแวดล้อม อย่างเคร่งครัด

    ดร.ธีระพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกระบวนการจัดทำ EIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และ EIA ท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำเข้าที่สู่ประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.)ได้ เนื่องจากยังมีการคัดค้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ขั้นตอนรอการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่หรือไม่ หากให้สร้างก็จะต้องกลับมาทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(Environment and Health Impact Assessment หรือ EHIA) เพิ่มเติมอีกฉบับ ซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี 

    อย่างไรก็ตามเห็นว่า ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ามากถึง 67% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด ซึ่งไม่สมดุลด้านความมั่นคงพลังงาน ดังนั้นควรกระจายไปใช้เชื้อเพลิงอื่น ซึ่งถ่านหินน่าจะเหมาะสม เพราะมีต้นทุนต่ำเพียงกว่า 2 บาทต่อหน่วย ขณะที่พลังงานทดแทนอย่างลมและแสงแดด ต้นทุนเฉลี่ย 3 บาทต่อหน่วย แต่รัฐบาลก็ควรพัฒนาพลังงานทดแทนควบคู่ไปด้วย โดยควรปรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงใหม่ ลดการใช้ก๊าซฯเหลือ 30% เพิ่มถ่านหินเป็น 28-29% และที่เหลือเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลพลังงานประเทศได้ 

     รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

     

    ด้าน รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์​ กล่าวว่า จากการนำข้อมูล EIA มาประยุกต์เพื่อตรวจสอบว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะส่งผลกระทบต่อพืชอย่างไรนั้น พบว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อพืชผลเกษตรรวมถึงป่าชายเลน เนื่องจากปริมาณสารพิษที่จะทำร้ายพืชนั้นยังมีปริมาณที่ต่ำมาก ซึ่งหากสารพิษบางประเภท เช่น ซันเฟอร์ไดออกไซด์มีปริมาณน้อยและละลายในน้ำ ต้นพืชสามารถดูดซับมาใช้สร้างการเติบโตของพืชเองได้ ดังนั้นมลภาวะที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้าถ่านหินถือว่าอันตรายและน่าห่วงน้อยกว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยมลภาวะสู่ธรรมชาติ 

    อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเรื่องของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ข้อมูลทางวิชาการอาจไม่ตรงกันได้ ขึ้นอยู่กับสมมติฐานและดัชนีที่นำมาประมวลผล  แต่ก็สามารถที่จะหาข้อยุติทางวิชาการกันได้ เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ สามารถทำซ้ำหรือตรวจสอบย้อนกลับเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันได้  แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของการนำความเชื่อ ของแต่ละบุคคลมาใช้โต้แย้งกันนั้น  คงต้องใช้เวลาในการหารือ พูดคุยกัน เพื่อสร้างความเข้าใจ

    ทั้งนี้เห็นว่า หากต้องการให้ชาวบ้านจังหวัดกระบี่เกิดความมั่นใจและเชื่อถือว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมรุนแรง รวมทั้งผลิตผลทางการเกษตรทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน  ทาง กฟผ. ควรทำพันธสัญญากับชุมชนว่าจะใช้ถ่านหินที่มีคุณภาพดี มีกระบวนการขนส่งการผลิตที่ปลอดภัยตามที่ระบุไว้  และหากเกิดผลกระทบขึ้น กฟผ.จะต้องรับผิดชอบ รวมทั้งจะต้องมีหน่วยงานและทีมวิชาการเข้าไปดูแลไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าก็ตาม  ตลอดระยะเวลาที่มีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร ชาวประมง และประชาชนในจังหวัดกระบี่

    งานเสวนากลุ่มย่อย"โรงไฟฟ้าถ่านหินน่ากลัวจริงหรือ?"จัดโดยศูนย์ข่าวพลังงาน