บทความทั้งหมด

Date : 08 / 08 / 2016

  • Date : 08 / 08 / 2016
    เที่ยวเกาะสมุย ลุยสะสมแต้มอนุรักษ์พลังงานแลกส่วนลด

    กระทรวงพลังงาน ร่วมกับ สำนักงานพลังงานจังหวัดสุราษฏร์ธานี โดยการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จัดทำ “โครงการศึกษาการพัฒนาเกาะสมุยสู่เมืองคาร์บอนต่ำ โดยโปรแกรมสะสมแต้มจากการใช้สินค้าและบริการทางด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” หรือ “Eco – Point Program” 

    โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการนำร่องเพื่อผลักดันให้เกาะสมุยเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนในเกาะสมุยเกิดจิตสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและมีส่วนช่วยพัฒนาเกาะสมุยสู่เมืองคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม และให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการ ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

      ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า Samui Eco-Point Program เป็นโครงการนำร่องเฟสแรก จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาแอพลิเคชั่น พัฒนาระบบสะสมแต้ม เพื่อดูผลตอบรับจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการ  ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม และใช้สิทธิ์ได้ถึงวันที่ 9 กันยายน 2559 โดยโปรแกรมนี้ลูกค้าจะได้รับแต้มสะสมเมื่อมีการใช้สินค้าและบริการทางด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปแลกเป็นส่วนลดในสินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่เกาะสมุย ครอบคลุม 7 โรงแรม 13 ร้านค้า/ร้านอาหาร 1ร้านเช่าจักรยาน ซึ่งทุกๆ 1 แต้ม จะสามารถนำมาใช้แลกเป็นส่วนลดได้ถึง 9 บาท

     

    โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องมีการบริหารจัดการในสถานประกอบการและการผลิตสินค้าที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การบริหารจัดการการใช้พลังงานในห้องพักโรงแรม, การใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน, ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น, การเดินทางด้วยจักรยาน เป็นต้น โดยทุกๆ 1 แต้มที่ได้รับจะเท่ากับการประหยัดพลังงานที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 กิโลกรัม ซึ่งทางโครงการได้ตั้งเป้าหมายไว้ 10,000 คะแนน ในระยะเวลา 6 สัปดาห์ นั่นหมายความว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 10,000 กิโลกรัม หรือ 10 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

     

    โครงการนี้ ได้นำแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “Samui Eco – Point” เข้ามาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นนี้ไปติดตั้งบนเครื่อง Smart Phoneหรือ Tablet ซึ่งใช้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และระบบปฏิบัติการ Android โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการใช้ในการบันทึกแต้ม ค้นหาโรงแรม ร้านค้าและการบริการที่เข้าร่วมโครงการ, โปรโมชั่นและส่วนลดต่างๆ นอกจากนี้ยังมี Leader board เพื่อเป็นสถิติว่าใครคือผู้ที่มีส่วนร่วมสูงสุดในการลดการใช้พลังงานและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดระยะเวลาการจัดแคมเปญ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมทั้งหมด 21 แห่ง ประกอบด้วย โรงแรม 7 แห่ง ร้านอาหาร9 แห่ง ร้านกาแฟ 2 แห่ง ร้านค้า OTOP 2 แห่ง และร้านเช่าจักรยาน 1 แห่ง อาทิ โรงแรมบัญดารา รีสอร์ท แอนด์ สปา, โรงแรมเฉวง การ์เด้น บีช รีสอร์ท, โรงแรมซิกส์เซ้นส์ สมุย, โรงแรมอิมพีเรียลเรือแบะล้านสมุย, ร้านอาหารเดอะเพจ, ร้านอาหารจันทร์หอมซีฟู้ด, ร้านอาหารสะเบียงเล,ร้านกาแฟ Coffee @Home, ร้านกาแฟ THINK & Retro Café, Samui E-Bikes, กลุ่มผลิตภัณฑ์กะลาและไม้มะพร้าว บ้านสระเกศ ตำบลตลิ่งงาม และกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนร้านสมุยเรนอง เป็นต้น  ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำแต้มจากโรงแรมและร้านค้าที่เข้าร่วมมาเป็นส่วนลดในการใช้บริการ เช่น สะสมครบ 10 แต้ม รับส่วนลดที่พัก 10% หรือ สะสมครบ 5 แต้ม รับฟรีกาแฟจากร้านค้าที่เข้าร่วมบริการ เป็นต้น

     

