บทความทั้งหมด

Date : 05 / 07 / 2016

  • Date : 05 / 07 / 2016
    ฝ่าด่านคปพ.ด้วยข้อเท็จจริงทางพลังงาน

    ท่ามกลางกระแสการเคลื่อนไหวกดดันด้วยการนำเรื่องพลังงานไปปนอยู่กับเรื่องการเมืองว่าด้วยการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะนี้ รัฐบาลต้องตั้งหลักให้ดีและแยกแยะให้ออกว่าการเดินเกมล่ารายชื่อของกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.)และการยื่นรวมกลุ่มมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของกลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ(คปป.)  ซึ่งเคลื่อนไหวสอดประสานกันนั้น เป็นเรื่องการเมือง  ไม่ใช่เรื่องพลังงาน

    ต้องแยกแยะให้ออกด้วยว่า  ข้าราชการกระทรวงพลังงาน และคปพ. ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกัน  และต่างมีข้อเสนอเรื่องพลังงาน ที่ว่าด้วยแนวทางการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ และมีร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ทั้ง2ฉบับ

    ต้องรู้ด้วยว่า การตัดสินใจของรัฐบาลที่จะเดินหน้าไปในทิศทางใด จะต้องอยู่บนหลักการของข้อมูลข้อเท็จจริง  ไม่ใช่ตามแรงกดดันทางการเมือง

    และต้องรู้ด้วยว่า ทั้งคปพ.และ คปป. นั้นเป็นประชาชนกลุ่มหนึ่งที่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นตามความคิดความเชื่อของพวกเขา  ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้ข้อเท็จจริงของผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น  จากภาครัฐ  ที่มีอำนาจตามกฏหมายในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อดูแลปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม ดังนั้นสิ่งที่รัฐจะต้องดำเนินการ ก็คือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนในเรื่องของการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุทั้ง2แหล่งซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศ คือแหล่งเอราวัณ และบงกช

    โดยหากไม่เลือกข้อเสนอของคปพ.  ที่เคลื่อนไหวกดดันให้มีการถอนร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ทั้ง2ฉบับ ออกจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และการเสนอให้มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ รวมทั้งการใช้รูบแบบจ้างผลิต ในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุสัมปทาน   รัฐก็ควรบอกเหตุผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ รับรู้อย่างชัดเจนว่าการถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับ.ออกจากสนช. นั้นจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างไร   ,การจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ มีข้อเสียมากกว่าข้อดีอย่างไร และระบบจ้างผลิตนั้น เลวร้ายกว่าระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างไร เพราะไม่เช่นนั้นประชาชนก็จะยังมีความสับสนไม่รู้จะเชื่อข้อมูลฝ่ายไหนดี

    อย่างไรก็ตามเหมือนว่ารัฐบาลจะเริ่มรับรู้สัญญาณอันนี้แล้ว  เพราะล่าสุด อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี  ก็ออกมาชี้แจงกับสื่อมวลชน ด้วยหวังจะให้ช่วยส่งผ่านข้อมูลไปถึงประชาชน ถึงกรอบและขั้นตอนการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ว่าขณะนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ อยู่ระหว่างการยกร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับ และประกาศอีก 1 ฉบับ ซึ่งต้องสอดคล้องกับพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. ...และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา พระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ โดยหากร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้ภายในเดือนตุลาคม   การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลเพื่อหาเอกชนมาบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ จะเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2559  และหาก กพช. เห็นชอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเรียบร้อยแล้ว   คาดว่าจะสามารถออกประกาศเชิญชวนได้ประมาณเดือนมีนาคม 2560 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2560

    พร้อมย้ำด้วยว่า หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน คือไม่สามารถให้สิทธิในการสำรวจและผลิต ได้ภายในปี 2560ก็ จะส่งผลให้อัตราการผลิตก๊าซลดลงในช่วงปี 2561 เป็นต้นไป  ทั้งนี้ หากรอให้สัมปทานสิ้นสุดในปี 2565-2566 แล้วจึงเริ่มการลงทุนเพื่อพัฒนาใหม่ คาดว่าการผลิตจะกลับมาอยู่ที่ระดับการผลิตเดิมได้เร็วที่สุดในปี 2568   โดย จากการประมาณการผลกระทบเบื้องต้น คาดว่าหากการผลิตไม่ต่อเนื่องในระหว่างปี พ.ศ. 2561-2568 ประเทศจำเป็นต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น 40 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 600,000ล้านบาท  (ที่ LNG 8 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู) เพื่อทดแทนก๊าซส่วนที่หายไปประมาณ 3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  นอกจากนี้ ยังต้องนำเข้า LPG และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คิดเป็นมูลค่ากว่า 180,000 ล้านบาท และทำให้รายได้รัฐจากการผลิตปิโตรเลียมหายไปเกือบ 350,000 ล้านบาท

    ส่วนประเด็นที่มีข้อเสนอให้นำ มาตรา 44  ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาใช้เพื่อบังคับให้ผู้รับสัมปทานที่ดำเนินงานแหล่งที่กำลังจะสิ้นสุดอายุให้มีการลงทุนต่อเนื่องเพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติ  ในกรณีที่ไม่สามารถจัดหาเอกชนสำรวจและผลิตได้ตามกรอบเวลาที่กำหนดนั้น  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุว่า คงเป็นไปได้ยากเพราะ บริษัทผู้รับสัมปทานต่าง จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และหากรัฐบาลดำเนินการเช่นนั้นก็จะส่งผลกระทบความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในอนาคต

    วิเคราะห์ต่อประเด็นที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติออกมาระบุอย่างเป็นทางการ  ก็เห็นชัดว่า รัฐบาลไม่สามารถที่จะดำเนินการตามข้อเสนอของทั้ง คปพ.และคปป. ที่จะให้ถอนร่างแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียม ทั้ง2ฉบับ ออกจากสนช.ได้ เพราะจะยิ่งทำให้กระบวนการประมูลที่ต้องอ้างอิงกับร่างกฏหมายที่จะแก้ไขใหม่นั้น มีความล่าช้า  อันจะส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างที่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุ

    ยังเหลือประเด็นเรื่องของการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ  และระบบจ้างผลิต  ที่ประชาชนส่วนใหญ่รอการชี้แจงจากฝั่งของรัฐ อย่างเป็นทางการว่าจะมีผลเสีย หรือผลกระทบอย่างไร  ซึ่งหากรัฐมีเหตุผลที่ชัดเจน มานำเสนอหักล้างเหตุผลของฝั่งคปพ.ได้  ก็ไม่ต้องกังวลกับเกมการเมืองที่เคลื่อนไหวกดดันอยู่ในขณะนี้

    รัฐบาลต้องเชื่อมั่นว่าข้อมูลและข้อเท็จจริงเท่านั้นที่จะเอาชนะใจประชาชนได้ ไม่ใช่วาทกรรมพลังงาน ที่ผลิตมาเพื่อหวังผลคะแนนนิยมระยะสั้นเท่านั้น  โลกออนไลน์จะช่วยเอาข้อมูลน้ำดีไปไล่ข้อมูลน้ำเสียเอง เมื่อนั้นคนที่ใช้ข้อมูลบิดเบือนพลังงาน จนเป็นกิจวัตรนิสัย  ก็จะแพ้ภัยตัวเองในที่สุด  -Energy News Center 

Date : 24 / 06 / 2016

  • Date : 24 / 06 / 2016
    เปิดใจคุรุจิต ข้อเสนอของกลุ่มคปพ.จะพาประเทศสู่หายนะ

    แม้ว่าดร.คุรุจิต นาครทรรพ จะเกษียณอายุราชการจากตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน เกือบจะครบ1ปีแล้ว แต่ยังถือว่าเป็นบคคลที่ยังได้รับการเชื่อถือยอมรับ ว่าเป็นผู้รู้จริงเรื่องพลังงานคนหนึ่งของประเทศ  โดยได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  และอีกบทบาทหนึ่งด้านพลังงาน ก็ยังเป็นแกนนำคนสำคัญของกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน(ERS)   

    ดร.คุรุจิตนั้นจบการศึกษา ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมปิโตรเลียม จากมหาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา มีความรู้ ประสบการณ์ในงานด้านกำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ตลอดจนการยกร่างกฏหมายปิโตรเลียม ในตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  ถือเป็นข้าราชการน้ำดีคนหนึ่ง ของวงการพลังงาน ทำให้การแสดงความคิดเห็นและมุมมอง เกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่างๆด้านพลังงาน นั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

    กองบรรณาธิการเว็บไซต์ข่าว Energy News Center  มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ดร.คุรุจิต เมื่อช่วงบ่ายของวันที่23 มิ.ย.2559 ที่ผ่านมา  จึงได้รู้ว่า  ดร.คุรุจิต นั้นมีความห่วงใย กับสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ เป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเรื่องของการเปิดให้เอกชนยื่นของสิทธิสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ และการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุทั้งเอราวัณ และบงกช   ว่าหากสนช.ไม่ยอมผ่านร่างกฏหมายที่กระทรวงพลังงานนำเสนอและคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เพื่อนำไปสู่การเปิดให้สิทธิเอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  หรือยอมแก้ไขตามข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) ที่ระดมมวลชนมาเดินเกมกดดันอยู่ในขณะนี้    ประเทศจะเดินไปสู่หายนะ แบบเดียวกับที่ประเทศเวเนซุเอลา ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้

    ดร.คุรุจิต เปิดใจ โดยยืนยันว่า กฏหมายปิโตรเลียมทั้งสองฉบับ ที่ดำเนินการภายใต้ระบบสัมปทานปิโตรเลียมนั้น  เป็นรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ที่มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หรือเมียนมา   ระบบสัมปทานไม่ได้เลวร้าย หรือทำให้รัฐต้องสูญเสียอธิปไตยทางด้านพลังงาน หรือเป็นการขายสมบัติชาติ เปิดช่องให้ข้าราชการเข้าไปมีผลประโยชน์ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับต่างชาติ อย่างที่ กลุ่มคปพ. กล่าวอ้าง

    โดยพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 เป็นการยกร่างขึ้นโดยกลุ่มข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ ที่พยายามจะรักษาผลประโยชน์ ของประเทศ จึงเลือกใช้ระบบสัมปทาน แบบเดียวกับที่ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้  โดยที่รัฐได้ประโยชน์สูงสุดโดยที่ไม่ต้องเข้าไปรับความเสี่ยง   ไม่ใช่ระบบแบ่งปันผลผลิตที่ประเทศผู้ล่าอาณานิคม  นำมาใช้กับประเทศเมืองขึ้นของตนเอง เพื่อที่จะให้ได้ส่วนแบ่งกลับคืนไปจำนวนมาก

    นอกจากนี้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514  ยังผ่านการแก้ไขปรับปรุงมาแล้วถึง5 ครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และทำให้รัฐได้ผลตอบแทนที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยแก้ไขครั้งที่แรก ในปี 2516 ครั้งที่2 ปี 2522 ครั้งที่3 ปี2532   ครั้งที่4 ปี 2534 และครั้งที่5 ปี2550 สมัยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี   และล่าสุดครั้งที่6 ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของ สนช.

