บทความทั้งหมด

Date : 28 / 05 / 2017

  • Date : 28 / 05 / 2017
    3ปีERSฟันธงไม่เอาNOCเร่งรัฐเดินหน้าบริหารจัดการแหล่งเอราวัณ บงกช ด้วยระบบสัมปทาน

    3ปี ERS ปิยสวัสดิ์  คุรุจิต  มนูญ ประสานเสียงไม่เอาบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)เตือนซ้ำรอยวิกฤต เวเนซุเอลา  ชี้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานหมดอายุ เอราวัณ บงกช  เร่งรัฐรีบดำเนินการก่อนที่ประเทศจะเสียโอกาสด้านพลังงานไปมากกว่านี้   ในขณะที่มุมมองของบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ยังเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ด้านการลงทุนเพราะไม่มีปัญหาการก่อการร้าย  แต่แหล่งปิโตรเลียมไม่ได้มีศักยภาพสูงมากพอที่รัฐจะเรียกผลตอบแทนสูงเกินจริง

    ในงานDinner Talk  3ปีERS ซึ่งจัดขึ้นที่ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไทเขต ปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อช่วงค่ำของวันที่26 พ.ค.2560 ขึ้นข้อความบนเวทีเอาไว้ว่า” ยืนหยัดปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนของคนไทยทุกคน “ นอกเหนือจากการกล่าวนำสรุปภาพรวมการผลักดันแนวทางการปฎิรูปพลังงาน ต่อรัฐบาลทั้งในส่วนที่ประสบความสำเร็จและในส่วนที่ยังมีความล่าช้า ของนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  ในบทบาทของประธานกลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) แล้ว  ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “อนาคตพลังงานไทย จะรุ่งหรือร่วง” โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วยนายปิยสวัสดิ์ นายคุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านพลังงาน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นายมนูญ ศิริวรรณ  นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และ นางสาวศิริพร ไชยสุต   ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งมีประสบการณ์การลงทุนในต่างประเทศ  ดำเนินรายการโดย นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และสื่อสารการตลาด 

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) ซึ่งร่วมรับฟังการเสวนาในครั้งนี้ด้วย รายงานสรุปประเด็นสำคัญจากการเสวนา โดย ทั้งนายปิยสวัสดิ์ นายคุรุจิต และนายมนูญ ต่างให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า รัฐไม่จำเป็นจะต้องตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ( National Oil Company )หรือNOC ขึ้นมาใหม่ โดยโครงสร้างการบริหารจัดการผลประโยชน์ด้านปิโตรเลียมในปัจจุบัน ที่มีการแยกบทบาทการกำกับดูแล หรือRegulator คือกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และบทบาทของการเป็นหน่วยลงทุนและดำเนินกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คือ ปตท. และปตท.สผ. ออกจากกัน นั้น  มีประสิทธิภาพที่ดีอยู่แล้ว

                                                                 ปิยสวัสดิ์ ยันรัฐไม่จำเป็นต้องตั้งNOC เพราะกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว

    “ ไม่มีความจำเป็นใดใดทั้งสิ้นที่จะต้องมีNOC โดยเฉพาะแบบที่คปพ.(เครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย) นำเสนอ เพราะ จะนำไปสู่หายนะ  สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเวเนซุเอล่า คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย หากเราจะเดินตามแบบนั้น   “ นายปิยสวัสดิ์ กล่าวแสดงความเห็น เมื่อถูกตั้งคำถามจากผู้ดำเนินรายการว่า ประเทศไทยควรจะมีการตั้งNOC ขึ้นมาใหม่หรือไม่

    เขากล่าวด้วยว่า  จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในกระทรวงพลังาน  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติถือ เป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นๆในกระทรวงพลังงาน   โดยไม่ต้องตั้งหน่วยงานอะไรขึ้นมาใหม่ ให้สิ้นเปลืองงบประมาณ  โดยถ้าจะปรับให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ก็สามารถออกหลักเกณฑ์ขึ้นมาเป็นของตัวเองโดยเฉพาะได้

    นายปิยสวัสดิ์ ยังกล่าวด้วยว่า  ในช่วงที่มีการพิจารณาเรื่องนี้ ใน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ทั้ง สื่อมวลชน คอลัมนิสต์ อาวุโส หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ  มีข้อมูลสะสม เรื่องNOC จาก กลุ่มERS  เก็บเอาไว้อยู่แล้ว  รอจังหวะเวลาที่เขาจะพูด เขียนบทความเขียนข่าว  คัดค้านการตั้งNOC  เท่านั้น   นั้นแสดงว่า  การให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง กับประชาชน อย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมา ของกลุ่มERS นั้นได้ผล

    “เรา ต้องใจเย็น ทำด้วยวิธีสุภาพบุรุษ เพื่อ ผลักดันให้รัฐบาลทำในสิ่งที่ถูกต้อง    ไม่ต้องไปเดินขบวน ยื่นหนังสือ เหมือนกับบางกลุ่ม   รัฐบาลต้องฟังคนในกลุ่มกว้างมากขึ้น    เมื่อมีคนกลุ่มเล็กๆมาโวยวาย มาประท้วงคัดค้าน อะไร  ไม่ได้หมายความว่าคนทั้งประเทศจะเห็นด้วย  “นายปิยสวัสดิ์ กล่าว

    นาย ปิยสวัสดิ์  กล่าวแสดงความเห็นด้วยว่า พรบ.ปิโตรเลียม ฉบับเดิมที่มีอยู่มันดีอยู่แล้ว สามารถที่จะใช้ออกสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21  และ สัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ(เอราวัณ และบงกช)  ได้โดยที่ไม่ต้องไปแก้ไขเพิ่มเติม อะไร โดยการที่มีการไปแก้ไข แล้วจะไป เรียกเก็บผลประโยชน์ที่มากเกินไป ก็ไม่มีใครอยากจะลงทุนโดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันลดต่ำลงมามาก   

    “กรณีของประเทศไทยต้องดูภาพรวมด้วยว่า บริษัทน้ำมันเขามีทางเลือกอะไร ในแหล่งปิโตรเลียมของเราที่หร่อยหรอลงไป  กฎหมายที่มีอยู่เดิมทำได้อยู่แล้ว  การไปแก้กฎหมายเพิ่มทางเลือกเข้ามา เกรงว่า จะยิ่งทำให้เกิดความล่าช้า เพราะต้องมานั่งคิดว่าจะเอาอะไร สัมปทานหรือพีเอสซี  หรือจ้างผลิต  รัฐบาลจะตัดสินใจได้เร็วแค่ไหน   ว่าจะเอาระบบไหน เลือกมาแล้วก็ยังมีรายละเอียดอีกเยอะแยะ ในขั้นตอนของการประกาศเชิญชวน ประมูลแข่งขัน   ซึ่งเกรงว่าระยะเวลาจะยืดเยื้อไปพอสมควร   โดยในการจัดหาพลังงานของประเทศ  เรื่องสำคัญที่สุดคือเรื่องของการจัดการสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ  เพราะสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ เพราะว่า ถึงจะออกไป โอกาสที่จะค้นพบก๊าซหรือน้ำมันนั้นมีไม่มากอยู่แล้ว  เพราะในสัมปทานรอบที่20 ที่ออกประกาศไปเมื่อปี2550 จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการผลิต “ นายปิยสวัสดื กล่าว