    โครงการ Samui Eco – Point จะเป็นลักษณะของการสะสมแต้มเมื่อลูกค้ามีการซื้อสินค้าและบริการทางด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลักษณะคล้ายการสะสมแต้มจากบัตรเครดิต หรือการสะสมแต้มจากการเป็นสมาชิกของห้างซูปเปอร์สโตร์ โดยมีผลตอบแทนในรูปแบบของการสะสมแต้มจากการใช้สินค้าและบริการนั้นๆ จากแต้มที่สะสมได้จะมีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินสดที่สามารถนำไปแลกซื้อสินค้าและบริการอื่นๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการนำร่องของสมุย ที่จะเป็นตัวช่วยในการพัฒนาสมุยสู่เมืองคาร์บอนต่ำ มีเป้าหมายในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน ในรูปแบบEco Lifestyle และหากเฟสแรกประสบความสำเร็จ   การดำเนินการในเฟสที่ 2ก็จะขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น” ดร.ทวารัฐ กล่าวเพิ่มเติม

     

     

Date : 27 / 07 / 2016

  • Date : 27 / 07 / 2016
    เวียดนามชูนโยบายเปิดกว้างด้านพลังงาน รองรับการย้ายฐานลงทุนจากต่างประเทศ

    เวียดนามชูนโยบายเปิดกว้างด้านพลังงาน รองรับการย้ายฐานลงทุนจากต่างประเทศ

    ด้วยประชากรที่มีมากกว่า93ล้านคน และนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม เปิดประตูรับการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้เวียดนาม กลายเป็นประเทศที่น่าจับตามากที่สุดในอาเซียน ภายใต้กรอบความร่วมมือการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

    คณะของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย( Confederation of Thai Journalists) ซึ่งนำโดยนายเทพชัย หย่อง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งเดินทางไปกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดยเป็นแขกของทางสมาพันธ์นักข่าวของเวียดนาม เพื่อกระชับความร่วมมือในการทำงานด้านสื่อสื่อสารมวลชนของทั้งสองประเทศ และมีโอกาสได้เข้าพบ กับนายมานพชัย วงศ์ภักดี เอกอัครราชทูตไทย ประจำ กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2559  ซึ่งในการนี้ ทางคณะได้มีการสอบถามถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวียดนาม กลายเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศไทย ที่เริ่มย้ายฐานการลงทุนเข้ามาที่เวียดนามมากขึ้น

        

    นายมานพชัย กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่เวียดนาม กลายเป็นที่สนใจของนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ในระยะหลังมานี้ เพราะการเมืองที่มีเสถียรภาพ มีการดำเนินนโยบายการค้าการลงทุนแบบเสรีนิยมที่ต่อเนื่องและเปิดกว้างสำหรับนักลงทุน  อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำไม่ได้มีผลต่อการดำเนินนโยบาย   มีปัจจัยการผลิตที่เกื้อหนุน ทั้งประชากรในวัยแรงงาน ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี มากกว่า 50% ของประชากรทั้งหมด 93 ล้านคน  และยังมีค่าแรงที่ต่ำ  มีพื้นที่ที่สามารถจะสร้างท่าเรือน้ำลึกรองรับการค้าตลอดชายฝั่งทะเลยาวกว่า 1,000 กิโลเมตร ไม่กระจุกตัวเหมือนที่ประเทศไทย  รวมทั้งการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีกำลังซื้อ  อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดอ่อนเรื่องของราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่ค่อนข้างสูง เพราะเวียดนามทีประชากรจำนวนมาก แต่มีขนาดพื้นที่เพียง 1 ใน 3 ของไทย

    กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับเวียดนามมากและเข้ามาฝังตัวก่อนประเทศอื่นคือ เกาหลี ส่วนนักลงทุนจากประเทศไทยก็มีกลุ่มที่เข้ามาลงทุนกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งระยะแรกอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎระเบียบ วัฒนธรรม พฤติกรรมการบริโภคของคนในเวียดนาม แต่ระยะหลังมานี้  นักลงทุนไทยเริ่มประสบความสำเร็จและมีการย้ายฐานการลงทุนเข้ามามากขึ้น  ปีนี้ การลงทุนของนักลงทุนจากประเทศไทยมากกว่านักลงทุนต่างประเทศอื่นๆ คือคาดว่าจะมีประมาณ 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ  ในขณะที่ปี 2560 คาดว่าจะเกินกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ  ซึ่งมากกว่าอินโดนีเซีย ที่มีการลงทุนจากนักลงทุนไทย ยังไม่ถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

