บทความทั้งหมด

Date : 27 / 07 / 2017

  • Date : 27 / 07 / 2017
    วงเสวนา กฟผ. ถกพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานหนุนพลังงานหมุนเวียน

    วงเสวนา กฟผ. ชี้อุตสาหกรรมไฟฟ้าไทยมีทิศทางไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นตามกระแสโลกและนโยบายของรัฐบาล ระบบกักเก็บพลังงานจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความเสถียรมากขึ้น และเป็นความท้าทายที่ทั้งผู้กำหนดนโยบายพลังงาน องค์กรกำกับดูแล และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งจะต้องปรับตัว โดย กฟผ. เดินหน้าพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน เตรียมติดตั้งแบตเตอรี่ 3 โครงการในพื้นที่ อ. เมือง จ. แม่ฮ่องสอน และพื้นที่ที่มีการผลิตพลังงานหมุนเวียนกระจุกตัว อ. บำเหน็จณรงค์ จ. ชัยภูมิ และ อ. ชัยบาดาล จังหวัด ลพบุรี คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2562 และจะก่อสร้างระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบพลังน้ำสูบกลับเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์

     

    ในงานเสวนาวิชาการ “ระบบกักเก็บพลังงาน ก้าวแห่งความท้าทายอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทย” ที่จัดชมรมวิศวกร กฟผ. เมื่อเร็วๆ นี้ นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  กล่าวเปิดงานในฐานะประธานชมรมฯ ว่า โครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป โดยการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy – RE)  โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ผู้ใช้ไฟฟ้าหันมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เองมากขึ้น และยังมีการขายเข้าระบบด้วย ซึ่งสิ่งที่ตามมากับการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน คือ การมีระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage System ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่อุตสาหกรรมไฟฟ้าไทยกำลังเผชิญหน้า และภาครัฐในฐานะกำกับดูแลนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จะต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

    นายสหรัฐกล่าวว่า ในด้านนโยบายพลังงาน ขณะนี้กำลังมีการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2558-2579 (PDP 2015) โดยคาดว่าภายใน 6 เดือนนับจากนี้ จะมีแผน PDP ฉบับใหม่ที่จะสอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าในอนาคตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยบริบททางด้านพลังงานของประเทศไทย จึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติอยู่ในระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ระบบในช่วงเปลี่ยนผ่าน และเป็นสะพานเชื่อมการก้าวไปสู่โลกแห่งพลังงานหมุนเวียนในอนาคต เช่นเดียวกับที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน แต่ยังคงต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นสะพานเชื่อมในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะยกเลิกพลังงานนิวเคลียร์ในปี 2565 เป็นต้นไป

     

    ดร.ศรัณย์พงศ์ พันธ์สุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญงานพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. ผู้ดำเนินการเสวนา กล่าวว่า ระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า disruptive technology หรือเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก รุ่นที่สอง ต่อจากโซลาร์เซลล์ มีแนวโน้มจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งแม้ต้นทุนของระบบกักเก็บพลังงานในปัจจุบันยังมีราคาสูง แต่มีแนวโน้มลดลง และเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ที่ลดลงเช่นกัน และเมื่อถึงระดับที่แข่งขันได้ ก็คาดว่าจะทำให้มีการใช้ระบบกักเก็บพลังงานเพื่อส่งเสริมไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มีความเสถียรมากขึ้น ซึ่ง กฟผ. ได้ตระหนักถึงแนวโน้มและบทบาทของเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานที่กำลังเป็นกระแสของโลกในขณะนี้ และมีการเตรียมพร้อมแล้ว

     

    ดร.ชนะพันธ์ คงนาม ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวว่า เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานมีการพัฒนาและมาเร็วกว่าที่เคยคาดไว้ ก่อให้เกิดความตื่นตัวของอุตสาหกรรมไฟฟ้า โดยจากการสำรวจในระดับสากล พบว่าผู้บริหารธุรกิจอุตสาหกรรมไฟฟ้าราว 70% ให้ความสนใจลงทุนธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน เพราะมองว่าจะเป็นธุรกิจสำคัญในอนาคต ทั้งนี้ คาดว่าระบบกักเก็บพลังงานจะเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียนในอนาคต โดยมีการคาดการณ์ว่า ต้นทุนของระบบกักเก็บพลังงานจะลดลงอีก 60% ในปี 2563 จากปัจจุบันที่ราคาอยู่ในอัตราราวๆ 300 เหรียญสหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) โดยเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานมีหลายประเภท ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมและประโยชน์ตามความต้องการ เช่น ใช้รักษาระดับโหลดไฟฟ้า ใช้เป็นกำลังสำรองระบบผลิตไฟฟ้ายามจำเป็น ใช้ตอบสนองความคุมระดับแรงดันไฟฟ้า หรือเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้งานจำนวนมาก เป็นต้น 

    ทั้งนี้ กฟผ. มีหน่วยงานภายในที่งานเกี่ยวข้องกับการวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงมีหน่วยงานดูแลด้านการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมีการวิจัยเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานหลายประเภท ทั้งไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิง พลังงานคลื่น และแบตเตอรี่ และมีการจัดลำดับความสำคัญในการศึกษาเทคโนโลยีที่เป็นปัจจุบันที่สุดและมาเร็วที่สุด ซึ่งโครงการติดตั้งแบตเตอรี่ในพื้นที่กระจุกตัวของพลังงานหมุนเวียน ที่ อ. บำเหน็จณรงค์ และ อ. ชัยบาดาล นั้น ก็ผ่านการศึกษาวิจัยอย่างรอบคอบและระมัดระวังจากคณะทำงานสมาร์ทกริด และคณะทำงานย่อยด้าน Energy Storage ที่สรุปว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ลิเทียม  อิออน เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าว

