บทความทั้งหมด

Date : 02 / 03 / 2016

  • Date : 02 / 03 / 2016
    กระทรวงพลังงาน เปิด 5 แผนปฏิบัติการพลังงาน ระยะยาว 21ปี
    รายงานพิเศษ
     
     การบูรณาการแผนพลังงานเข้าด้วยกัน ทั้ง 5 แผน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การดำเนินนโยบายด้านพลังงานในระยะยาวมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น  และสื่อมวลชนท้องถิ่น ก็มีความสำคัญที่จะทำรายละเอียดของแผนไปอธิบายต่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการสัมมนาเจาะแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว เส้นทางสู่พลังงานยั่งยืน
     
         พล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา “เจาะแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว เส้นทางสู่พลังงานยั่งยืน”ว่า กระทรวงพลังงานกำลังเดินตามแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว 5 แผน ซึ่งเป็นกรอบที่จะนำมาพัฒนาพลังงานของประเทศให้เกิดความมั่นคงในระยะยาว 21 ปี นับตั้งแต่พ.ศ. 2558-2579 ซึ่งประกอบด้วย
     
    1.แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยระยะ 21 ปี (พ.ศ.2558-2579) หรือ PDP 2015
     
    2. แผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558-2579 หรือ EEP 2015
     
    3.แผนพัฒนาพลังงานทดแทน พ.ศ. 2558-2579  หรือ AEDP 2015
     
    4.แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2558-2579 หรือ  Oil Plan 2015
     
    5.แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558-2579 หรือ Gas Plan 2015
     
               นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของแผน PDP 2015 นั้น มีความแตกต่างจากแผนที่ผ่านมาคือ เน้นกระจายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะลดการใช้ก๊าซฯจาก 64% เหลือ 30-40% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจาก 8-10% เป็น 20% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด  ตั้งเป้าลดการใช้ไฟฟ้าของประเทศลงให้ได้ 10,000 เมกะวัตต์ด้วย ส่วนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอด 21 ปีจะอยู่ที่ 4.587 บาทต่อหน่วย
     
               ทั้งนี้มีแผนผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้นใน 21 ปีรวม  70,335 เมกะวัตต์ ส่วนโรงไฟฟ้าที่จะสร้างใหม่มีประมาณ 31 โรง 57,459 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด 9 โรง กำลังผลิตรวม 7,390 เมกะวัตต์ ,โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 15 โรง กำลังผลิตรวม 17,478 เมกะวัตต์ , โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรง กำลังผลิต 2,000 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส 5 โรง กำลังผลิตรวม 1,250 เมกะวัตต์
     
               นอกจากนี้มีกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น 4,119 เมกะวัตต์, พลังงานหมุนเวียน 12,105 เมกะวัตต์, พลังน้ำสูบกลับ 2,101 เมกะวัตต์ และซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 11,016 เมกะวัตต์  อย่างไรก็ตามแผนดังกล่าว
     
               นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายแผนการอนุรักษ์พลังงาน 21 ปีนั้น ตั้งเป้าลดใช้พลังงานลง 30% หรือลดลง 56,142 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ แบ่งเป็นการลดใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม 22% ลดใช้พลังงานในอาคารขนาดใหญ่ 34% ลดการใช้พลังงานในอาคารขนาดเล็กและบ้านเรือน 8% และลดใช้พลังงานภาคขนส่ง 46%
     
               ส่วนแผนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 21 ปี ประกอบด้วย
     
     1.โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 500 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 131.68 เมกะวัตต์
     
    2.โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 50 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันยังไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบ
     
    3.โรงไฟฟ้าชีวมวล 5,570 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 2,726.60 เมกะวัตต์
     
    4.โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ(น้ำเสีย/ของเสีย) 600 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 372.51 เมกะวัตต์
     
    5.โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ(พืชพลังงาน) 680 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันยังไม่มีเข้าระบบ
     
    6.โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก 376 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้172.12 เมะวัตต์
     
    7.โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ 2,906.40 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 2,906.40 เมกะวัตต์
     
    8.โรงไฟฟ้าพลังงานลม 3,002 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 233.90 เมกะวัตต์
     
    9.โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 6,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 1,419.58 เมกะวัตต์
     
             นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ส่วนแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ 21 ปีนั้น กำหนดเป้าหมายนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ให้เกิดการแข่งขัน เพิ่มจำนวนผู้จัดหาและจำหน่าย พร้อมเปิดโอกาสให้บุคคลที่สามสามารถใช้หรือเชื่อต่อระบบส่งก๊าซฯและสถานี LNG รวมทั้งกำกับดูแลการจัดหา LNG ทั้งระยะสั้นและยาว เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีรวมถึงการรองรับความต้องการใช้ก๊าซฯให้มีเพียงพอในอนาคต
     
             นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ในส่วนของแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง 21 ปีนั้น แบ่งเป็น 5 มาตากร 1.สนับสนุนการประหยัดน้ำมันในภาคขนส่งตามแผน EEP โดยจะประหยัดให้ได้ 30,213 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือ ลดลง 46% ในปี 2579
     
             2.ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงโดยใช้กลไกตลาด รวมถึงการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) พร้อมทั้งปรับอัตราเก็บภาษีสรรพสามิตให้เกิดความเป็นธรรม
     
             3.การผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพตามแผน AEDP โดยมีเป้าหมายใช้เอทานอลให้ได้ 11.3 ล้านลิตรต่อวัน  จากปัจจุบันใช้อยู่ 3.6 ล้านลิตรต่อวัน ด้วยการยกเลิกชนิดน้ำมันบางประเภท เพื่อให้การใช้เอทานอลมากขึ้น ซึ่งกำหนดให้ในปี 2561 ลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายอยู่จาก 6 ชนิด เหลือ 4 ชนิด และในปี 2579 ลดเหลือ 2 ชนิดหลักเท่านั้น คือ แก๊สโซฮอล์ E20และE85 นอกจากนี้มีเป้าหมายให้ใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ 4.2 ล้านลิตรต่อวัน ด้วยการทยอยปรับสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์จากB7 ไปเป็น B10 และB20 ตามลำดับ
     
            4.บริหารจัดการชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม โดยไม่ส่งเสริมการแต่ไม่ห้ามใช้ LPG สำหรับภาคขนส่ง ส่วนNGV ส่งเสริมใช้ในรถบรรทุกและรถสาธารณะ และส่งเสริมการใช้เอทานอลตามศักยภาพรถยนต์
     
            และ 5.เพิ่มการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน ด้วยการทำระบบท่อส่งน้ำมันไปภาคเหนือและภาคอีสาน รวมถึงการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ต่อไป
     
     

     

Date : 20 / 02 / 2016

  • Date : 20 / 02 / 2016
    พพ.ชู “ทิพย์สุโขทัย ไบโอเอ็นเนอยี่”ต้นแบบ การบริหารจัดการเชื้อเพลิง รับมือภัยแล้งช่วง 1-2 ปีนี้

