บทความทั้งหมด

Date : 08 / 09 / 2017

  • Date : 08 / 09 / 2017
    กฟผ. พร้อมลุยลงทุน 1.7 แสนล้าน ตามแผนพลังงานหมุนเวียน 20 ปี เปิดโมเดลโรงไฟฟ้าประชารัฐวิสาหกิจ

    เปิดแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปีของ กฟผ. 2,000 เมกะวัตต์ล่าสุด หลังผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด กฟผ. ไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค.2560 ที่ผ่านมา โดย กฟผ. จะลงทุนเองทั้งหมด เน้นพลังงานแสงอาทิตย์มากสุด 900 เมกะวัตต์ รองลงมาคือ ชีวมวล 595 เมกะวัตต์ พลังงานลม 229 เมกะวัตต์ คาดใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 172,600 ล้านบาท

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่ เพื่อเน้นถึงความสำคัญของ กฟผ. ต่อการดำเนินโครงการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและวิจัยพัฒนาพลังงานใหม่ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC)  ว่า แผนพัฒนาหมุนเวียน 20ปี (2558-2579) ของ กฟผ. ซึ่งมีการปรับปรุงใหม่ล่าสุด ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กฟผ. ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เป็นประธาน ไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งขั้นตอนต่อไป จะนำเสนอต่อกระทรวงพลังงาน และจะเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power  Development Plan - PDP) ที่จะมีการปรับปรุงใหม่แทน PDP2015 ในปัจจุบัน

    โดยสาระสำคัญของแผนพัฒนาหมุนเวียน 20 ปีของ กฟผ. ที่ปรับปรุงใหม่ล่าสุดนี้ ยังยืนยันให้มีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน คือจาก 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์ มีโครงการลงทุนทั้งสิ้น 144 โครงการวงเงินลงทุนปรับลดลงจากเดิมที่ตั้งไว้  2 แสนล้านบาท เหลือประมาณ 172,600 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงได้อีกตามต้นทุนพลังงานหมุนเวียน  แบ่งเป็นการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากสุด  900 เมกะวัตต์ รองลงมาคือชีวมวลเน้นวัตถุดิบจากไม้โตเร็ว จำนวน 595 เมกะวัตต์  พลังงานลม 229 เมกะวัตต์ พลังน้ำ 169 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ/พืชพลังงาน 56 เมกะวัตต์ และจากขยะ 50 เมกะวัตต์ 

    ทั้งนี้ ในแผนระยะสั้น 5 ปี  (2560-2564) ซึ่งค่อนข้างจะมีความชัดเจนในรายละเอียดของโครงการลงทุนแล้ว จะมีการลงทุนรวม 208 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ 125 เมกะวัตต์ พลังน้ำ 43.5 เมกะวัตต์ พลังงานลม 24 เมกะวัตต์ ชีวมวล 14.5 เมกะวัตต์ และขยะ 1 เมกะวัตต์

    นายสหรัฐ กล่าวว่า โครงการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทั้ง 2,000 เมกะวัตต์ กฟผ. จะเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด  เนื่องจากในแผน PDP 2015  มีการแบ่งสัดส่วนการพัฒนาโครงการของเอกชนและ กฟผ. ไว้แล้ว โดยการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. จำนวน 2,000 เมกะวัตต์นั้น คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ขณะที่ภาคเอกชนมีสัดส่วน 90% ของการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดของประเทศ 19,684 เมกะวัตต์ตามแผน PDP 2015 ทั้งนี้ กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจจะได้รับผลตอบแทนการลงทุนประมาณ 6-7% เท่านั้น และต้องทำต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำกว่าภาคเอกชน ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า

    สำหรับแผนลงทุนพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. นี้จะใช้เงินลงทุนจากกำไรของ กฟผ. เอง หลังการนำกำไรส่วนหนึ่งส่งรัฐบาล รวมถึงการออกพันธบัตรและเงินกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ ซึ่งถือว่ามีความพร้อมในการดำเนินการตามแผนดังกล่าว ในการลงทุนส่วนหนึ่งจะใช้โมเดล “โรงไฟฟ้าประชารัฐวิสาหกิจ” โดย กฟผ. เปิดโอกาสให้ภาคเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมลงทุน 10-20% ในโรงไฟฟ้าชีวมวล อันจะเป็นการสร้างรายได้ให้ภาคเกษตรกร 2 ส่วน ส่านแรกจากการขายเชื้อเพลิงชีวมวล ส่วนที่สองเป็นเงินปันผลจากโรงไฟฟ้า