     

    นายธวัชชัย สำราญวานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า – ระบบส่ง กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. มีโครงการติดตั้งแบตเตอรี่ 3 โครงการ คือ ที่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน และที่บริเวณที่มีพลังงานหมุนเวียนกระจุกตัว  อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ และ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยโครงการที่ อ. เมือง จ. แม่ฮ่องสอน จะติดตั้งแบตเตอรี่ ขนาด 4 เมกะวัตต์พาวเวอร์ เพื่อสำรองกรณีไฟฟ้าดับชั่วคราวในพื้นที่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์มีอุปสรรคในการวางสายส่งแรงสูงของ กฟผ. ไปยังแม่ฮ่องสอน แต่รับไฟฟ้าผ่านสายส่งของระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จาก อ. แม่แตง จ. เชียงใหม่ ซึ่งมีระยะทางไกลกว่า 200 กิโลเมตร ทำให้เกิดปัญหาไฟตก ไฟดับ กฟผ. จึงมีแผนทำโซลาร์ฟาร์มในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 3 เมกะวัตต์ เป็น 3.5 เมกะวัตต์ เพื่อใช้ในพื้นที่ และติดตั้งแบตเตอรรี่เป็นระบบกักเก็บพลังงานดังกล่าว โดยคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จภายใน มีนาคม 2562 

    สำหรับโครงการติดตั้งแบตเตอรี่ในพื้นที่ที่มีพลังงานหมุนเวียนกระจุกตัว อีก 2 โครงการ ซึ่งพบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ และ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยคาดว่าในปี 2563 จะมีพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบ 218 เมกะวัตต์ และ 301 เมกกะวัตต์ ตามลำดับ ในขณะที่พื้นที่ดังกล่าวมีระบบสายส่งขนาดเพียง 115 KV  ดังนั้น หากการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเข้ามาตามที่คาด ก็จะเกิดการผันผวนจะส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าได้ จึงจะมีการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 16 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่ อ. บำเหน็จณรงค์ และ ขนาด 21 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่ อ.ชัยบาดาล เพื่อเสริมความมั่นคงในระบบ

    นายธวัชชัย กล่าวว่า ภาครัฐมีนโยบายต้องการให้มีการกระจายเชื้อเพลิง ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากเกินไปในการผลิตไฟฟ้า โดยการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน เชื้อเพลิงจากพลังงานหมุนเวียน และซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยรัฐมีความชัดเจนที่จะส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และมีแผนจะปรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจาก 20% เป็น 40% เพื่อให้สอดคล้องกับสัตยาบันที่ให้ไว้กับนานาชาติว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามามาก เทคโนโลยีที่จะช่วยให้ระบบมีความเสถียรก็คือ Energy Storage ภาครัฐจึงมีโครงการสนับสนุนการวิจัยระบบกักเก็บพลังงานที่จะนำมาใช้ในไทย โดยจัดสรรงบประมาณสนับสนุน จำนวน 765 ล้านบาท เป็นงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน โดยระยะแรกได้มอบไปแล้ว 32 โครงการกว่า 300 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ตามแผนแม่บทสมาร์ทกริด ที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติมาตั้งแต่ต้นปี 2558 นั้น   กฟผ. เป็นหน่วยงานสำคัญที่จะต้องมีการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า โดย กฟผ. สามารถสนับสนุนนโยบายภาครัฐโดยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานที่สายส่งไฟฟ้า โดยไม่จำเป็นต้องติดกระจายทุกจุด แต่อาจจะเลือกติดบางจุดที่สามารถกระจายช่วยได้หลายพื้นที่ นอกจากนั้น กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรโดยให้มีการฝึกอบรมหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน หรือเรียนเพิ่มเติมในระดับสูง โดยมีการมอบทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย

    “กฟผ. มีหน้าที่ต้องดูแลการผลิตไฟฟ้าให้มีความมั่นคง โดยนอกจากพิจารณาสนับสนุนให้มีระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างความเสถียรให้ระบบแล้ว ยังอาจต้องพิจารณาปรับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าหลักให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในอนาคตที่จะมีไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้ามามากขึ้น” นายธวัชชัยกล่าว

    นอกจากระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แล้ว ดร. ชนะพันธ์ ชี้แจงว่า กฟผ. มีระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบพลังน้ำสูบกลับ และมีแผนจะก่อสร้างเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น ลำตะคอง สูบกลับ 2 หน่วย หน่วยละ 250 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561 และพลังน้ำจุฬาภรณ์แบบสูบกลับ 2 หน่วย หน่วยละ 400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเสร็จในปี 2569 และ ศรีนครินทร์สูบกลับ 3 หน่วย หน่วยละ 267 เมกะวัตต์ เสร็จในปี 2571 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในอนาคต การกักเก็บพลังงานโดยระบบพลังน้ำสูบกลับจะดำเนินการได้ยากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่การดำเนินการ เพราะต้องมีอ่างเก็บน้ำรองรับ ในขณะที่วิธีการเก็บน้ำใต้ดินต้องมีการลงทุนที่สูงมาก แบตเตอรี่จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ สามารถทำได้เร็ว และราคามีแนวโน้มถูกลงในอนาคต