    พพ.ชู “ทิพย์สุโขทัย ไบโอเอ็นเนอยี่”ต้นแบบ การบริหารจัดการเชื้อเพลิง รับมือภัยแล้งช่วง 1-2 ปีนี้ โรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นหนึ่งในพลังงานทดแทน ที่ผลิตไฟฟ้าจากเศษวัสดุธรรมชาติเหลือใช้ เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษไม้ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เกิดการนำวัสดุธรรมชาติมาก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้ให้กับภาคเกษตรกรรม รวมทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงด้านไฟฟ้าจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติมากเกินไปด้วย ทั้งนี้การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ หรือ พีดีพี 2015 กำหนดเป้าหมายให้ผลิตพลังงานใน 2 ส่วนคือ 1. ผลิตไฟฟ้าให้ได้ 5,570 เมกะวัตต์ ภายใน 20 ปี หรือในปี พ.ศ. 2579 จากปัจจุบันผลิตอยู่ประมาณ 2,451 เมกะวัตต์ และ 2.ผลิตพลังงานความร้อนจากชีวมวลให้ได้ 22,100 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ จากปัจจุบันผลิตได้ 5,184 กิโลตันเทียบเท่านั้นมันดิบ นายกุศล ชีวากร รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันภาครัฐให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและการลดใช้พลังงานเป็นอย่างมาก ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายของกระทรวงพลังงานดังกล่าวได้ จะต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนด้วย เพื่อนำของเสียมาผลิตเป็นไฟฟ้าและความร้อนให้คุ้มประโยชน์ และร่วมมือกันลดใช้พลังงานให้ได้ตามเป้าหมาย 30% ภายในปี 2579 หรือ ลดลง 56,142 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ จากปัจจุบันลดได้เพียง 12% ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงมีหลากหลายมาตรการออกมากระตุ้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือ มาตรการภาคสมัครใจ เปิดประกวดแข่งขันรับรางวัล Thailand Energy Awards และรางวัล ASEAN Energy Awards ขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยนอกจากจะเป็นกำลังใจให้กับเอกชน ชุมชน โรงงาน และภาคอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานแล้วยังช่วยต่อยอดให้กับโรงงานสาขาของผู้ได้รับรางวัลให้เข้าร่วมมาตรการประหยัดพลังงานด้วยซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะขยายเป็นวงกว้างและทำให้บรรลุเป้าหมายด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานของประเทศได้ ที่สำคัญช่วยชาติประหยัดพลังงานทำให้ชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับรางวัลยังถือได้ว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านการอนุรักษ์พลังงานระดับประเทศ และหากโดดเด่นก็จะได้เข้าไปชิงรางวัลระดับอาเซียนต่อไปสำหรับตัวอย่างของโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ได้รับทั้งรางวัลระดับประเทศ Thailand Energy Awards 2015 และรางวัลระดับนานาชาติ ASEAN Energy Awards 2015 ที่ผ่านมา ประเภทโครงการพลังงานความร้อนร่วมจากพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ บริษัท ทิพย์สุโขทัย ไบโอเอนเนอยี่ จำกัด ที่มาเผยเคล็ดลับความสำเร็จจากรางวัลดังกล่าว นายวิธันยา นามลี ผู้อำนวยการโรงงาน บริษัท ทิพย์สุโขทัย ไบโอเอนเนอยี่ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ สร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อย มีกำลังการผลิตติดตั้ง 36 เมกวัตต์ ปัจจุบันส่วนใหญ่ผลิตไฟฟ้าป้อนให้โรงงานน้ำตาล ทิพย์สุโขทัย ซึ่งเป็นบริษัทในเครือจำวน 13 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองในโรงไฟฟ้า 4 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้ในโรงงานในเครือที่ผลิตปุ๋ย 0.5 เมกะวัตต์ และ อีก 8 เมกะวัตต์ ผลิตเพื่อจำหน่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) อย่างไรก็ตามในอนาคตมีแผนจะผลิตเพื่ออีก 8 เมกะวัตต์เพื่อขายให้ PEA เพิ่ม กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้บริษัทฯ ได้รับรางวัลระดับประเทศและระดับนานาชาติที่ผ่านมานั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการทีดี และดำเนินการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งนี้บริษัทแม่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตน้ำตาลจากอ้อย ทำให้มีชานอ้อยเหลือเป็นจำนวนมาก จึงนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ ป้อนให้กับโรงงานน้ำตาลเอง และใช้โรงงานในเครือ และบางส่วนขายเข้าระบบ PEA อย่างไรก็ตามชานอ้อยที่มีจำนวนมาก ต้องใช้รถแท็กเตอร์ดันชานอ้อยเป็นกองเพื่อเตรียมป้อนเข้าโรงไฟฟ้า ซึ่งกระบวนการนี้นับว่ามีการใช้พลังงานมาก เพราะรถดันชานอ้อยใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงประมาณ 1,500 ลิตรต่อวัน ซึ่งต้องจ่ายค่าน้ำมันประมาณ 4.5 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้บริหารจัดการใหม่ จากเดิมดันชานอ้อยเป็นกองใหญ่เพียง 1 กอง ก็จะกระจายเป็นหลายกองที่มีขนาดเล็กลงและให้อยู่ใกล้สายพานมากที่สุด ทำให้สามารถประหยัดการใช้น้ำมันดีเซลลงเหลือ 600 ลิตรต่อวัน หรือ จ่ายค่าดีเซลเพียง 1.5 แสนบาทต่อปี นอกจากนี้น้ำร้อนที่อยู่ในถังเก็บน้ำร้อน เพื่อป้อนใส่บอยเลอร์ผลิตไอน้ำนั้น แต่เดิมเป็นถังเปลือย เก็บความร้อนได้ไม่นาน ดังนั้นจึงคิดค้นนำฉนวนมาหุ้มเพื่อให้อุณหภูมิของน้ำคงที่ ช่วยลดความสูญเสียความร้อนไปได้ รวมทั้งยังได้ส่งเสริมให้พนักงานตระหนักร่วมกันประหยัดไฟฟ้าด้วยการตรวจสอบมอร์เตอร์ที่ไม่ได้ใช้ก็ให้หยุดทำงาน และแสงสว่างก็ใช้เทคโนโลยีโฟโต้เซลล์มาช่วย ซึ่งบริษัทฯจะมีการทำงานในตอนกลางคืน ดังนั้นไฟแสงสว่างจะเปิดในตอนกลางคืนและปิดในตอนกลางวันแบบอัตโนมัติ แต่หากใช้เฉพาะจุดจะมีสวิตซ์ไฟฟ้าแบบกระตุกเปิดเฉพาะจุดได้ตามความต้องการใช้งาน ซึ่งช่วยป้องกันการลืมปิดไฟฟ้าได้ ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวช่วยให้บริษัทประหยัดเงินค่าพลังงานลงได้สูง และนำมาซึ่งรางวัลดังกล่าวด้วย สำหรับการผลิตไฟฟ้าชีวมวลเพื่อจำหน่ายให้การไฟฟ้านั้น โดยภาพรวมทั้งประเทศอาจประสบปัญหาใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ เนื่องจากปัญหาภัยแล้งจะทำให้การเพาะปลูกได้ผลผลิตน้อยลง และทำให้วัสดุทางธรรมชาติสำหรับผลิตไฟฟ้ามีน้อยตามไปด้วย โดยเฉพาะชานอ้อยในปี 2559 นี้อาจเหลือน้อยลงมากอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ทำสัญญาขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าแบบรับประกันว่าจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามสัญญา(Firm)นั้น อาจประสบปัญหาได้ เพราะขาดแคลนเชื้อเพลิง ทั้งแกลบ ชานอ้อย เศษวัสดุเหลือใช้จากเกษตรกรรรมต่างๆ เป็นต้น ซึ่งผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวลอาจต้องแก้ปัญหาโดยการหาซื้อวัสถุดิบจากที่อื่นมาใช้แทนเพื่อให้เป็นไปตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า แต่ในส่วนของบริษัท ทิพย์สุโขทัย ไบโอเอนยี่ นั้น ทำสัญญาขายไฟฟ้ากับ PEA แบบไม่รับประกันการขายไฟฟ้าเข้าระบบ(Non Firm) หรือแบบไม่กำหนดตายตัวในการขาย คือ ถ้าผลิตไม่ได้ก็สามารถหยุดขายได้ ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อบริษัทมากนักในปีนี้ นอกจากนี้บริษัทฯยังเหลือชานอ้อยที่ผลิตไว้มากในปีที่ผ่านมา 4 หมื่นตัน ซึ่งสามารถนำมารวมใช้ในปี 2559 ได้ แต่หากยังแล้งต่อไปอีกในปี 2560 บริษัทฯคาดว่าชานอ้อยจะไม่เพียงพอ ซึ่งอาจต้องแก้ปัญหาโดยหาซื้อจากเกษตรกรรายอื่นๆ เพิ่มเช่นกัน ดังนั้นใน 1-2 ปีนี้คงต้องจับตาโรงไฟฟ้าชีวมวลว่าจะได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งมากน้อยแค่ไหน และจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไรเพื่อไม่ให้กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามโรงไฟฟ้าชีวมวลก็ยังนับว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่ช่วยนำเศษเหลือทิ้งตามธรรมชาติมาก่อให้เกิดประโยชน์และสร้างความสมดุลในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งภาครัฐอาจต้องพิจารณาแผนงานตามความเหมาะสมของเชื้อเพลิงในอนาคตต่อไปด้วย

