บทความทั้งหมด

Date : 24 / 03 / 2017

  • Date : 24 / 03 / 2017
    สนช.หลังพิงเชือก 30 มีนา ชี้ชะตาอนาคตพลังงานประเทศ

    ถ้ายังจำกันได้ ประเด็นการแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ในฉบับของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นั้นผ่านการพิจารณาวาระแรกของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งแต่วันที่24 มิ.ย.2559 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น คือ มติ 152 ต่อ 5 เสียง รับหลักการร่าง พ.ร.บ. ปิโตรเลียม งดออกเสียง 16 เสียง และมติ 154 ต่อ 2 เสียงรับหลักการร่าง พ.ร.บ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม งดออกเสียง 17 เสียง ทั้งๆที่ช่วงเวลาดังกล่าว สนช. ก็เผชิญกับแรงกดดันจากกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ที่ระดมมวลชนมากดดันที่หน้าสภา เพื่อให้รัฐบาลถอนร่างพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับนี้ออกไป

    อย่างไรก็ตาม ท่าทีของที่ประชุม สนช. ที่เดินหน้าพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ตามสัญญาณของรัฐบาล ซึ่งให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาในรายละเอียด 21 คน ให้เสร็จภายใน 60 วัน มีเวลาแปรญัตติ 15 วัน แต่พอเอาเข้าจริง กลับถูกคณะกรรมาธิการที่มีพลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นประธาน ขอขยายระยะเวลาพิจารณาเรื่อยมา ถึง 6 ครั้ง รวม 210 วัน สิ้นสุดวันที่ 20 มี.ค.2560  แม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ขอความร่วมมือไปยัง สนช. ให้เร่งพิจารณากฎหมายดังกล่าว ให้เสร็จภายในเดือน ธ.ค.2559 แต่ก็ไม่เป็นผล

    เกมยื้อของคณะกรรมาธิการชุดพลเอกสกนธ์ นั้นต่อรองจนรัฐบาลยอมให้มีการแก้ไขนิยามของคำว่า Service Contract ที่เดิมเขียนไว้ว่าสัญญาจ้างสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ให้เปลี่ยนเป็นสัญญาจ้างบริการ โดยให้เหตุผลว่าจะครอบคลุมความหมายที่กว้างกว่า  รวมทั้งต่อรองในประเด็นสำคัญ ให้รัฐบาลยอมให้แก้ไขร่างเพิ่มเติมให้มีการบรรจุเรื่องของการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ (National Oil Company ) หรือ NOC เอาไว้ในบทเฉพาะกาล เป็นมาตราที่10  โดยเขียนเนื้อหาให้มีการจัดตั้งได้เมื่อหน่วยงานรัฐมีความพร้อม คำนึงถึงผลการศึกษา ในรูปแบบและรายละเอียด 

    โดยเมื่อเกมต่อรองของคณะกรรมาธิการบรรลุผล จึงทำให้พลเอกสกนธ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า คณะกรรมาธิการจะไม่มีการขอขยายระยะเวลา     การพิจารณาพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับออกไปอีก โดย สนช. จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาวาระ 2 แล ะ3 ของร่างกฎหมายดังกล่าวในวันที่ 30 มี.ค.2560 ที่จะถึงนี้

    อย่างไรก็ตามในฝั่ง คปพ. ที่คัดค้านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับมาตั้งแต่ต้นนั้น ก็ยังคงเดินเกมกดดัน สนช. โดยมีการนัดหมายมวลชน ให้มีพร้อมเพรียงกันเพื่อค้าน ไม่ให้ สนช. ผ่านร่างกฎหมายปิโตรเลียม โดยยังยืนยันข้อเรียกร้องเดิมที่จะให้มีการถอนร่างกฎหมายออกไป

    สำหรับประเด็นการตั้ง NOC ที่ถูกบรรจุเข้ามาในร่างกฎหมายในภายหลังนี้  เป็นที่กังวลของภาคเอกชนในวงการพลังงานและประชาชนที่สนใจติดตามสถานการณ์  เพราะมีตัวอย่างความล้มเหลวของ NOC ในหลายประเทศ ที่ฉุดให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ติดหล่ม ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองปิโตรเลียมอยู่ในอันดับต้นๆของโลก  ที่เห็นได้ชัดเจนคือ เวเนซุเอลาและเม็กซิโก

