บทความทั้งหมด

Date : 16 / 02 / 2016

  • Date : 16 / 02 / 2016
    สมาร์ท กริด ระบบไฟฟ้าอัจริยะ สู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานของประเทศ
    สมาร์ทกริด (Smart Grid) หรือ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ กำลังเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้ใช้ไฟฟ้าไปสู่โลกแห่งอนาคตอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสั่งการเปิดหรือปิดไฟฟ้าแสงสว่างในบ้านผ่าน Application ในมือถือ ได้ทันที หรือแม้กระทั่งสั่งการปิด หรือ ปิดเครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า ผ่านระบบดังกล่าวได้

    นอกจากนี้ในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาทดแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันและก๊าซ ซึ่งสามารถชาร์ตไฟฟ้าที่บ้านเรือนได้ และเก็บไฟฟ้าไว้ในแบตเตอรี่รถยนต์ แต่ระหว่างชาร์ตเกิดปัญหาไฟฟ้าดับ แบตเตอรี่ในรถยนต์ยังสามารถกลายเป็นไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินป้อนกลับมาใช้ในบ้านเรือนได้อีกด้วย และที่สำคัญแต่ละครัวเรือนอาจเป็นทั้งผู้ที่ซื้อไฟฟ้าใช้และขณะเดียวกันก็เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขายกลับไปสู่ระบบไฟฟ้าของภาครัฐได้เช่นกัน หากติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป หรือ แผงโซล่าเซลล์ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)ไว้ เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประโยชน์ที่จะได้จากเทคโนโลยีที่เรียกว่า สมาร์ทกริด

    นายธวัชชัย สำราญวานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า-ระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า สมาร์ท กริด จะเป็นระบบที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าของประเทศ รวมไปถึงระดับครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปฏิบัติการแบบเป็นโครงข่ายทั้งระบบผลิต จำหน่าย รวมถึงการใช้ไฟฟ้า การบริหารจัดการแบบชาญฉลาดที่สุด

    โดยเฉพาะในอนาคตกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังจะมาแรง ซึ่งการผลิตไฟฟ้าในเมืองไทยจะเปลี่ยนจากการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้ฟอสซิล เป็นการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กลง และเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ โรงไฟฟ้าน้ำขนาดเล็ก โรงไฟฟ้าพลังงานลม เป็นต้น ซึ่งเป็นพลังงานที่ยังไม่เสถียร เพราะขึ้นกับปริมาณพลังงานธรรมชาติ เช่น แสงแดด สายลม เป็นต้น

    ดังนั้นสมาร์ท กริด จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนดังกล่าว เพราะจะมีระบบกักเก็บพลังงาน เสมือนการมีแบตเตอรี่ และเลือกได้ว่าจะปล่อยออกมาใช้ในเวลาที่เหมาะสมเมื่อไหร่ รวมทั้งสามารถจัดเก็บข้อมูลการผลิตไฟฟ้าและใช้ไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถกำหนดหรือวางแผนการผลิตและใช้ไฟฟ้าของประเทศได้เหมาะสม

    นอกจากนี้การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) จะนำไปสู่การเชื่อมโยงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศมากขึ้น ดังนั้นจำเป็นต้องมีระบบสมาร์ท กริด เข้ามาช่วยบริหารจัดการเพื่อไม่ให้ไฟฟ้าในเมืองไทยเกิดปัญหาไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับด้วย

    อย่างไรก็ตามขณะนี้ กฟผ.ได้นำร่องติดตั้งระบบสมาร์ท กริด ที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่ระบบสายส่งไฟฟ้าเข้าไปไม่ถึง เพราะพื้นที่เป็นป่าเขาและลุ่มน้ำ กฎหมายห้ามปักเสาพาดสายไฟฟ้า ทำให้เป็นจังหวัดที่มีความเชื่อถือระบบไฟฟ้าต่ำที่สุดในประเทศ ทั้งนี้แม่ฮ่องสอนมีความต้องการไฟฟ้าทั้งจังหวัด 8.9 เมกะวัตต์ หรือ เติบโตปีละ 8.1% ทำให้ต้องดึงไฟฟ้ามาจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ที่อ.แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านอำเภอปาย แม่ฮ่องสอน เข้าสู่ตัวเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวม 200 กิโลเมตร แต่มักมีปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยเฉลี่ย 83 ครั้งต่อผู้ใช้ไฟฟ้าต่อปี เพราะต้นไม้ละสายไฟฟ้า ระยเวลาไฟฟ้าดับเฉลี่ย 2,600 นาที

    โดยส่วนหนึ่งแม่ฮ่องสอนผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนได้เอง จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำผาบอง 1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่สะงา 10 เมกะวัตต์ และผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ 0.5 เมกะวัตต์ แต่ถ้าผลิตไม่ได้จะเกิดปัญหาไฟฟ้าดับที่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนทันที ดังนั้นกฟผ. จึงวางแผนการทำสมาร์ท กริด ที่แม่ฮ่องสอน เพื่อบริหารจัดการการผลิตและใช้ไฟฟ้าให้เกิดความสมดุลกัน