Date : 18 / 02 / 2016

  • Date : 18 / 02 / 2016
    ERIA หนุน SETA 2016 หารือโลกร้อน ต่อยอดข้อสรุป COP21
    ERIA หนุน SETA 2016 หารือภาวะโลกร้อน ต่อยอดข้อสรุป COP21
    การประชุมและนิทรรศการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย ประจำปี 2559 หรือ SETA 2016 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 23- 25 มีนาคม 2559 เป็นครั้งแรกในประเทศไทยนั้น ได้รับการสนับสนุนสำคัญจากหน่วยงานสำคัญทั้งภาครัฐและเอกชน จากทั้ง ในประเทศและต่างประเทศ โดยหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการจัดการดังกล่าวหน่วยงานหนึ่ง คือ สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจ เพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก หรือ ERIA (Economic Research Institute for ASEAN and East Asia) ซึ่งเป็น หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการวิจัยในเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนและเอเชียตะวันออก ซึ่ง พลังงานก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่ ERIA ให้ความสำคัญ เนื่องจากเชื่อว่าเป็นเรื่องที่มีบทบาทในการลดช่องว่างระหว่างประชาชน ในภูมิภาคและสร้างกลุ่มชนชั้นกลางให้มีมากขึ้น โดยการพัฒนาด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานที่ยั่งยืน จะเป็นกลจักรสำคัญที่ จะผลักดันการพัฒนาให้เกิดขึ้นในภูมิภาคได้
    โดยในงาน SETA 2016 นี้ นายฮิเดโตชิ นิชิมูระ ผู้อำนวยการบริหาร ERIA จะเป็นหนึ่งในผู้กล่าวปาฐกถาสำคัญ และ SETA 2016 จะเป็นเวทีแรกที่จะกล่าวถึงแนวทางของกลุ่มประเทศอาเซียนและเอเชียตะวันออก ในการปฏิบัติตามความ ตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งได้รับการรับรองจากผู้แทน 196 ประเทศที่ร่วมประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงของ สภาพอากาศโลกครั้ง ที่ 21 หรือ COP21 ที่กรุงปารีส โดยความตกลงปารีสว่าด้วยการต่อสู้กับภาวะโลกร้อนนี้ มีเป้าหมาย หลัก 3 ประการ คือ จำกัด ระดับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกินระดับ 2 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนการปฏิวัติ อุตสาหกรรม ส่งเสริมการพัฒนาสังคม คาร์บอนต่ำ ในลักษณะที่ไม่กระทบต่อการผลิตอาหาร และจัดทิศทางการลงทุนที่ สอดคล้องกับแนวทางสู่การพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำ ซึ่งถือว่าเป็นข้อตกลงทางด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความครอบคลุมที่สุด นับตั้งแต่การจัดทำพิธีสารเกียวโตเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา
    จึงเป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศอาเซียนและเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะประเทศไทยเอง จะมีแนวทางในการดำเนินการในด้านพลังงาน ตามแนวทางของข้อตกลงจาก COP21 อย่างไร
    ทั้งนี้ ผู้แทนของ ERIA คือ Dr. Venkatachalam Anbumozhi จะนำเสนอรายงานในหัวข้อย่อยเรื่อง “Aligning Renewable Energy Development with Low Carbon Pathway in Asia” ที่จะกล่าวถึงการเชื่อมโยงการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายหลักของความตกลงปารีส
    นอกจากนั้น ERIA ยังเป็นผู้สนับสนุนการสัมมนาในหัวข้อ Regional Energy Integration in ASEAN: How to Achieve Integration? ซึ่งจะอภิปรายว่าทำอย่างไร การบูรณาการพลังงานในภูมิภาคอาเซียนจึงจะประสบความความสำเร็จ โดยมีผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่ Ir. Dr. Sanjayan Velautham, Executive Director, ASEAN Center for Energy (ACE), H.E.Viraphonh Viravong, Vice Minister of Energy and Mines, Laos PDR และ ศ.ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสามารถเข้ารับฟังการอภิปรายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
    ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี พลเอกประจิน จั่นตอง จะให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงานการประชุมในวันที่ 23 มีนาคม 2559 โดย ในงาน SETA 2016 จะมีการประชุมสัมมนาในหัวข้อหลัก 4 หัวข้อ ได้แก่ นโยบายและแผนพลังงาน (Energy Policy and Planning) ด้านเทคโนโลยีระบบพลังงานไฟฟ้า (Electrical Systems Technology) การขนส่งและพลังงานทางเลือก (Transportation and Alternative Fuels) และ พลังงานที่ยั่งยืนและเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Energy and Green Technology) พร้อมมีการแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานควบคู่ไปด้วย อาทิ เทคโนโลยีสะอาด หรือ Clean Technology เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีทางด้านนิวเคลียร์และถ่านหินจากประเทศต่างๆ อาทิ ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย เป็นต้น
    SETA 2016 จัดโดยกระทรวงพลังงานและสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงผู้ให้การสนับสนุนรายอื่นๆ อาทิ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ EGAT บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO, การไฟฟ้านครหลวง, กลุ่ม ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ราชบุรี โฮลดิ้งส์ กลุ่มเอสซีจี (SCG) SIEMENS Toyota และ BMW โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุนในพลังงานทดแทนเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจในภูมิภาค และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับพันธมิตรด้านพลังงานและเทคโนโลยี ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้นราว 2,500 คน