    นายมานพชัย  กล่าวว่า  นโยบายด้านเศรษฐกิจและการลงทุนที่เปิดกว้างรับนักลงทุนจากต่างชาติ ทำให้เวียดนาม ดำเนินนโยบายทางด้านพลังงานที่เปิดกว้างเช่นเดียวกัน เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าของเวียดนาม เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี โดยเปิดรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าทุกประเภทเชื้อเพลิง ทั้งถ่านหิน ที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเข้ามาลงทุน   พลังงานทดแทนอย่าง         โซลาร์เซลล์ รวมทั้งพลังงานนิวเคลียร์ ที่เวียดนามยังคงจะเดินหน้าก่อสร้างจำนวน 2 โรง ที่ภาคเหนือ 1 โรงและภาคใต้ 1 โรง  ซึ่งต้นทุนค่าพลังงานของเวียดนามในปัจจุบันนั้น สามารถที่จะแข่งขันได้กับประเทศอื่นๆในอาเซียน รวมทั้งไทย

    เขากล่าวว่า ความน่าสนใจอีกประการของเวียดนามคือนโยบายการพัฒนาบุคลากรคนรุ่นใหม่ ที่มีความรอบรู้ มีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น โดยเปิดกว้างให้ประชาชนของเขา เข้าถึงอินเตอร์เน็ตและการสื่อสารสมัยใหม่ รวมทั้งการออกไปทำงานในต่างประเทศ  ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่ของเวียดนาม ไปทำงานที่กรุงเทพมากขึ้น และได้เงินเดือนในระดับสูงระดับหลักแสนบาทต่อเดือน  ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ภายใน 10 ปีข้างหน้า ธุรกิจของเวียดนามจะเข้มแข็งมากขึ้น เราจะได้เห็นนักลงทุนจากเวียดนามเข้าไปลงทุนในไทยหรือในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเช่น กลุ่มเวียดเจ็ท ที่ทำธุรกิจด้านการบิน กลุ่มซันกรุ๊ป รวมทั้งการจับมือกับบริษัทของไทยในการออกไปลงทุนทำธุรกิจในประเทศที่มีศักยภาพ เช่น ปิโตรเวียดนาม จับมือเป็นพันธมิตรกับปตท.สผ. ไปลงทุนด้านปิโตรเลียมที่แอลจีเรีย เป็นต้น

    ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ก็กระชับแน่นแฟ้นมากขึ้น โดยในวันที่ 28 ก.ค. 2559 นี้ ก็จะมีพิธีเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 40 ปี ที่กรุง ฮานอย

     

Date : 08 / 07 / 2016

  • Date : 08 / 07 / 2016
    ยะลาโมเดล เปลี่ยนขี้วัววากิวเป็นไบโอแก๊ส ปั่นไฟฟ้าใช้เอง

    ชีวิตในวัยหลังเกษียณ ของดร.รุ่ง แก้วแดง อดีตข้าราชการระดับสูงและรัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ยุครัฐบาลทักษิณ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสุขแก้ว-แก้วแดง ยังคงดูกระฉับกระเฉงและขะมักเขม้น กับงานของมูลนิธิที่กำลังจะยกระดับเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานทดแทนให้กับคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้  ให้มาศึกษาต่อยอดและนำไปปฏิบัติสร้างงานสร้างอาชีพของตนเอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

    กองบรรณาธิการเว็บไซต์Energy News Center  มีโอกาสติดตามคณะของดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)  เพื่อมาเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการของมูลนิธิที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งโครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลวัวเพื่อผลิตไฟฟ้า และโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม เมื่อวันที่3ก.ค.2559 ที่ผ่านมา

    มูลนิธิสุขแก้ว-แก้วแดง ตั้งอยู่ที่39/3 หมู่ที่2 ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ด้วยหวังเป็นองค์กรการกุศลสาธารณะ เพื่อเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนใต้ ให้คนไทยและมุสลิมได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีงานและมีอาชีพที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