    ทั้งนี้ หากดำเนินการแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปี ได้ตามแผนดังกล่าว จะช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 3.8 ล้านตันต่อปี และลดการนำเข้าเชื้อเพลิงเฉลี่ย 560 KTOE ต่อปี

Date : 31 / 08 / 2017

  • Date : 31 / 08 / 2017
    รัฐส่งสัญญาณบวกเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา
    ถือเป็นการส่งสัญญาณเป็นบวกต่อการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา อ.เทพา จ.สงขลา ขนาดกำลังผลิต1,000 เมกะวัตต์  ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) หลังจากที่เมื่อวันที่ 17ส.ค.2560 ที่ผ่านมา คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(คชก.)มีมติเห็นว่า รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)นั้นมีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอสำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.)  และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนต่อไป
     
    โดยถึงแม้จะยังมีกระแสการคัดค้านจากเอ็นจีโอในพื้นที่ และนักวิชาการในสายเอ็นจีโอ ที่ส่งตัวแทนมายื่นหนังสือคัดค้านที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  แต่ ทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ก็ออกมาชี้แจงแล้วว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ของกฟผ. นั้นเป็นโครงการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือPDP2015ของกระทรวงพลังงาน และได้มีการจัดทำรายงานEHIA  เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย  ตามมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 
     
    กฟผ.นั้นส่งรายงานEHIA ให้ทางสผ.พิจารณาตามขั้นตอน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30ต.ค.2558 ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นตอนที่ คชก.เห็นชอบ ก็ใช้ระยะเวลาเกือบ3ปี โดยรายงานดังกล่าว ทางคชก.ด้านโรงไฟฟ้าพลังความร้อน ประชุมพิจารณาชี้แจงเพิ่มเติม ถึง6 ครั้ง  รวมทั้งได้พิจารณาโดยคำนึงถึงประเด็นการคัดค้านโครงการของทั้ง3 เครือข่ายคือ เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ  ,เครือข่ายคนสงขลาปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน และเครือข่ายนักวิชาการภาคใต้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว  ซึ่งถือว่ามีความรอบคอบมากพอสมควร 
     
    อีกสัญญาณที่เป็นบวกต่อการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่สำคัญ คือการที่ตัวแทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มานั่งแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนร่วมกันทั้ง นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดทส. ,นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการ สผ. ซึ่งถือเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการจัดทำ รายงานEHIA และนายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกฟผ. ซึ่งไม่ค่อยปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งนัก  เสมือนเป็นการยืนยันต่อสาธารณะว่า  กฟผ.ในฐานะที่เป็นเจ้าของโครงการจะปฎิบัติตามรายงานEHIA อย่างเคร่งครัดในการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 
     
    สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา นั้น จะมีมาตรการในการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการในการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามที่ระบุไว้ในรายงานEHIA ที่สำคัญ เช่น การติดตั้งระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ ที่จะช่วยกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน  ระบบการดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต ระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ด้วยน้ำทะเล  ระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ระบายออกจากปล่อง
     
    การควบคุมการปลดปล่อยปรอทจากโครงการ  การติดตั้งอุปกรณ์ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำแบบต่อเนื่องก่อนปล่อยออกสู่ทะเล   การจัดการสถานที่ก่อสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ตามความต้องการของชุมชน  การชดเชยค่าที่ดินและทรัพย์สินของประชาชนโดยกำหนดให้มีตัวแทนภาคประชาชนร่วมอยู่ในคณะกรรมการ   การตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามการปฎิบัติตามมาตรการต่างๆของกฟผ. โดยที่มีตัวแทนภาคประชาชน ตัวแทนภาครัฐหรือหน่วยงานท้องถิ่น ร่วมอยู่ในคณะกรรมการ  และการจัดให้มีโครงการหรือกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมเพื่อความมั่นคงและความเจริญของชุมชน เป็นต้น 
     