Date : 16 / 02 / 2016

  • Date : 16 / 02 / 2016
    สมาร์ท กริด ระบบไฟฟ้าอัจริยะ สู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานของประเทศ
    สมาร์ทกริด (Smart Grid) หรือ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ กำลังเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้ใช้ไฟฟ้าไปสู่โลกแห่งอนาคตอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสั่งการเปิดหรือปิดไฟฟ้าแสงสว่างในบ้านผ่าน Application ในมือถือ ได้ทันที หรือแม้กระทั่งสั่งการปิด หรือ ปิดเครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า ผ่านระบบดังกล่าวได้

    นอกจากนี้ในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาทดแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันและก๊าซ ซึ่งสามารถชาร์ตไฟฟ้าที่บ้านเรือนได้ และเก็บไฟฟ้าไว้ในแบตเตอรี่รถยนต์ แต่ระหว่างชาร์ตเกิดปัญหาไฟฟ้าดับ แบตเตอรี่ในรถยนต์ยังสามารถกลายเป็นไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินป้อนกลับมาใช้ในบ้านเรือนได้อีกด้วย และที่สำคัญแต่ละครัวเรือนอาจเป็นทั้งผู้ที่ซื้อไฟฟ้าใช้และขณะเดียวกันก็เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขายกลับไปสู่ระบบไฟฟ้าของภาครัฐได้เช่นกัน หากติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป หรือ แผงโซล่าเซลล์ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)ไว้ เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประโยชน์ที่จะได้จากเทคโนโลยีที่เรียกว่า สมาร์ทกริด

    นายธวัชชัย สำราญวานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า-ระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า สมาร์ท กริด จะเป็นระบบที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าของประเทศ รวมไปถึงระดับครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปฏิบัติการแบบเป็นโครงข่ายทั้งระบบผลิต จำหน่าย รวมถึงการใช้ไฟฟ้า การบริหารจัดการแบบชาญฉลาดที่สุด

    โดยเฉพาะในอนาคตกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังจะมาแรง ซึ่งการผลิตไฟฟ้าในเมืองไทยจะเปลี่ยนจากการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้ฟอสซิล เป็นการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กลง และเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ โรงไฟฟ้าน้ำขนาดเล็ก โรงไฟฟ้าพลังงานลม เป็นต้น ซึ่งเป็นพลังงานที่ยังไม่เสถียร เพราะขึ้นกับปริมาณพลังงานธรรมชาติ เช่น แสงแดด สายลม เป็นต้น

    ดังนั้นสมาร์ท กริด จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนดังกล่าว เพราะจะมีระบบกักเก็บพลังงาน เสมือนการมีแบตเตอรี่ และเลือกได้ว่าจะปล่อยออกมาใช้ในเวลาที่เหมาะสมเมื่อไหร่ รวมทั้งสามารถจัดเก็บข้อมูลการผลิตไฟฟ้าและใช้ไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถกำหนดหรือวางแผนการผลิตและใช้ไฟฟ้าของประเทศได้เหมาะสม

    นอกจากนี้การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) จะนำไปสู่การเชื่อมโยงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศมากขึ้น ดังนั้นจำเป็นต้องมีระบบสมาร์ท กริด เข้ามาช่วยบริหารจัดการเพื่อไม่ให้ไฟฟ้าในเมืองไทยเกิดปัญหาไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับด้วย

    อย่างไรก็ตามขณะนี้ กฟผ.ได้นำร่องติดตั้งระบบสมาร์ท กริด ที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่ระบบสายส่งไฟฟ้าเข้าไปไม่ถึง เพราะพื้นที่เป็นป่าเขาและลุ่มน้ำ กฎหมายห้ามปักเสาพาดสายไฟฟ้า ทำให้เป็นจังหวัดที่มีความเชื่อถือระบบไฟฟ้าต่ำที่สุดในประเทศ ทั้งนี้แม่ฮ่องสอนมีความต้องการไฟฟ้าทั้งจังหวัด 8.9 เมกะวัตต์ หรือ เติบโตปีละ 8.1% ทำให้ต้องดึงไฟฟ้ามาจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ที่อ.แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านอำเภอปาย แม่ฮ่องสอน เข้าสู่ตัวเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวม 200 กิโลเมตร แต่มักมีปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยเฉลี่ย 83 ครั้งต่อผู้ใช้ไฟฟ้าต่อปี เพราะต้นไม้ละสายไฟฟ้า ระยเวลาไฟฟ้าดับเฉลี่ย 2,600 นาที

    โดยส่วนหนึ่งแม่ฮ่องสอนผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนได้เอง จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำผาบอง 1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่สะงา 10 เมกะวัตต์ และผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ 0.5 เมกะวัตต์ แต่ถ้าผลิตไม่ได้จะเกิดปัญหาไฟฟ้าดับที่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนทันที ดังนั้นกฟผ. จึงวางแผนการทำสมาร์ท กริด ที่แม่ฮ่องสอน เพื่อบริหารจัดการการผลิตและใช้ไฟฟ้าให้เกิดความสมดุลกัน

    ทั้งนี้ได้กำหนดแผนทดลองไว้ 3 ปี (พ.ศ.2559-2561) ซึ่ง กฟผ.จะทำการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เพิ่มจากกำลังผลิต 0.5 เมกะวัตต์ เป็น 3 เมกะวัตต์ และทำการเชื่อมโยงให้เป็นระบบสมาร์ท กริด ระยะที่ 1 ใช้งบประมาณ 720 ล้านบาท โดยปี 2559 คาดว่าจะเริ่มประกวดราคา และออกแบบประกวดราคาให้เสร็จ และคาดว่าจะได้คู่สัญญาพร้อมลงนามจัดซื้อจัดจ้างได้ในปี 2560 จากนั้นในปี 2561 บางส่วนของโครงการจะทยอยแล้วเสร็จ ซึ่งจะเริ่มมีข้อมูลจากโครงการนำร่องดังกล่าวได้ เพื่อนำไปปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้น่าเชื่อถือต่อไป

    อย่างไรก็ตามคาดหวังว่าการทดลองนำร่องสมาร์ท กริด ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จะช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับได้ และหากประสบความสำเร็จจะขยายไปยังพื้นที่ที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนสูง เช่น ภาคอีสานต่อไป

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แนบบุญ หุนเจริญ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คนไทยต้องเตรียมรับมือกับเทคโนโลยีสมาร์ท กริด ได้แล้ว เพราะอีกไม่กี่ปีจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งระบบการผลิตและระบบการใช้ โดยโรงไฟฟ้าจะมีขนาดเล็กลงเป็นพลังงานหมุนเวียนเป็นส่วนใหญ่ การไหลของไฟฟ้าจะมากกว่าหนึ่งทิศทาง จะซับซ้อนขึ้นเพราะสามารถเป็นทั้งระบบรับและระบบผลิตได้ อุปกรณ์การใช้ไฟฟ้าจะต้องฉลาดตามไปด้วย เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์กักเก็บพลังงานขนาดเล็กลงมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

