บทความทั้งหมด

Date : 20 / 03 / 2016

  • Date : 20 / 03 / 2016
    บทสรุปส่งคืนท่อก๊าซ"ธีระชัย"ยอมรับปตท.ไม่ได้รายงานเท็จต่อศาล

    ในที่สุดกรณีความเห็นต่างเรื่องของการส่งคืนท่อก๊าซในทะเล ของปตท. ระหว่างนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และปตท.ก็ได้ข้อสรุปที่ตรงกัน เมื่อ17 มีนาคม 2559 เมื่อ นายธีระชัยฯ ออกมาโพสต์เฟซบุคยอมรับว่า ปตท. มิได้รายงานข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จต่อศาล  ซึ่งก็น่าจะทำให้แฟนเพจและประชาชนทั่วไปที่มีโอกาสได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการส่งคืนท่อก๊าซจากเพจของนายธีระชัยที่คลาดเคลื่อนไปจากความจริงก่อนหน้านี้นั้นมีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน

    เกี่ยวกับเรื่องของการส่งคืนท่อก๊าซในทะเลของปตท.ว่าครบถ้วนถูกต้องตามคำสั่งของศาลหรือไม่? ที่กลายเป็นข้อวิพากษ์ในสังคม โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ ก็เพราะมีความพยายามที่จะทำให้เกิดความสับสนขึ้น จากฝั่งภาคประชาชนกลุ่มทวงคืนท่อก๊าซ และนายธีระชัย ก็เป็นหนึ่งในแกนนำที่แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุค"Thirachai Phuvanatnaranubala"ซึ่งมีส่วนในการขยายประเด็นความสับสนออกไปในวงกว้าง  จนทำให้เมื่อวันที่11 ธันวาคม 2557 ปตท.ในฐานะผู้เสียหาย ได้ยื่นฟ้องนายธีระชัย เป็นคดีอาญา ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ด้วยความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

    เพื่อให้เข้าใจประเด็นง่ายขึ้น สามารถลำดับเหตุการณ์ให้เห็น นับตั้งแต่วันที่มีการโพสต์ข้อความจนทำให้เกิดเป็นคดีความระหว่างกัน และจบด้วยข้อสรุปที่ นายธีระชัย ออกมาโพสต์ข้อความยอมรับว่าปตท.ในฐานะโจทก์ ไม่ได้รายงานเท็จต่อศาลและสามารถทำให้คดีความเป็นที่ไกล่เกลี่ยกันได้ ในที่สุดดังนี้

      

    สรุปมูลเหตุคดีท่อก๊าซ ระหว่าง ปตท. กับ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ตั้งแต่ 23 กันยายน 2557 ถึง 17 มีนาคม 2559
     
    23 กันยายน 2557 – 23 พฤศจิกายน 2557
    นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จในเฟซบุคของ กรณี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชนดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำพิพากษายังไม่ครบถ้วน และรายงานข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จต่อศาล
     
    11 ธันวาคม 2557
    ปตท. ยื่นฟ้องนายธีระชัย เป็นคดีอาญา ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ด้วยความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
     
    13 มีนาคม 2558
    ศาลนัดไกล่เกลี่ย นายธีระชัย แจ้งความประสงค์ไม่ขอไกล่เกลี่ย
     
    23 มีนาคม 2558 ถึง 1 ธันวาคม 2558
    ในกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง ปตท. นำพยานเข้าเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจนครบถ้วน ศาลนัดไกล่เกลี่ยอีกครั้ง วันที่ 17 มีนาคม 2559 หากไกล่เกลี่ยไม่ได้จะนัดฟังคำสั่งต่อไป
     
    17 มีนาคม 2559
    คู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ นายธีระชัย โพสต์เฟซบุคยอมรับ ปตท. มิได้รายงานข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จต่อศาล

     

    เมื่ออ่านลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดเกี่ยวกับคดีความระหว่าง ปตท.กับนายธีระชัย แล้ว สังคมก็น่าจะได้รับทราบลำดับเหตุการณ์ของการส่งมอบคืนท่อก๊าซของปตท.ที่ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาว่าปตท.ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว ตั้งแต่ปี2551ด้วย เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นดังนี้

    วันที่ 14 ธันวาคม 2550

    ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาขอให้ ปตท. ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดิน เพื่อแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐและของ บมจ.ปตท. คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 ระบุให้ ปตท.ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินที่ได้มาจาก 1) การใช้อำนาจมหาชนของรัฐ  2) การรอนสิทธิเหนือที่ดินของเอกชน และ 3) การใช้เงินลงทุนของรัฐ