    ดร.รุ่ง เล่าให้คณะของสนพ.ฟังว่า เดิมทางมูลนิธิได้ทำโครงการเลี้ยงแพะเชิงพาณิชย์ เพื่อเป็นต้นแบบในการสร้างอาชีพให้กับคนในพื้นที่ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะแพะไม่ชอบสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของที่นี่  จึงเปลี่ยนมาเป็นการเลี้ยงวัว ซึ่งความคิดในตอนนั้น เห็นว่าจะต้องเป็นวัวที่มีสายพันธุ์ที่แตกต่างจากพันธุ์พื้นเมืองที่ชาวบ้านเลี้ยงอยู่แล้ว พอดีรู้จักกับ รศ.ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร และหัวหน้าศูนย์วิจัยเทคโนโลยีตัวอ่อนและเซลล์ตั้งต้น ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ซึ่งเป็นมือหนึ่งด้านปรับปรุงพันธุ์วัววากิวของประเทศ  และทำสำเร็จแล้วที่จังหวัดสุรินทร์   จึงติดต่อขอซื้อน้ำเชื้อวัวมาทดลองผสมเทียมดู  คิดว่าถ้าทดลองเลี้ยงที่ยะลาสำเร็จ  ชาวบ้านจะสนใจ เนื่องจากเนื้อวัววากิว นั้นนุ่ม อร่อย มีราคาแพงกว่าเนื้อวัวทั่วไป   และเรามีตลาดรับซื้อที่ชัดเจนอยู่ที่ภูเก็ตและเกาะสมุย

    เราเริ่มต้นด้วยวัว6 ตัวเพื่อทดลองผสมเทียมดู จนปัจจุบันมูลนิธิมีวัวอยู่8 สายพันธุ์รวม150ตัว  ซึ่งเท่าที่เลี้ยงมายังไม่มีลูกวัวเกิดที่นี่แล้วตาย ก็แสดงว่า จังหวัดยะลา เป็นพื้นที่ ที่สามารถเลี้ยงวัววากิว ของญี่ปุ่น ได้เป็นอย่างดีเหมือนกับที่จังหวัดสุรินทร์

    การเลี้ยงวัววากิวแบบยืนโรงใช้พื้นที่ไม่มาก สิ่งที่ได้ทุกวันคือขี้วัว ซึ่งมีเยอะมาก จึงมีแนวคิดที่จะนำขี้วัวมาทำเป็นก๊าซชีวภาพหรือไบโอแก๊ส จึงเข้าร่วมในโครงการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชุมชน(Community ESCO Fund) ซึ่งเมื่อได้รับอนุมัติเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 60%ของมูลค่าโครงการ ประมาณ1.5ล้านบาท ก็ลงมือทำการก่อสร้างระบบผลิตก๊าซชีวภาพขนาด400ล้านลูกบาศก์เมตร  โดยมีทางศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้บริหารโครงการให้ 

    ปัจจุบันเราใช้ขี้วัวเพียงครึ่งเดียว ในบ่อหมักก๊าซชีวภาพ ก็ผลิตก๊าซได้เต็มความจุ  โดยก๊าซที่ได้นำมาใช้ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต18 กิโลวัตต์ ผลิตเป็นไฟฟ้าใช้ในมูลนิธิ   ไฟฟ้าส่วนหนึ่งนำไปใช้ในเครื่องสูบน้ำ เพื่อรดต้นปาล์มน้ำมันที่ปลูกเอาไว้บนพื้นที่200ไร่  

    นอกเหนือจากโครงการนำขี้วัวมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพและไฟฟ้าแล้ว  มูลนิธิยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณ70%ของมูลค่า หรือประมาณ370,000บาท จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม เนื่องจากบริเวณที่ตั้งมูลนิธินั้นมีกระแสลมที่พัดผ่าน2 กระแสคือลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในเดือนพ.ค. และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดเป็นประจำสม่ำเสมอ  จึงสามารถติดตั้งกังหันลมขนาดเล็ก กำลังการผลิต200 วัตต์  จำนวน10 ชุด และระบบแบตเตอรี่ เพื่อกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ได้

     “ โครงการของมูลนิธิเรานำระบบการบริหารจัดการแบบ Zero Waste มาใช้ เพื่อให้พึ่งพาตนเอง ได้มากที่สุด  เราเริ่มต้นจากการเลี้ยงวัววากิว อาหารวัวส่วนใหญ่ก็มาจากขี้เค้กปาล์มน้ำมันที่ปลูกเอาไว้ในมูลนิธิ   ขี้วัวที่ได้ส่วนหนึ่งนำไปใช้ในบ่อหมักทำก๊าซชีวภาพ ส่วนหนึ่งเอาไปทำเป็นปุ๋ยเพื่อใส่บำรุงต้นปาล์ม  ก๊าซชีวภาพก็นำไปผลิตเป็นไฟฟ้า ใช้ในกิจกรรมต่างๆภายในมูลนิธิ  ส่วนไฟฟ้าจากพลังงานลม ก็ใช้ให้แสงสว่างในคอกวัว และสูบน้ำเพื่อให้วัวได้กินและชำระล้างคอก  ซึ่งทั้งสองโครงการที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทนที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน นั้นมีส่วนช่วยให้มูลนิธิประหยัดค่าไฟฟ้าลงได้เกือบทั้งหมดจะมีค่าใช้จ่ายไฟฟ้าเฉพาะที่รักษาระบบสายส่งและมิเตอร์ของการไฟฟ้าไว้เท่านั้น  เราหวังที่จะให้มูลนิธิเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานสำหรับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่3จังหวัดชายแดนใต้ ” ดร.รุ่ง กล่าว