     

    ด้านนายจอห์น พาลุมโบ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก้ กล่าวถึงมุมมองและถึงประสบการณ์การลงทุนในระบบ Energy Storage ของเอ็กโก้ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยชี้ว่าสำหรับโครงการของเอ็กโก้ที่ฟิลิปปินส์ เลือกใช้เทคโนโลยี Battery Energy Storage (BES) เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาในระดับที่มีความน่าเชื่อถือ มีอัตราการสนองตอบ (response rate) ที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งช่วยให้สามารถรวมพลังงานหมุนเวียนเข้ามาสู่ระบบสายส่ง (grid) ได้ โดยไม่เกิดปัญหาความไม่เสถียร อีกทั้งมีความยืดหยุ่น สามารถติดตั้งที่ใดก็ได้ตามความเหมาะสม และสำหรับประเทศไทย มองว่ามีศักยภาพที่จะนำระบบกักเก็บพลังงานที่เป็น     เทรนด์ในอนาคตมาใช้เพื่อสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้า

     

Date : 14 / 07 / 2017

  • Date : 14 / 07 / 2017
    เรื่องเล่าLPG เปิดเสรีLPGทั้งระบบผู้บริโภคได้ประโยชน์

    เรื่องเล่า LPG   เปิดเสรีLPG ทั้งระบบผู้บริโภคได้ประโยชน์

    บรรดาครัวเรือนที่ชอบทำอาหารเอง  ร้านขายอาหาร  บรรดาผู้ขับขี่รถยนต์ที่ไม่ชอบน้ำมันเพราะคิดว่าราคาแพง  แล้วเปลี่ยนเครื่องยนต์หันมาใช้แก๊ส  หรือโรงงานอุตสาหกรรม บางประเภท  รวมไปถึงโรงงานปิโตรเคมี  คงจะคุ้นเคยกับก๊าซLPG เป็นอย่างดี เพราะต้องซื้อหา  ต้องเติมใช้กันอยู่เป็นประจำ  และแน่นอนว่า ผู้ใช้ทุกกลุ่มที่ใช้ก๊าซแอลพีจีอยู่เป็นประจำ ย่อมไม่อยากจะให้เกิดภาวะขาดแคลน  หรือมีปรับขึ้นราคาแบบไม่มีเหตุผล   ซึ่งในการดำเนินนโยบายการปรับโครงสร้างราคาก๊าซLPG ของกระทรวงพลังงาน ในช่วงที่ผ่านมา  ก็ได้คำนึงถึงประเด็นที่กล่าวถึงเหล่านี้เป็นอย่างดี

    LPG ย่อมาจาก Liquefied Petroleum Gas มีคำเรียกที่แตกต่างกันออกไป เช่นก๊าซปิโตรเลียมเหลว   ก๊าซแอลพีจี   ก๊าซหุงต้ม หรือแก๊สรถยนต์  ซึ่งก็คือ ก๊าซอย่างเดียวกัน  ที่มีน้ำหนักกว่าอากาศ ประมาณ 1.5-2 เท่าของอากาศ  และถูกอัดให้อยู่ในสภาพของเหลวภายใต้ความดันเพื่อสะดวกต่อการเก็บและการขนส่ง เมื่อลดความดันลงก๊าซเหลวนี้ ก็จะกลายเป็นไอ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามแต่วัตถุประสงค์   โดยกลุ่มครัวเรือน ร้านอาหาร รถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม จะใช้ประโยชน์ในรูปของการเป็นเชื้อเพลิง  ในขณะที่กลุ่มโรงงานปิโตรเคมี จะใช้ประโยชน์ในรูปของวัตถุดิบ เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

    ในอดีต ก๊าซLPG หรือก๊าซหุงต้ม  นั้นผลิตมาจากก๊าซในอ่าวไทย ที่ผ่านโรงแยกก๊าซธรรมชาติ  และโรงกลั่นน้ำมัน โดยผลิตได้ในปริมาณที่มากกว่าความต้องการใช้ในประเทศ จนส่วนหนึ่งต้องมีการส่งออก และรัฐพยายายามที่จะส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมบางประเภท เช่นโรงงานแก้ว และเซรามิกส์ นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต   ซึ่งรัฐมีนโยบายในการควบคุมราคาก๊าซเอาไว้ ไม่ให้เกิน333 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือคิดเป็นราคาขายปลีกประมาณ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม

    อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องของก๊าซLPG กลายเป็นปัญหาดินพอกหางหมู  ที่ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระ หนักขึ้นเรื่อยๆ  ก็เพราะ นโยบายรัฐที่อดีตที่ยังคงการควบคุมราคาขายเอาไว้  จนถึงจุดที่ ก๊าซLPG มีราคาขายที่ต่ำกว่าต้นทุนผลิต   ต่ำกว่าราคาLPG ตลาดโลก  และต่ำกว่าราคาน้ำมันเป็นอย่างมาก  ทำให้ผู้ใช้รถแห่กันมาติดตั้งเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซLPG  เกิดการลักลอบขนส่งLPG แบบกองทัพมด ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกินส่วนต่างของราคา   และเมื่อรัฐมีนโยบายขยับราคาก๊าซLPG ในกลุ่มรถยนต์  โดยที่ยังคุมราคาก๊าซLPG หรือก๊าซหุงต้มเอาไว้   กลายเป็นก๊าซLPG สองราคา ก็เกิดปัญหาการลักลอบขายก๊าซข้ามประเภทของบรรดาผู้ค้า โรงงานบรรจุก๊าซอีก