    “การแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียมในแต่ละครั้ง รัฐยังคงยึดระบบสัมปทานปิโตรเลียมเอาไว้ เพราะถือว่าเป็นระบบที่ทำให้ประเทศได้รับผลประโยชน์สูงสุด เพราะแหล่งปิโตรเลียมของไทยนั้นเป็นกระเปาะขนาดเล็ก  ซึ่งมีการปรับปรุงกฏหมายที่ถือว่าลงตัวดีอยู่แล้ว ภายใต้ระบบสัมปทานที่เรียกว่า ไทยแลนด์ทรี  ที่ทำให้ผู้รับสัมปทานนั้นมีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของตัวเองให้มีต้นทุนที่ต่ำลงอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่รัฐก็ได้รับค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมที่เป็นธรรม  คือถ้าพบปิโตรเลียมในแหล่งขนาดเล็ก รัฐก็เก็บค่าภาคหลวงน้อย   พบในแหล่งที่ใหญ่ขึ้นรัฐก็เก็บค่าหลวงมากขึ้นเป็นลำดับ ในขณะที่หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น รัฐก็ได้ผลตอบแทนพิเศษ จากผู้รับสัมปทาน   โดยภายใต้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีนี้  ทำให้เกิดการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมที่สามารถนำปิโตรเลียมจากแหล่งเล็กๆที่กระจายตัวกันอยู่ขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ โดยที่เอกชนเป็นผู้รับความเสี่ยงแทนรัฐ  และทำให้เรามีก๊าซใช้เพิ่มขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง “ ดร.คุรุจิต กล่าว

    ดร.คุรุจิต  กล่าวต่อว่า การแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ครั้งล่าสุด ที่มีการเพิ่มทางเลือกคือระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิตเข้ามาเพื่อเป็นทางเลือก  เป็นเรื่องที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์  ฟังเสียงของประชาชนแล้ว   ส่วนที่รัฐจะเลือกใช้ระบบใด ในการเปิดให้สิทธิ์เอกชนเข้ามาสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสม  ดังนั้นทางกลุ่ม คปพ. จึงไม่ควรออกมาเรียกร้องกดดัน แบบได้คืบจะเอาศอก

    “ข้อเสนอของคปพ. ที่จะให้มีการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต  โดยให้มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ขึ้นมาใหม่นั้น เป็นข้อเสนอที่จะพาประเทศไปสู่หายนะทางเศรษฐกิจ เหมือนเวเนซุเอลา ที่เป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันมากที่สุดประเทศหนึ่ในโลก แต่ประสบปัญหา เพราะรัฐเข้าไปยึดกิจการของเอกชน มาเป็นของรัฐ ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมา จัดการเองทั้งหมด  ทำให้เอกชนไม่กล้าลงทุน และเคลื่อนย้ายการลงทุนออกไป  ในขณะที่การผลิตปิโตรเลียม ที่รัฐเข้ามาจัดการก็ไม่มีการพัฒนา และลดปริมาณลงเรื่อยๆ  เพราะขาดความรู้ ขาดบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เกิดสมองไหลไปทำงานที่อื่น    กรณีของประเทศไทย ก็จะเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน  หากยอมแก้ไขกฏหมายเอาตามร่างของ คปพ.”   ดร.คุรุจิต กล่าว

    ร่างกฏหมายของคปพ.นั้น เสนอให้ตั้งบรรษัทแห่งชาติขึ้นมาใหม่  โดยมีสัดส่วนของภาคประชาชนในกลุ่มคปพ.เข้ามาร่วมอยู่ในคณะกรรมการ อีกทั้งรายได้จากค่าภาคหลวง  จะไม่ส่งเข้ากระทรวงการคลัง แต่จะมีการตั้งเป็นกองทุนขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อนำรายได้ดังกล่าว ไปใช้ในกิจการของบรรษัทพลังงาน  ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล และเปิดช่องให้มีการแสวงหาประโยชน์ โดยไม่มีการตรวจสอบ

    “ข้อเสนอของคปพ.นั้นสวนกระแสของโลก ที่หลายประเทศที่มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติ  ต่างพยายามที่จะลดบทบาทตัวเองลง  โดยแยกเรื่องของการกำกับดูแล (regulator) ออกจากหน่วยปฏิบัติ(Operator)  เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบกันได้  ซึ่งที่รัฐดำเนินการมาในขณะนี้นั้นถือว่าถูกทาง แล้ว แต่คปพ.กำลังจะพาถอยหลังกลับ  นอกจากนี้ ระบบแบ่งปันผลผลิตที่คปพ.เสนอ  ยังเป็นการเปิดช่องให้มีการทุจริตได้ง่าย  เพราะทุกขั้นตอนที่เกี่ยวกับการสำรวจผลิต จะต้องขออนุมัติ ก่อน  รวมทั้งไม่จูงใจให้เอกชน ปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตเพื่อลดต้นทุน  เนื่องจากสามารถนำค่าใช้จ่ายต่างๆ มาหักคืนได้ทั้งหมด   แต่ระบบสัมปทานนั้น เอกชนผู้รับสัมปทานต้องพยายามลดต้นทุนตัวเองลง จึงจะได้กำไรมากขึ้น  และรัฐไม่ต้องใช้บุคคลากรจำนวนมากเข้าไปกำกับดูแลให้ต้องเป็นภาระ “ 