    ในโจทย์ใหญ่ของความจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ นั้น ก็เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับพื้นที่ภาคใต้ ที่ในอนาคตกำลังผลิตไฟฟ้าที่ติดตั้งในพื้นที่ จะมีน้อยกว่าความต้องการใช้ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันการเลือกเชื้อเพลิงถ่านหิน ก็เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ที่ปัจจุบัน การผลิตไฟฟ้าของไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในสัดส่วนเกือบ70%  โดยกฟผ.นั้นเปรียบเทียบให้เห็นต้นทุนค่าไฟฟ้าแล้วว่า ระหว่างการเลือกโรงไฟฟ้าก๊าซแอลเอ็นจี นำเข้า กับโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น  โรงไฟฟ้าถ่านหินมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ต่ำถูกกว่ามาก  ในขณะที่ทางเลือกของการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม ในขณะนี้ หรือพลังงานชีวมวล นั้น ก็มีข้อจำกัดเรื่องของต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าถ่านหิน และความไม่เสถียร  แม้ว่าปัจจุบันจะมีการพัฒนาระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน มาแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ก็ยังมีราคาแพง และมีขนาดกำลังผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ 
     
    ประเด็นที่น่าคิดสำหรับการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงาน ซึ่งมีความจำเป็นต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ หากผู้ดำเนินโครงการ มีพันธะสัญญาที่จะต้องปฎิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และหน่วยงานที่กำกับดูแล ออกมาการันตีความถูกต้องของรายงานEHIA แล้ว ว่าได้คำนึงถึงการดูแลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชนเป็นอย่างดี  แล้วยังไม่สามารถที่จะเดินหน้าโครงการได้  ก็ชัดเจนว่า  ประเทศไทยเรากำลังติดกับดักการพัฒนา ด้วยเสียงคัดค้านที่ไม่ได้หักล้างกันด้วยเหตุด้วยผลตามกฎหมาย 
     

Date : 25 / 08 / 2017

  • Date : 25 / 08 / 2017
    EHIA โรงไฟฟ้าเทพา เดินตามหลักวิชาการ

    สผ. และ กฟผ. ประสานเสียง ยืนยัน รายงาน EHIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ดำเนินการตามหลักวิชาการ ทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมาย  เปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม ระบุ คชก. พิจารณาอย่างรอบคอบ ถึง 6 ครั้ง ก่อนจะมีมติเห็นว่ารายงานดังกล่าว มีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอที่จะเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีพิจารณา

    ภายหลังจากที่รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) ของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) และเตรียมเสนอต่อ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  ก็เกิดมีปฏิกิริยาคัดค้านจากคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ และเครือข่าย ที่เคลื่อนไหวโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้มาตั้งแต่ต้น  โดยส่งกลุ่มตัวแทนมาปักหลักคัดค้านอยู่หน้า ทส. เพื่อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรายงาน EHIA ฉบับดังกล่าว ที่ทางกลุ่มผู้คัดค้านอ้างว่าไร้มาตรฐานทางวิชาการ ใช้เวลาในการศึกษาสั้นเกินไป รวมทั้งขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวแทนผู้คัดค้านได้ตัดสินใจเดินทางกลับภูมิลำเนาในวันนี้ (25 ส.ค.) หลังรวมตัวคัดค้านมา 3 วัน โดยบอกว่าจะมีการรวมกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยและจะเคลื่อนไหวอีกครั้งในเดือนกันยายน

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาคำชี้แจงทั้งจากทาง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะผู้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าเทพา จ. สงขลา  และคำชี้แจงจากทาง สผ. ก็มีเหตุผลที่รับฟังได้ว่า กระบวนการและขั้นตอนการทำรายงาน EHIA  ที่ผ่านความเห็นชอบ จาก คชก. นั้น ไม่ได้เป็นไปอย่างที่กลุ่มคัดค้านกล่าวหา  โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามหลักวิชาการและเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด  รวมถึงได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และมีการดำเนินการในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ได้เป็นการรวบรัดแต่อย่างใด