    ปริมาณการใช้ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  โดยมีอัตราการขยายตัวเป็นตัวเลขสอง หลัก ติดต่อกันหลายปี  ทำให้ประเทศไทยที่เคยเป็นประเทศผู้ส่งออกก๊าซLPG  ต้องกลายเป็นประเทศผู้นำเข้า   และยิ่งต้องนำเข้ามากเท่าไหร่  กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมัน ก็ต้องมารับภาระในการตรึงราคาเอาไว้มากเท่านั้น 

    ปตท.ซึ่งต้องนำเข้าก๊าซLPG ตามนโยบายรัฐ  เพื่อให้มีก๊าซLPG เพียงพอต่อความต้องการใช้  และต้องนำเข้าก๊าซLPG ตามราคาต้นทุนตลาด ที่แพงกว่า ราคาขายในประเทศ  ซึ่งบางปี ราคาก๊าซLPG ตลาดโลก เกือบพันเหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ก็ต้องขายในราคาควบคุมที่333 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้กองทุนน้ำมันมาช่วยรับภาระส่วนต่างของราคา อีก    กลายเป็นว่าคนใช้น้ำมันต้องมาอุ้มคนใช้ก๊าซLPG

    ในอดีตหลายรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ไม่กล้าที่จะปรับขึ้นราคาก๊าซLPG  หรือดำเนินนโยบายลอยตัวราคา  เพราะมีกระแสคัดค้านที่รุนแรง จากประชาชน จึงกลัวเสียคะแนนนิยม ทำให้ปัญหาก๊าซLPG ยิ่งกลายเป็นดินที่พอกหางหมูที่สะสมตัวมากขึ้น   แต่ก็นับว่าโชคยังดี ที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อเดือนพ.ค. 2557  และเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันและราคาก๊าซLPG ขาลง  รัฐมนตรี ที่กำกับดูแลนโยบายด้านพลังงาน ทั้งพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง  รองนายกรัฐมนตรี , ดร.ณรงค์ชัย  อัครเศรณี  รัฐมนตรีพลังงานในช่วงแรกของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  และพล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีพลังงานคนปัจจุบัน  ต่างเดินหน้านโยบายการปรับโครงสร้างราคาพลังงานอย่างเป็นระบบ  และเป็นลำดับขั้นตอน  ซึ่งเรื่องของการปรับโครงสร้างราคาก๊าซLPG  ก็เป็นหนึ่งเรื่องสำคัญในแผนการปรับโครงสร้างราคาด้วย

    ทั้งนี้ในลำดับ ขั้นตอนของการปรับโครงสร้างราคาก๊าซLPG  นั้น เริ่มจากการทำราคาก๊าซLPGทั้งภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม  ให้เป็นราคาเดียว โดยอาศัยจังหวะ ที่ราคาLPG ในตลาดโลก ปรับลดราคาลง  เพื่อปรับลดภาระการชดเชย  รวมทั้งการค่อยๆปรับราคาก๊าซLPG ภาคครัวเรือน ขึ้นไปชนกับ ราคาภาคขนส่ง   โดยที่รัฐบาลยังคงมีนโยบายดูแลกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและร้านอาหารประเภทหาบเร่ แผงลอย ให้ได้ใช้ก๊าซLPG  ราคาเดิม  ซึ่งนับเป็นแนวนโยบายที่ช่วยลดกระแสการคัดค้านการปรับราคา ได้มากพอสมควร

    เมื่อก๊าซ LPG เป็นราคาเดียวกันทุกกลุ่มแล้ว   รัฐก็เดินหน้าในขั้นต่อไปคือ การแยกบัญชีกองทุนน้ำมัน  เพื่อตั้งเป็นบัญชี กองทุนLPG  ให้เห็นภาระการอุดหนุนที่ชัดเจน  รวมทั้ง พยายามที่จะปรับราคาของการจัดหาก๊าซLPG ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละกลุ่ม ทั้งก๊าซLPG  ที่มาจาก โรงแยกก๊าซธรรมชาติ  LPG ที่ผลิตได้จากโรงกลั่นน้ำมัน และLPG นำเข้า โดยการขยับราคาต้นทุนของการจัดหาLPG นั้น รัฐยังเลือกช่วงที่ราคาLPG ในตลาดโลก ปรับตัวลดลง เพื่อให้มีผลกระทบต่อราคาขายปลีก น้อยที่สุด

    ในจังหวะที่ก๊าซLPGในตลาดโลกยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ รัฐมีความมั่นใจต่อนโยบายการเปิดเสรีก๊าซLPG แบบเต็มรูปแบบทั้งระบบ โดยเริ่มส่งสัญญาณถึงประชาชน ให้ทราบถึงขั้นตอนการเปิดเสรี และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับในระยะยาว    เช่นเดียวกับน้ำมัน  ทั้งการเปิดให้ผู้ค้าสามารถนำเข้าLPG มาแข่งขันราคากับผู้ผลิตLPG ในประเทศได้  รวมทั้งการปรับขึ่นลงราคาก๊าซLPG ให้สะท้อนต้นทุนจริง โดยยังใช้ กองทุนLPG  เป็นกลไกลดความผันผวนของราคา ให้ราคามีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง

    เรื่องนี้นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ออกมาย้ำให้ประชาชนมีความมั่นใจด้วยว่า การเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG ทั้งระบบตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป นั้นโดยจะไม่ส่งผลกระทบทำให้ราคาขายปลีก LPG ในประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้น  เพราะสถานการณ์ LPG ในตลาดโลกที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ  

    โดยกระทรวงพลังงานจะยังเดินหน้านโยบายยกเลิกการกำหนดราคาโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมันและโรงอะโรเมติก ยกเลิกการกำหนดราคา  ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซ LPG  รวมถึงยกเลิกการกำหนดอัตราเงินส่งเข้าหรือชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากทุกส่วนของการผลิต ยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ จะทำให้ตลาดก๊าซ LPG มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ 

    นโยบายการเปิดเสรีก๊าซLPG ทั้งระบบ จะทำให้ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากผลของราคาขายปลีกที่ถูกลงและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย จากการที่มีผู้ค้าก๊าซLPG เข้าสู่ธุรกิจมากขึ้น  ทั้งการนำเข้าก๊าซ LPG  จากเดิมที่มีเฉพาะ ปตท.เพียงรายเดียว และการแข่งขันด้านราคา และการบริการ โดยที่  สนพ. จะมีกลไกการติดตามสถานการณ์ราคานำเข้าก๊าซ LPG และต้นทุนโรงแยกก๊าซอย่างใกล้ชิดเป็นรายเดือน

    โดยประโยชน์ที่เห็นได้ชัดประการหนึ่ง ก็คือ แรงจูงใจให้มีผู้ค้าเข้ามาในธุรกิจมากรายขึ้น ทั้งการนำเข้าก๊าซ LPG  จากเดิมที่มีเฉพาะ ปตท.เพียงรายเดียว  ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและการบริการ  ซึ่ง จะทำผู้บริโภคได้รับประโยชน์ โดยที่ไม่ต้องมีคนกลุ่มไหน ต้องมารับภาระแทนใคร  ในขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและร้านค้าหาบเร่ แผงลอย ที่ขึ้นทะเบียนไว้และได้เคยรับการช่วยเหลือ  ก็จะยังได้รับการดูแลจากภาครัฐเช่นเดิม โดยการจัดสรรงบประมาณมาดูแลส่วนนี้โดยเฉพาะ

    อาจจะกล่าวได้ว่า การล้างดินพอกหางหมู  ด้วยการปรับโครงสร้างราคาก๊าซLPG   และนำไปสู่การเปิดเสรีก๊าซLPG ทั้งระบบ ในวันที่1 ส.ค.2560  ซึ่งใช้เวลาประมาณ3ปีเศษ  โดยที่ผู้ใช้LPG ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาขาย นั้น เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงด้านพลังงาน  ของทั้ง คสช.และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์

Date : 10 / 07 / 2017

  • Date : 10 / 07 / 2017
    เปิดรายชื่อแคนดิเดทปลัดพลังงานคนใหม่ แทน"อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม"

    เปิดรายชื่อแคนดิเดทปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่  “แทน “อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม” ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.นี้ โดยทั้ง “ธรรมยศ” “ประพนธ์” “ทวารัฐ” และ”วิฑูรย์”ต่างอยู่ในข่ายที่จะได้รับการเสนอชื่อ หลังนายกรัฐมนตรี กำชับให้การแต่งตั้งต้องจบ ภายในก.ค. นี้

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC)  รายงานถึงการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงาน คนใหม่ แทนนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการ ในเดือนกันยายน 2560 นี้ ว่า บุคคลที่มีมีโอกาสจะได้รับการเสนอชื่อนั้น ประกอบด้วย นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ,นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ,นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ,นายทวารัฐ สูตะบุตร  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

    อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงคุณสมบัติของแต่ละบุคคลจะเห็นว่า ทั้งนายธรรมยศ  นายประพนธ์ และนายทวารัฐ ต่างเป็นแคนดิเดท ที่เคยมีประสบการณ์ทำงาน ในการบริหารหน่วยงานระดับกรม ในตำแหน่งอธิบดี  รวมทั้งงานในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมาก่อน  ในขณะที่นายวิฑูรย์ ถึงแม้จะยังไม่เคยผ่านงานในตำแหน่งรองปลัด แต่ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีอาวุโส สูงสุดในบรรดา แคนดิเดท ทั้งหมด    ซึ่งทั้งนายธรรมยศและนายวิฑูรย์ ต่างมีอายุราชการเหลืออีก1ปี โดยจะเกษียณอายุในเดือนกันยายนปี2561

    สำหรับข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานที่จะเกษียณอายุราชการไปพร้อมกับนายอารีพงศ์ ในเดือนกันยายน นี้ ประกอบด้วย  นายสมนึก บำรุงสาลี  รองปลัดกระทรวงพลังงาน และนางบุญบันดาล  ยุวนะศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน

    ทั้งนี้มีกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรีต้องการที่จะให้การแต่งตั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงต่างๆ ซึ่งจะเกษียณอายุ  ในเดือนกันยายน ดำเนินการแล้วเสร็จ ภายในเดือนกรกฎาคม นี้  โดยแต่ละกระทรวงจะต้องส่งรายชื่อบุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวง ถึงมือนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  ภายในวันที่11 กรกฎาคม เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้ง ต่อไป 

Date : 30 / 06 / 2017

  • Date : 30 / 06 / 2017
    เปิดประสบการณ์ต่างประเทศ สร้างการยอมรับโรงไฟฟ้าถ่านหินในชุมชน

    เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรงไฟฟ้าถ่านหินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและต่างประเทศ ได้ร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ในการสร้างการยอมรับจากประชาชนต่อโรงไฟฟ้าถ่านหิน ภายใต้งานสัมมนาในหัวข้อ “Create a better social acceptance for electric power infrastructure – coal-fired power plant” ณ โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยน์ ราชดำริ กรุงเทพฯ โดยจากการบรรยายให้ความรู้และการอภิปรายร่วมกัน ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า ถ่านหินยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชีย แม้สัดส่วนการใช้ถ่านหินจะลดลงตามกระแสพลังงานสะอาดของโลกและเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่พัฒนาขึ้น 

    นอกจากนั้น ยังได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสร้างการยอมรับของชุมชนต่อการก่อสร้างและดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งพบว่าประเทศญี่ปุ่น มีแนวทางการจัดการด้านผลกระทบต่อสมาชิกชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่ฟิลิปปินส์ มีแนวทางการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชนที่น่าศึกษา ทำให้สามารถผลักดันการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่มีความจำเป็นต่อชุมชนให้เกิดขึ้น และยังสามารถดำเนินการโรงไฟฟ้าท่ามกลางการยอมรับของชุมชนได้ ส่วนอินโดนีเซีย แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องการใช้เทคโนโลยีในการจัดการมลภาวะ เพราะมีต้นทุนสูง แต่ภาครัฐได้เข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแล โดยกำหนดเกณฑ์ควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมทุกประเภทในอินโดนีเซีย

    ญี่ปุ่นเน้นเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพและจัดการสิ่งแวดล้อม

    นาย Motohisa Sakurai ผู้จัดการ จากฝ่ายพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศ จากบริษัท Electric Power Development (J-Power) จากประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า โรงไฟฟ้าของ J-Power มีกำลังการผลิตทั้งหมด 8,412 เมกะวัตต์ ซึ่งราว 4,300 เมกะวัตต์นั้นใช้เทคโนโลยี Ultra Supercritical (USC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่มีประสิทธิภาพสูงและลดการปล่อยมลสารที่ก่อให้เกิดมลภาวะ ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าถ่านหินของ J-Power ก็ใช้อุปกรณ์ในการดักจับมลสาร รวมถึงอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการลดมลสารในกระบวนการผลิต ได้แก่ Low NOx Combustion หรือ ระบบที่ลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ เครื่องดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (ESP) ซึ่งสามารถดักจับฝุ่นได้มากกว่าร้อยละ 99.5 เครื่องดักจับก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (SCR) รวมไปถึงตัวกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD)

    สำหรับกระบวนการขนส่งถ่านหิน ทั้งอาคารกักเก็บถ่านหิน รวมไปถึงสายพานในการขนส่งถ่านหินเข้าสู่อาคารเก็บนั้น จะอยู่ภายใต้ระบบปิด เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังและป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่น เช่นเดียวกับการขนส่งเถ้าที่ก็ทำในระบบปิดเช่นกัน โดยขนส่งผ่านรถที่มีการปิดมิดชิด

    โรงไฟฟ้าถ่านหินของ J-Power มีระบบการตรวจสอบมลสารต่างๆ แบบ Real-time  ซึ่งจะรายงานเข้าไปที่ห้องควบคุมของโรงไฟฟ้า และรายงานต่อไปยังรัฐบาลท้องถิ่นในพื้นที่ของโรงไฟฟ้า ซึ่งในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ทางรัฐบาลท้องถิ่นจะรายงานไปยังสาธารณชน ผ่านสื่อต่างๆ ทันที และสำหรับญี่ปุ่นนั้น มาตรฐานการดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน ตามข้อกำหนดของรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละพื้นที่

    ในส่วนของการดำเนินการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้านั้น ทางโรงไฟฟ้าจะมีการเปิดโรงไฟฟ้าให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชม โดยที่โรงไฟฟ้าแห่งใหม่ล่าสุดของ J-Power คือ โรงไฟฟ้า Isogo ในเมือง Kanagawa นั้น มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากถึง 6,000 คน/ปี โดยที่ห้องควบคุมของโรงไฟฟ้าได้ออกแบบให้เหมาะแก่การเข้าเยี่ยมชมของบุคคลภายนอก ส่วนโรงไฟฟ้าอื่นๆ ของบริษัท J-Power ก็ได้มีการเปิดให้บุคคลภายในเข้าชมเช่นกัน โดยอยู่ที่ 1 วัน/ปี

    ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า เนื่องจากยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพได้มากเท่าไร ยิ่งลดการปล่อย CO2ได้มากเท่านั้น และปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาเทคโนโลยี Integrated Coal Gasification Combined Cycle (IGCC) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีค่าประสิทธิภาพถึงร้อยละ 46-48

    นาย Sakurai ยังกล่าวด้วยว่า ความเข้าใจอันดีระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชนมีความสำคัญมาก โดยวิธีการสร้างความเข้าใจที่สำคัญคือ การมี Model Plant ให้ชุมชนได้สัมผัสว่าโรงไฟฟ้าปลอดภัย มีมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม  จะต้องกำหนดคำจำกัดความของคำว่า ชุมชนท้องถิ่น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แท้จริงของโรงไฟฟ้าว่าคือใคร เพื่อจะได้ทำความเข้าใจได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