    ทั้งนี้จะมีการบริหารจัดการไฟฟ้าเป็นระบบเล็กๆ ทั้งการผลิตและการใช้ ในอาคาร โรงงาน ภาคอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ในชุมชนเอง หรือเรียกว่า “Micro Grid” ขณะที่ระดับประเทศก็มี สมาร์ท กริด เป็นศูนย์กลางดูแลเช่นกัน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างอีกในอนาคต นอกจากนี้สิ่งที่จะตามมาคือ จะเกิดตลาดสมาร์ท กริด จากบริษัท เอกชน อีกจำนวนมาก ซึ่งภาครัฐจะต้องเตรียมวางแผนไว้ล่วงหน้าเพื่อกำกับดูแลด้วย

    ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้าก็ต้องปรับตัว เพราะในอนาคตภายในบ้านเรือนอาจต้องติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป ต้องมีระบบกักเก็บพลังงาน และซอร์ฟแวร์ เพื่ออ่านข้อมูลและสั่งการการใช้ไฟฟ้าผ่าน Application บนอุปกรณ์มือถือ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น เพื่อควบคุมการใช้ไฟฟ้าในบ้าน สามารถสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านผ่านมือถือได้เลย รวมทั้งสามารถเลือกลดใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่ภาครัฐขอความร่วมมือได้ด้วย

    อย่างไรก็ตามหากระบบสมาร์ท กริด สามารถนำมาใช้ได้ทั่วประเทศภายในปี 2579 สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 อาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในอนาคตปรับลดลงได้ เพราะประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าโซล่าร์รูฟท็อปใช้เองและขายเข้าระบบได้ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดพีคไฟฟ้า หรือ ลดใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดลงได้ ทำให้ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

    พล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ท กริด ของประเทศไทย พ.ศ.2558-2579 เพื่อเป็นกลไกที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มั่นคง และเพียงพอ การผลิตและการส่งไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

    รวมทั้งมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะเตรียมการอยู่ในระหว่างปี 2558-2559 ระยะสั้นอยู่ในช่วงปี 2560-2564 ระยะกลางอยู่ในช่วงปี 2565-2574 และในระยะยาวอยู่ในช่วงปี 2575-2579 ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนแม่บทที่กระทรวงพลังงานจัดทำขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบ สมาร์ท กริด 3 ด้าน ได้แก่

    1. ด้านปัญหา เช่น ความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้า ในด้านความถี่ของการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ ไม่เกิดไฟฟ้าตกหรือดับ และคุณภาพของพลังงานไฟฟ้าในด้านขีดความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าที่มีความถี่และแรงดันคงที่ความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าเหลือน้อยลง และการไหลย้อนกลับทิศทางของพลังงานไฟฟ้า

    2.ด้านแนวโน้มทิศทางการพัฒนาด้านพลังงาน เช่น การพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ การรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาด้านพลังงานอย่างยั่งยืน การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า และการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน

    และ3.ด้านนโยบายของภาครัฐ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และการขับเคลื่อนแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวใน 3 แผน ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2015) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP)ซึ่ง สมาร์ท กริด จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าตามแผนดังกล่าวได้

    สมาร์ท กริด กำลังเป็นเรื่องใกล้ตัวของผู้ใช้ไฟฟ้าเข้ามาทุกที ซึ่งเทคโนโลยีกำลังจะเข้ามามีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตด้านการใช้พลังงานของทุกคนให้สะดวกขึ้น และช่วยให้ประเทศบริหารจัดการไฟฟ้าได้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งต่อไปสังคมจะสามารถกำหนดรูปแบบเมืองที่ต้องการได้ เช่น เมืองแห่งพลังงานสะอาด เป็นต้น ที่สำคัญจะทำให้เกิดความมั่นคงไฟฟ้าจากระบบสมาร์ท กริด ของประเทศต่อไป

    -----------------------------
  • Date : 16 / 02 / 2016
    สอท.ยื่นข้อเสนอรัฐบาลเร่งจัดการปัญหาขยะ57ล้านตันอย่างยั่งยืน

    หวั่นRoadmapจัดการขยะทั้งระบบล้มเหลว ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม สอท.ยื่น3ข้อเสนอถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาขยะของประเทศ57ล้านตันอย่างยั่งยืน
    นายธีระพล ติรวศิน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่5ก.พ.2559ที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันประเทศไทยประเทศไทยมีขยะมูลฝอยชุมชนอยู่รวมประมาณ57ล้านตัน โดย เป็นขยะที่เกิดขึ้นปีใหม่ปีละประมาณ 27ล้านตัน และเป็นขยะเก่าที่สะสมอยู่เดิมมากกว่า 30 ล้านตัน โดยส่วนใหญ่ใช้วิธีกำจัดขยะโดยบ่อขยะเปิดที่มีมลพิษสูง (Open dump site) ที่มีอยู่มากถึง2024แห่ง ซึ่งเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม
    ทั้งนี้ปัญหาเรื่องขยะมูลฝอยชุมชนมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้มีพิจารณาถึงคุณสมบัติของขยะที่มีความแตกต่างกัน ทั้งในเชิงพฤติกรรมการบริโภค วินัยในการคัดแยกขยะ สภาพภูมิอากาศ วงจรการเก็บรวบรวมขยะ รวมทั้งการไม่ส่งเสริมการจัดการขยะตามหลักสากล (Waste Management Hierarchy ) ซึ่งควรส่งเสริมการจัดการขยะตามหลัก 3R เป็นลำดับแรก การนำขยะมูลฝอยชุมชนมา เผาร่วมในเตาเผาอุตสาหกรรมหรือ เตาเผาขยะ แล้วค่อยกำจัดที่บ่อฝังกลบตามลำดับ
    นอกจากนี้ยังมีปัญหาการการขนส่งขยะสดข้ามเขตไปยังพื้นที่ห่างไกลออกไปหรือข้ามจังหวัดที่ไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีทำให้ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงโรงจัดการขยะได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากปัญหากลิ่นขยะรบกวนและปัญหาน้ำขยะหกล้นระหว่างการขนส่ง รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับมูลค่าของขยะที่เกินความเป็นจริงซึ่งเป็นอุปสรรคในการขัดขวางการจัดการขยะให้ถูกสุขลักษณะ
    นายธีระพล กล่าวว่าถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องขยะมูลฝอยชุมชน โดยกำหนดให้การแก้ปัญหาขยะเป็นนโยบายเร่งด่วนของประเทศและให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงมหาดไทยจัดทำ Roadmap การจัดการขยะ แต่ก็ยังมีปัญหาในการสร้างการยอมรับให้กับชุมชนรอบโรงขยะโดยยังมีความล่าช้าในการกำหนดมาตรฐานการออกแบบและมาตรฐานการเดินโรงไฟฟ้าขยะหรือโรงจัดการขยะอื่นๆ ซึ่งทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัยและยังต่อต้านโรงไฟฟ้าจากขยะอีกทั้งนโยบายการส่งเสริมโครงการขยะก็ไม่ได้มีการพิจารณาด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาการพิจารณาใบอนุญาตที่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย, กกพ, คพ และหน่วยงานการไฟฟ้า เป็นต้น ทำให้มีความล่าช้า
    “ทางกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม สอท. จึงมีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาขยะของประเทศอย่างยั่งยืนถึงรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาใน3ประเด็นหลักคือการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในการจัดการขยะเพื่อสร้างการยอมรับกับชุมชนการคัดเลือกเทคโนโลยีกำจัดขยะที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่โดยให้รายใหญ่ที่มีความพร้อมเป็นผู้นำร่องในการลงทุนก่อน รวมทั้งการปรับโครงสร้างการทำงานให้มีการประสานงานกันระหว่างภาครัฐและเอกชนผู้ลงทุนให้มีเอกภาพในการทำงานมากขึ้น “นายธีระพล กล่าว
    นายธีระพล กล่าวด้วยว่า ในขั้นตอนการดำเนินการรัฐบาลควรต้องกำหนดโครงการขยะที่จะส่งเสริมนำร่องบางส่วนเท่าที่จำเป็นก่อน โดยพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้รอบคอบ ซึ่งจะช่วยป้องกันการต่อต้านของชุมชนในระยะยาว โดยพิจารณาคัดเลือกผู้ดำเนินการจัดการขยะที่มีมาตรฐานสูงๆมาเป็นต้นแบบในการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าโดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการจัดการขยะและโรงไฟฟ้าขยะให้ครบถ้วน ทั้งมาตรฐานออกแบบ มาตรฐานเครื่องจักร และมาตรฐานการเดินระบบ
    รวมทั้งในช่วงแรกควรหลีกเลี่ยงการขนส่งขยะสดข้ามจังหวัด หรือขนส่งขยะสดระยะทางไกลๆ โดยส่งเสริมให้คัดแยกขยะที่แหล่งขยะก่อน ตามหลักGreen Supply Chainเพื่อความยั่งยืนในการดำเนินการสำหรับการปรับโครงสร้างการทำงานเพื่อให้เกิดการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน นั้นก็ควรกำหนด Cluster ขยะในแต่ละจังหวัดให้ชัดเจนและให้มีผลบังคับใช้ในระยะยาวเพื่อให้เอกชนมีความมั่นใจในการลงทุนเครื่องจักรมาตรฐานสูงได้ โดยการบริหารจัดการเกี่ยวกับการกำจัดขยะก็ควรให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด เพราะมีความสามารถในการนำเทคโนโลยีผลิตสมัยใหม่มาใช้ และมีการบำรุงรักษาเครื่องจักรที่ต้องดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตต่างๆให้กับโครงการที่ได้รับการส่งเสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่รัฐตัดสินใจสนับสนุน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว

  • Date : 16 / 02 / 2016
    ซีอีโอปตท.ไม่ถอดใจ ยันใช้เพจTevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน

    ซีอีโอ ปตท.ไม่ถอดใจ โดนกลุ่มค้านถล่มหน้าเพจเฟสบุ๊ค หลังโพสต์ข้อความชี้แจงโครงสร้างราคาน้ำมัน ยืนยันใช้เพจ Tevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีหน้าเพจเฟสบุ๊ค Tevin at PTT ซึ่งตั้งเพจไว้เพื่อสื่อสารกับสาธารณะ มีผู้กดถูกใจแล้วกว่า4,459คน ถูกประชาชนผู้ใช้เฟซบุ๊คกลุ่มหนึ่ง ระดมเครือข่ายเข้ามาแสดงเหตุผลตอบโต้ และดิสเครดิต กับการโพสต์ข้อความของเขาที่ชี้แจงเกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ไม่รู้สึกท้อใจ และยินดีที่จะอธิบาย ชี้แจงข้อเท็จจริง หากเป็นกลุ่มประชาชนที่พร้อมจะรับฟังเหตุผล ไม่ใช่กลุ่มที่มีเจตนาจะเข้ามาก่อกวน ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าว ก็ได้ทำการบล็อคไปแล้ว โดยยืนยันที่จะใช้เฟสบุ๊คเป็นอีกช่องทางในการสื่อสาร ข้อเท็จจริงเรื่องพลังงาน ต่อไป
    ทั้งนี้นายเทวินทร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คในอีก3วันถัดมาหลังจากที่เพจ Tevin at PTT ถูกก่อกวน โดยชี้แจงถึงการโพสต์เรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันว่า มีเจตนาที่จะให้ข้อเท็จจริงและเหตุผลที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันแต่กลายเป็นว่าได้สร้างการแลกเปลี่ยนความเห็นที่อาจจะเกินเลยความพอดีไป พร้อมทั้งขอบคุณวิญญูชนผู้รักในความจริงและเหตุผล ที่มาสอบถามและแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงอย่างบริสุทธิ์ใจ และระบุด้วยว่า สังคมไทยจะต้องสามารถหาทางออกด้วยปัญญาและไม่ตกอยู่ในกระแสที่จงใจสร้างความแตกแยกและเกลียดชัง
    “เราเห็นต่างกันได้ถกกันได้ด้วยเหตุด้วยผลโดยไม่ต้องใช้วาทกรรมโจมตีผู้เห็นต่างครับ”นายเทวินทร์ ย้ำ
    พร้อมกันนี้นายเทวินทร์ ยังได้อโหสิกรรมที่มีส่วนเป็นสาเหตุให้เกิดโทสะและโมหะ ด้วยการอาราธนาข้อเตือนใจจากท่านดาไลลามะ และคำแผ่เมตตาของท่านอจ.ชยสาโร เพื่อใจที่เป็นสุข และปราศจากทุกข์ของทุกคน โดยเชื่อว่า เมตตา คือ ความหวังดี ( ไม่จำเป็นต้องรัก) ทุกคนและทุกฝ่ายสามารถหวังดีต่อกันได้
    สำหรับข้อความที่โพสต์และกลายเป็นประเด็นที่มีการตอบโต้กันอย่างหนักคือโพสต์เรื่อง "ราคาน้ำมันโลกปรับลด แต่ทำไมราคาน้ำมันบ้านเราถึงไม่ลดให้ทันกับตลาดโลก?” โดยนายเทวินทร์ ได้อธิบาย เกริ่นนำว่า “โครงสร้างราคาน้ำมัน” ของไทย ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ต้นทุน + ภาษีและกองทุน + ค่าการตลาด และชี้แจงเพิ่มเติมโดยไล่เรียงเป็นข้อๆเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ดังนี้
    1. ราคาน้ำมันขายปลีกลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบจริง เพราะภาษีไม่ได้ปรับลดตามสัดส่วน
    2. การเก็บภาษีสรรพสามิตผู้ใช้เชื้อเพลิง Fossil ที่ใช้แล้วหมดไป เพื่อนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เหมาะสมต่อคนรุ่นต่อๆ ไปใช้พลังงานมีประสิทธิภาพขึ้น
    3. รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีรายได้จากภาษีธุรกิจมากมาย จึงไม่ต้องการภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาน้ำมันถูกมาก
    4. ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (รวมทั้งมาเลเซีย) เคยรวยจากรายได้ขายน้ำมัน จึงอุดหนุนราคาในประเทศถูกมาก ขณะนี้เจอปัญหาหนักและพยายามยกเลิกด้วยความลำบาก
    5. ในช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบลดต่ำมาก บางประเทศที่นำเข้ากำหนดฐานราคาขั้นต่ำภายในประเทศ เช่น จีนกำหนดที่ 40 เหรียญ/บาร์เรล เพื่อเก็บรายได้จากส่วนต่าง รักษาการใช้พลังงานทดแทนและไม่ให้คนใช้ฟุ่มเฟือย
    6. กองทุนน้ำมันมีวัตถุประสงค์ใช้เป็น buffer ในระยะสั้น เพื่อไม่ต้องปรับราคาหน้าปั๊มตามราคาตลาดที่อาจจะเปลี่ยนแปลงบ่อยและไม่รุนแรงตามราคาตลาดโลก แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนฐานราคา
    7. ต่อมามีการใช้กองทุนเพื่ออุดหนุนราคา Gasohol, biodiesel และ LPG เป็นบางครั้ง เมื่อกลไกภาษีไม่เพียงพอ
    8. เอทานอลและไบโอดีเซล มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันจริง แต่ผลิตจากพืชเกษตรในประเทศ จึงสร้างแรงจูงใจให้ใช้เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตอ้อย มัน และปาล์ม ล้นตลาด และสร้างทางเลือกในระยะยาว รัฐจึงสนับสนุนโดยเก็บภาษีต่ำ
    9. รถทั่วไปใช้ Gasohol ได้แล้ว เบนซิน 95 จึงเป็นทางเลือกพิเศษ ขายปริมาณน้อยมาก ภาษีและค่าการตลาดจึงสูงกว่าน้ำมันทั่วไปจริง
    10. ค่าการตลาดของบริษัทน้ำมัน อยู่ระหว่าง 1.50 ถึง 2 บาทต่อลิตร เป็นไปตามกลไกตลาด ใครลดราคาก่อนหรือขึ้นราคาทีหลังก็จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม เช่น ปตท.และบางจาก ประเทศส่วนใหญ่สูงกว่าไทย เช่น สิงคโปร์ 4-5 บาท/ลิตร