    โดยเมื่อเร็วๆนี้ (6-12 มี.ค.) คณะผู้บริหารของปตท.ก็พาสื่อมวลชน และคอลัมนิสต์ เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการปฏิรูปพลังงานที่ประเทศเม็กซิโก  ซึ่งมีกรณีตัวอย่างความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายด้านพลังงาน ที่ไปยึดกิจการพลังงานต่างชาติมาเป็นของรัฐเมื่อ80ปีที่แล้วละ ตั้งเป็นNOC ที่ชื่อพีเม็กซ์ (PEMEX) เพื่อดำเนินธุรกิจพลังงานแบบผูกขาด

     Pemex  นั้น เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของเม็กซิโกที่ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ทั้งกำกับดูแล เป็นผู้ลงทุน และ เป็นโอเปอเรเตอร์ ของธุรกิจปิโตรเลียม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ  ในลักษณะเดียวกับที่กลุ่มค้านค้านพ.ร.บ.ปิโตรเลียม อยากจะให้เป็น  ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือ ธุรกิจของ PEMEX นั้นขาดประสิทธิภาพ ไม่เกิดการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และขาดเงินลงทุน 

    การสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมภายใต้ PEMEX นั้นสามารถทำได้อย่างเดียวคือการจ้างผลิต (service contract ) เพราะกฎหมายไม่เปิดช่องให้มีการร่วมทุนกับต่างชาติ  ทำให้ PEMEX กลายเป็นผู้ลงทุนและรับความเสี่ยงเองทั้งหมด  สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปริมาณสำรองปิโตรเลียมลดลงเรื่อยๆ เพราะไม่มีการสำรวจแหล่งใหม่ๆ โดยเฉพาะปิโตรเลียมที่อยู่ในทะเลลึก จนในที่สุดเม็กซิโกต้องนำเข้าน้ำมันเข้ามาใช้บริโภคภายในประเทศ  ทั้งๆ ที่มีทรัพยากรปิโตรเลียมใต้ดินจำนวนมหาศาล จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เม็กซิโกต้องปฏิรูปพลังงานอย่างเร่งด่วน ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยมีการเชิญชวนให้บริษัทน้ำมันรายใหญ่ต่างชาติเข้ามาลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งสำรวจพื้นที่น้ำลึก ลงทุนโรงกลั่น ธุรกิจปั๊มน้ำมัน รวมทั้งการปรับราคาน้ำมันขึ้นไปตามกลไกตลาด และเรียกเก็บภาษีน้ำมันเพื่อนำรายได้จากภาษีมาพัฒนาประเทศ  เนื่องจากไม่สามารถที่จะคงนโยบายอุ้มราคาน้ำมันในประเทศต่อไปได้

    การประชุม สนช. วันที่30 มี.ค. 2560 นี้ จึงมีความสำคัญต่ออนาคตพลังงานของไทย โดยเฉพาะประเด็นการตั้ง NOC ที่จะต้องพิจารณาให้ดี ซึ่งในขั้นตอนการพิจารณากฎหมายในวาระที่2 และ3 นั้น ไม่จำเป็นที่ สนช. เสียงส่วนใหญ่จะต้องเห็นตาม คณะกรรมาธิการชุดพลเอกสกนธ์ โดยสามารถที่จะลงมติในวาระที่ 2 และที่จะยืนตามร่างกฎหมายเดิมของรัฐบาลได้

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือ ที่ประชุม สนช. นั้นหลังพิงเชือก ที่จะต้องเร่งพิจารณากฎหมายปิโตรเลียมให้จบเพื่อนำไปสู่กระบวนการออกกฎหมายลูกและประกาศ ให้สามารถเปิดประมูลพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียมสองแหล่งใหญ่ทั้งเอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุในปี2565-2566  ได้ และสามารถที่จะรู้ผลว่าเอกชนรายใดจะได้สิทธิในการเข้ามาบริหารภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งรัฐจะต้องให้ความชัดเจนกับเอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมก่อสัมปทานจะหมดอายุก่อนล่วงหน้า 5 ปี  เพราะหากการประมูลล่าช้าออกไปมาก  ผู้รับสัมปทานรายเดิมก็อาจจะปรับลดแผนการลงทุนของตัวเองลง ทำให้ปริมาณการผลิตก๊าซในอ่าวไทยไม่ต่อเนื่อง  ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ

    ทั้งนี้ ในกรณีที่ สนช. ผ่านร่างกฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับในวันที่ 30 มี.ค. จะมีขั้นตอนการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้กฎหมายมีผลใช้บังคับ และจะต้องมีกฎหมายลูกอีก 5 ฉบับให้รองรับกับสัญญาแบ่งปันผลผลิตและสัญญาจ้างผลิตที่เพิ่มเข้ามาใหม่  ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะต้องไปจัดทำรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งจะต้องมีการออกประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดรูปแบบการให้สิทธิแต่ละแปลงว่าจะใช้ระบบใดในการบริหารจัดการ เพื่อให้เอกชนได้มีการเตรียมความพร้อม โดยขั้นตอนการผ่านกฎหมายลูกดังกล่าวนี้คาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน นับตั้งแต่เปิดรับฟังความเห็น

    หลังจากนั้น จึงจะเข้าสู่การขั้นตอนประกาศเชิญชวนเอกชนเข้ามาร่วมประมูล ระยะเวลาอีก4 เดือน เพื่อนำไปสู่การยื่นการประมูล และติดสินหาผู้ชนะ รวมระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 7 เดือน ซึ่งหากขั้นตอนต่างๆ เดินหน้าไปตามนี้  ก็สามารถที่จะรู้ว่าใครเป็นผู้ชนะการประมูล ภายในสิ้นปีนี้ได้

    30 มี.ค นี้จึงต้อง วัดใจ สนช. เสียงส่วนใหญ่ว่าจะพิจารณาผ่านกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ ได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็เลื่อนกันมาจนถึงเส้นตายสุดท้ายแล้ว

Date : 20 / 03 / 2017

  • Date : 20 / 03 / 2017
    พลังงานรอบโลก: จับตาราคาน้ำมันโลก ส่องเทรนด์ควบรวมกิจการในเอเชีย

    ราคาน้ำมันมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังจำกัดอยู่ภายใต้แรงกดดันจากปริมาณสต็อกที่ยังสูง

    สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานโดยอ้างบทวิเคราะห์ของ Arab Petroleum Investment Corp.  (Apicorp) ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนแก่บริษัทด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี แต่คาดว่าราคาจะยังจำกัดอยู่ในระดับ 50-60 เหรียญต่อบาร์เรล เนื่องจากยังคงได้รับแรงกดดันจากปริมาณสต็อกน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง

    ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 1.21% ณ เวลา 1000 am GMT อยู่ที่ระดับ 51.14 เหรียญต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจากการขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นและปริมาณการผลิตของกลุ่มโอเปกที่ยังคงอยู่ในระดับปกติ

    Apicorp  ซึ่งมีประเทศสมาชิกโอเปก 10 ประเทศเป็นเจ้าของ ระบุว่า แม้ว่าองค์กรกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปก (OPEC) และประเทศนอกกลุ่มที่เป็นพันธมิตร จะดำเนินการตามข้อตกลงลดกำลังการผลิตตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม เป็นต้นมา แต่อัตราการลดกำลังการผลิตที่ผ่านมา ยังไม่เพียงพอที่จะยกระดับราคาน้ำมันให้สูงเกินกว่า 60 เหรียญต่อบาร์เรล เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าได้เก็บน้ำมันเข้าสต็อกไว้ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลปริมาณสต็อกในปัจจุบันอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการผลิตเชลล์ปิโตรเลียมของสหรัฐฯ ที่กลับคืนมาหลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสู่ขาขึ้น ภายหลังกลุ่มโอเปกและพันธมิตรบรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิตในเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ที่จะลดกำลังการผลิตตั้งแต่ ม.ค. ถึง มิ.ย. ปีนี้  โดย Baker Hughes Inc เปิดเผยว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสหรัฐสัปดาห์นี้เพิ่มขึ้น  21 แท่น เป็น 789 แท่น