     

                        คุรุจิต ระบุ รัฐไม่ควรเสียเวลากับพีเอสซีและNOC   แหล่งเอราวัณ บงกช ต่อเดินหน้าผลิตก๊าซให้ต่อเนื่อง ลดการนำเข้าพลังงาน

    ในขณะที่นายคุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านพลังงาน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  กล่าวว่า  เราเห็นประสบการณ์ในอดีต ก็ไม่อยากจะให้รัฐไปทำอะไรที่มันเสียเวลา กับสิ่งที่มันจะไม่มีประสิทธิภาพ คือการตั้ง NOC  หรือการเลือกใช้ระบบพีเอสซี   เพราะเมื่อปี 2525 ที่เกิดวิกฤตราคาน้ำมัน ตลาดโลก ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง  ก็มีคนเคยเสนอให้การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่13 เป็นระบบ พีเอสซี  โดยต้องการจะใช้รัฐได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้น  แต่ในที่สุดก็ลองให้มีการแก้ไข ผลตอบแทนของรัฐให้คล้ายกับระบบพีเอสซี ลือกใช้ระบบสัมปทาน ที่เรียกว่าไทยแลนด์ทู ที่จะมีการเก็บค่าภาคหลวงเพิ่มขึ้น เก็บโบนัสพิเศษ สูงถึง 52.5% ของรายได้ ถ้าหากมีการผลิตเกิน40,000บาร์เรลต่อวัน  แต่แหล่งปิโตรเลียมของไทย เป็นแหล่งเล็ก เมื่อไปสำรวจเจอแหล่งขนาด  2,000 บาร์เรลต่อวัน  ก็ไม่มีใครอยากจะผลิต เนนื่องจากรัฐเรียกเก็บผลประโยชน์สูง  ทำให้ การสำรวจหยุดนิ่งไป7ปี จนต้องมีการเร่งแก้ไข ในปี 2532 ไม่เช่นนั้น อุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทยจะไปไม่รอด   

    เป็นระบบสัมปทาน ไทยแลนด์ทรี ที่มีการปรับลดค่าภาคหลวง สำหรับแหล่งเล็ก และจัดเก็บเพิ่มขึ้นสำหรับแหล่งใหญ่  คือพบปิโตรเลียมมากเก็บมาก พบน้อยเก็บน้อย  ถือเป็นเป็นระบบที่ดี  และทำให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

    “เราจะไปไล่นักลงทุน ด้วยระบบพีเอสซี ที่ เต็มไปด้วยโต๊ะซึ่งต้องใช้ดุลยพินิจเยอะๆ มันเสียเวลา  ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีของเรามันดีอยู่แล้ว ที่แยกระบบกำกับดูแล แยกระบบโอเปอเรเตอร์ ออกจากกัน อยู่ดีดี จะตั้งNOC เพื่อจะเอามารวมกันแล้วจะใช้วิธีล็อบบี้ มันไม่ส่งเสริม ประสิทธิภาพ  ระบบสัมปทานที่ไทยใช้นั้นนั้นโปร่งใส ไม่มีการเจรจา ตลาดเป็นตัวกำหนดราคา ทุกคนอยู่ภายใต้ระบบเดียวกันในเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย  คนที่บริหารต้นทุนได้ถูกที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด ก็จะอยู่ได้   ความพยายามที่จะกล่าวหารัฐว่าไม่น่าเชื่อถือ  บกพร่อง  กล่าวหาว่าไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศ   และเสนอ ระบบมาแทนที่คิดจะเก็บตังค์ไว้กับตัวเองแล้วให้พวกตัวเองมาบริหาร  เราไม่ควรจะเสียเวลากับเรื่องแบบนี้อีกแล้ว “ นายคุรุจิต กล่าว

    นายคุรุจิต ยังสรุปภาพรวมด้านพลังงานในช่วง 3ปีที่ผ่านมาด้วยว่า  มีสิ่งที่ดำเนินไปในทิศทางดีหลายๆเรื่อง คือการที่รัฐบาลกล้าปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้ง แอลพีจี   เอ็นจีวี  ที่ช่วยให้การชดเชยก็ลดลง  การนำเข้าลดลง 

    นอกจากนี้เรื่องของพลังงานทดแทนก็มีความโปร่งใสในการจัดการมากขึ้น ทั้งการ เปลี่ยนโซลาร์ฟาร์มชุมชน 800 เมกะวัตต์ เป็นโซลาร์ราชการและสหกรณ์   โซลาร์ฟาร์มค้างท่อเปลี่ยนจากระบบแอดเดอร์มาเป็นฟีดอินทารีฟ แล้วให้COD ทันที โดยถ้าไม่ดำเนินการตามกำหนดก็ให้ยกเลิก  ความไม่โปร่งใสที่มีการเอาใบอนุญาตไปขาย ก็หายไป   ซึ่งเรียกชื่อเสียงความน่าเชื่อถือให้กลับมา  ส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงานหรือ เรกูเลเตอร์7 คนโดยรวม ก็น่าจะให้คะแนนดี เพราะตั้งใจทำงาน สามารถกำกับค่าเอฟที และค่าผ่านท่อก๊าซได้ดีพอสมควร แต่ก็ยังช้าเรื่องTPA Code  และเรื่องแบ่งแยกท่อก๊าซ 

    ส่วนเรื่องที่รัฐบาลยังลังเลและทำได้ช้า คือ การประกาศเชิญชวนให้เอกชนมายื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่21 เดิมตัดสินใจแล้ว แต่ไม่กล้าประกาศเพราะไปฟังเสียงแย้ง  ทำให้ต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมระบบพีเอสซีและระบบเอสซีเข้าไป   ในมุมมองนักลงทุนก็จะมองว่าประเทศไทย ไหว้ครูนาน ถ้าเป็นเมืองนอกเขาชกไปแล้ว  อีกเรื่องคือเรื่องแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไทยกับ กัมพูชา  ที่สะดุดเพราะไม่ใช่เรื่องกระทรวงพลังงานหน่วยงานเดียวแต่ไปเกี่ยวข้องกับกระทรวงต่างประเทศด้วย  และการที่รัฐบาลติดปัญหาภายในประเทศมาก เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง นี้เท่าที่ควร

    เรื่องของการดำเนินการตามแผนพีดีพี  ยังทำได้ไม่ดี เพราะยังไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ได้  ซึ่งรัฐควรจะเดินหน้า แต่ เสียเวลาไป2ปี แล้วก็ยังไม่ได้ทำ ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ และประเทศโดยรวมในอนาคต  ได้  

    นายคุรุจิต ยังแสดงความเป็นห่วง เรื่องสัมปทานปิโตรเลียม หมดอายุ   โดยถึงแม้รัฐบาลตั้งใจที่จะดำเนินการ โดยมีมติกพช.ออกมาแล้ว2 ครั้งปี2558  และปี2559 กพช.ที่มีมติให้เป็นการประมูลแทนการเจรจา แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้  โดยความสำคัญของแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ทั้งเอราวัณ ของเชฟรอน และแหล่งบงกชปตท.สผ.  คือมีการผลิตก๊าซตาม daily contract quantity. หรือ DCQ  ประมาณ 2,200ล้านลบ.ฟุตต่อวัน  ถือเป็นแหล่งก๊าซที่มีราคาที่ ถูกกว่าLNG นำเข้า  เพราะ มีสูตรราคาที่ผูกไว้กับน้ำมันเตา  ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการมีแหล่งพลังงานที่ถูกกว่าการนำเข้าอยู่มาก  