     ด้าน ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะมาเยี่ยมชมและติดตามผลการดำเนินงานของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน   ว่าเงินที่สนับสนุนลงไปนั้นสามารถที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์  ซึ่งทั้งโครงการส่งเสริมพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ทั้งส่วนของก๊าซชีวภาพ และพลังงานลม ของมูลนิธิสุขแก้ว –แก้วแดง นั้นค่อนข้างที่จะตอบโจทย์ ที่กองทุนตั้งเอาไว้ ได้เป็นอย่างดี  โดยสิ่งที่อยากจะเห็นต่อไปคือการนำเรื่องของพลังงานทดแทนไปต่อยอดสู่การพัฒนามิติอื่นๆ  เพื่อขยายผลความสำเร็จของโครงการ ไปสู่พื้นที่อื่นๆ 

     

     

      

Date : 05 / 07 / 2016

  • Date : 05 / 07 / 2016
    ฝ่าด่านคปพ.ด้วยข้อเท็จจริงทางพลังงาน

    ท่ามกลางกระแสการเคลื่อนไหวกดดันด้วยการนำเรื่องพลังงานไปปนอยู่กับเรื่องการเมืองว่าด้วยการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะนี้ รัฐบาลต้องตั้งหลักให้ดีและแยกแยะให้ออกว่าการเดินเกมล่ารายชื่อของกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.)และการยื่นรวมกลุ่มมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของกลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ(คปป.)  ซึ่งเคลื่อนไหวสอดประสานกันนั้น เป็นเรื่องการเมือง  ไม่ใช่เรื่องพลังงาน

    ต้องแยกแยะให้ออกด้วยว่า  ข้าราชการกระทรวงพลังงาน และคปพ. ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกัน  และต่างมีข้อเสนอเรื่องพลังงาน ที่ว่าด้วยแนวทางการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ และมีร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ทั้ง2ฉบับ

    ต้องรู้ด้วยว่า การตัดสินใจของรัฐบาลที่จะเดินหน้าไปในทิศทางใด จะต้องอยู่บนหลักการของข้อมูลข้อเท็จจริง  ไม่ใช่ตามแรงกดดันทางการเมือง

    และต้องรู้ด้วยว่า ทั้งคปพ.และ คปป. นั้นเป็นประชาชนกลุ่มหนึ่งที่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นตามความคิดความเชื่อของพวกเขา  ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้ข้อเท็จจริงของผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น  จากภาครัฐ  ที่มีอำนาจตามกฏหมายในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อดูแลปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม ดังนั้นสิ่งที่รัฐจะต้องดำเนินการ ก็คือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนในเรื่องของการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุทั้ง2แหล่งซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศ คือแหล่งเอราวัณ และบงกช

    โดยหากไม่เลือกข้อเสนอของคปพ.  ที่เคลื่อนไหวกดดันให้มีการถอนร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ทั้ง2ฉบับ ออกจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และการเสนอให้มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ รวมทั้งการใช้รูบแบบจ้างผลิต ในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุสัมปทาน   รัฐก็ควรบอกเหตุผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ รับรู้อย่างชัดเจนว่าการถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับ.ออกจากสนช. นั้นจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างไร   ,การจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ มีข้อเสียมากกว่าข้อดีอย่างไร และระบบจ้างผลิตนั้น เลวร้ายกว่าระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างไร เพราะไม่เช่นนั้นประชาชนก็จะยังมีความสับสนไม่รู้จะเชื่อข้อมูลฝ่ายไหนดี