    จากข้อมูลที่เผยแพร่มาก่อนหน้านี้ พบว่าในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกได้ลดกำลังการผลิตประมาณ 94% ของเป้าหมาย 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 86% ในเดือน ม.ค. โดยชาติสมาชิกโอเปก 11 ประเทศ ไม่รวมไนจีเรีย และลิเบีย ได้ลดการผลิตมากกว่าที่ตกลงไว้ หรือคิดเป็น 106% ของปริมาณน้ำมันที่จะต้องผลิตลดลง ส่วนประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก ซึ่งรวมถึงรัสเซียและคาซักสถาน ได้ลดการผลิตคิดเป็น 64% ของปริมาณที่ตกลงไว้ ขณะที่ในเดือนมกราคมได้ลดกำลังผลิตคิดเป็น 66% ของข้อตกลง

    ดังนั้น Apicorp  จึงคาดการณ์ว่า กระบวนการที่จะสร้างสมดุลให้แก่ตลาดเพื่อยกระดับราคานั้น จะต้องใช้เวลายาวนานกว่าที่คาดไว้ โดยอย่างน้อยต้องกินเวลาไปถึงช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งหมายความว่า กลุ่มโอเปกจะต้องขยายเวลาข้อตกลงลดกำลังการผลิตออกไปจนถึงสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่ากลุ่มโอเปกจะหารือในประเด็นการขยายเวลาการลดกำลังการผลิตดังกล่าว ในการประชุมที่เวียนนาในวันที่ 25 มี.ค. นี้ ตามเวลาท้องถิ่น

    ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์มองว่า มีความเป็นไปได้ยากที่สต็อกน้ำมันของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (the Organization for Economic Co-operation and Development – OECD) ทั้งหมดจะลดลงไปสู่ระดับเฉลี่ย 5 ปีภายในกลางปีนี้ ซึ่งเป็นระดับอ้างอิงที่โอเปกกำหนดไว้เพื่อจะตัดสินใจว่าจะขยายเวลาข้อตกลงหรือไม่ ซึ่งรัฐมนตรีน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย นาย Khalid Al-Falih ได้ออกมากล่าวว่า โอเปกจะต้องยืดเวลาการลดกำลังการผลิตที่จะครบกำหนดในเดือนมิถุนายนนี้ หากสต็อกน้ำมันยังคงสูงกว่าระดับเฉลี่ย 5 ปี

    ปัจจุบัน พบว่าสต็อกน้ำมันดิบของประเทศ OECD อยู่ที่ 3,025 ล้านบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์ หรือสูงกว่าระดับเฉลี่ย 5 ปีประมาณ 297 ล้านบาร์เรล ซึ่งหากต้องการลดปริมาณน้ำมันในสต็อกให้อยู่ในกรอบเฉลี่ย 5 ปี ให้ทันก่อนที่โอเปกจะประชุมนัดต่อไป จะต้องดำเนินการลดกำลังการผลิตเพื่อลดปริมาณสต็อกน้ำมันให้ได้ในอัตรา 3  ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ภายใต้สถานการณ์ปริมาณและความต้องการในปัจจุบัน จะสามารถลดสต็อกได้มากที่สุดประมาณ 500,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น

     

    แนวโน้มควบรวมกิจการพลังงานในเอเชียเพิ่มมากขึ้น

    สื่อต่างประเทศ รายงานความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์ ซึ่งคาดว่า จะมีการซื้อและควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมพลังงานในเอเชียเพิ่มขึ้นในปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบมีเสถียรภาพขึ้น โดยบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่จากชาติตะวันตกกำลังหาทางขายธุรกิจในภูมิภาคนี้ และมีบริษัทท้องถิ่น เช่น ปตท.สผ. ของไทย รวมถึงเทรดดิ้งเฮ้าส์ของญี่ปุ่น และบริษัทของจีน เป็นผู้มีศักยภาพที่จะซื้อกิจการพลังงานในเอเชียดังกล่าว

    ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา Royal Dutch Shell ได้ประกาศแผนขายหุ้นในแหล่งพลังงานในประเทศไทยให้กับบริษัทคูเวตในราคา 900 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เชื่อว่า Shell Chevron Total ExxonMobil และ Eni จะขายสินทรัพย์มูลค่ารวมกันสูงสุดถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าจะขายสินทรัพย์ในเมียนมา บังกลาเทศ มาเลเซีย จีน และนิวซีแลนด์ โดย Wood Mackenzie บริษัทวิจัยพลังงานในอังกฤษ ประเมินว่าผู้ที่น่าจะมาซื้อสินทรัพย์ดังกล่าวประกอบด้วย บริษัทน้ำมันของรัฐบาลจีน บริษัทหลักทรัพย์เอกชน และกลุ่มพลังงานอิสระท้องถิ่น