    นอกจากนี้ก๊าซในอ่าวไทย มีองค์ประกอบของอีเทน บิวเทน โพรเพน  ถือเป็นrich gas  สามารถนำมาเข้าโรงแยกก๊าซ ทำLPG  ช่วยลดนำเข้าLPG  และเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี  ซึ่งถ้าหากการผลิตไม่ต่อเนื่อง  ก๊าซจากต้นทางมันหายไป จะทำให้ไทยต้องไปหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ที่ต้นทุนสูงกว่า  คนจะตกงาน เพราะมันมีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ต่อไปอีก  

    “ บางทีเรามาเถียงเรื่องไม่ควรเถียง เช่นเถียงว่าควรจะใช้ ระบบอะไร ในการบริหารจัดการปิโตรเลียม   เสียเวลามา4 ปี แล้วยังไมได้ทำอะไร สุดท้ายถ้าไม่จบ เราต้องไปนำเข้าLNG   สิ่งที่เราเถียงกันไปในที่สุด ก็ไม่มีใครชนะเลย ประเทศล้มเหลวในการจัดหาพลังงาน  เพราะก๊าซจากอ่าวไทยที่หายไปทำให้ประเทศต้องนำเข้าก๊าซ ในคุณภาพที่แย่ลง ราคาที่แพงขึ้น และรัฐจัดเก็บค่าภาคหลวงและภาษีอะไรไม่ได้เลย  แต่กลับต้องเอาไปจ่ายให้ประเทศผู้ขาย LNG  มันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีทางออกในเรื่องนี้ “ นายคุรุจิต กล่าว

                                                                      มนูญฟันธงอนาคตพลังงานไทยส่อแววร่วง เผย3ปัจจัยเสี่ยงด้านพลังงาน

    ด้าน นายมนูญ ศิริวรรณ  นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน หนึ่งในแกนนำกลุ่มERS กล่าวว่า ถ้าถามว่าอนาคตพลังงานไทยจะรุ่งหรือจะร่วง  มองว่ามันน่าจะไปในทางที่จะร่วงเสียมากกว่า  โดยขณะนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงอยู่3ประการที่จะนำพาไปสู่อนาคตด้านพลังงานที่ค่อนข้างจะมืดมน  คือ

    1 ไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานจากภายนอก มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต หรือเป็นประเทศที่จะต้องพึ่งพิงพลังงานจากภายนอก สูงเกือบ100% หมายความว่าเราต้องนำเข้าพลังงานหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน  LNG หรือLPG  แนฟทา ที่เป็นวัตถุดิบของปิโตรเคมี  หรือถ่านหิน  สิ่งเหล่านี้เป็นพลังงานจากฟอสซิลที่เราต้องนำเข้าทั้งหมด  ไฟฟ้าก็ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไม่สามารถที่จะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้ตามที่เราต้องการ  

     การที่มีคนบอกว่าเราสามารถจะมีพลังงานทดแทนพลังงานหมุนเวียน  มาใช้แทนพลังงานจากฟอสซิลได้ นั้น จะทดแทนได้มากแค่ไหน   พลังงานทดแทนที่ว่านี้ เป็นสิ่งที่คนไทยทำได้เองทั้ง100% หรือไม่   เพราะไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  ก็ต้องนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์   พลังงานลม เราก็ต้องนำเข้ากังหันลม   ดังนั้นถ้าเรายิ่งส่งเสริมให้เกิดพลังงานทดแทนมากเท่าไหร่ การนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ และกังหันลมก็มากเท่านั้น  พลังงานลม เราก็ต้องนำเข้ากังหันลม  ในอนาคตเราหนีไม่พ้นที่จะเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน100% หรือเกือบ100%  เพราะแหล่งพลังงานในประเทศเราก็จะหมดไปเรื่อยๆ

    ความเสี่ยงประการที่สองคือ การบริหารจัดการพลังงานของรัฐบาล ที่ติดขัดไปหมด   เดินหน้าต่อไปไม่ได้ เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งประท้วง กดดัน   ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องบริหารจัดการของรัฐบาล ข้อเรียกร้องเหล่านี้ ไม่ให้มีมากจนประเทศเดินหน้าต่อไม่ได้

    “โอกาสมันไม่ได้อยู่กับเราตลอด  บริษัทที่จะมาลงทุนสำรวจผลิตก๊าซในประเทศ งบประมาณเขามีจำกัด   เราต้องแข่งขันกับประเทศอื่น ถ้าประเทศไทยยังไม่พร้อมเขาก็โยกไปลงทุนประเทศอื่นแทน  และถ้าโอกาสมันผ่านไปแล้ว ยากที่จะเรียกกลับมาได้  ทรัพยสินปิโตรเลียม  ที่ยังอยู่ใต้ดิน  คนที่คิดว่ามันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้นก็อยากจะบอกว่า ยุคหินหมดไปไม่ใช่เพราะว่าหินมันหมดโลก แต่เพราะว่าหินมันหมดคุณค่า  ในอนาคตถ้าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า  ถ้าก๊าซ น้ำมัน ที่เก็บไว้แล้วไม่ได้ ขุดขึ้นมาใช้ มันอาจจะไม่มีค่าเลย ก็ได้ “นายมนูญ กล่าว

    สำหรับความเสี่ยงประการที่สาม คือความรู้ความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน ที่ถูกบิดเบือน ทำให้มีการปลุกระดมขึ้นมาคัดค้านนโยบายรัฐ   ซึ่งรัฐต้องนำข้อมูลความรู้ด้านพลังงานที่ถูกต้อง เข้าถึงประชาชนให้มากกว่านี้

                                                                   ศิริพร เผยไทยยังมีเสน่ห์ด้านการลงทุนด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแต่ต้องรีบช่วงชิงโอกาส

    ในมุมมอง ของนางสาว ศิริพร  ไชยสุต  ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่อยู่ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งมีประสบการณ์การลงทุนในต่างประเทศ   กล่าวว่า ประเทศไทยตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ   มีโอกาสตรงข้างหน้า และมีความจำเป็นที่จะต้องช่วงชิงโอกาส  เช่นเดียวกับที่รัฐบาลอังกฤษ มีการออกกฎหมายลดภาษีเพื่อดึงดูดให้นักลงทุนอยู่ ลงทุนต่อเนื่องด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ได้อย่างทันท่วงที แม้จะมีเสียงคัดค้านอยู่มากก็ตาม  เพราะเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลกล้าตัดสินใจสวนกระแสนั้น  จะเกิดประโยชน์ ต่อคนอังกฤษ คน ไม่ตกงาน   รัฐบาลเขามีความเข้าใจดีว่านักลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ จะไม่รอให้ราคาน้ำมันตกลงมามากๆก่อนแล้วค่อยย้ายการลงทุน  แต่เขาจะปรับแผนการลงทุนแต่เนิ่นๆ ดังนั้นการตัดสินใจของรัฐบาล จึงแก้ไขปัญหาได้ทันต่อเหตุการณ์  