    ทั้งนี้ได้กำหนดแผนทดลองไว้ 3 ปี (พ.ศ.2559-2561) ซึ่ง กฟผ.จะทำการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เพิ่มจากกำลังผลิต 0.5 เมกะวัตต์ เป็น 3 เมกะวัตต์ และทำการเชื่อมโยงให้เป็นระบบสมาร์ท กริด ระยะที่ 1 ใช้งบประมาณ 720 ล้านบาท โดยปี 2559 คาดว่าจะเริ่มประกวดราคา และออกแบบประกวดราคาให้เสร็จ และคาดว่าจะได้คู่สัญญาพร้อมลงนามจัดซื้อจัดจ้างได้ในปี 2560 จากนั้นในปี 2561 บางส่วนของโครงการจะทยอยแล้วเสร็จ ซึ่งจะเริ่มมีข้อมูลจากโครงการนำร่องดังกล่าวได้ เพื่อนำไปปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้น่าเชื่อถือต่อไป

    อย่างไรก็ตามคาดหวังว่าการทดลองนำร่องสมาร์ท กริด ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จะช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับได้ และหากประสบความสำเร็จจะขยายไปยังพื้นที่ที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนสูง เช่น ภาคอีสานต่อไป

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แนบบุญ หุนเจริญ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คนไทยต้องเตรียมรับมือกับเทคโนโลยีสมาร์ท กริด ได้แล้ว เพราะอีกไม่กี่ปีจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งระบบการผลิตและระบบการใช้ โดยโรงไฟฟ้าจะมีขนาดเล็กลงเป็นพลังงานหมุนเวียนเป็นส่วนใหญ่ การไหลของไฟฟ้าจะมากกว่าหนึ่งทิศทาง จะซับซ้อนขึ้นเพราะสามารถเป็นทั้งระบบรับและระบบผลิตได้ อุปกรณ์การใช้ไฟฟ้าจะต้องฉลาดตามไปด้วย เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์กักเก็บพลังงานขนาดเล็กลงมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

    ทั้งนี้จะมีการบริหารจัดการไฟฟ้าเป็นระบบเล็กๆ ทั้งการผลิตและการใช้ ในอาคาร โรงงาน ภาคอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ในชุมชนเอง หรือเรียกว่า “Micro Grid” ขณะที่ระดับประเทศก็มี สมาร์ท กริด เป็นศูนย์กลางดูแลเช่นกัน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างอีกในอนาคต นอกจากนี้สิ่งที่จะตามมาคือ จะเกิดตลาดสมาร์ท กริด จากบริษัท เอกชน อีกจำนวนมาก ซึ่งภาครัฐจะต้องเตรียมวางแผนไว้ล่วงหน้าเพื่อกำกับดูแลด้วย

    ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้าก็ต้องปรับตัว เพราะในอนาคตภายในบ้านเรือนอาจต้องติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป ต้องมีระบบกักเก็บพลังงาน และซอร์ฟแวร์ เพื่ออ่านข้อมูลและสั่งการการใช้ไฟฟ้าผ่าน Application บนอุปกรณ์มือถือ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น เพื่อควบคุมการใช้ไฟฟ้าในบ้าน สามารถสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านผ่านมือถือได้เลย รวมทั้งสามารถเลือกลดใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่ภาครัฐขอความร่วมมือได้ด้วย

    อย่างไรก็ตามหากระบบสมาร์ท กริด สามารถนำมาใช้ได้ทั่วประเทศภายในปี 2579 สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 อาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในอนาคตปรับลดลงได้ เพราะประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าโซล่าร์รูฟท็อปใช้เองและขายเข้าระบบได้ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดพีคไฟฟ้า หรือ ลดใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดลงได้ ทำให้ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

    พล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ท กริด ของประเทศไทย พ.ศ.2558-2579 เพื่อเป็นกลไกที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มั่นคง และเพียงพอ การผลิตและการส่งไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

    รวมทั้งมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะเตรียมการอยู่ในระหว่างปี 2558-2559 ระยะสั้นอยู่ในช่วงปี 2560-2564 ระยะกลางอยู่ในช่วงปี 2565-2574 และในระยะยาวอยู่ในช่วงปี 2575-2579 ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนแม่บทที่กระทรวงพลังงานจัดทำขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบ สมาร์ท กริด 3 ด้าน ได้แก่

    1. ด้านปัญหา เช่น ความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้า ในด้านความถี่ของการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ ไม่เกิดไฟฟ้าตกหรือดับ และคุณภาพของพลังงานไฟฟ้าในด้านขีดความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าที่มีความถี่และแรงดันคงที่ความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าเหลือน้อยลง และการไหลย้อนกลับทิศทางของพลังงานไฟฟ้า

    2.ด้านแนวโน้มทิศทางการพัฒนาด้านพลังงาน เช่น การพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ การรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาด้านพลังงานอย่างยั่งยืน การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า และการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน

    และ3.ด้านนโยบายของภาครัฐ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และการขับเคลื่อนแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวใน 3 แผน ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2015) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP)ซึ่ง สมาร์ท กริด จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าตามแผนดังกล่าวได้

    สมาร์ท กริด กำลังเป็นเรื่องใกล้ตัวของผู้ใช้ไฟฟ้าเข้ามาทุกที ซึ่งเทคโนโลยีกำลังจะเข้ามามีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตด้านการใช้พลังงานของทุกคนให้สะดวกขึ้น และช่วยให้ประเทศบริหารจัดการไฟฟ้าได้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งต่อไปสังคมจะสามารถกำหนดรูปแบบเมืองที่ต้องการได้ เช่น เมืองแห่งพลังงานสะอาด เป็นต้น ที่สำคัญจะทำให้เกิดความมั่นคงไฟฟ้าจากระบบสมาร์ท กริด ของประเทศต่อไป