  • Date : 16 / 02 / 2016
    ซีอีโอปตท.ไม่ถอดใจ ยันใช้เพจTevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน

    ซีอีโอ ปตท.ไม่ถอดใจ โดนกลุ่มค้านถล่มหน้าเพจเฟสบุ๊ค หลังโพสต์ข้อความชี้แจงโครงสร้างราคาน้ำมัน ยืนยันใช้เพจ Tevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีหน้าเพจเฟสบุ๊ค Tevin at PTT ซึ่งตั้งเพจไว้เพื่อสื่อสารกับสาธารณะ มีผู้กดถูกใจแล้วกว่า4,459คน ถูกประชาชนผู้ใช้เฟซบุ๊คกลุ่มหนึ่ง ระดมเครือข่ายเข้ามาแสดงเหตุผลตอบโต้ และดิสเครดิต กับการโพสต์ข้อความของเขาที่ชี้แจงเกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ไม่รู้สึกท้อใจ และยินดีที่จะอธิบาย ชี้แจงข้อเท็จจริง หากเป็นกลุ่มประชาชนที่พร้อมจะรับฟังเหตุผล ไม่ใช่กลุ่มที่มีเจตนาจะเข้ามาก่อกวน ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าว ก็ได้ทำการบล็อคไปแล้ว โดยยืนยันที่จะใช้เฟสบุ๊คเป็นอีกช่องทางในการสื่อสาร ข้อเท็จจริงเรื่องพลังงาน ต่อไป
    ทั้งนี้นายเทวินทร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คในอีก3วันถัดมาหลังจากที่เพจ Tevin at PTT ถูกก่อกวน โดยชี้แจงถึงการโพสต์เรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันว่า มีเจตนาที่จะให้ข้อเท็จจริงและเหตุผลที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันแต่กลายเป็นว่าได้สร้างการแลกเปลี่ยนความเห็นที่อาจจะเกินเลยความพอดีไป พร้อมทั้งขอบคุณวิญญูชนผู้รักในความจริงและเหตุผล ที่มาสอบถามและแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงอย่างบริสุทธิ์ใจ และระบุด้วยว่า สังคมไทยจะต้องสามารถหาทางออกด้วยปัญญาและไม่ตกอยู่ในกระแสที่จงใจสร้างความแตกแยกและเกลียดชัง
    “เราเห็นต่างกันได้ถกกันได้ด้วยเหตุด้วยผลโดยไม่ต้องใช้วาทกรรมโจมตีผู้เห็นต่างครับ”นายเทวินทร์ ย้ำ
    พร้อมกันนี้นายเทวินทร์ ยังได้อโหสิกรรมที่มีส่วนเป็นสาเหตุให้เกิดโทสะและโมหะ ด้วยการอาราธนาข้อเตือนใจจากท่านดาไลลามะ และคำแผ่เมตตาของท่านอจ.ชยสาโร เพื่อใจที่เป็นสุข และปราศจากทุกข์ของทุกคน โดยเชื่อว่า เมตตา คือ ความหวังดี ( ไม่จำเป็นต้องรัก) ทุกคนและทุกฝ่ายสามารถหวังดีต่อกันได้
    สำหรับข้อความที่โพสต์และกลายเป็นประเด็นที่มีการตอบโต้กันอย่างหนักคือโพสต์เรื่อง "ราคาน้ำมันโลกปรับลด แต่ทำไมราคาน้ำมันบ้านเราถึงไม่ลดให้ทันกับตลาดโลก?” โดยนายเทวินทร์ ได้อธิบาย เกริ่นนำว่า “โครงสร้างราคาน้ำมัน” ของไทย ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ต้นทุน + ภาษีและกองทุน + ค่าการตลาด และชี้แจงเพิ่มเติมโดยไล่เรียงเป็นข้อๆเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ดังนี้
    1. ราคาน้ำมันขายปลีกลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบจริง เพราะภาษีไม่ได้ปรับลดตามสัดส่วน
    2. การเก็บภาษีสรรพสามิตผู้ใช้เชื้อเพลิง Fossil ที่ใช้แล้วหมดไป เพื่อนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เหมาะสมต่อคนรุ่นต่อๆ ไปใช้พลังงานมีประสิทธิภาพขึ้น
    3. รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีรายได้จากภาษีธุรกิจมากมาย จึงไม่ต้องการภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาน้ำมันถูกมาก
    4. ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (รวมทั้งมาเลเซีย) เคยรวยจากรายได้ขายน้ำมัน จึงอุดหนุนราคาในประเทศถูกมาก ขณะนี้เจอปัญหาหนักและพยายามยกเลิกด้วยความลำบาก
    5. ในช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบลดต่ำมาก บางประเทศที่นำเข้ากำหนดฐานราคาขั้นต่ำภายในประเทศ เช่น จีนกำหนดที่ 40 เหรียญ/บาร์เรล เพื่อเก็บรายได้จากส่วนต่าง รักษาการใช้พลังงานทดแทนและไม่ให้คนใช้ฟุ่มเฟือย
    6. กองทุนน้ำมันมีวัตถุประสงค์ใช้เป็น buffer ในระยะสั้น เพื่อไม่ต้องปรับราคาหน้าปั๊มตามราคาตลาดที่อาจจะเปลี่ยนแปลงบ่อยและไม่รุนแรงตามราคาตลาดโลก แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนฐานราคา
    7. ต่อมามีการใช้กองทุนเพื่ออุดหนุนราคา Gasohol, biodiesel และ LPG เป็นบางครั้ง เมื่อกลไกภาษีไม่เพียงพอ
    8. เอทานอลและไบโอดีเซล มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันจริง แต่ผลิตจากพืชเกษตรในประเทศ จึงสร้างแรงจูงใจให้ใช้เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตอ้อย มัน และปาล์ม ล้นตลาด และสร้างทางเลือกในระยะยาว รัฐจึงสนับสนุนโดยเก็บภาษีต่ำ
    9. รถทั่วไปใช้ Gasohol ได้แล้ว เบนซิน 95 จึงเป็นทางเลือกพิเศษ ขายปริมาณน้อยมาก ภาษีและค่าการตลาดจึงสูงกว่าน้ำมันทั่วไปจริง
    10. ค่าการตลาดของบริษัทน้ำมัน อยู่ระหว่าง 1.50 ถึง 2 บาทต่อลิตร เป็นไปตามกลไกตลาด ใครลดราคาก่อนหรือขึ้นราคาทีหลังก็จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม เช่น ปตท.และบางจาก ประเทศส่วนใหญ่สูงกว่าไทย เช่น สิงคโปร์ 4-5 บาท/ลิตร