    “ ประเทศไทยถือว่ายังมีเสน่ห์อยู่มาก เราไม่มีสงคราม เราไม่มีเรื่องศาสนา เรื่องเผ่าพันธุ์ เหมือนกับบางประเทศที่ นักลงทุนจะต้องทำงานไปอพยพคนไป  การอนุมัติโครงการในบางประเทศประเด็นเรื่องการก่อการร้าย หรือ ปัญหาเรื่องความปลอดภัย เป็นปัจจัยที่ผู้ลงทุนต้องคำนึงถึง  แต่ประเทศไทยเราไม่มีเลย  จึงควรจะช่วงชิงโอกาสอันนี้   ถ้าอยากจะเดินหน้าประเทศไทย  ก็ต้องเดินหน้าพลังงานไทยด้วย  “นางสาว ศิริพร กล่าว 

Date : 19 / 05 / 2017

  • Date : 19 / 05 / 2017
    กฟผ. มุ่งพัฒนาไฟฟ้า ศึกษาระบบ Hybrid และ Smart City ยุโรป มาปรับใช้กับไทย

    กฟผ. เดินหน้าพัฒนาไฟฟ้า 4.0 ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีตามนโยบาย Thailand Energy 4.0 ของรัฐบาล ศึกษาระบบโรงฟ้าระบบ Hybrid และโครงการ Smart City ของประเทศในยุโรป หวังนำแนวทางการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ มาปรับใช้

    นายวิวัฒน์ ชาญเชิงพานิช รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า เพื่อให้สามารถบรรลุตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2558-2579 หรือ PDP 2015 และตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล และ Energy 4.0  ของกระทรวงพลังงาน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงระบบไฟฟ้า ในขณะที่ดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กฟผ. จึงได้ศึกษาแนวทางการดำเนินการของประเทศผู้นำด้านพลังงานในยุโรป ทั้งโรงไฟฟ้าระบบ hybrid และโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City เพื่อนำแนวคิดมาปรับใช้กับไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในส่วนของโรงฟ้าระบบ hybrid กฟผ. ได้ศึกษาการดำเนินการของโรงไฟฟ้า Prenzlau Wind Hydrogen Hybrid System ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าระบบ Hybrid แห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ในเมือง Dauerthal ใกล้เมือง Prenzlau ห่างจากกรุงเบอร์ลินราว 70 กิโลเมตร โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้สร้างโดย บ.Enertrag AG ร่วมกับ Total Germany, Vattenfall และ Deutsche Bahn เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก มูลค่าการลงทุนราว 868 ล้านบาท เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 และในโครงการประกอบด้วย โรงผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม ขนาด 6 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพขนาด 1 เมกะวัตต์ และเครื่องแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ (Electrolyzer)  ขนาด 500 กิโลวัตต์ ซึ่งสามารถผลิตไฮโดรเจนได้ 120 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง  และก๊าซออกซิเจน ได้ 60 ลบ.ม. ต่อชั่วโมง และยังมีถังเก็บไฮโดรเจน 3 ถัง ขนาด 1,350 กิโลกรัม  และโรงไฟฟ้า Combined Heat and Power (CHP) จำนวน 2 โรง

    “กฟผ. ได้มุ่งมั่นศึกษาพลังงานทดแทนและเรื่องการพัฒนาระบบ Hybrid ซึ่งเป็นการใช้พลังงานทดแทนจากแหล่งผลิตอย่างน้อยสองประเภทมาผสมผสานกัน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง การศึกษาการดำเนินการโรงฟ้าแห่งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ กฟผ. จะได้ศึกษาข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์เพื่อนำมาปรับใช้กับไทยได้” นายวิวัฒน์กล่าว

    จากการทำงานด้วยระบบผสมผสานแหล่งพลังงานทั้งพลังงานลม พลังงานจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและก๊าซชีวภาพ จากเปลือกข้าวโพดทำให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้ สามารถเดินเครื่องและจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2.77 ล้านหน่วยต่อปี และความร้อนได้ 2.25 ล้านหน่วยต่อปี อย่างไรก็ตาม ไฟฟ้าที่ผลิตได้นี้ ไม่สามารถขายตรงให้กับชุมชนในพื้นที่โดยรอบ แต่ส่งเข้าระบบไฟฟ้า โดยมีบริษัทตัวกลางรับซื้อหน่วยละประมาณ 26 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง หรือ 9.62 บาท  ซึ่งประชาชนจะสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าได้เองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และเลือกได้เองว่าจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากที่ใด ส่วนราคาก็ผันแปรตามเชื้อเพลิงที่ใช้ ซึ่งค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของเยอรมันตกอยู่ที่ 13 บาทต่อหน่วย สูงกว่าราคาของไทย ซึ่งอยู่ที่ 3.5 บาทต่อหน่วยเท่านั้น

    สำหรับสาเหตุที่ค่าไฟฟ้าที่เยอรมนีมีราคาแพงนั้น นายวิวัฒน์อธิบายว่า เนื่องจากว่าเยอรมนีมีการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนมาก โดยมีกำลังผลิตสุทธิรวม 195,680 เมกะวัตต์ มาจากพลังงานหลักที่ผลิตได้24  ชั่วโมงจำนวน 92,540 เมกะวัตต์ (แบ่งเป็นจากพลังงานนิวเคลียร์ 10,800 เมกะวัตต์ ถ่านหิน 49,540 เมกะวัตต์ ก๊าซธรรมชาติ 28,270 เมกะวัตต์ และน้ำมัน 4,190 เมกะวัตต์) และและพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตไฟฟ้าได้บางช่วงเวลา จำนวน 103,140 เมกะวัตต์ (ได้แก่ พลังน้ำ 5,590 เมกะวัตต์ พลังงานลม 49,640 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 40,850  เมกะวัตต์ และไบโอแมส 7,060 เมกะวัตต์) ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศมีเพียง  87,740 เมกะวัตต์  นั่นหมายความว่ามีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองอีกเท่าตัว

    นายวิวัฒน์กล่าวว่า โรงไฟฟ้า hybrid ของเยอรมนีแห่งนี้ นอกจากจะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนเพราะใช้พลังงานจากธรรมชาติแล้ว ยังส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่เพราะรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรวันละ 33 ตัน ราคาตันละ  40 ยูโร โดยทำสัญญาระยะยาว  ซึ่งเกษตรกรชาวเยอรมนีส่วนมากมีฐานะดี เพราะนอกจากจะเก็บฝักข้าวโพดขายได้แล้ว ส่วนของเปลือกก็ยังส่งมาขายที่โรงไฟฟ้าชีวมวลได้อีกด้วย

    “กฟผ. ได้ศึกษาการดำเนินการของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโครงการกังหันลมลำตะคองระยะที่ 2 ที่ กฟผ. กำลังดำเนินการ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561” นายวิวัฒน์กล่าว

    สำหรับโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 นั้น กฟผ. จะนำร่องระบบการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลม (Wind Hydrogen Hybrid System) เช่นเดียวกันนี้ มาใช้เป็นเจ้าแรกในเอเชีย เนื่องจากต้องการให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมีความเสถียรมากขึ้น โดยจะทำระบบ Wind Hydrogen Hybrid System ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ มาติดตั้ง มาเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเมื่อนำเข้าใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell ก๊าซไฮโดรเจนจะผ่าน Fuel Cell และเกิดเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องผ่านการเผาไหม้ ซึ่งระบบดังกล่าวถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ในการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถนำพลังงานไฟฟ้าที่กักเก็บในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจนมาใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอตลอดวัน

    แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของพลังงานหมุนเวียนให้สามารถจ่ายไฟได้ตลอดนั้น โรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงมีความจำเป็นอยู่เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง

    ชุมชนต้นแบบ Smart City

    นอกจากโรงไฟฟ้าระบบ Hybrid แล้ว กฟผ. ยังได้ศึกษาโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ในโครงการ Stockholm Royal Seaport ตั้งอยู่ที่ กรุงสต็อกโฮม ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบที่มีการดำเนินชีวิตแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบด้านบวกของคนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

    โครงการ Royal Seaport มีการใช้ประโยชน์สูงสุดของสภาพอากาศในพื้นที่ในหลายมิติ โดยเนื่องจากกรุงสต็อกโฮมมีปริมาณฝน แหล่งน้ำจืด และหิมะ ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เกือบตลอดปี จึงมีแหล่งกักเก็บน้ำและบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นการออกแบบพื้นที่ของโครงการที่มุ่งเน้นพื้นที่สีเขียว ช่วยส่งเสริมระบบนิเวศน์แบบสมดุล ลดมลภาวะในชุมชน เพื่อความสุขของคนที่อาศัยอยู่ในโครงการ อีกทั้งมีการจัดการภายใต้หลักการ compact community โดยมีที่อยู่อาศัย โรงเรียน ร้านค้า โรงพยาบาล ศูนย์ซ่อมบำรุง สำนักงาน ออฟฟิศ ศูนย์ประชุมขนาดกลาง พื้นที่จัดกิจกรรม ระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกับเส้นทางในโครงการและภายนอก สาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ที่ครบครัน และมีแหล่งเรียนรู้และวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อบูรณาการให้คนมีความรู้ความเข้าใจ

    นอกจากนั้น Royal Seaport ยังดำเนินการภายใต้หลักการประหยัดพลังงานและทางเลือกด้านพลังงานสะอาด รวมถึงการ    รีไซเคิลในทุกมิติ โดยมีการอบรมคนในชุมชนถึงวิธีการที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและคนในพื้นที่ อาทิ มีการใช้รถพลังไฟฟ้าและ Charging Station มีโครงการ Green Energy กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในโครงการ และมีการแยกขยะในชุมชนเพื่อทำ Bio Energy เป็นต้น

                                  คอนโดมีเนียมที่มีการจัดการด้านพลังงาน

    ด้านการบริหารจัดการด้านระบบไฟฟ้า ใน Royal  Seaport  มีแนวคิดหลัก 6 ด้าน คือ 1) การอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน โดยจะดำเนินการด้านการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าลง และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการติดตั้งระบบอัตโนมัติตามบ้านเรือน เป็นต้น 2) การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาและพลังงานลม 3) การลด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการคมนาคม โดยการใช้รถไฟฟ้าและสถานีชาร์ตไฟ 4) มีระบบกักเก็บพลังงาน  5) ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเรือที่มาเทียบท่า โดยเมื่อเรือเทียบท่า จะใช้ไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้า ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าจากการเดินเครื่องเรือ 6) เพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงสถานีจ่ายไฟฟ้า

    ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว จะมีการเก็บรวบรวมประมวลผลข้อมูล อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการดังกล่าวใช้เวลาไม่น้อยและการลงทุนมหาศาล โดยโครงการเริ่มมาตั้งแต่ปี 2010 และคาดว่าในปี 2030 Royal Seaport จึงจะแล้วเสร็จเป็น Smart City โดยสมบูรณ์

    “ประเทศไทยอาจจะนำเฉพาะบางส่วนมาประยุกต์ใช้ โดยอาจทำเป็นบางชุมชนก่อนเป็นการเริ่มต้น ซึ่งทาง กฟผ. มีโครงการ Smart Cities-Clean Energy ที่อาคารสำนักงานใหญ่ กฟผ. ที่จะเนรมิตพื้นที่ 300  ไร่ให้เป็นเมือง Eco Plus และโครงการ Smart Grid ที่แม่ฮ่องสอน เป็นโครงการนำร่อง ที่คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2561” นายวิวัฒน์กล่าว

                                                           ที่ชาร์จไฟฟ้ารถยนต์

     

Date : 17 / 05 / 2017

  • Date : 17 / 05 / 2017
    เชฟรอน เตรียมปล่อยแท่นเจาะ “กระทง” ลงอ่าวไทย เดือนมิ.ย.นี้

    เชฟรอน เปิดตัวแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมใหม่กระทงซึ่งจะเริ่มดำเนินการในแหล่งสัมปทานอ่าวไทยตั้งแต่เดือนมิ.ย.2560 นี้เป็นต้นไป เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถที่จะขุดเจาะปิโตรเลียมอย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยในอ่าวไทย ซึ่งมีส่วนในการสนับสนุนนโยบายความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

    เมื่อวันที่15 พ.ค.2560 ที่ผ่านมา บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้นำสื่อมวลชนเข้าร่วมในพิธีตั้งชื่อและเยี่ยมชมแท่นขุดเจาะ “กระทง”   ซึ่งจัดขึ้นที่กรมอู่ทหารเรือ สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีโอกาสขึ้นไปเยี่ยมชมแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท Shelf Drilling หนึ่งในบริษัทที่ให้บริการงานด้านขุดเจาะให้กับเชฟรอน   โดยแท่นขุดเจาะกระทงมีกำหนดที่จะเริ่มดำเนินงานในเดือนมิ.ย.2560 นี้

    นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เปิดเผยว่า เชฟรอนให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการขุดเจาะปิโตรเลียมที่จะช่วยให้การทำงานขุดเจาะปิโตรเลียม  มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น มีความรวดเร็ว และมีมาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ช่วยให้มีต้นทุนที่ต่ำลง เพราะโครงสร้างทางธรณีวิทยาของแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย นั้นมีแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมเป็นกระเปาะเล็กๆ กระจายกันอยู่ และหลุมที่มีการขุดเจาะใหม่นั้น จะมีขนาดที่เล็กลง และขุดยากขึ้นเรื่อยๆ  ทำให้ต้องมีการเจาะหลุมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในแต่ละปีจะต้องมีการเจาะหลุมผลิตปีละประมาณ 300-400 หลุมเพื่อให้สามารถผลิตก๊าซได้เพียงพอกับความต้องการ

    ทั้งนี้เชฟรอนมีการจัดส่งทีมไปทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ”กระทง” ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การออกแบบสอดคล้องกับความต้องการใช้งานและสภาพธรณีวิทยาในอ่าวไทย และมีประสิทธิภาพ มาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น โดยแท่นขุดเจาะกระทง มีขาหยั่งยาว 477 ฟุต  เหมาะสำหรับการขุดเจาะในพื้นที่ที่มีน้ำลึกไม่เกิน 350 ฟุตและรองรับคนที่ขึ้นไปทำงานบนแท่นได้สูงสุดประมาณ160 คน  ใช้เวลาในการขุดเจาะแต่ละหลุมประมาณ 4 วัน