    “ ที่รัฐดำเนินการภายใต้ระบบสัมปทานมาแล้ว30 กว่าปี ทำให้เรามียุคโชติช่วงชัชวาล  เรามีการพัฒนาบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านปิโตรเลียมขึ้นมาจำนวนมาก ในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิต   เรามีบริษัทปตท.สผ. ที่เป็นความภูมิใจของคนไทย ที่สามารถออกไปแข่งขันกับบริษัทต่างชาติได้    เราสามารถนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างปิโตรเคมี ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ   ซึ่งเราต้องขอบคุณข้าราชการในอดีตที่เป็นคนเก่ง คนดี ที่วางรากฐานมาให้    ไม่ใช่มาสร้างวาทกรรมบิดเบือนจนเรื่องสัมปทานกลายเป็นเรื่องเลวร้ายขายชาติ    เพราะตั้งแต่ผมทำงานด้านพลังงานมา ก็ไม่เห็นว่า ระบบสัมปทานทำให้เราสูญเสียอธิปไตยไปในตอนไหน  เพราะรัฐสามารถที่จะกำกับดูแลผู้รับสัมปทานได้ทั้งหมด ในกระบวนการสำรวจและผลิต “ ดร.คุรุจิต กล่าวย้ำ

    ดร.คุรุจิต กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า อยากให้สังคมแยกเรื่องการเมืองออกจากเรื่องพลังงาน  และต้องให้กำลังใจข้าราชการกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่เขาทำงานด้วยจิตวิญญาณ มีศักดิ์ศรีความเป็นข้าราชการ ที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยส่วนรวม  ไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงานอย่างที่กำลังถูกกล่าวหา   ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมองการตัดสินใจของรัฐบาล ที่ต้องมีการแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม นั้นมาจากการ รับฟังเสียงของประชาชนทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มคปพ.   โดยยังเชื่อมั่นว่า ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นั้นมีความเข้าใจดี ถึงสถานการณ์ วิกฤตพลังงานของประเทศ  และเลือกเดินบนพื้นฐานของข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง 

Date : 21 / 06 / 2016

  • Date : 21 / 06 / 2016
    แก้ปัญหาขยะล้นเมือง ด้วยสุรนารีโมเดล

    ในทางวิชาการเป็นที่เข้าใจกันดีว่าปัญหาขยะในเมืองใหญ่นั้นไม่สามารถที่จะแก้ไขด้วยวิธีการฝังกลบเหมือนที่เคยทำมาในอดีต  เพราะด้วยองค์ประกอบของขยะที่เปลี่ยนไป  ,การหาพื้นที่ฝังกลบหรือกำจัดได้ยากขึ้น  รวมทั้งต้นทุนการบริหารจัดการที่เพิ่มสูงขึ้น  ทำให้หลายหน่วยงานคิดค้นรูปแบบการบริหารจัดการขยะที่มีต้นทุนที่ต่ำลง แต่ประสิทธิภาพในการกำจัดขยะมากขึ้น  รวมทั้งเป็นที่ยอมรับของชุมชนเพราะไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นรบกวน  หรือมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาเศษขยะ

    ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุถึงปริมาณขยะสะสมที่มีอยู่ในประเทศ ในปัจจุบันสูงถึง26 ล้านตัน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกๆปี  ซึ่งในเมื่อแนวทางของการฝังกลบ ไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน  รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จึงมีแนวนโยบายที่ชัดเจนในการเลือกที่จะกำจัดขยะด้วยการแปรสภาพเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ที่นอกจากจะเป็นวิธีที่สามารถลดปริมาณขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังได้ไฟฟ้า เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย

     ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (AEDP) ให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะเป็นลำดับแรกโดยกำหนดเป้าหมายให้รับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากขยะชุมชน 500 เมกะวัตต์ และขยะอุตสาหกรรมอีก 50 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579  ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการเสนอขายไฟฟ้าจากขยะชุมชนแล้วประมาณ400 เมกะวัตต์  ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว  แต่ประเด็นปัญหาที่ผู้ประกอบการพบคือการยอมรับจากชุมชน และความเข้าใจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้จัดการขยะ  ที่ยังยึดโยงอยู่กับผลประโยชน์จากการจัดเก็บขยะ โดยที่ไม่ได้มองถึงปัญหาในภาพรวมที่จะเกิดขึ้น

    อย่างไรก็ตามเพื่อให้การแก้ไขปัญหาขยะ ด้วยการนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า มีต้นแบบซึ่งเป็นรูปธรรมในการจัดการที่ได้ผล ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ได้มองเห็นประโยชน์และนำไปใช้   เมื่อวันที่ศุกร์ที่17 มิ.ย.2559ที่ผ่านมา ทางพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ทั้งนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ,นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จึงลงพื้นที่ไปดูแนวทางการจัดการขยะของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ที่เริ่มต้นเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี2552 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)เพื่อให้ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการขยะชุมชนแบบครบวงจรที่มองทุกมิติ ทั้งด้าน ด้านเทคนิค ด้านเศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม (กรณีชุมชนขนาดเล็ก ปริมาณขยะ 3-5 ตัน/วัน) และล่าสุดทางคณะกรรมการกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานก็อนุมัติงบประมาณ  588 ล้านบาท ให้ มทส. นำไปศึกษาต่อยอดเพื่อขยายผลในเรื่องนี้