    -----------------------------
  • Date : 16 / 02 / 2016
    สอท.ยื่นข้อเสนอรัฐบาลเร่งจัดการปัญหาขยะ57ล้านตันอย่างยั่งยืน

    หวั่นRoadmapจัดการขยะทั้งระบบล้มเหลว ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม สอท.ยื่น3ข้อเสนอถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาขยะของประเทศ57ล้านตันอย่างยั่งยืน
    นายธีระพล ติรวศิน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่5ก.พ.2559ที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันประเทศไทยประเทศไทยมีขยะมูลฝอยชุมชนอยู่รวมประมาณ57ล้านตัน โดย เป็นขยะที่เกิดขึ้นปีใหม่ปีละประมาณ 27ล้านตัน และเป็นขยะเก่าที่สะสมอยู่เดิมมากกว่า 30 ล้านตัน โดยส่วนใหญ่ใช้วิธีกำจัดขยะโดยบ่อขยะเปิดที่มีมลพิษสูง (Open dump site) ที่มีอยู่มากถึง2024แห่ง ซึ่งเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม
    ทั้งนี้ปัญหาเรื่องขยะมูลฝอยชุมชนมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้มีพิจารณาถึงคุณสมบัติของขยะที่มีความแตกต่างกัน ทั้งในเชิงพฤติกรรมการบริโภค วินัยในการคัดแยกขยะ สภาพภูมิอากาศ วงจรการเก็บรวบรวมขยะ รวมทั้งการไม่ส่งเสริมการจัดการขยะตามหลักสากล (Waste Management Hierarchy ) ซึ่งควรส่งเสริมการจัดการขยะตามหลัก 3R เป็นลำดับแรก การนำขยะมูลฝอยชุมชนมา เผาร่วมในเตาเผาอุตสาหกรรมหรือ เตาเผาขยะ แล้วค่อยกำจัดที่บ่อฝังกลบตามลำดับ
    นอกจากนี้ยังมีปัญหาการการขนส่งขยะสดข้ามเขตไปยังพื้นที่ห่างไกลออกไปหรือข้ามจังหวัดที่ไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีทำให้ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงโรงจัดการขยะได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากปัญหากลิ่นขยะรบกวนและปัญหาน้ำขยะหกล้นระหว่างการขนส่ง รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับมูลค่าของขยะที่เกินความเป็นจริงซึ่งเป็นอุปสรรคในการขัดขวางการจัดการขยะให้ถูกสุขลักษณะ
    นายธีระพล กล่าวว่าถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องขยะมูลฝอยชุมชน โดยกำหนดให้การแก้ปัญหาขยะเป็นนโยบายเร่งด่วนของประเทศและให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงมหาดไทยจัดทำ Roadmap การจัดการขยะ แต่ก็ยังมีปัญหาในการสร้างการยอมรับให้กับชุมชนรอบโรงขยะโดยยังมีความล่าช้าในการกำหนดมาตรฐานการออกแบบและมาตรฐานการเดินโรงไฟฟ้าขยะหรือโรงจัดการขยะอื่นๆ ซึ่งทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัยและยังต่อต้านโรงไฟฟ้าจากขยะอีกทั้งนโยบายการส่งเสริมโครงการขยะก็ไม่ได้มีการพิจารณาด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาการพิจารณาใบอนุญาตที่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย, กกพ, คพ และหน่วยงานการไฟฟ้า เป็นต้น ทำให้มีความล่าช้า
    “ทางกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม สอท. จึงมีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาขยะของประเทศอย่างยั่งยืนถึงรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาใน3ประเด็นหลักคือการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในการจัดการขยะเพื่อสร้างการยอมรับกับชุมชนการคัดเลือกเทคโนโลยีกำจัดขยะที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่โดยให้รายใหญ่ที่มีความพร้อมเป็นผู้นำร่องในการลงทุนก่อน รวมทั้งการปรับโครงสร้างการทำงานให้มีการประสานงานกันระหว่างภาครัฐและเอกชนผู้ลงทุนให้มีเอกภาพในการทำงานมากขึ้น “นายธีระพล กล่าว
    นายธีระพล กล่าวด้วยว่า ในขั้นตอนการดำเนินการรัฐบาลควรต้องกำหนดโครงการขยะที่จะส่งเสริมนำร่องบางส่วนเท่าที่จำเป็นก่อน โดยพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้รอบคอบ ซึ่งจะช่วยป้องกันการต่อต้านของชุมชนในระยะยาว โดยพิจารณาคัดเลือกผู้ดำเนินการจัดการขยะที่มีมาตรฐานสูงๆมาเป็นต้นแบบในการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าโดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการจัดการขยะและโรงไฟฟ้าขยะให้ครบถ้วน ทั้งมาตรฐานออกแบบ มาตรฐานเครื่องจักร และมาตรฐานการเดินระบบ
    รวมทั้งในช่วงแรกควรหลีกเลี่ยงการขนส่งขยะสดข้ามจังหวัด หรือขนส่งขยะสดระยะทางไกลๆ โดยส่งเสริมให้คัดแยกขยะที่แหล่งขยะก่อน ตามหลักGreen Supply Chainเพื่อความยั่งยืนในการดำเนินการสำหรับการปรับโครงสร้างการทำงานเพื่อให้เกิดการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน นั้นก็ควรกำหนด Cluster ขยะในแต่ละจังหวัดให้ชัดเจนและให้มีผลบังคับใช้ในระยะยาวเพื่อให้เอกชนมีความมั่นใจในการลงทุนเครื่องจักรมาตรฐานสูงได้ โดยการบริหารจัดการเกี่ยวกับการกำจัดขยะก็ควรให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด เพราะมีความสามารถในการนำเทคโนโลยีผลิตสมัยใหม่มาใช้ และมีการบำรุงรักษาเครื่องจักรที่ต้องดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตต่างๆให้กับโครงการที่ได้รับการส่งเสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่รัฐตัดสินใจสนับสนุน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว

  • Date : 16 / 02 / 2016
    ซีอีโอปตท.ไม่ถอดใจ ยันใช้เพจTevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน

    ซีอีโอ ปตท.ไม่ถอดใจ โดนกลุ่มค้านถล่มหน้าเพจเฟสบุ๊ค หลังโพสต์ข้อความชี้แจงโครงสร้างราคาน้ำมัน ยืนยันใช้เพจ Tevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีหน้าเพจเฟสบุ๊ค Tevin at PTT ซึ่งตั้งเพจไว้เพื่อสื่อสารกับสาธารณะ มีผู้กดถูกใจแล้วกว่า4,459คน ถูกประชาชนผู้ใช้เฟซบุ๊คกลุ่มหนึ่ง ระดมเครือข่ายเข้ามาแสดงเหตุผลตอบโต้ และดิสเครดิต กับการโพสต์ข้อความของเขาที่ชี้แจงเกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ไม่รู้สึกท้อใจ และยินดีที่จะอธิบาย ชี้แจงข้อเท็จจริง หากเป็นกลุ่มประชาชนที่พร้อมจะรับฟังเหตุผล ไม่ใช่กลุ่มที่มีเจตนาจะเข้ามาก่อกวน ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าว ก็ได้ทำการบล็อคไปแล้ว โดยยืนยันที่จะใช้เฟสบุ๊คเป็นอีกช่องทางในการสื่อสาร ข้อเท็จจริงเรื่องพลังงาน ต่อไป
    ทั้งนี้นายเทวินทร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คในอีก3วันถัดมาหลังจากที่เพจ Tevin at PTT ถูกก่อกวน โดยชี้แจงถึงการโพสต์เรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันว่า มีเจตนาที่จะให้ข้อเท็จจริงและเหตุผลที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันแต่กลายเป็นว่าได้สร้างการแลกเปลี่ยนความเห็นที่อาจจะเกินเลยความพอดีไป พร้อมทั้งขอบคุณวิญญูชนผู้รักในความจริงและเหตุผล ที่มาสอบถามและแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงอย่างบริสุทธิ์ใจ และระบุด้วยว่า สังคมไทยจะต้องสามารถหาทางออกด้วยปัญญาและไม่ตกอยู่ในกระแสที่จงใจสร้างความแตกแยกและเกลียดชัง
    “เราเห็นต่างกันได้ถกกันได้ด้วยเหตุด้วยผลโดยไม่ต้องใช้วาทกรรมโจมตีผู้เห็นต่างครับ”นายเทวินทร์ ย้ำ
    พร้อมกันนี้นายเทวินทร์ ยังได้อโหสิกรรมที่มีส่วนเป็นสาเหตุให้เกิดโทสะและโมหะ ด้วยการอาราธนาข้อเตือนใจจากท่านดาไลลามะ และคำแผ่เมตตาของท่านอจ.ชยสาโร เพื่อใจที่เป็นสุข และปราศจากทุกข์ของทุกคน โดยเชื่อว่า เมตตา คือ ความหวังดี ( ไม่จำเป็นต้องรัก) ทุกคนและทุกฝ่ายสามารถหวังดีต่อกันได้
    สำหรับข้อความที่โพสต์และกลายเป็นประเด็นที่มีการตอบโต้กันอย่างหนักคือโพสต์เรื่อง "ราคาน้ำมันโลกปรับลด แต่ทำไมราคาน้ำมันบ้านเราถึงไม่ลดให้ทันกับตลาดโลก?” โดยนายเทวินทร์ ได้อธิบาย เกริ่นนำว่า “โครงสร้างราคาน้ำมัน” ของไทย ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ต้นทุน + ภาษีและกองทุน + ค่าการตลาด และชี้แจงเพิ่มเติมโดยไล่เรียงเป็นข้อๆเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ดังนี้
    1. ราคาน้ำมันขายปลีกลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบจริง เพราะภาษีไม่ได้ปรับลดตามสัดส่วน
    2. การเก็บภาษีสรรพสามิตผู้ใช้เชื้อเพลิง Fossil ที่ใช้แล้วหมดไป เพื่อนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เหมาะสมต่อคนรุ่นต่อๆ ไปใช้พลังงานมีประสิทธิภาพขึ้น
    3. รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีรายได้จากภาษีธุรกิจมากมาย จึงไม่ต้องการภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาน้ำมันถูกมาก
    4. ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (รวมทั้งมาเลเซีย) เคยรวยจากรายได้ขายน้ำมัน จึงอุดหนุนราคาในประเทศถูกมาก ขณะนี้เจอปัญหาหนักและพยายามยกเลิกด้วยความลำบาก
    5. ในช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบลดต่ำมาก บางประเทศที่นำเข้ากำหนดฐานราคาขั้นต่ำภายในประเทศ เช่น จีนกำหนดที่ 40 เหรียญ/บาร์เรล เพื่อเก็บรายได้จากส่วนต่าง รักษาการใช้พลังงานทดแทนและไม่ให้คนใช้ฟุ่มเฟือย
    6. กองทุนน้ำมันมีวัตถุประสงค์ใช้เป็น buffer ในระยะสั้น เพื่อไม่ต้องปรับราคาหน้าปั๊มตามราคาตลาดที่อาจจะเปลี่ยนแปลงบ่อยและไม่รุนแรงตามราคาตลาดโลก แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนฐานราคา
    7. ต่อมามีการใช้กองทุนเพื่ออุดหนุนราคา Gasohol, biodiesel และ LPG เป็นบางครั้ง เมื่อกลไกภาษีไม่เพียงพอ
    8. เอทานอลและไบโอดีเซล มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันจริง แต่ผลิตจากพืชเกษตรในประเทศ จึงสร้างแรงจูงใจให้ใช้เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตอ้อย มัน และปาล์ม ล้นตลาด และสร้างทางเลือกในระยะยาว รัฐจึงสนับสนุนโดยเก็บภาษีต่ำ
    9. รถทั่วไปใช้ Gasohol ได้แล้ว เบนซิน 95 จึงเป็นทางเลือกพิเศษ ขายปริมาณน้อยมาก ภาษีและค่าการตลาดจึงสูงกว่าน้ำมันทั่วไปจริง
    10. ค่าการตลาดของบริษัทน้ำมัน อยู่ระหว่าง 1.50 ถึง 2 บาทต่อลิตร เป็นไปตามกลไกตลาด ใครลดราคาก่อนหรือขึ้นราคาทีหลังก็จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม เช่น ปตท.และบางจาก ประเทศส่วนใหญ่สูงกว่าไทย เช่น สิงคโปร์ 4-5 บาท/ลิตร