    นายอาทิตย์ กล่าวว่า ในงานขุดเจาะปิโตรเลียม เชฟรอนได้นำระบบมาตรฐานความปลอดภัย ที่ชื่อว่า Well Safe มาใช้ ซึ่งระบบนี้เป็นระบบเดียวกับที่ใช้งานกับเรือดำน้ำของสหรัฐอเมริกาซึ่งทำให้การใช้งานเรือดำน้ำนั้นนานกว่า 50 ปี โดยที่ไม่เคยมีอุบัติเหตุเลย  ทำให้เกิดวัฒนธรมการทำงานภายในองค์กรที่พนักงานทุกคนจะให้ความสำคัญกับเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย โดยกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆที่เห็นว่าอาจจะเป็นจุดอ่อนเรื่องของความปลอดภัย และวางมาตรการป้องกัน

    “เรามีความเชื่อว่า การป้องกันอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆในกระบวนการทำงานได้ จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุใหญ่ได้ เพราะในอุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้นการมีอุบัติเหตุขึ้นจะสร้างความเสียหายที่มากเกินกว่าคาดคิด เหมือนกับเราจะสร้างบ้านสักหลัง ถ้าเราไปหย่อนเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย ตั้งแต่ตอนออกแบบ หรือจ้างผู้รับเหมา เพราะเห็นแต่เพียงว่าราคาถูก พออยู่ๆไปเกิดบ้านทรุด หลังคารั่ว จะมารื้อทำใหม่ หรือซ่อมแซมทีหลัง อาจจะไม่คุ้ม” นายอาทิตย์ กล่าว

     นางเดือนเต็ม วรเดชวิเศษไกร ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมการขุดเจาะ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบ Well Safe ที่เชฟรอนนำมาใช้ในงานขุดเจาะ นั้นเป็นระบบที่ทำให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการขุดเจาะหลุมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ได้มาตรฐานสากล โดยจะให้ความสำคัญใน 4 เรื่อง คือ 1. เรื่องของบุคลากร ที่จะต้องผ่านการอบรมและปฎิบัติตามแนวทางการทำงานตามคู่มือความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด  2. เรื่องของอุปกรณ์ ที่จะต้องได้มาตรฐานและสามารถใช้งานได้ดี มีการซ่อมบำรุงรักษาตามกำหนด  3. การออกแบบ วางแผน การขุดเจาะ ให้เกิดการปฎิบัติหรือการใช้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และ 4. การติดตามตรวจสอบจากคนกลางว่าในระหว่างการดำเนินการขุดเจาะ นั้นมีการปฎิบัติตามแผนที่วางเอาไว้จริง

    โดยระบบ Well Safe จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ หรือหากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติก็จะทำให้บริษัทสามารถที่จะแก้ไขป้องกันเหตุการณ์ต่างๆ ได้ท่วงที

     


    กระบวนการขุดเจาะหลุมสำรวจและหลุมผลิต

    สำหรับกระบวนการขุดเจาะหลุมสำรวจและหลุมผลิตนั้น จะเป็นขั้นตอนที่ดำเนินการต่อจากงาน สำรวจทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ด้วยการวัดคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Survey) โดยเมื่อรู้แล้วว่า ตรงส่วนใดบ้างใต้พื้นทะเลที่น่าจะมีปิโตรเลียมอยู่   เจ้าหน้าที่ฝ่ายขุดเจาะ ก็จะทำการเจาะ "หลุมสำรวจ" (Exploration Well) โดยใช้วิธีเจาะสุ่ม เพื่อสำรวจหาปิโตรเลียมในบริเวณที่ยังไม่เคยมีการเจาะพิสูจน์เลย จากนั้นเมื่อถึงขั้นตอนของการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจและหาขอบเขตของแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม ก็จะมีการเจาะ"หลุมประเมินผล" (Delineation Well) โดยหากแน่ใจแล้วว่ามีแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมในปริมาณที่มากพอในเชิงพาณิชย์ จึงจะมีการเจาะ "หลุมเพื่อการผลิตปิโตรเลียม" (Development Well) เพื่อนำปิโตรเลียมที่สะสมตัวอยู่ใต้พื้นดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ต่อไป

    การขุดเจาะหลุมเพื่อสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้นเป็นงานที่ท้าทายและมีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเราต้องขุดไปที่ความลึกประมาณ 3-4 กิโลเมตรใต้พื้นทะเล ในสมัยก่อนการขุดเจาะหลุม 1 หลุมนั้นต้องใช้เวลากว่า 60 วัน โดยใช้งบประมาณกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อหลุม ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่สูงและมีความเสี่ยงมาก เพราะหากขุดไปแล้วพบปริมาณน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติที่ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ก็ถือเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาและทันสมัยมากยิ่งขึ้น ระยะเวลาในการขุดเจาะลดลงเหลือเพียง 4-5 วันต่อ 1 หลุม และใช้งบประมาณน้อยลงกว่าเดิม เหลือประมาณ 2 ล้านเหรียญต่อหลุม ซึ่งพัฒนาการทั้งทางด้านระยะเวลาการขุดและงบประมาณที่ลดลงนี้เกิดขึ้นจากการที่เชฟรอนไม่เคยหยุดนิ่งที่จะนำความรู้และประสบการณ์จากการดำเนินการในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมาพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยลดปัญหาและความเสี่ยงในการสำรวจและขุดเจาะ รวมถึงลดระยะเวลาในการทำงานลงแต่ได้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

      

                                                                 อุปกรณ์ขุดเจาะ

Date : 11 / 05 / 2017

  • Date : 11 / 05 / 2017
    ซีอีโอปตท.แชร์ประสบการณ์ดูงานสหรัฐฯ ก๊าซธรรมชาติ ,Energy Storage,EVมาแรง

    ซีอีโอปตท.”เทวินทร์ วงศ์วานิช”แชร์ประสบการณ์ดูงานสหรัฐอเมริกาต้นเดือน พ.ค.2560 ที่ผ่านมา ผ่านเพจTevin at PTT โดยชี้ให้เห็นถึงทิศทางก๊าซธรรมชาติ เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage) รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV)ซึ่งจะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคมากขึ้นโดยลำดับ ในขณะที่บริษัทGPSC ซึ่งเป็นบริษัทลูกของปตท.ก็ลงนามเอ็มโอยูกับบริษัท24M Technologies เพื่อเป็นตัวแทนนำเทคโนโลยี่แบตเตอรี่มาผลิตในประเทศไทย รวมทั้งการเอ่ยปากชวนค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง General Motors (GM) และ Tesla  ให้พิจารณาขยายการลงทุน EVในประเทศไทย

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า เมื่อช่วงต้นเดือนพ.ค.2560 ที่ผ่านมา ทางผู้บริหารระดับสูงของบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)นำโดยนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่  และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)หรือ GPSC โดยนาย เติมชัย บุนนาค ได้พาคณะกรรมการปตท. รวมทั้ง นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เดินทางไปศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางพลังงาน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทGPSCเข้าไปร่วมถือหุ้นอยู่ด้วย

    ทั้งนี้นายเทวินทร์ ได้โพสต์บทความแชร์ประสบการณ์การเดินทางไปดูงานครั้งนี้ อย่างต่อเนื่อง ผ่านเพจTevin at PTT ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้อ่านและเข้ามากดถูกใจ ร่วมแสดงความคิดเห็น และแชร์เรื่องออกไปจำนวนมาก โดยเนื้อหาล่าสุดนายเทวินทร์ เขียนถึงคือการนำกรรมการ ปตท.ไปเยี่ยมสถาบันวิจัยด้านพลังงานชั้นนำ2 แห่ง คือ MIT Energy Initiative หรือ MITEI  และ The Precourt Institute for Energy Efficiency ที่มหาวิทยาลัย Stanford