    ทั้งนี้ Wood Mackenzie คาดว่า จะมีการซื้อกิจการพลังงานมากในมาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย โดยบริษัทพลังงานอิสระท้องถิ่น เนื่องจากสามารถรับมือกับการเมืองท้องถิ่นและความเสี่ยงการต่ออายุใบอนุญาตได้ดีกว่าบริษัทต่างชาติ ในขณะที่บริษัทวิจัยแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ คาดการณ์ว่า การซื้อและควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในเอเชียจะเพิ่มขึ้นในปี 2017 โดยเฉพาะในส่วนของการสำรวจและผลิตพลังงานต้นน้ำ เพื่อตอบรับกับราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยประเมินว่า ราคาน้ำมันจะทรงตัวที่ประมาณ 50-60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 60-65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปีหน้า

    ข้อมูลจาก Wood Mackenzie คาดว่าการซื้อและควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมนี้จะฟื้นตัวทั่วโลก โดยในเดือนมกราคมมีดีลมูลค่ารวม 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หลังจาก Shell ขายสินทรัพย์ในประเทศไทยไปแล้ว คาดว่าในอีก 4 เดือนข้างหน้าจะตามมาด้วยการขายสินทรัพย์ต้นน้ำขนาดใหญ่และพัฒนาเต็มที่แล้วอีก 5-6 แห่งด้วย โดยสินทรัพย์ที่จะมีมูลค่าประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ในปี 2016 ดีลในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีมูลค่าเพียง 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีดีลเพียง 20 ดีลเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดหากนับตั้งแต่ปี 2012 และมีสัดส่วนเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับดีลทั่วโลกมูลค่า 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

    ขณะที่ Chevron และ Shell ซึ่งมีพอร์ทลงทุนใหญ่ที่สุดในเอเชีย ได้ส่งสัญญาณเมื่อปีที่แล้วว่า มีแผนจะขายหุ้นในเมียนมา บังกลาเทศ นิวซีแลนด์ มาเลเซีย จีน และอาจจะมีในไทยด้วย ส่วน ExxonMobil Total และ Eni คาดว่าจะลดการลงทุน หลังจากได้ปรับพอร์ททั่วโลกเช่นกัน นอกจากบริษัทน้ำมันจากตะวันตกแล้ว บริษัท Petronas ของมาเลเซียกำลังหาทางขายหุ้นในแหล่งก๊าซในทะเล ที่ป้อนก๊าซให้โรงก๊าซ LNG ส่งออก ในราคาสูงสุด 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า Woodside Petroleum ปตท.สผ. ของไทย เทรดดิ้งเฮ้าส์ของญี่ปุ่น และบริษัทของจีน อยู่ในกลุ่มผู้มีศักยภาพจะเป็นผู้ซื้อกิจการพลังงานในเอเชียดังกล่าว 

Date : 16 / 03 / 2017

  • Date : 16 / 03 / 2017
    IMF ชี้ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวระยะสั้น-กลาง แต่ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยง

    IMF ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย เริ่มฟื้นตัวในระยะสั้น-กลาง จากการลงทุนภาครัฐที่จะกระตุ้นความต้องการในประเทศ และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศที่เป็นอุปสรรค และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า แนะรัฐผสมผสานทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนปรน รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างเพี่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ออกแถลงการณ์รายงานการประเมินภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ภายหลังจากคณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟเสร็จสิ้นการเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2560 โดยคณะเจ้าหน้าที่สรุปว่า เศรษฐกิจของไทยขยายตัว 3.2% ในปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีการส่งออกบริการและการลงทุนภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 0.2% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นปีที่สองปีติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่ลดลงและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ในระดับต่ำ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าที่ขยายตัวในระดับต่ำ ในขณะที่ตลาดการเงินไทยมีความยืดหยุ่นสูง สามารถรับมือกับความเสียงทั้งภายในและภายนอกประเทศได้เป็นอย่างดี