    ฟิลิปปินส์มีองค์ความรู้ด้านการทำความเข้าใจกับคนในท้องถิ่น

    นาย Edgardo Cruz ประธานของกลุ่มผู้ใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินในฟิลิปปินส์ (PCPUG) ได้กล่าวถึงกลยุทธ์ และวิธีการในการสร้างความเข้าใจต่อโรงไฟฟ้าถ่านหิน ว่า ฟิลิปปินส์มีการดำเนินการตามแนวทางต่างๆ คือ สร้างความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่มีความเกี่ยวพันหรือมีอิทธิพลต่อทิศทางในการสร้างโรงไฟฟ้า เช่น ในช่วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ต้องให้ผู้รับเหมารับคัดเลือกแรงงานในชุมชนในพื้นที่การก่อสร้างก่อน มีการทำงานร่วมกันกับผู้นำชุมชน และให้ความสำคัญกับความต้องการของชุมชน โดยมีการพูดคุยให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนั้น ยังมีการริเริ่มโครงการต่างๆ ที่สร้างประโยชน์ให้แก่ผู้นำและผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ โดยให้พวกเขาเป็นเจ้าของในโครงการเหล่านั้น อาทิ โครงการทางการศึกษาต่างๆ เช่น การสร้างห้องเรียน สนับสนุนอุปกรณ์ทางการศึกษาต่างๆ  โครงการเพื่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ เช่น การออกหน่วยการแพทย์ สร้างศูนย์สุขภาพในพื้นที่  การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมไปถึงการซ้อมแผนเพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น หรือ โครงการการพัฒนาวิสาหกิจ เช่น การฝึกอบรมต่างๆ ให้ผู้หญิง หรือเด็กๆ ที่ไม่ได้รับการศึกษา โครงการทำประมงท้องถิ่น เป็นต้น

    ประธานของกลุ่มผู้ใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินในฟิลิปปินส์ ยังบอกด้วยว่า ควรมองกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยในฐานะผู้เห็นต่าง ไม่ใช่ศัตรู และสร้างความเชื่อมั่นกับชุมชน โดยเร่งแก้ไขข้อกังวลของคนในชุมชนให้หมดไป

    นอกจากนั้น  ฟิลิปปินส์ยังมีระเบียบข้อบังคับในการชดเชยให้กับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า โดยเป็นการสนับสนุนทางการเงิน เช่น การคิดค่าไฟฟ้าในอัตราที่ต่ำกว่าปกติและต่ำกว่าคนพื้นที่อื่น และการทำกองทุนรอบโรงไฟฟ้า โดยการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วยจะแบ่งให้กองทุน 0.01 เปโซ ซึ่งมาตรการนี้ช่วยลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้อาศัยในพื้นที่ รวมไปถึงสร้างให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐบาลท้องถิ่น ผู้ผลิตไฟฟ้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนทำให้คนในท้องถิ่นเป็นเสนอให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าเอง และฟิลิปปินส์มีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก

    อินโดนีเซีย: ภาครัฐกำหนดเกณฑ์ควบคุมสิ่งแวดล้อม

    ดร. Eri Prabowo ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ 1 จากบริษัท PT Indonesia Power กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัท PT Indonesia Power จะมีมาตรการในการสร้างการยอมรับจากสาธารณชน 3 มาตรการด้วยกัน ได้แก่

    1. รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแล โดยที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ ของอินโดนีเซีย มีโปรแกรมการประเมินการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมให้กับโรงงานต่างๆ ในประเทศ โดยใช้ชื่อว่า Corporate Performance Assessment Program in Environment Management หรือ โครงการ PROPER ซึ่งมีระดับเกณฑ์ 5 ระดับ ได้แก่ สีทอง ซึ่งหมายถึงมีมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยมมาก ปัจจุบันมีโรงงานราว 10-11 แห่ง ที่สามารถจัดการได้เป็นไปตามเกณฑ์ดังกล่าว ที่เหลือนั้นก็ลดหลั่นไล่เรียงลงตามลำดับ ได้แก่ สีเขียว หมายถึงมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยม และสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นขั้นต่ำของเกณฑ์มาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมของโปรแกรม PROPER ต่อจากนั้นจะเป็นสีแดง และสีดำ โดยหากโรงงานใดอยู่ที่ 2 ระดับล่างนี้ ก็จะต้องถูกปรับ และมีความผิดทางกฎหมาย

    ดร. Eri Prabowo ระบุว่า โรงไฟฟ้าของ PT Indonesia Power ถึงร้อยละ 69 อยู่ในเกณฑ์ในระดับสีเขียว ซึ่งหมายถึงเป็นโรงไฟฟ้าที่มีการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม ส่วนอีกร้อยละ 31 อยู่ในเกณฑ์ดี

    2. การจัดการและควบคุมการปล่อยมลสาร โดยใช้อุปกรณ์เข้ามาช่วยลดการปล่อยมลสารในกระบวนการผลิตไฟฟ้า เช่น ตัวกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD) เครื่องดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (ESP) รวมไปถึงมีการตรวจวัดทั้งมลสาร ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไนโตรเจนออกไซด์ (NO2) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และเครื่องตรวจสอบมลสารที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้า โดยที่มีกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ เป็นผู้กำกับดูแล อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าถ่านหินส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียไม่มีการติดตั้งเครื่อง FGD เนื่องจากมีราคาสูงและใช้พื้นที่จำนวนมาก จึงมีแค่เพียงโรงไฟฟ้าของเอกชน 4 โรงเท่านั้น ที่มีการติด FGD ส่วนโรงไฟฟ้าของรัฐบาลไม่ได้ติด แต่รัฐบาลก็ได้พยายามยกระดับมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เพื่อมาควบคุมให้เป็นโรงไฟฟ้าสีเขียวตามเกณฑ์ของรัฐบาล