    MITEI  และ The Precourt Institute for Energy Efficiency  ,Stanford  สร้างStart Up และ Silicon valley  ต้นแบบ ปตท. สร้าง Wangchan valley

    นายเทวินทร์ นำเสนอมุมมองจากการดูงานในครั้งนี้ว่า ก๊าซธรรมชาติจะเป็นเชื้อเพลิงที่มีการใช้มากขึ้น เพราะมีต้นทุนถูกลงจากการพัฒนาเทคโนโลยี Shale Gas ทำให้สหรัฐฯมีการปรับมาใช้เชื้อเพลิงก๊าซฯแทนถ่านหินในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น โดยปัจจุบันสหรัฐผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน 33% จากก๊าซธรรมชาติ 30%   ในขณะที่ไทยผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน 20% และจากก๊าซธรรมชาติ 67%

    ในส่วนของ เทคโนโลยีระบบกับเก็บพลังงานหรือ Energy storage  นั้นมีแนวโน้มราคาที่จะถูกลงเรื่อยๆ โดยนอกจากลิเธียมไอออน (Li-ion) ที่ใช้มากในปัจจุบันแล้ว ยังมีการวิจัยเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อเป้าหมายที่จะลดต้นทุนของ Energy storage จาก 200 ให้ต่ำกว่า 150 $/kWh ภายใน 3-4 ปี

    สำหรับ ปัญหาเรื่อง Climate change และการบริหารคาร์บอน (Carbon management) เป็นความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงนโยบายของรัฐ ที่ต้องใช้ความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์มาแก้ปัญหา ทั้ง 2 มหาวิทยาลัย(MITEI  และ Stanford) จึงตั้งสถาบันวิจัยพลังงานในรูปแบบ Multi-disciplinary ที่สร้างเครือข่าย และเชื่อมโยงนักศึกษาจาก Department ต่างๆ มาวิจัยแก้ปัญหาร่วมกัน

    ส่วน การสร้าง Eco-system แบบ Open Innovation เปิดโอกาสให้เกิดการนำเอางานวิจัยและเทคโนโลยีใหม่ๆ (Innovative research) ของ Stanford มาต่อยอดสร้างธุรกิจ และเกิดสังคม Startup อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย คือ Silicon valley หรือแม้แต่ MIT กับบริษัท 24M

    เรื่องนี้ นายเทวินทร์ บอกว่า ตัวอย่างของ Silicon Valley ของสหรัฐอเมริกา นั้นเป็นแรงบันดาลใจ ให้ปตท.ทำโครงการร่วมกับกระทรวงวิทย์ฯ โดยพัฒนาพื้นที่ติดกับ สถาบันวิจัยวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่ อ.วังจันทน์ จ.ระยอง ให้เป็น Innovation Center ภายใต้ชื่อ EECi (Eastern Economics Corridor for Innovation) เพื่อสร้าง New S-Curve ให้กับประเทศไทย โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีด้าน Automation, Robotic, Artificial Intelligence, Bio-Economy และ Aviation ตามยุทธศาสตร์ Thailand 4.0

    “ ผมหวังจะได้เห็น Wangchan valley เป็นศูนย์นวัตกรรมที่เชื่อมโยงโจทย์ธุรกิจ บริษัท Start-up และนักวิจัยจากหลากหลายสถาบัน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต”นายเทวินทร์ เขียนถึงความคาดหวังของตัวเอง

    ชักชวน General Motors (GM) และ Tesla  ขยายการลงทุนEVในประเทศไทย

    ในบทความเรื่อง รถ EV รูปแบบใหม่ของการเดินทางในอนาคต นายเทวินทร์ เขียนเล่าถึงการไปพบบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (Electrical Vehicle: EV) 2 แห่ง คือ General Motors (GM) และ Tesla  ซึ่งสรุปเป็นข้อมูลสั้นๆ ที่น่าสนใจว่า

    - ธุรกิจ EV เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังเป็นส่วนน้อยของรถยนต์ทั้งหมด โดยบริษัทรถ EV ในตลาดไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่งกัน แต่จะร่วมกันสร้างการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคมาใช้รถ EV และกินส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ใช้น้ำมันในปัจจุบัน

    - ข้อจำกัดของรถ EV คือวิ่งได้น้อยและแพง แต่บริษัทรถ EV ปัจจุบันได้พยายามแก้ปัญหาเหล่านี้เช่น Chevrolet Bolt สามารถวิ่งได้ไกล 238 ไมล์ (380 กิโลเมตร) และ Tesla Model 3 ที่จะออกตลาดเร็วๆนี้วิ่งได้ 210 ไมล์ (330 กิโลเมตร) หลังจากที่ชารจ์แบตเตอรี่เต็ม

    - ราคารถในสหรัฐทั้ง 2 รุ่นประมาณ 35,000 USD (ประมาณ 1 ล้านกว่าบาท) โดยผู้ซื้อสามารถขอคืนภาษีเงินได้อีก 7,500 USD เป็นมาตรการที่รัฐบาลสหรัฐฯสนับสนุน EV ทำให้ราคาแข่งขันได้กับรถใช้น้ำมันในระดับใกล้เคียงกัน

    - การชาร์จไฟเต็มแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 200 บาท (คิดค่าไฟฟ้าคร่าวๆ 3 บาทต่อหน่วย) โดยสามารถชาร์จได้หลายแบบ ทั้งเสียบปลั๊กชาร์จที่บ้านหรือที่ทำงาน ใช้เวลา 4-8 ชั่วโมง หรือแบบ Super Charger ที่รวดเร็วมากตามสถานีที่กระจายทั่วสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น (ประมาณแวะพักเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟอเมซอนในสถานีบริการ ปตท.)

    - นอกจากเรื่องการลดมลภาวะแล้ว อัตราการเร่งก็เป็นอีกจุดเด่นของรถ EV ผมได้มีโอกาสนั่ง Tesla Model S และลองขับ Chevrolet Bolt บอกได้ว่าตอนแรกตกใจกับอัตราเร่งที่ทำให้เราหลังติดเบาะเลยทีเดียวครับ 0-60 ไมล์ในเวลา 3-6 วินาทีแล้วแต่รุ่น

    - ทั้ง 2 บริษัทพัฒนาระบบเชื่อมต่อข้อมูล (Connectivity) ของรถกับทั้งโทรศัพท์ของผู้ขับ และระบบของบริษัทเอง ที่จะช่วยตรวจสอบสภาพรถ สื่อสารกับเจ้าของรถว่าต้องทำอะไรบ้างเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินเช่น ให้ขับไปยังสถานีบริการที่ใกล้ที่สุด หรือให้ลงจากรถทันที ส่วนในกรณีเกิดอุบัติเหตุจนเจ้าของรถหมดสติสามารถระบุตำแหน่งรถ และส่งคนไปช่วยเหลือได้ทันที