    สำหรับในปีนี้ คณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทยในระยะสั้นและกลางจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ข้างหน้าจากการดำเนินการตามแผนนโยบายลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามมา สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มราคาพลังงานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น แต่คาดว่าจะยังคงต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ที่ 2.5% ต่อไปอีกหลายปี เพราะเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะค่อยๆเกินดุลน้อยลง เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะปานกลาง

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและปัจจัยเสี่ยงก็ยังคงอยู่ ทั้งปัจจัยจากภายนอกประเทศ อาทิ  นโยบายการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่อาจกระทบต่อการส่งออกไทย และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐ ที่อาจทำให้เงินทุนไหลออกและส่งผลให้ต้นทุนการเงินสูงขึ้น และยังก่อให้เงินความผันผวนในตลาดการเงินโลก ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนที่ต่ำซึ่งจะเป็นผลให้ความต้องการภายในประเทศชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคและการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม จะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย

    ทั้งนี้ IMF แนะรัฐบาลไทยให้ดำเนินนโยบายที่ผสมผสานทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนปรน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน รวมถึงปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    สำหรับแนวโน้มราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อนั้น ผู้สื่อข่าว Energy News Center : ศูนย์ข่าวพลังงาน รายงานว่า ขณะนี้ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นโดยมีปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันส่วนเกินที่กดดันตลาดน้ำมันโลกมาเกือบ 3 ปีนั้น กำลังจะลดลงและตลาดจะเข้าสู่จุดสมดุลในปีนี้ แม้ว่าจะล่าช้ากว่าไปกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า

    ทั้งนี้ ทบวงพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์ว่า แม้ว่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อทำให้ปริมาณน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกลดลงแต่ถ้ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก ยังคงลดกำลังการผลิตต่อไปจนถึงเดือนมิถุนายนตามที่วางแผนไว้ ก็อาจทำให้ตลาดน้ำมันอาจเข้าสู่ภาวะขาดดุลหรืออุปทานน้อยกว่าอุปสงค์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ได้  โดยหากเป็นไปตามคาด ตลาดจะอยู่ในภาวะขาดดุลประมาณ 500,000 บาร์เรลต่อวัน

    ย่างไรก็ตาม กลุ่มโอเปกและประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่นอกกลุ่มโอเปก จะมีการประชุมกันในวันที่ 26 มีนาคมนี้ เพื่อพิจารณาและทบทวนข้อตกลงการลดกำลังการผลิตและหารือร่วมกันว่าจะขยายการลดกำลังการผลิตดังกล่าวออกไปว่าจากเดิมสิ้นสุดในเดือนออกไปจนถึงสิ้นปีหรือไม่

    https://www.imf.org/en/News/Articles/2017/03/14/PR1781-Thailand-IMF-Staff-Concludes-2017-Article-IV-Visit

     

Date : 06 / 03 / 2017

  • Date : 06 / 03 / 2017
    รัฐบาลต้องสร้างสมดุลเรื่องการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่กับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

    ประเด็นของการจัดทำ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งให้ไปจัดทำใหม่ ตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น  ด้วยแรงกดดันของกลุ่มเครือข่ายค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เดินทางมาประท้วงที่หน้าทำเนียบ นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย และดูย้อนแย้งในตรรกะพอสมควร

    ที่บอกเช่นนี้ เพราะรายงาน EHIA และ EIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ของ กฟผ. ที่ถูกสั่งให้ไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ นั้น ที่ผ่านมาก็ดำเนินการตามประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการและระเบียบปฎิบัติของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปี2552  ยิ่งไปกว่านั้น EIA ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ นั้นได้รับรางวัลการจัดการสภาพแวดล้อมดีเด่น ประจำปี 2559 (EIA Monitoring Awards 2016)ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นผู้มอบรางวัลด้วยตัวเอง ที่  ห้องคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์  โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ เมื่อวันที่6 มี.ค.2560  สะท้อนถึงการทำงานที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ของหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแล 