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานคนใหม่ ในฐานะโฆษก กฟผ. ชี้แจงว่า รายงาน EHIA ของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่ผ่านความเห็นชอบตามขั้นตอนจาก คชก. ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในทุกสาขาวิชานั้น ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยจัดเวทีให้มีการรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนเปิดให้มีการส่งข้อคิดเห็น ข้อห่วงกังวล และข้อเสนอแนะ มาให้ สผ. นำไปใช้ประกอบการพิจารณาได้ตลอด  อีกทั้งยังมีการเชิญผู้แทนเครือข่ายกลุ่มที่คัดค้านเข้าร่วมชี้แจงข้อห่วงกังวลและข้อเท็จจริงต่อ คชก. ด้วย

    ทั้งนี้ รายงาน EHIA ที่ผ่านกระบวนการพิจารณาของ คชก. ในครั้งนี้นั้น ได้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมตามข้อสังเกตและข้อแนะนำ  มาก่อนหน้านี้มากถึง 6 ครั้ง คือ ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 พิจารณารายงานฉบับสมบูรณ์ วันที่ 1 และ 8 กันยายน 2559 พิจารณารายงานชี้แจงเพิ่มเติม วันที่ 18 มกราคม 2560 พิจารณารายงานชี้แจงเพิ่มเติม วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 พิจารณารายงานชี้แจงเพิ่มเติม และวันที่ 17 สิงหาคม 2560 รวมใช้ระยะเวลาในการพิจารณาทั้งสิ้นประมาณ 1 ปี 10 เดือน

    ทางด้านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย สผ. ก็ได้ออกเอกสารชี้แจงไปในทิศทางที่สอดคล้องกันว่า กฟผ. ได้เสนอรายงาน EHIA ให้ สผ. พิจารณา เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2558  ซึ่ง คชก. ได้ประชุมเพื่อพิจารณารายงาน EHIA รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ด้วยความรอบคอบ เป็นกลาง และเป็นไปตามหลักวิชาการ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม  และในการประชุมเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 ที่ประชุม คชก. จึงได้มีมติเห็นว่ารายงานดังกล่าวมีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอสำหรับการเสนอเพื่อพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) โดยให้ กฟผ. รวบรวมข้อมูลในรายงาน และข้อมูลที่ได้ชี้แจงเพิ่มเติมทุกฉบับ รวมทั้งข้อมูลที่ปรับแก้ไขตามข้อคิดเห็นของ คชก. จัดทำเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ เสนอให้ สผ. ดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต่อไป

    ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด กำลังการผลิต 2,200 เมกะวัตต์ (รวม 2 เครื่อง) กำหนดส่งไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2564 และ 2565 ตามลำดับ โดยเป็นโครงการที่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงาน EHIA และเป็นโครงการของรัฐที่ต้องเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการ 

    ในขณะที่นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการ สผ. ซึ่งเป็นประธาน คชก. โดยตำแหน่ง ชี้แจงว่าในขั้นตอนการดำเนินการนั้น รายงาน EHIA ที่ผ่านความเห็นของ คชก. นั้นไม่ใช่การอนุมัติโครงการ แต่เป็นรายงานที่จะใช้ประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เพื่อเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาอนุมัติโครงการของคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ต่อไป

    สำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น ผส. ชี้แจงในเอกสารว่า ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นจัดทำรายงาน EHIA ซึ่งจะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างน้อย 3 ครั้ง ขั้นตอนการพิจารณารายงาน EHIA ซึ่ง สผ. ได้เปิดโอกาสให้ทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยสามารถจัดส่งข้อมูลความคิดเห็นต่อโครงการได้ รวมทั้ง สผ. ได้มีหนังสือเชิญผู้แทนเครือข่ายผู้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเข้าร่วมชี้แจงข้อห่วงกังวลและข้อเท็จจริงต่อ คชก. ในการประชุมครั้งที่ 29/2559 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2559 ซึ่งเครือข่ายผู้คัดค้านโครงการได้มีหนังสือแจ้งไม่เข้าร่วมประชุม อย่างไรก็ตาม คชก. ก็ได้นำประเด็นข้อคิดเห็นของเครือข่ายผู้คัดค้านโครงการมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณารายงานด้วย