    - Autonomous Drive เป็นอีกเทคโนโลยีที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา วันนี้อยู่ในระดับที่ผู้ขับยังต้อง engage กับรถอยู่บ้าง แต่เป้าหมายคือรถ EV ที่ขับไปมาได้เองโดยไม่ต้องมีคนขับ

    - การขับ EV ลุยน้ำดูจะเป็นข้อกังวลของคนส่วนใหญ่ Tesla ให้ข้อมูลว่ารถเขาออกแบบให้ seal ส่วนของแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า ไม่ให้น้ำเข้าได้ คนที่สนใจเรื่องนี้ ต้องค้นข้อมูลเพิ่มเพื่อความมั่นใจ

    นายเทวินทร์ เขียนเล่าด้วยว่า ทั้ง 2 บริษัทอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิต  คณะกรรมการปตท.และปลัดกระทรวงพลังงานเลยเชิญชวนให้พิจารณามาลงทุนสร้างโรงงานในประเทศไทย  นายอารีพงศ์ ได้เล่าถึงนโยบาย Thailand 4.0 และมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาดของรัฐบาลไทย เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ

    ซีอีโอ ปตท. เชื่อว่ารถ EV จะเป็นที่นิยมมากขึ้น และจะเปลี่ยน life style ของคนใช้รถในหลายรูปแบบ ทำให้ปตท.ก็ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อเตรียมพร้อมรองรับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างจากปัจจุบัน

    24M ลงนามสัญญาตกลงให้สิทธิ์ GPSC เป็นผู้แทน ในการนำเทคโนโลยีของ 24M มาผลิต Battery ในประเทศไทย

    ในบทความเรื่องEnergy Storage เทคโนโลยีสำคัญของอนาคตพลังงานโลก นายเทวินทร์ เขียนเล่าถึง การเยี่ยมชมและติดตามความคืบหน้าของบริษัท Start Up ด้านแบตเตอรี่ชื่อ 24M Technologies ที่เมือง Boston ซึ่ง GPSC บริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้เข้าไปร่วมลงทุนถือหุ้นประมาณ 18% ตั้งแต่ปี 2014

    โดย บริษัท 24M ก่อตั้งโดยนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นำโดย Professor Chiang ของ MIT ผู้ที่ออกแบบ Prototype และพัฒนาวิธีการผลิต Battery โดยเปลี่ยน Electrolyte จาก ของเหลวเป็น Semi-Solid State ทำให้สามารถลดขนาดและขั้นตอนการผลิต ซึ่งจะให้ผลิตได้เร็วขึ้น และต้นทุนถูกลง

    เป้าหมายเริ่มต้นของ 24 M คือจะนำเทคโนโลยีนี้มาผลิต Energy Grid Storage ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้า Renewables จากลมและแสงแดดที่ผลิตไฟได้เป็นช่วงๆ ไม่เป็นภาระกับการวางแผนเดินเครื่องโรงไฟฟ้าหลัก และลดกำลังการผลิตสำรองสำหรับช่วง peak ได้ โดยจะช่วยเก็บไฟฟ้าช่วงที่ผลิตไฟฟ้ามากกว่าความต้อง มาจ่ายให้ในช่วงที่ผลิตไฟฟ้าไม่พอใช้ ทำให้ไม่ต้องขยาย หรือสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

    โอกาสต่อไป คือการพัฒนาแบตเตอรี่เพื่อใช้ในรถไฟฟ้า ซึ่งยังต้องออกแบบและทดสอบให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน และอุณหภูมิที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของโลก เพราะมีผลกับประสิทธิภาพและอายุของแบตเตอรี่อย่างมาก

    การเดินทางมาครั้งนี้ ทั้ง 24M กับ GPSC ได้มีการลงนามสัญญาตกลงให้สิทธิ์ GPSC เป็นผู้แทน ในการนำเทคโนโลยีของ 24M มาผลิต Battery ในประเทศไทยและ ASEAN นับเป็นก้าวสำคัญของกลุ่ม ปตท. ในการพัฒนาธุรกิจใหม่

    ข้อคิดจากVentures Capital  ของสหรัฐอเมริกา

    นายเทวินทร์ ยังเขียนเล่าถึงข้อคิดที่น่าสนใจจากการพูดคุยกับ Partner ของ Ventures Capital ขนาดใหญ่รายหนึ่งที่ Boston ว่า

    - Personal Contact คือหัวใจ เขาจะพูดคุยกับ Start-up ใหม่ๆประมาณ 5 ประชุมต่อสัปดาห์ เพื่อเลือกเฟ้น Start-up ที่จะร่วมลงทุนและทำงานด้วยกันเพียง 1 - 2 บริษัทต่อปี ใช่ครับประมาณ 1% ของ candidate ที่พบเท่านั้น

    - การเลือกลงทุนใน Start-up จะให้ความสำคัญที่ "คน" มากกว่า "ไอเดีย" เพราะเขาเชื่อว่า "Passion" ของคนนั้นสำคัญที่สุดในการผลักดันให้เกิดแนวคิดและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา "นวัตกรรม" ให้เป็นสินค้าหรือบริการได้ เขาพบว่าจากสินค้าหรือบริการใหม่ๆที่เกิดขึ้น มีเพียง 20 % เท่านั้นที่พัฒนาตามแผนธุรกิจเดิม ที่เหลืออีก 80% จะต้องปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจในกระบวนการออกแบบและทดลอง

    - หลังตัดสินใจลงทุน VC จะทำงานร่วมกับบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะให้การสนับสนุนด้านเงินทุน และด้านการตลาด เพื่อเปลี่ยน 'นวัตกรรม' ให้เป็น'ธุรกิจ' รวมทั้งการช่วยแนะนำพันธมิตรอื่นๆที่จำเป็นมาเสริมทีม

    - เขาจัดสรรงบ 1/3 ของกองทุนสำหรับการเริ่มเข้าลงทุน และอีก 2/3 สำหรับการ start up ธุรกิจ ในส่วนของการแบ่งเวลาเขาพบ candidate start up ที่หลากหลาย (200-300 บริษัทต่อปี) เท่าๆกับเวลาที่ใช้ในการทำงานร่วมกับ start up ที่เลือกลงทุนแล้ว (20-30 บริษัท)

    - มีเพียง 10% ของบริษัทใน port ลงทุน ที่เป็น Winner แต่จะได้ผลตอบแทนสูงพอจะชดเชยกับอีก 90% ที่ fail ได้

    - ต้องมี commitment ในการลงทุนระยะยาว เพราะโดยเฉลี่ยจะเริ่มได้ผลตอบแทนคุ้มค่า หลังจากลงทุนประมาณ 8 ปี

    องค์กรธุรกิจที่สนใจลงทุนในลักษณะ Corporate Ventures Capital (CVC) อาจจะใช้แนวทางคล้ายๆกัน ที่จะท้าทายก็คือ คงต้องปรับวิธีคิดและกระบวนการตัดสินใจ จากที่ปกติเป็นระบบ มีข้อมูลชัดเจน ลดความเสี่ยง มาเป็นรูปแบบที่คล่องตัว เพิ่ม Risk Appetite และมอง Failure เป็นการเรียนรู้

    สนใจติดตามอ่านบทความจากต้นฉบับได้ที่ เพจTevin at PTT  (https://www.facebook.com/tevinatptt)

    ศูนย์ข่าวพลังงานขอขอบคุณ เนื้อหาและภาพจากเพจ Tevin at PTT