    โดยโมเดลของ มทส.หรือสุรนารีโมเดล  คือการนำขยะมูลฝอยจากชุมชนมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงขยะ  (Refuse Derived Fuel –RDF) โดยสามารถผลิตเชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบที่มีความเหมาะสมเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบผลิตพลังงานแต่ละประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้อินทรียวัตถุในรูปปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้เป็นสารปรับปรุงดิน ด้วยเทคโนโลยี MBT (Mechanical and Biological Treatment) หรือเทคโนโลยีการหมักแบบ Composting Plant ร่วมกับการใช้เครื่องจักรในหน่วยต่างๆ ที่เหมาะสม

    จากกระบวนการดังกล่าวทำให้ได้ขยะที่เสถียรเนื่องจากกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่ใช้อากาศ ในระยะเวลาเพียง 20-30 วัน  ช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่น และสามารถลดความชื้นของขยะชุมชนเหลือไม่เกิน 30% (จากเดิมความชื้นประมาณ 55-65 %)   ซึ่งผลผลิตที่ได้มี 2 ส่วน คือ 1) ขยะที่เผาไหม้ได้ (พลาสติก กระดาษ เศษไม้) สามารถผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับระบบผลิตพลังงานแต่ละประเภท 2) อินทรียวัตถุที่เกิดจากการย่อยสลายขยะอินทรีย์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่การเกษตรได้อย่างหลากหลากหลาย  ที่สำคัญคือมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการกำจัดขยะที่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าหลุมฝังกลบและค่าขนถ่ายขยะ รวมประมาณ 870 ต่อตัน  แต่ค่าจัดการขยะของ มทส.นั้นมีค่าคัดแยกขยะ Recycle, ขยะอันตราย ,ค่าการสับย่อยแบบหยาบ ค่าการเดินระบบ MBT ค่ากระบวนการloading, shredding, Trommel, และค่าใช้จ่ายคนงานประจำเครื่องจักรซึ่งมีต้นทุนประมาณ805 บาท/ตัน ซึ่งนอกจากจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าวิธีฝังกลบแล้ว ยังมีรายได้กลับคืนมาในรูปของการจำหน่ายRDFและปุ๋ยอินทรีย์ โดยปริมาณขยะสด 150 ตัน/เดือนจะสามารถผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ 51 ตัน/เดือน (ราคาจำหน่าย 4,000 บาท/ตัน)  และ ผลิตเป็นเชื้อเพลิง RDFได้ 15 ตัน/เดือน (ราคาจำหน่าย 1,000 บาท/ตัน) ***ข้อมูลปี2553

     นายวีรชัย อาจหาญ ผู้อำนวยการเทคโนธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส.) กล่าวว่า RDF ที่ได้ นอกจากจะนำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้แล้วยังสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงได้ด้วย โดยมองว่าแนวทางบริหารจัดการขยะที่เหมาะกับประเทศไทยคือ การกระจายศูนย์ผลิต RDF ไปให้ทั่วประเทศ   ซึ่งขณะนี้โมเดลของ มทส.นั้นมีโครงการนำร่องไปแล้ว 4 แห่ง คือที่เทศบาลเมืองสีคิ้ว เทศบาลเมืองปัก เทศบาลตำบลพิมาย และเทศบาลตำบลด่านขุนทด ซึ่งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งแต่ละแห่งจะใช้ขยะ 25 ตันต่อวันผลิต RDFและส่งไปจำหน่ายให้กับโรงปูนซีเมนต์ในจังหวัดสระบุรี ที่รับซื้อเพื่อไปผลิตไฟฟ้า สร้างรายได้ให้เทศบาลประมาณ 1,000 บาทต่อตัน โดยคาดว่าทั้ง 4 แห่งจะเริ่มผลิตจำหน่ายได้ในเดือน ต.ค.นี้  

     นอกจากนี้ มทส.ยังเตรียมผลักดัน RDF ให้เกิดเป็นวงจรธุรกิจได้จริง โดยเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ขนาด 1 เมกะวัตต์ ในปี 2560 เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองใน มทส. และจะเปิดรับซื้อ RDF โดยให้ราคาประมาณ 1,200 บาทต่อตัน หรือ 1.20 บาทต่อกิโลกรัม รวมทั้งจะรับซื้อ RDF ไปผลิตน้ำมันสำเร็จรูปขนาด 20,000 ลิตรต่อวัน  อีกทั้งยังแปรรูป RDF เพื่อใช้แทนถ่านหินผลิตความร้อนในกระบวนการอุตสาหกรรมด้วย

     นายวีระชัย กล่าวว่า หากโมเดลดังกล่าวสำเร็จ และเริ่มกระบวนการส่งเสริมให้ทุกเทศบาลในไทยจัดการขยะในรูปแบบเดียวกันนี้  นอกจากจะทำให้เกิดธุรกิจ RDF ที่สร้างมูลค่าได้แล้ว ยังทำให้ปัญหาขยะล้นเมืองหมดลงไป ที่สำคัญอนาคตประเทศไทยอาจขาดแคลนขยะจนต้องนำเข้าจากต่างประเทศก็เป็นได้