    อย่างไรก็ตามเหมือนว่ารัฐบาลจะเริ่มรับรู้สัญญาณอันนี้แล้ว  เพราะล่าสุด อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี  ก็ออกมาชี้แจงกับสื่อมวลชน ด้วยหวังจะให้ช่วยส่งผ่านข้อมูลไปถึงประชาชน ถึงกรอบและขั้นตอนการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ว่าขณะนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ อยู่ระหว่างการยกร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับ และประกาศอีก 1 ฉบับ ซึ่งต้องสอดคล้องกับพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. ...และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา พระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ โดยหากร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้ภายในเดือนตุลาคม   การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลเพื่อหาเอกชนมาบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ จะเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2559  และหาก กพช. เห็นชอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเรียบร้อยแล้ว   คาดว่าจะสามารถออกประกาศเชิญชวนได้ประมาณเดือนมีนาคม 2560 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2560

    พร้อมย้ำด้วยว่า หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน คือไม่สามารถให้สิทธิในการสำรวจและผลิต ได้ภายในปี 2560ก็ จะส่งผลให้อัตราการผลิตก๊าซลดลงในช่วงปี 2561 เป็นต้นไป  ทั้งนี้ หากรอให้สัมปทานสิ้นสุดในปี 2565-2566 แล้วจึงเริ่มการลงทุนเพื่อพัฒนาใหม่ คาดว่าการผลิตจะกลับมาอยู่ที่ระดับการผลิตเดิมได้เร็วที่สุดในปี 2568   โดย จากการประมาณการผลกระทบเบื้องต้น คาดว่าหากการผลิตไม่ต่อเนื่องในระหว่างปี พ.ศ. 2561-2568 ประเทศจำเป็นต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น 40 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 600,000ล้านบาท  (ที่ LNG 8 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู) เพื่อทดแทนก๊าซส่วนที่หายไปประมาณ 3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  นอกจากนี้ ยังต้องนำเข้า LPG และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คิดเป็นมูลค่ากว่า 180,000 ล้านบาท และทำให้รายได้รัฐจากการผลิตปิโตรเลียมหายไปเกือบ 350,000 ล้านบาท

    ส่วนประเด็นที่มีข้อเสนอให้นำ มาตรา 44  ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาใช้เพื่อบังคับให้ผู้รับสัมปทานที่ดำเนินงานแหล่งที่กำลังจะสิ้นสุดอายุให้มีการลงทุนต่อเนื่องเพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติ  ในกรณีที่ไม่สามารถจัดหาเอกชนสำรวจและผลิตได้ตามกรอบเวลาที่กำหนดนั้น  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุว่า คงเป็นไปได้ยากเพราะ บริษัทผู้รับสัมปทานต่าง จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และหากรัฐบาลดำเนินการเช่นนั้นก็จะส่งผลกระทบความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในอนาคต

    วิเคราะห์ต่อประเด็นที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติออกมาระบุอย่างเป็นทางการ  ก็เห็นชัดว่า รัฐบาลไม่สามารถที่จะดำเนินการตามข้อเสนอของทั้ง คปพ.และคปป. ที่จะให้ถอนร่างแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียม ทั้ง2ฉบับ ออกจากสนช.ได้ เพราะจะยิ่งทำให้กระบวนการประมูลที่ต้องอ้างอิงกับร่างกฏหมายที่จะแก้ไขใหม่นั้น มีความล่าช้า  อันจะส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างที่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุ

    ยังเหลือประเด็นเรื่องของการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ  และระบบจ้างผลิต  ที่ประชาชนส่วนใหญ่รอการชี้แจงจากฝั่งของรัฐ อย่างเป็นทางการว่าจะมีผลเสีย หรือผลกระทบอย่างไร  ซึ่งหากรัฐมีเหตุผลที่ชัดเจน มานำเสนอหักล้างเหตุผลของฝั่งคปพ.ได้  ก็ไม่ต้องกังวลกับเกมการเมืองที่เคลื่อนไหวกดดันอยู่ในขณะนี้

    รัฐบาลต้องเชื่อมั่นว่าข้อมูลและข้อเท็จจริงเท่านั้นที่จะเอาชนะใจประชาชนได้ ไม่ใช่วาทกรรมพลังงาน ที่ผลิตมาเพื่อหวังผลคะแนนนิยมระยะสั้นเท่านั้น  โลกออนไลน์จะช่วยเอาข้อมูลน้ำดีไปไล่ข้อมูลน้ำเสียเอง เมื่อนั้นคนที่ใช้ข้อมูลบิดเบือนพลังงาน จนเป็นกิจวัตรนิสัย  ก็จะแพ้ภัยตัวเองในที่สุด  -Energy News Center