    การคัดค้านโครงการของประชาชนบางกลุ่มที่รัฐบาลให้ความสำคัญจึงเป็นประเด็นที่ทั้งหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจเจ้าของโครงการ และบรรดาผู้ประกอบการอุตสาหกรรม  มีข้อกังวล ต่อการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในอนาคตในส่วนที่ต้องทำEIAและEHIA ว่า ควรจะต้องปฏิบัติอย่างไรดี   เพราะที่ปรากฎเห็นเป็นตัวอย่างกรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่  ของกฟผ.  นั้น การทำตามหลักเกณฑ์ขั้นตอนของหน่วยงานรัฐที่เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ   ในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ ทั้งได้รับรางวัลการจัดการสภาพแวดล้อมดีเด่น จากมือรัฐมนตรีว่าการ    ทั้งมีเสียงสนับสนุนจากประชาชนรอบพื้นที่โครงการที่ร่วมลงชื่อ กว่า15,000 คน ก็ยังไม่สามารถที่จะฝ่าด่านเครือข่ายของ กลุ่มคัดค้านได้   นอกจากนี้ในอนาคต หากมีการ กรอบการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) มาใช้ การดำเนินโครงการขนาดใหญ่ ก็จะยิ่งมีความยากลำบากมากกว่าเดิมอีก  เพราะกรอบSEA ซึ่งประเมินโดยบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี และเปรียบเทียบทางเลือกในการตัดสินใจแล้วเห็นว่าโครงการขนาดใหญ่ไม่ควรตั้งอยู่บนพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่จะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ก็หมายความว่า ไม่ต้องไปศึกษา EIAและEHIA ในรายโครงการให้เสียเวลา 

    ถ้ารางวัลด้านสิ่งแวดล้อม จากหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ช่วยการันตี คุณภาพของโครงการ หรือหน่วยงานที่ได้รับรางวัลแล้ว เราจะมีการจัดมอบรางวัลเพื่ออะไร นี่คือบางเสียงสะท้อนที่มีต่อรางวัล EIA Monitoring Awards 2016 

    ว่าที่พันตรี อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นตัวแทนกฟผ.ที่เดินทางมารับรางวัล EIA Monitoring Awards 2016 กล่าวว่า ในปี 2559 กฟผ. ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับรางวัลสถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมีการจัดการสภาพแวดล้อมดีเด่นประจำปี 2559 (EIA Monitoring Awards 2016) จำนวน 9 รางวัล จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 โรงไฟฟ้าพลังความร้อนพระนครใต้ ชุดที่ 3 โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกง ชุดที่ 5 โรงไฟฟ้าจะนะ (กรณีใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง)  เหมืองแร่ลิกไนต์ จังหวัดลำปาง  ระบบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อ  สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ ท่าเทียบเรือขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง  สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ และท่าเทียบเรือและอุปกรณ์ขนส่งน้ำมันสำหรับโรงไฟฟ้าบางปะกง

    โดยยืนยัน ว่า  กฟผ.ได้ให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าควบคู่กับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นและไว้วางใจ กฟผ. ว่าเป็นหน่วยงานที่ทำงานเพื่อให้คนไทยทุกคนมีไฟฟ้าใช้อย่างมีความสุข ควบคู่กับการดูแลสังคมและชุมชนให้อยู่ดีมีสุข โดยการได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards 2016 ก็เป็นการ แสดงถึงความใส่ใจและการจัดการสภาพแวดล้อมดีเด่น  ที่การันตีโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลและเป็นผู้พิจารณาโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    เมื่อทิศทางการพัฒนาประเทศมีความจำเป็นที่รัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ต้องลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) ควบคู่ไปกับมาตรการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐานตามกฎหมาย  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องชัดเจน ในการสร้างสมดุล ด้วยหลักกฏหมายที่ถูกออกแบบเอาไว้    และมีความเด็ดขาดในการเดินหน้าโครงการที่เห็นว่าได้ดำเนินการตามกรอบกติกาที่กำหนดอย่างครบถ้วน  เพราะถ้าให้น้ำหนักความสำคัญกับแรงกดดันทางการเมือง หรือ การประท้วงคัดค้านจากคนบางกลุ่มอย่างมากจนเกินพอดี  โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงทางวิชาการที่ถูกการันตีด้วยข้อกฏหมายและเกณฑ์การให้รางวัล  ก็จะกลายเป็นว่ารัฐบาลสร้างเป็นผู้ที่ทำให้การพัฒนาติดหล่มเรื่องสิ่งแวดล้อมไปเสียเอง