  • Date : 16 / 02 / 2016
    ซีอีโอปตท.ไม่ถอดใจ ยันใช้เพจTevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน

    ซีอีโอ ปตท.ไม่ถอดใจ โดนกลุ่มค้านถล่มหน้าเพจเฟสบุ๊ค หลังโพสต์ข้อความชี้แจงโครงสร้างราคาน้ำมัน ยืนยันใช้เพจ Tevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีหน้าเพจเฟสบุ๊ค Tevin at PTT ซึ่งตั้งเพจไว้เพื่อสื่อสารกับสาธารณะ มีผู้กดถูกใจแล้วกว่า4,459คน ถูกประชาชนผู้ใช้เฟซบุ๊คกลุ่มหนึ่ง ระดมเครือข่ายเข้ามาแสดงเหตุผลตอบโต้ และดิสเครดิต กับการโพสต์ข้อความของเขาที่ชี้แจงเกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ไม่รู้สึกท้อใจ และยินดีที่จะอธิบาย ชี้แจงข้อเท็จจริง หากเป็นกลุ่มประชาชนที่พร้อมจะรับฟังเหตุผล ไม่ใช่กลุ่มที่มีเจตนาจะเข้ามาก่อกวน ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าว ก็ได้ทำการบล็อคไปแล้ว โดยยืนยันที่จะใช้เฟสบุ๊คเป็นอีกช่องทางในการสื่อสาร ข้อเท็จจริงเรื่องพลังงาน ต่อไป
    ทั้งนี้นายเทวินทร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คในอีก3วันถัดมาหลังจากที่เพจ Tevin at PTT ถูกก่อกวน โดยชี้แจงถึงการโพสต์เรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันว่า มีเจตนาที่จะให้ข้อเท็จจริงและเหตุผลที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันแต่กลายเป็นว่าได้สร้างการแลกเปลี่ยนความเห็นที่อาจจะเกินเลยความพอดีไป พร้อมทั้งขอบคุณวิญญูชนผู้รักในความจริงและเหตุผล ที่มาสอบถามและแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงอย่างบริสุทธิ์ใจ และระบุด้วยว่า สังคมไทยจะต้องสามารถหาทางออกด้วยปัญญาและไม่ตกอยู่ในกระแสที่จงใจสร้างความแตกแยกและเกลียดชัง
    “เราเห็นต่างกันได้ถกกันได้ด้วยเหตุด้วยผลโดยไม่ต้องใช้วาทกรรมโจมตีผู้เห็นต่างครับ”นายเทวินทร์ ย้ำ
    พร้อมกันนี้นายเทวินทร์ ยังได้อโหสิกรรมที่มีส่วนเป็นสาเหตุให้เกิดโทสะและโมหะ ด้วยการอาราธนาข้อเตือนใจจากท่านดาไลลามะ และคำแผ่เมตตาของท่านอจ.ชยสาโร เพื่อใจที่เป็นสุข และปราศจากทุกข์ของทุกคน โดยเชื่อว่า เมตตา คือ ความหวังดี ( ไม่จำเป็นต้องรัก) ทุกคนและทุกฝ่ายสามารถหวังดีต่อกันได้
    สำหรับข้อความที่โพสต์และกลายเป็นประเด็นที่มีการตอบโต้กันอย่างหนักคือโพสต์เรื่อง "ราคาน้ำมันโลกปรับลด แต่ทำไมราคาน้ำมันบ้านเราถึงไม่ลดให้ทันกับตลาดโลก?” โดยนายเทวินทร์ ได้อธิบาย เกริ่นนำว่า “โครงสร้างราคาน้ำมัน” ของไทย ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ต้นทุน + ภาษีและกองทุน + ค่าการตลาด และชี้แจงเพิ่มเติมโดยไล่เรียงเป็นข้อๆเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ดังนี้
    1. ราคาน้ำมันขายปลีกลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบจริง เพราะภาษีไม่ได้ปรับลดตามสัดส่วน
    2. การเก็บภาษีสรรพสามิตผู้ใช้เชื้อเพลิง Fossil ที่ใช้แล้วหมดไป เพื่อนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เหมาะสมต่อคนรุ่นต่อๆ ไปใช้พลังงานมีประสิทธิภาพขึ้น
    3. รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีรายได้จากภาษีธุรกิจมากมาย จึงไม่ต้องการภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาน้ำมันถูกมาก
    4. ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (รวมทั้งมาเลเซีย) เคยรวยจากรายได้ขายน้ำมัน จึงอุดหนุนราคาในประเทศถูกมาก ขณะนี้เจอปัญหาหนักและพยายามยกเลิกด้วยความลำบาก
    5. ในช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบลดต่ำมาก บางประเทศที่นำเข้ากำหนดฐานราคาขั้นต่ำภายในประเทศ เช่น จีนกำหนดที่ 40 เหรียญ/บาร์เรล เพื่อเก็บรายได้จากส่วนต่าง รักษาการใช้พลังงานทดแทนและไม่ให้คนใช้ฟุ่มเฟือย
    6. กองทุนน้ำมันมีวัตถุประสงค์ใช้เป็น buffer ในระยะสั้น เพื่อไม่ต้องปรับราคาหน้าปั๊มตามราคาตลาดที่อาจจะเปลี่ยนแปลงบ่อยและไม่รุนแรงตามราคาตลาดโลก แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนฐานราคา
    7. ต่อมามีการใช้กองทุนเพื่ออุดหนุนราคา Gasohol, biodiesel และ LPG เป็นบางครั้ง เมื่อกลไกภาษีไม่เพียงพอ
    8. เอทานอลและไบโอดีเซล มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันจริง แต่ผลิตจากพืชเกษตรในประเทศ จึงสร้างแรงจูงใจให้ใช้เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตอ้อย มัน และปาล์ม ล้นตลาด และสร้างทางเลือกในระยะยาว รัฐจึงสนับสนุนโดยเก็บภาษีต่ำ
    9. รถทั่วไปใช้ Gasohol ได้แล้ว เบนซิน 95 จึงเป็นทางเลือกพิเศษ ขายปริมาณน้อยมาก ภาษีและค่าการตลาดจึงสูงกว่าน้ำมันทั่วไปจริง
    10. ค่าการตลาดของบริษัทน้ำมัน อยู่ระหว่าง 1.50 ถึง 2 บาทต่อลิตร เป็นไปตามกลไกตลาด ใครลดราคาก่อนหรือขึ้นราคาทีหลังก็จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม เช่น ปตท.และบางจาก ประเทศส่วนใหญ่สูงกว่าไทย เช่น สิงคโปร์ 4-5 บาท/ลิตร