  • Date : 16 / 02 / 2016
    ซีอีโอปตท.ไม่ถอดใจ ยันใช้เพจTevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน

    ซีอีโอ ปตท.ไม่ถอดใจ โดนกลุ่มค้านถล่มหน้าเพจเฟสบุ๊ค หลังโพสต์ข้อความชี้แจงโครงสร้างราคาน้ำมัน ยืนยันใช้เพจ Tevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีหน้าเพจเฟสบุ๊ค Tevin at PTT ซึ่งตั้งเพจไว้เพื่อสื่อสารกับสาธารณะ มีผู้กดถูกใจแล้วกว่า4,459คน ถูกประชาชนผู้ใช้เฟซบุ๊คกลุ่มหนึ่ง ระดมเครือข่ายเข้ามาแสดงเหตุผลตอบโต้ และดิสเครดิต กับการโพสต์ข้อความของเขาที่ชี้แจงเกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ไม่รู้สึกท้อใจ และยินดีที่จะอธิบาย ชี้แจงข้อเท็จจริง หากเป็นกลุ่มประชาชนที่พร้อมจะรับฟังเหตุผล ไม่ใช่กลุ่มที่มีเจตนาจะเข้ามาก่อกวน ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าว ก็ได้ทำการบล็อคไปแล้ว โดยยืนยันที่จะใช้เฟสบุ๊คเป็นอีกช่องทางในการสื่อสาร ข้อเท็จจริงเรื่องพลังงาน ต่อไป
    ทั้งนี้นายเทวินทร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คในอีก3วันถัดมาหลังจากที่เพจ Tevin at PTT ถูกก่อกวน โดยชี้แจงถึงการโพสต์เรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันว่า มีเจตนาที่จะให้ข้อเท็จจริงและเหตุผลที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันแต่กลายเป็นว่าได้สร้างการแลกเปลี่ยนความเห็นที่อาจจะเกินเลยความพอดีไป พร้อมทั้งขอบคุณวิญญูชนผู้รักในความจริงและเหตุผล ที่มาสอบถามและแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงอย่างบริสุทธิ์ใจ และระบุด้วยว่า สังคมไทยจะต้องสามารถหาทางออกด้วยปัญญาและไม่ตกอยู่ในกระแสที่จงใจสร้างความแตกแยกและเกลียดชัง
    “เราเห็นต่างกันได้ถกกันได้ด้วยเหตุด้วยผลโดยไม่ต้องใช้วาทกรรมโจมตีผู้เห็นต่างครับ”นายเทวินทร์ ย้ำ
    พร้อมกันนี้นายเทวินทร์ ยังได้อโหสิกรรมที่มีส่วนเป็นสาเหตุให้เกิดโทสะและโมหะ ด้วยการอาราธนาข้อเตือนใจจากท่านดาไลลามะ และคำแผ่เมตตาของท่านอจ.ชยสาโร เพื่อใจที่เป็นสุข และปราศจากทุกข์ของทุกคน โดยเชื่อว่า เมตตา คือ ความหวังดี ( ไม่จำเป็นต้องรัก) ทุกคนและทุกฝ่ายสามารถหวังดีต่อกันได้
    สำหรับข้อความที่โพสต์และกลายเป็นประเด็นที่มีการตอบโต้กันอย่างหนักคือโพสต์เรื่อง "ราคาน้ำมันโลกปรับลด แต่ทำไมราคาน้ำมันบ้านเราถึงไม่ลดให้ทันกับตลาดโลก?” โดยนายเทวินทร์ ได้อธิบาย เกริ่นนำว่า “โครงสร้างราคาน้ำมัน” ของไทย ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ต้นทุน + ภาษีและกองทุน + ค่าการตลาด และชี้แจงเพิ่มเติมโดยไล่เรียงเป็นข้อๆเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ดังนี้
    1. ราคาน้ำมันขายปลีกลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบจริง เพราะภาษีไม่ได้ปรับลดตามสัดส่วน
    2. การเก็บภาษีสรรพสามิตผู้ใช้เชื้อเพลิง Fossil ที่ใช้แล้วหมดไป เพื่อนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เหมาะสมต่อคนรุ่นต่อๆ ไปใช้พลังงานมีประสิทธิภาพขึ้น
    3. รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีรายได้จากภาษีธุรกิจมากมาย จึงไม่ต้องการภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาน้ำมันถูกมาก
    4. ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (รวมทั้งมาเลเซีย) เคยรวยจากรายได้ขายน้ำมัน จึงอุดหนุนราคาในประเทศถูกมาก ขณะนี้เจอปัญหาหนักและพยายามยกเลิกด้วยความลำบาก
    5. ในช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบลดต่ำมาก บางประเทศที่นำเข้ากำหนดฐานราคาขั้นต่ำภายในประเทศ เช่น จีนกำหนดที่ 40 เหรียญ/บาร์เรล เพื่อเก็บรายได้จากส่วนต่าง รักษาการใช้พลังงานทดแทนและไม่ให้คนใช้ฟุ่มเฟือย
    6. กองทุนน้ำมันมีวัตถุประสงค์ใช้เป็น buffer ในระยะสั้น เพื่อไม่ต้องปรับราคาหน้าปั๊มตามราคาตลาดที่อาจจะเปลี่ยนแปลงบ่อยและไม่รุนแรงตามราคาตลาดโลก แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนฐานราคา
    7. ต่อมามีการใช้กองทุนเพื่ออุดหนุนราคา Gasohol, biodiesel และ LPG เป็นบางครั้ง เมื่อกลไกภาษีไม่เพียงพอ
    8. เอทานอลและไบโอดีเซล มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันจริง แต่ผลิตจากพืชเกษตรในประเทศ จึงสร้างแรงจูงใจให้ใช้เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตอ้อย มัน และปาล์ม ล้นตลาด และสร้างทางเลือกในระยะยาว รัฐจึงสนับสนุนโดยเก็บภาษีต่ำ
    9. รถทั่วไปใช้ Gasohol ได้แล้ว เบนซิน 95 จึงเป็นทางเลือกพิเศษ ขายปริมาณน้อยมาก ภาษีและค่าการตลาดจึงสูงกว่าน้ำมันทั่วไปจริง
    10. ค่าการตลาดของบริษัทน้ำมัน อยู่ระหว่าง 1.50 ถึง 2 บาทต่อลิตร เป็นไปตามกลไกตลาด ใครลดราคาก่อนหรือขึ้นราคาทีหลังก็จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม เช่น ปตท.และบางจาก ประเทศส่วนใหญ่สูงกว่าไทย เช่น สิงคโปร์ 4-5 บาท/ลิตร