    ถ้าย้อนไปดูกระบนการการจัดทำ EHIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ของ กฟผ.นั้น  จะเห็นว่าได้เปิดให้ประชาชนและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำ EHIA ตั้งแต่ต้น โดยในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.1) เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 3,860 คน การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ในขั้นตอนการประเมินและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.2) ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ถึง 5 มิถุนายน 2558 มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 708 คน และ การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ในการทบทวนร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.3) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 6,498 คน

    ต้องบอกว่า กระบวนการจัดทำ EHIA นั้นดำเนินการโดยบริษัทที่ปรึกษาซึ่งต้องขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องกับทาง สผ. หลักเกณฑ์และขั้นตอน เงื่อนไขต่างๆ นั้นก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตามมาตรฐานที่ทาง สผ. เป็นผู้กำหนด กฟผ. จึงเป็นเพียงผู้ดำเนินการให้ถูกต้อง ไม่สามารถที่จะไปตั้งเงื่อนไขเอง หรือรวบรัดขั้นตอนเอาตามอำเภอใจได้  ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นการจัดทำ EHIA จนถึงผ่านความเห็นชอบ คชก.ประมาณ 1 ปี 10 เดือนนั้น คงเป็นคำตอบที่ชัดเจน ว่า EHIA ฉบับนี้นั้น ผ่านตะแกรงร่อนจากทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียมาแล้วอย่างดี

    จึงต้องติดตามดูว่าเมื่อรายงาน EHIA ฉบับนี้จะผ่านกระแสต่อต้านสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติตามขั้นตอนได้เมื่อใด

     

    ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นในกระบวนการจัดทำ EHIA

Date : 17 / 08 / 2017

  • Date : 17 / 08 / 2017
    เปิดข้อกังวล"ไกรฤทธิ์"ว่าด้วยระบบแบ่งปันผลผลิต
    เปิดข้อกังวลจาก "ไกรฤทธิ์ นิลคูหา" อดีตอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ถึงการนำระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี) มาใช้ในการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช แทนระบบสัมปทานเดิม ทั้งประเด็นเรื่องของความพร้อมด้านบุคลากรของภาครัฐที่จะเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และประเด็นกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องดูให้รอบคอบ 
     
    ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่15ส.ค.2560 ให้ความเห็นชอบร่างกฎกระทรวงและร่างประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียมรวม 4 ฉบับ  ประกอบด้วย 1  ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ...2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ...3.  ร่างกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ และ 4. ร่างประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในรูปแบบของสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือสัญญาจ้างบริการ  ซึ่งจะมีผลทำให้พื้นที่ปิโตรเลียมในอ่าวไทย โดยเฉพาะแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช จะต้องใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต เข้ามาบริหารจัดการ แทนระบบสัมปทานไทยแลนด์วัน เมื่อสัมปทานสิ้นสุดอายุในปี2565และ2566 นั้น ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center -ENC) ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อดีตอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์และมีบทบาทในการกำกับดูแลกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย มาหลายสิบปี 
     
    โดยนายไกรฤทธิ์  ได้แสดงความเห็นส่วนตัว ถึงการที่รัฐโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะนำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract-PSC) มาใช้ในแหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งเป็นแหล่งผลิตปิโตรเลียมที่มีความสำคัญของประเทศ  ว่า ค่อนข้างมีความกังวลและเป็นห่วงน้องๆข้าราชการกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตหรือ พีเอสซี ตามกฎหมาย  เนื่องจาก ข้าราชการของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาตินั้นมีความคุ้นเคยกับการกำกับดูแลงานภายใต้ระบบสัญญาสัมปทาน มานานกว่า40ปี 
     
    นายไกรฤทธิ์ กล่าวว่า มีสองประเด็นสำคัญที่ยังมีความกังวล ในการนำระบบแบ่งปันผลผลิต มาใช้ คือ 1.ความพร้อมของข้าราชการของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่จะเข้ามากำกับดูแลงาน เพราะระบบพีเอสซี นั้น โดยหลักการ คือการที่รัฐจะต้องเข้าไปควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม อย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน  ซึ่งจะทำให้ข้าราชการมีภาระงานและความรับผิดชอบที่มากขึ้น เพราะจะต้องเป็นผู้อนุมัติแผนงาน การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆทั้งหมด  จากเดิมที่ภายใต้ระบบสัมปทาน งานในส่วนนี้ เอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบ  ในขณะที่ผลลัพธ์ของงาน คือผลผลิตปิโตรเลียมที่จะได้ อาจจะแย่ลงกว่าเดิม 
     