     ด้านนายวิสุทธิ จงเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส ซี ไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเครือ SCG กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นรายแรกที่นำกากอุตสาหกรรมมาเผาร่วมกันกับการผลิตปูนซีเมนต์ โดยในปี 2558 ได้รับซื้อกากอุตสาหกรรม 3 แสนตัน และ ซื้อ RDF 6 หมื่นตัน หรือเทียบเป็นขยะชุมชนประมาณ 2 แสนตันต่อปี โดยนำมาเผารวมในหม้อเผาปูนซีเมนต์ที่มีความร้อนสูงถึง 1,450 องศา ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ไม่ก่อให้เกิดมลพิษจากขยะ ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ มทส. รับซื้อ RDFจากเทศบาลที่ร่วมโครงการ โดยมีเป้าหมายที่จะร่วมมือกับภาครัฐและประชาชนแก้ไขปัญหาขยะ แปลงให้เป็นพลังงาน เพื่อช่วยสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมต่อไป

     ต้องติดตามดูว่า โมเดลการนำขยะมาผลิตเป็นRDF ของ มสท. จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมือง และทำให้วิธีชีวิตของสังคมไทยมีสุขอนามัยที่ดีขึ้น ได้มากน้อยแค่ไหน  อย่างไรก็ตามก็เป็นบทบาทของรัฐบาลที่จะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคสำคัญ ต่อการแปลงนโยบายการเปลี่ยนขยะเป็นไฟฟ้า ให้เป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ

      

     

Date : 05 / 06 / 2016

  • Date : 05 / 06 / 2016
    ตอบโจทย์ เอราวัณ บงกช รัฐบาลต้องตั้งหลักด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่การเมือง

    ต้องยอมรับว่าประเด็นของการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมทั้งเอราวัณและใกล้เคียง และแหล่งบงกช หลังจากหมดอายุสัมปทานในปี2565-2566 นั้นยังมีความสับสนอยู่มากในหมู่ประชาชน  ว่าจะเชื่อใครดี ระหว่างฝั่งรัฐบาลที่ใช้ข้อมูลสนับสนุนของกระทรวงพลังงาน และ ฝั่งของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.)ที่มีข้อมูลและชุดความเชื่อของตัวเอง  โดยในแนวทางของรัฐนั้นให้น้ำหนักไปในแนวทางของการประมูลด้วยระบบสัมปทานปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ภายใต้การกำกับดูแลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาให้ซ้ำซ้อน และสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน  ในขณะที่ คปพ.เสนอแนวทางการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่มีโครงสร้างภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย  และใช้ระบบรับจ้างผลิต ในการบริหารจัดการ  ใครเสนอราคาต่ำสุดที่จะทำงานให้กับรัฐก็ได้สิทธิ์ได้ โดยที่รัฐจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นส่วนแบ่งของปิโตรเลียมที่ผลิตขึ้นมาได้

    ประเด็นดังกล่าว รัฐบาลต้องตั้งหลักให้ดี และตอบโจทย์เรื่องดังกล่าวด้วยข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้องให้ได้มากที่สุด  เพราะหากปล่อยให้มีการสร้างกระแสไปผูกโยงกับเรื่องการเมือง และนำมาใช้กดดันการตัดสินใจของรัฐบาล จนทำให้การดำเนินการล่าช้า และเลือกแนวทางการบริหารจัดการที่ผิด  จะสร้างผลกระทบและความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก

    ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อคืนวันศุกร์ที่3 มิ.ย.2559 ที่บางช่วงบางตอน นายกรัฐมนตรี พูดย้ำถึง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อ วันที่30พ.ค2559 นั้นสะท้อนให้เห็นว่านายกรัฐมนตรี เห็นถึงความสำคัญของแหล่งผลิตก๊าซทั้งเอราวัณและบงกช  พร้อมทั้งต้องการจะให้มีการดำเนินการประมูลให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา1ปี เพื่อที่จะให้การผลิตก๊าซธรรมชาติเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  จะได้ไม่ต้องไปนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว ที่มีราคาแพงกว่า ก๊าซในอ่าวไทย เข้ามาทดแทน   ซึ่งเหตุผลที่รัฐต้องหาเอกชนมาดำเนินการแทนรัฐก็เพราะรัฐไม่มีความพร้อมทั้งทางด้านเงินลงทุนและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ

    ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า สัมปทานของแหล่งเอราวัณที่ดำเนินการโดยบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด  และแหล่งบงกช ที่ดำเนินการโดยบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) นั้น หลังจากหมดอายุสัมปทานแล้วจะไม่สามารถที่จะต่ออายุสัมปทานได้อีกตามกฏหมายเพราะเคยผ่านการต่ออายุสัมปทานมาแล้ว1ครั้งเป็นระยะเวลา10ปี ในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์   ประเด็นนี้หากเป็นกรณีที่เมื่อครบอายุสัมปทานแล้ว รัฐพิสูจน์ว่าไม่เหลือปริมาณสำรองปิโตรเลียม หรือเหลือไม่มากพอที่จะดำเนินการผลิตต่อ   รัฐก็คงให้เอกชนผู้รับสัมปทานรื้อถอนสิ่งติดตั้งและอุปกรณ์การผลิตออกไปทั้งหมด  ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นภาระให้กับรัฐในภายหลัง     แต่เมื่อรัฐว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล มาทำการประเมินปริมาณสำรองและปริมาณทรัพยากรของแหล่งก๊าซทั้ง2แหล่งแล้ว พบว่า ยังมีปริมาณสำรองก๊าซเหลืออยู่มากพอ ที่จะดำเนินการผลิตต่อไป  รัฐก็จะจัดทำบัญชีทรัพย์สินเพื่อแจ้งให้ผู้รับสัมปทานทราบว่า ทรัพย์สินส่วนใดที่ผู้รับสัมปทานจะต้องโอนคืนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตโดยไม่ต้องลงทุนใหม่ และส่วนใด ที่ผู้รับสัมปทานจะต้องรื้อถอนออกไป   

    อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันคือ  เมื่อรัฐได้ทรัพย์สินส่วนที่ต้องการมาแล้ว ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะดำเนินการผลิตก๊าซต่อเนื่องไปได้เลย  เพราะรัฐไม่ได้มีการฝึกเตรียมคนเอาไว้ให้พร้อมที่จะดำเนินการ  ดังนั้นการที่จะทำให้การผลิตมีความต่อเนื่องคือ รัฐต้องหาผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์มาช่วยรัฐดำเนินการ ที่สำคัญคือยังต้องมีการลงทุนใหม่เพื่อเจาะหลุมสำรวจและหลุมผลิตเพิ่ม จึงจะรักษาระดับการผลิตเอาไว้ได้ 

    มีผู้รู้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า  ถ้าแหล่งก๊าซในอ่าวไทย เป็นเหมือนถังนมขนาดใหญ่ เหมือนเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หรือพม่า แล้วผู้รับสัมปทานรายเดิมเสียบหลอด เอาไว้ให้  เมื่อหมดสัมปทานแล้ว ยังมีนมเหลืออยู่กว่าครึ่งถัง  รัฐคงเข้ามาดำเนินการต่อได้ไม่ยาก  จะใช้วิธีจ้างผลิต ก็คงจะมีคนแย่งกันมาดำเนินการให้    แต่ในความเป็นจริงตามข้อมูลจากทั้งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และผู้รับสัมปทาน  แหล่งปิโตรเลียมทั้งเอราวัณ และบงกช  นั้นมีลักษณะเป็นเหมือนกล่องนมขนาดเล็ก หลายร้อยกล่องหลายพันกล่อง  ที่ตั้งกระจัดกระจายซ่อนตัวอยู่ตื้นบ้าง ลึกบ้าง   สิ่งที่ผู้รับสัมปทานโอนมาให้ ก็เป็นกล่องนมบางกล่องที่เจาะไว้ให้แล้วเท่านั้น  ดูดได้ไม่นานก็หมด  ต้องไปลงทุนเสาะหาตำแหน่งกล่องนม  เพื่อเจาะกล่องใหม่ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา จึงจะได้ปริมาณนมเท่าเดิม  โดยถ้าไม่ทำอะไรเลย กล่องนมที่เจาะไว้นั้น จะมีนมรั่วหายไปเฉยๆ (decline) ปีละประมาณ20%     ดังนั้นการจะใช้วิธีจ้างผลิต จึงต้องมีแรงจูงใจมากพอสมควร  โดยเฉพาะหากจะให้เอกชนลงทุนเองไปก่อน  เจาะเจอนมแล้วค่อยแบ่งนมให้เป็นค่าตอบแทน  ยิ่งต้องแบ่งปริมาณนมให้จนเขาคิดว่าคุ้มเสี่ยง  แล้วยิ่งหากเป็นรายใหม่ที่ไม่เคยรู้ว่ากล่องนมนั้น ซ่อนตัวอยู่ที่ไหนบ้าง  ยิ่งเป็นเรื่องยาก

    ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาสัมปทาน  ที่รัฐยังไม่รู้ว่าแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย มีขนาดเป็นถังนม หรือกล่องนม แล้วซ่อนตัวอยู่ที่ไหนบ้าง  รัฐใช้ระบบที่เรียกว่า สัมปทานไทยแลนด์1 คือ เอกชนลงทุนหาปิโตรเลียมเจอ รัฐขอเก็บค่าภาคหลวงในอัตรา12.5%  เมื่อผู้รับสัมปทานผลิตปิโตรเลียมแล้วขายได้เงินมา หักค่าใช้จ่ายออกไป เหลือกำไรเท่าไหร่ รัฐขอแบ่งอีก 50%  โดยที่รัฐไม่ต้องมาเสี่ยงด้วย    ระบบสัมปทานมีการปรับปรุงจนกลายมาเป็นระบบสัมปทาน ไทยแลนด์3 เพื่อให้ผู้รับสัมปทานมีแรงจูงใจที่จะเสาะหาปิโตรเลียม ที่มีอยู่ใต้ดินลึกลงไปให้ได้มากที่สุด  เพราะความต้องการใช้ปิโตรเลียมของคนในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  คือหากเจอแหล่งขนาดเล็กมาก รัฐขอเก็บค่าภาคหลวง 5% แต่ถ้าเจอแหล่งขนาดใหญ่ รัฐเพิ่มอัตราการจัดเก็บเป็น15%  แล้วขอเก็บภาษีเงินได้อีก50% เท่าเดิม  ระบบใหม่นี้ รัฐก็ไม่เข้าไปร่วมรับความเสี่ยงด้วย  

    แหล่งก๊าซเอราวัณและบงกช บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกยืนยันแล้วว่า หลังจากที่สัมปทานหมดอายุ จะยังมีปริมาณสำรองทั้งที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserves) และปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ(Probable Reserves) อยู่ที่ประมาณ6 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  แต่จะต้องใช้จำนวนหลุมเพิ่มมากขึ้น และเจาะสำรวจยากขึ้น เพราะอยู่ลึกมากกว่าเดิม ต้นทุนการเจาะสำรวจและผลิตต่อหลุมจึงสูงขึ้นกว่าเดิม  โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับต่ำ  การที่รัฐจะเรียกร้องผลประโยชน์ให้สูงกว่าเดิมยิ่งเป็นเรื่องยาก  ซึ่งรัฐต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ

    ในประเด็นของการเปิดประมูล รัฐก็ต้องสร้างความเข้าใจให้ตรงกันด้วยว่า  การประมูลแหล่งปิโตรเลียม นั้นแตกต่างจากการประมูลระบบโทรคมนาคม4G แม้ว่ารัฐจะเลือกใช้ระบบสัมปทานแบบเดียวกัน  โดยการประมูลปิโตรเลียม  นั้นต้องชัดเจนว่ารัฐต้องการหาเอกชนที่มีความพร้อมทั้งเงินลงทุนและเทคโนโลยี มีความเชี่ยวชาญที่จะนำปิโตรเลียมที่มีอยู่ขึ้นมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด   เพราะนอกจากจะช่วยทดแทนการนำเข้าLNG จากต่างประเทศแล้ว  ก๊าซจากอ่าวไทยมีคุณสมบัติสำคัญที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานภายในประเทศ  ที่LNG ไม่มี   และการผลิตก๊าซในประเทศนั้น รัฐจะได้รับประโยชน์ ในรูปค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม  ในขณะที่การนำเข้าLNG เป็การสูญเสียเงินตราต่างประเทศออกไปทั้งหมด    เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลประโยชน์ในรูปตัวเงินที่เอกชนเสนอให้กับรัฐ ถึงแม้จะสูง แต่ถ้าไม่มีแผนงานที่ดีว่าจะนำปิโตรเลียมที่มีอยู่ขึ้นมาให้เกิดความต่อเนื่องได้อย่างไร  ก็สู้เอกชนที่เสนอแผนงานที่ดีให้กับรัฐไม่ได้   โดยเฉพาะการประมูลปิโตรเลียมหากเกิดกรณี ชนะประมูลแล้วทิ้งในอนุญาต เหมือนกรณีของโทรคมนาคม แล้ว จะยิ่งสร้างความเสียหายกว่ามาก    และอีกประเด็นที่ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจร่วมกันคือ  การที่ผู้ชนะประมูล เป็นผู้รับสัมปทานรายเดิม ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี ต่อประเทศ เพราะจะยิ่งทำให้การผลิตปิโตรเลียมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  เป็นประโยชน์ในภาครวม   เพราะความต่อเนื่องในการผลิตถือเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้

    ปัจจุบันแหล่งเอราวัณและบงกช ผลิตก๊าซรวมกันอยู่ปริมาณ2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันคิดเป็นร้อยละ76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งมีการประเมินถึงผลกระทบแล้วว่า  หากรัฐไม่สามารถที่จะดำเนินการประมูลให้แล้วเสร็จภายในกลางปี2560 ตามที่กพช.มีมติ  ผู้รับสัมปทานรายเดิมทั้งเชฟรอน และปตท.สผ. จะค่อยๆทะยอยลดกำลังการผลิตก๊าซลง  ซึ่งคาดว่าก๊าซจะหายไปจากระบบช่วงปี2561-2565 ประมาณ1.9ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  และในกรณีที่ผู้ชนะการประมูลเป็นรายใหม่  การผลิตก๊าซจะหยุดชะงักช่วงรอยต่อระหว่างการผลิตระหว่างผู้รับสัมปทานเดิมกับรายใหม่  จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบช่วงปี2561-2568 มากถึง3ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต   

    ยังมีประเด็นที่มีการโต้แย้งว่าราคา LNG  ปัจจุบันนั้นถูกกว่าราคาก๊าซในอ่าวไทย ดังนั้นการนำเข้าLNG  เข้ามาไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น  นั้นเป็นข้อเท็จจริงเพียงส่วนเดียว  เพราะราคาที่นำมาอ้างอิงนั้นเป็น ราคาspot  ที่มีปริมาณจำกัด การที่ไทยจะต้องนำเข้า LNG เข้ามาทดแทน ก๊าซที่จะหายไปจากระบบ จะมีมากถึง40ล้านตัน ในช่วง8ปี ไม่สามารถที่จะซื้อในราคาspot ตามราคาปัจจุบันได้ทั้งหมด และไม่มีใครรู้ว่า ในปี2561 ราคาจะขยับขึ้นลงอย่างไร   โดยหากเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยย้อนหลังไป5ปี จะเห็นว่าราคาLNG นำเข้านั้นแพงกว่า ราคาก๊าซในอ่าวไทย อย่างชัดเจน

    พลเอกประยุทธ์ กล่าวย้ำในรายการว่ารัฐบาลมีระยะเวลาประมาณ1ปี ที่จะดำเนินการเรื่องของเอราวัณและบงกช เพื่อให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมได้รับทราบล่วงหน้า และวางแผนได้ว่าจะลงทุนต่อหรือจะชะลอลงทุน  จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเดินหน้า และนำข้อเท็จจริงในแง่มุมต่างๆ มาเปิดเผยให้มากที่สุด   โดยรัฐบาลไม่ควรทำให้เรื่องพลังงานกลายเป็นประเด็นการเมือง  เพราะหากกรณีของเอราวัณ และบงกช  เดินซ้ำรอยสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 ทีทำให้รัฐบาลถอยจนเกิดความล่าช้า  ผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ก็จะยิ่งขยายวงไปมากยิ่งกว่า

     โจทย์ของเอราวัณและ บงกช สำหรับรัฐบาลต้องตั้งหลักด้วยข้อเท็จจริง จึงจะยืนอยู่ได้โดยไม่ล้มคะมำไปกับกระแสกดดัน-ของฝั่งคปพ.  -Energy News Center