  • Date : 16 / 02 / 2016
    ซีอีโอปตท.ไม่ถอดใจ ยันใช้เพจTevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน

    ซีอีโอ ปตท.ไม่ถอดใจ โดนกลุ่มค้านถล่มหน้าเพจเฟสบุ๊ค หลังโพสต์ข้อความชี้แจงโครงสร้างราคาน้ำมัน ยืนยันใช้เพจ Tevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีหน้าเพจเฟสบุ๊ค Tevin at PTT ซึ่งตั้งเพจไว้เพื่อสื่อสารกับสาธารณะ มีผู้กดถูกใจแล้วกว่า4,459คน ถูกประชาชนผู้ใช้เฟซบุ๊คกลุ่มหนึ่ง ระดมเครือข่ายเข้ามาแสดงเหตุผลตอบโต้ และดิสเครดิต กับการโพสต์ข้อความของเขาที่ชี้แจงเกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ไม่รู้สึกท้อใจ และยินดีที่จะอธิบาย ชี้แจงข้อเท็จจริง หากเป็นกลุ่มประชาชนที่พร้อมจะรับฟังเหตุผล ไม่ใช่กลุ่มที่มีเจตนาจะเข้ามาก่อกวน ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าว ก็ได้ทำการบล็อคไปแล้ว โดยยืนยันที่จะใช้เฟสบุ๊คเป็นอีกช่องทางในการสื่อสาร ข้อเท็จจริงเรื่องพลังงาน ต่อไป
    ทั้งนี้นายเทวินทร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คในอีก3วันถัดมาหลังจากที่เพจ Tevin at PTT ถูกก่อกวน โดยชี้แจงถึงการโพสต์เรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันว่า มีเจตนาที่จะให้ข้อเท็จจริงและเหตุผลที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันแต่กลายเป็นว่าได้สร้างการแลกเปลี่ยนความเห็นที่อาจจะเกินเลยความพอดีไป พร้อมทั้งขอบคุณวิญญูชนผู้รักในความจริงและเหตุผล ที่มาสอบถามและแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงอย่างบริสุทธิ์ใจ และระบุด้วยว่า สังคมไทยจะต้องสามารถหาทางออกด้วยปัญญาและไม่ตกอยู่ในกระแสที่จงใจสร้างความแตกแยกและเกลียดชัง
    “เราเห็นต่างกันได้ถกกันได้ด้วยเหตุด้วยผลโดยไม่ต้องใช้วาทกรรมโจมตีผู้เห็นต่างครับ”นายเทวินทร์ ย้ำ
    พร้อมกันนี้นายเทวินทร์ ยังได้อโหสิกรรมที่มีส่วนเป็นสาเหตุให้เกิดโทสะและโมหะ ด้วยการอาราธนาข้อเตือนใจจากท่านดาไลลามะ และคำแผ่เมตตาของท่านอจ.ชยสาโร เพื่อใจที่เป็นสุข และปราศจากทุกข์ของทุกคน โดยเชื่อว่า เมตตา คือ ความหวังดี ( ไม่จำเป็นต้องรัก) ทุกคนและทุกฝ่ายสามารถหวังดีต่อกันได้
    สำหรับข้อความที่โพสต์และกลายเป็นประเด็นที่มีการตอบโต้กันอย่างหนักคือโพสต์เรื่อง "ราคาน้ำมันโลกปรับลด แต่ทำไมราคาน้ำมันบ้านเราถึงไม่ลดให้ทันกับตลาดโลก?” โดยนายเทวินทร์ ได้อธิบาย เกริ่นนำว่า “โครงสร้างราคาน้ำมัน” ของไทย ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ต้นทุน + ภาษีและกองทุน + ค่าการตลาด และชี้แจงเพิ่มเติมโดยไล่เรียงเป็นข้อๆเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ดังนี้