    "ตลอดเวลาที่ผ่านมากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีความชำนาญในการกำกับดูแลผลประโยชน์ปิโตรเลียมภายใต้ระบบสัมปทานมาโดยตลอด สามารถจัดเก็บผลประโยชน์ส่งให้กับรัฐมาได้ด้วยดี  ไม่เคยมีปัญหา แต่เรากำลังจะเลือกที่จะเปลี่ยนจากระบบที่ข้าราชการมีความมั่นใจมากที่สุด ไปเป็นระบบที่ข้าราชการมีความมั่นใจน้อยกว่า โดยที่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อาจจะดูแย่กว่าระบบสัมปทานเดิม จึงมองไม่เห็นถึงความจำเป็น   เพราะความเห็นส่วนตัว จนถึงขณะนี้ ก็ยังมั่นใจว่า ระบบสัมปทานที่เราใช้อยู่นั้นมีข้อบกพร่องน้อยที่สุด ถือเป็นระบบดีที่สุดสำหรับประเทศไทย  และเป็นระบบที่ช่วยให้ประเทศเราจากที่ไม่มีอะไรเลย  กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจเติบโต โดยที่มีก๊าซธรรมชาติ เป็นตัวช่วยขับเคลื่อน " นายไกรฤทธิ์ กล่าว
     
    นายไกรฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า ระบบแบ่งปันผลผลิต เท่าที่ติดตามดู ไม่ได้ช่วยให้ รัฐมีผลประโยชน์ที่มากขึ้นไปกว่าระบบสัมปทาน ตรงกันข้ามจะดูแย่กว่าในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน ขั้นตอนที่ยุ่งยาก ล่าช้าในการขออนุมัติ ซึ่งจะกระทบกับปริมาณการผลิตปิโตรเลียม เมื่อเทียบกับระบบสัมปทาน ที่เอกชนผู้รับสัมปทาน พยายามที่จะปรับตัวเองให้มีการทำงานที่รวดเร็ว เพื่อลดต้นทุน  ซึ่งหากรัฐตอบคำถามได้ชัดเจนว่า ระบบแบ่งปันผลผลิตดีกว่าระบบสัมปทานอย่างไร  ก็จะไม่รู้สึกห่วง แต่ถ้าเป็นการเปลี่ยนระบบ เพราะกลัวเสียงวิจารณ์หรือเสียงคัดค้านจากคนบางกลุ่มในสังคม ก็ยิ่งเห็นว่าไม่ควร
     
    อย่างไรก็ตาม เมื่อในที่สุดต้องใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต เข้ามาบริหารจัดการแทนระบบสัมปทาน นายไกรฤทธิ์ ให้คำแนะนำว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ควรจะต้องมีการปรับระบบการทำงาน กันใหม่ทั้งหมด ให้มีความพร้อม และมีความคล่องตัวมากขึ้น  โดยต้องพยายามลดขั้นตอนของระเบียบราชการลงให้ได้มากที่สุด ไม่ให้เกิดความล่าช้าในการอนุมัติ  เพราะจะมีงานใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกภายใต้สัญญาระบบแบ่งปันผลผลิต  ในขณะที่งานเดิมคืองานภายใต้ระบบสัญญาสัมปทาน ก็ยังมีอยู่ เพราะสัมปทานส่วนหนึ่งยังไม่หมดอายุ 
     
    ในขณะที่ข้อกังวลที่สอง ที่อาจจะเป็นปัญหาตามมาในอนาคต เมื่อมีการปฎิบัติจริงภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต คือ กฎหมายของหน่วยงานอื่นๆที่จะมาเกี่ยวข้อง เช่นกฎหมายสรรพากร กฎหมายแรงงาน และกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะต้องพิจารณาดูให้รอบคอบ  เพราะถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ผลกระทบจะเกี่ยวพันกันไปหมด  ต้องมาเสียเวลาผ่อนผัน หรือยกเว้น กฎระเบียบ กันอีก 
     
     
    เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ระหว่างระบบสัมปทาน กับระบบแบ่งปันผลผลิต