    3. การสร้างความใกล้ชิดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตซีเมนต์ โดยขายเถ้าลอยให้กับผู้ผลิตเหล่านี้ รวมไปถึงขายเถ้าลอยเหล่านี้ให้กับชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า เพื่อนำไปผลิตเป็นอิฐบนทางเท้า ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโครงการการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    ทั้งนี้ ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในอินโดนีเซีย จะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลท้องถิ่น และเมื่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้ว จะต้องถูกตรวจสอบทุกปีโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และภายใน 5 ปีข้างหน้า อินโดนีเซียจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มอีกถึง 10,000 เมกะวัตต์

    บทเรียนจากเวียดนาม

    นาย Vu Viet Dung ผู้ช่วยผู้อำนวยการของศูนย์วิศวกรรมพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานความร้อน จากบริษัท Power Engineering Consulting Joint Stock Company 2 (PECC2) ได้อธิบายถึงกิจการของการไฟฟ้าเวียดนามที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ว่ามีกำลังผลิต 23,579 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นร้อยละ 60.8 ของกำลังผลิตรวมประเทศ และเป็นเจ้าของระบบส่ง รวมถึงการจ่ายไฟโดยตรงให้กับผู้ใช้ไฟว่า 23 ล้านคน

    ขณะเดียวกัน Vu Viet Dung ได้สะท้อนประสบการณ์จากการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากความกังวลในด้านความปลอดภัยและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในเวียดนาม โดยได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ว่า โรงไฟฟ้าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายทางสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด มีการสื่อสารกับประชาชนให้มากขึ้น ทั้งแผนการก่อสร้าง การชดเชย รวมไปถึงเปิดให้ประชาชนได้สื่อสารกับผู้รับผิดชอบโครงการ และมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความสำคัญกับแรงงานในพื้นที่ก่อนเป็นอันดับแรก และมีกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เป็นต้น

    สถานการณ์ถ่านหินในประเทศไทย

    ดร. ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าของโลกมีแนวโน้มลดลง แต่ยังมีอยู่ในสัดส่วนที่สูง โดยในปี 2555 สัดส่วนการใช้ถ่านหินยังสูงอยู่คือราวร้อยละ 40 เนื่องจากมีราคาถูกและมีปริมาณสำรองจำนวนมาก ขณะที่การใช้พลังงานหมุนเวียนมีร้อยละ 22 โดยส่วนใหญ่เป็นพลังน้ำ อย่างไรก็ตาม แม้สัดส่วนการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้ามีแนวโน้มลดลง แต่ปริมาณการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าไม่ได้ลดลงไป และสำหรับ ภูมิภาคเอเชีย ถ่านหินจะยังคงบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย

    มีการคาดการณ์ว่าในปี 2583 สัดส่วนการใช้ถ่านหินจะลดลงเหลือร้อยละ 29 และพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็นร้อยละ 29 เนื่องจากกระแสโลกและเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่พัฒนาขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนลดลง แต่กระนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศสูงขึ้นอยู่

    สำหรับแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2558 หรือ PDP2015 กำหนดให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่กำลังผลิตรวม 57,459 เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงฟ้าก๊าซธรรมชาติสูงสุด 17,478 เมกะวัตต์ รองลงมาเป็นถ่านหิน 7,390 เมกะวัตต์ เพื่อสร้างความสมดุลการใช้แหล่งพลังงาน เพื่อสร้างด้านความมั่นคงทางพลังงาน ให้มีไฟฟ้าใช้เพียงพอ และพึ่งพาเชื้อเพลิงให้หลากหลาย

    ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ ในสัดส่วนที่สูงถึงเกือบร้อยละ 70 ซึ่งถือเป็นความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ. กระบี่ ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนและมีแนวโน้มว่าจะต้องเลื่อนการเข้าสู่ระบบออกไปเป็นปี 2567

    Dr. Yanfei Li, นักเศรษฐศาสตร์พลังงานแห่งสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก หรือ ERIA ได้กล่าวสรุปจากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ว่า สำหรับอินโดนีเซีย โปรแกรม PROPER นี้ กำลังไปได้ด้วยดี และช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมทุกประเภทในอินโดนีเซียด้วย ในขณะที่ฟิลิปปินส์ถือเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีองค์ความรู้ด้านการทำความเข้าใจกับคนในท้องถิ่นที่ประสบผลสำเร็จ ด้านประเทศญี่ปุ่น บทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นมีความน่าสนใจมาก และเป็นกลไกสำคัญที่สามารถกำหนดมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ชุมชนให้การยอมรับ โดยตัวอย่างโรงไฟฟ้า Isogo นั้น รัฐบาลท้องถิ่นกำหนดให้มีมาตรฐานสูงมากจนไม่มีคนในพื้นที่ออกมาคัดค้านโรงไฟฟ้า

    จากประสบการณ์การสร้างการยอมรับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศนำมาแบ่งปันและอภิปรายร่วมกันในเวทีสัมมนานี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการดำเนินการเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินแก่ประชาชนต่อไป