    1. ราคาน้ำมันขายปลีกลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบจริง เพราะภาษีไม่ได้ปรับลดตามสัดส่วน
    2. การเก็บภาษีสรรพสามิตผู้ใช้เชื้อเพลิง Fossil ที่ใช้แล้วหมดไป เพื่อนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เหมาะสมต่อคนรุ่นต่อๆ ไปใช้พลังงานมีประสิทธิภาพขึ้น
    3. รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีรายได้จากภาษีธุรกิจมากมาย จึงไม่ต้องการภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาน้ำมันถูกมาก
    4. ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (รวมทั้งมาเลเซีย) เคยรวยจากรายได้ขายน้ำมัน จึงอุดหนุนราคาในประเทศถูกมาก ขณะนี้เจอปัญหาหนักและพยายามยกเลิกด้วยความลำบาก
    5. ในช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบลดต่ำมาก บางประเทศที่นำเข้ากำหนดฐานราคาขั้นต่ำภายในประเทศ เช่น จีนกำหนดที่ 40 เหรียญ/บาร์เรล เพื่อเก็บรายได้จากส่วนต่าง รักษาการใช้พลังงานทดแทนและไม่ให้คนใช้ฟุ่มเฟือย
    6. กองทุนน้ำมันมีวัตถุประสงค์ใช้เป็น buffer ในระยะสั้น เพื่อไม่ต้องปรับราคาหน้าปั๊มตามราคาตลาดที่อาจจะเปลี่ยนแปลงบ่อยและไม่รุนแรงตามราคาตลาดโลก แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนฐานราคา
    7. ต่อมามีการใช้กองทุนเพื่ออุดหนุนราคา Gasohol, biodiesel และ LPG เป็นบางครั้ง เมื่อกลไกภาษีไม่เพียงพอ
    8. เอทานอลและไบโอดีเซล มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันจริง แต่ผลิตจากพืชเกษตรในประเทศ จึงสร้างแรงจูงใจให้ใช้เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตอ้อย มัน และปาล์ม ล้นตลาด และสร้างทางเลือกในระยะยาว รัฐจึงสนับสนุนโดยเก็บภาษีต่ำ
    9. รถทั่วไปใช้ Gasohol ได้แล้ว เบนซิน 95 จึงเป็นทางเลือกพิเศษ ขายปริมาณน้อยมาก ภาษีและค่าการตลาดจึงสูงกว่าน้ำมันทั่วไปจริง
    10. ค่าการตลาดของบริษัทน้ำมัน อยู่ระหว่าง 1.50 ถึง 2 บาทต่อลิตร เป็นไปตามกลไกตลาด ใครลดราคาก่อนหรือขึ้นราคาทีหลังก็จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม เช่น ปตท.และบางจาก ประเทศส่วนใหญ่สูงกว่าไทย เช่น สิงคโปร์ 4-5 บาท/ลิตร

Date : 15 / 02 / 2016

  • Date : 15 / 02 / 2016
    ซีอีโอปตท.ไม่ถอดใจ ยันใช้เพจTevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน

    ซีอีโอ ปตท.ไม่ถอดใจ โดนกลุ่มค้านถล่มหน้าเพจเฟสบุ๊ค หลังโพสต์ข้อความชี้แจงโครงสร้างราคาน้ำมัน ยืนยันใช้เพจ Tevin at PTT เป็นอีกช่องทางสื่อสารความจริงพลังงาน
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีหน้าเพจเฟสบุ๊ค Tevin at PTT ซึ่งตั้งเพจไว้เพื่อสื่อสารกับสาธารณะ มีผู้กดถูกใจแล้วกว่า4,459คน ถูกประชาชนผู้ใช้เฟซบุ๊คกลุ่มหนึ่ง ระดมเครือข่ายเข้ามาแสดงเหตุผลตอบโต้ และดิสเครดิต กับการโพสต์ข้อความของเขาที่ชี้แจงเกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ไม่รู้สึกท้อใจ และยินดีที่จะอธิบาย ชี้แจงข้อเท็จจริง หากเป็นกลุ่มประชาชนที่พร้อมจะรับฟังเหตุผล ไม่ใช่กลุ่มที่มีเจตนาจะเข้ามาก่อกวน ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าว ก็ได้ทำการบล็อคไปแล้ว โดยยืนยันที่จะใช้เฟสบุ๊คเป็นอีกช่องทางในการสื่อสาร ข้อเท็จจริงเรื่องพลังงาน ต่อไป
    ทั้งนี้นายเทวินทร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คในอีก3วันถัดมาหลังจากที่เพจ Tevin at PTT ถูกก่อกวน โดยชี้แจงถึงการโพสต์เรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันว่า มีเจตนาที่จะให้ข้อเท็จจริงและเหตุผลที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันแต่กลายเป็นว่าได้สร้างการแลกเปลี่ยนความเห็นที่อาจจะเกินเลยความพอดีไป พร้อมทั้งขอบคุณวิญญูชนผู้รักในความจริงและเหตุผล ที่มาสอบถามและแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงอย่างบริสุทธิ์ใจ และระบุด้วยว่า สังคมไทยจะต้องสามารถหาทางออกด้วยปัญญาและไม่ตกอยู่ในกระแสที่จงใจสร้างความแตกแยกและเกลียดชัง
    “เราเห็นต่างกันได้ถกกันได้ด้วยเหตุด้วยผลโดยไม่ต้องใช้วาทกรรมโจมตีผู้เห็นต่างครับ”นายเทวินทร์ ย้ำ
    พร้อมกันนี้นายเทวินทร์ ยังได้อโหสิกรรมที่มีส่วนเป็นสาเหตุให้เกิดโทสะและโมหะ ด้วยการอาราธนาข้อเตือนใจจากท่านดาไลลามะ และคำแผ่เมตตาของท่านอจ.ชยสาโร เพื่อใจที่เป็นสุข และปราศจากทุกข์ของทุกคน โดยเชื่อว่า เมตตา คือ ความหวังดี ( ไม่จำเป็นต้องรัก) ทุกคนและทุกฝ่ายสามารถหวังดีต่อกันได้
    สำหรับข้อความที่โพสต์และกลายเป็นประเด็นที่มีการตอบโต้กันอย่างหนักคือโพสต์เรื่อง "ราคาน้ำมันโลกปรับลด แต่ทำไมราคาน้ำมันบ้านเราถึงไม่ลดให้ทันกับตลาดโลก?” โดยนายเทวินทร์ ได้อธิบาย เกริ่นนำว่า “โครงสร้างราคาน้ำมัน” ของไทย ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ต้นทุน + ภาษีและกองทุน + ค่าการตลาด และชี้แจงเพิ่มเติมโดยไล่เรียงเป็นข้อๆเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ดังนี้
    1. ราคาน้ำมันขายปลีกลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบจริง เพราะภาษีไม่ได้ปรับลดตามสัดส่วน
    2. การเก็บภาษีสรรพสามิตผู้ใช้เชื้อเพลิง Fossil ที่ใช้แล้วหมดไป เพื่อนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เหมาะสมต่อคนรุ่นต่อๆ ไปใช้พลังงานมีประสิทธิภาพขึ้น
    3. รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีรายได้จากภาษีธุรกิจมากมาย จึงไม่ต้องการภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาน้ำมันถูกมาก
    4. ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (รวมทั้งมาเลเซีย) เคยรวยจากรายได้ขายน้ำมัน จึงอุดหนุนราคาในประเทศถูกมาก ขณะนี้เจอปัญหาหนักและพยายามยกเลิกด้วยความลำบาก
    5. ในช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบลดต่ำมาก บางประเทศที่นำเข้ากำหนดฐานราคาขั้นต่ำภายในประเทศ เช่น จีนกำหนดที่ 40 เหรียญ/บาร์เรล เพื่อเก็บรายได้จากส่วนต่าง รักษาการใช้พลังงานทดแทนและไม่ให้คนใช้ฟุ่มเฟือย
    6. กองทุนน้ำมันมีวัตถุประสงค์ใช้เป็น buffer ในระยะสั้น เพื่อไม่ต้องปรับราคาหน้าปั๊มตามราคาตลาดที่อาจจะเปลี่ยนแปลงบ่อยและไม่รุนแรงตามราคาตลาดโลก แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนฐานราคา
    7. ต่อมามีการใช้กองทุนเพื่ออุดหนุนราคา Gasohol, biodiesel และ LPG เป็นบางครั้ง เมื่อกลไกภาษีไม่เพียงพอ
    8. เอทานอลและไบโอดีเซล มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันจริง แต่ผลิตจากพืชเกษตรในประเทศ จึงสร้างแรงจูงใจให้ใช้เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตอ้อย มัน และปาล์ม ล้นตลาด และสร้างทางเลือกในระยะยาว รัฐจึงสนับสนุนโดยเก็บภาษีต่ำ
    9. รถทั่วไปใช้ Gasohol ได้แล้ว เบนซิน 95 จึงเป็นทางเลือกพิเศษ ขายปริมาณน้อยมาก ภาษีและค่าการตลาดจึงสูงกว่าน้ำมันทั่วไปจริง
    10. ค่าการตลาดของบริษัทน้ำมัน อยู่ระหว่าง 1.50 ถึง 2 บาทต่อลิตร เป็นไปตามกลไกตลาด ใครลดราคาก่อนหรือขึ้นราคาทีหลังก็จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม เช่น ปตท.และบางจาก ประเทศส่วนใหญ่สูงกว่าไทย เช่น สิงคโปร์ 4-5 บาท/ลิตร