     โดยศาลปกครอง มอบหมายให้ กระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษ์ กระทรวงมหาดไทยโดย กรมที่ดิน ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องและให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบรับรองความถูกต้อง ต่อมาได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบและกำหนดแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการรับโอนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมฯ ขึ้น

    วันที่ 22 ธันวาคม 2551

    กรมธนารักษ์ได้มีหนังสือแจ้งมายัง ปตท. ว่า ปตท. ได้ดำเนินการแบ่งแยกและส่งมอบทรัพย์สินต่างๆ ให้แก่กระทรวงการคลัง ตามคำพิพากษาศาลปกครอง เสร็จสิ้นครบถ้วนแล้วและขอให้รายงานศาลปกครองสูงสุดเพื่อทราบต่อไป

    วันที่ 26 ธันวาคม 2551

      ศาลปกครองสูงสุด ได้บันทึกในคำร้องรายงานสรุปของ ปตท. ว่า ปตท. ดำเนินการโอนทรัพย์สินทั้งหมดตามคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว  

    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552

     สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มีหนังสือถึง ปตท. และหน่วยงานอื่นๆ รวมถึง เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองว่า "การดำเนินการแบ่งแยกและส่งมอบทรัพย์สินของ บมจ.ปตท. ให้แก่กระทรวงการคลัง ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จะครบถ้วนและเป็นไปตามคำพิพากษาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่จะผู้พิจารณา ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดถือเป็นยุติ"

    วันที่ 3 มีนาคม 2552

    ศาลปกครองสูงสุด ได้ยกคำร้องที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคร้องขอให้ศาลไต่สวนการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษา และได้แนบรายงานการตรวจสอบทรัพย์สินของ สตง.ประกอบคำร้องดังกล่าวด้วย  แต่ศาลได้พิจารณาและยืนยันว่า "หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"

    วันที่ 10 สิงหาคม 2553

     กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานได้เสนอเรื่องการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาของปตท.ไปยังคณะรัฐมนตรี  และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบการดำเนินการดังกล่าวของ ปตท. แล้ว

    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2555

     ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ยื่นฟ้องว่า ปตท. คืนท่อตามคำพิพากษาไม่ครบและขอให้ศาลตัดสินให้ปตท.คืนท่อในทะเลด้วย   โดยศาลมี
    คำวินิจฉัยว่า  ศาลปกครองสูงสุดได้เคยมีคำพิพากษาว่า ปตท. ได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว

    ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ศาลปกครองได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้ถึง 3 ครั้งและก็ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่า  ปตท. ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว 

    #energynewscenter

Date : 17 / 03 / 2016

  • Date : 17 / 03 / 2016
    วัดใจสนพ.ยอมเสนอแก้มติกพช.อุ้มเอสพีพีหรือไม่

    เอสพีพีกดดันขอแก้มติกพช.วัดใจสนพ.ยอมเปลี่ยนหลักการหรือไม่29มี.ค.นี้

                แม้ว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ซึ่งมีพล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะมีมติออกมาแล้วว่าให้รับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีที่หมดสัญญาแต่ละราย ในปริมาณไม่เกิน 20% หรือประมาณ 18 เมกะวัตต์ ของปริมาณไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ 90 เมกะวัตต์ แต่สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอสพีพีที่เคลื่อนไหวในนามสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน นั้นยังไม่ถือว่าเป็นข้อยุติ เพราะยังมีความพยายามที่จะเดินสายพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขมติกพช.  เพราะเห็นว่ามติที่ออกมานั้นภาคเอกชนไม่สามารถปฏิบัติได้ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้าน้อยจนเกินไปเมื่อเทียบกับผลตอบแทนด้านการลงทุนที่จะต้องยืดอายุโรงไฟฟ้าออกไป

    โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่กำลังจะหมดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในปี 2560-2563 นั้นมีจำนวน 25 ราย คิดเป็นกำลังผลิตประมาณ 1.78 พันเมกะวัตต์ และความเห็นของทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ในฐานะหน่วยงานกำกับด้านนโยบายพลังงาน นั้นยังยืนยันที่จะให้มีการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่ปริมาณสำรองไฟฟ้ายังล้นระบบอยู่ในขณะนี้ แต่ในด้านของ สำนักงานกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.)นั้นกลับมีท่าทีที่โอนอ่อน โดยได้รับหลักการตามข้อเรียกร้องของภาคเอกขน และได้สรุปว่าจะรับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีที่หมดสัญญานี้เพิ่มราว 45 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 40-50 % ของสัญญาเดิม จะช่วยให้ค่าไฟฟ้าปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.20-3.30 บาทต่อหน่วย จากเดิมอยู่ที่ 3.80 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นที่พอใจของผู้ประกอบการ

               อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำข้อสรุปดังกล่าวเข้าหารือกับทางสนพ.เพื่อที่จะขอนำเรื่องให้ของกพช.พิจารณาแก้ไขมติ ทางผู้ประกอบการรวมทั้งทางสกพ.ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า ปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าที่ควรจะเพิ่มขึ้นมานั้น คำนวณมาจากสมมติฐานอะไร  และ สกพ.มีอำนาจหรือเหตุผลอะไรที่สรุปตัวเลขออกมาว่าจะต้องรับซื้อเพิ่มขึ้นจากมติกพช.คือจาก18เมกะวัตต์ เป็น45เมกะวัตต์ในแต่ละราย ซึ่งเมื่ออธิบายเหตุผลไม่ได้  เหตุใด สนพ.จะต้องออกมาการันตี หรือเปลี่ยนหลักการเดิมโดยไม่ทำตามมติกพช. ประเด็นที่ สนพ.ยังไม่รับไม่ต่อจาก สกพ.จึงทำให้เรื่องดังกล่าวยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้

                เมื่อเจาะลึกลงไปถึงเหตุผลที่สนพ.ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของภาคเอกชน ก็พบว่า ทางภาครัฐเองไม่มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่หมดสัญญา 25 ปี ขายไฟฟ้ากลับเข้าระบบ เนื่องจากเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของการส่งเสริมโรงไฟฟ้าเอสพีพีให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก เพราะวัตถุประสงค์เดิมนั้นต้องการให้โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่เป็นระบบโคเจนเนอเรชั่น ผลิตไอน้ำและไฟฟ้าป้อนให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก หากเหลือถึงจะรับซื้อจำหน่ายเข้าระบบได้

                แต่ระยะหลังมาการลงทุนโรงไฟฟ้าเอสพีพีส่วนใหญ่ มุ่งที่จะผลิตไฟฟ้าขายป้อนให้กับระบบเป็นหลัก เนื่องจากมีผลกำไรและผู้ซื้อที่ต่อเนื่องตลอดอายุโครงการ

                ดังนั้น การที่กพช.มีมติดังกล่าวออกมาก่อนหน้านี้ ที่จะให้รับซื้อในปริมาณไม่เกิน 20% หรือประมาณ 18 เมกะวัตต์ ของปริมาณไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ 90 เมกะวัตต์ ก็เพื่อต้องการให้โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่หมดสัญญา จัดลำดับความสำคัญใหม่ คือแทนที่จะมุ่งขายไฟฟ้าเข้าระบบให้กฟผ. ก็จะต้องมุ่งไปหาลูกค้าเพื่อผลิตไอน้ำป้อน หรือจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมเป็นลำดับแรกก่อน และหากมีไฟฟ้าเหลือจึงค่อยส่งขายเข้าระบบซึ่งก็น่าจะเป็นที่ยอมรับกันได้ทั้ง ฝ่ายรัฐ เอกชนผู้ประกอบการ และประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า

               ที่ผ่านมาในการหารือกับภาครัฐในแต่ละครั้งนั้นทางภาคเอกชนผู้ประกอบการเอสพีพีเองพยายามที่จะหยิบยกเอาประเด็นลูกค้าหรือผู้รับซื้อไฟฟ้านิคมฯมากดดัน ว่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหากโรงไฟฟ้าต้องปิดกิจการไป เศรษฐกิจโดยรวมจะเสียหาย นักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น เพราะถ้าจะให้เอกชนไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ก็จะไม่คุ้มทุนเมื่อเทียบกับการขอต่ออายุโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นการมองเฉพาะผลประโยชน์ในฝั่งของตัวเอง ในขณะที่ สนพ.ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐนั้นมองไปที่ผลประโยชน์ส่วนรวมและผลประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้า  และยืนยันด้วยว่าหากผู้ประกอบการเอสพีพีไม่รับในมติกพช. กลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมฯ ที่เคยซื้อไฟฟ้าจากผู้ประกอบการเอสพีพี ก็สามารถที่จะซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ)มากทดแทนได้ เพราะมีคุณภาพการให้บริการที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก ส่วนในเรื่องของไอน้ำก็เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการนิคมฯจะจัดหาให้กับลูกค้า

                อย่างไรก็ตาม มีข่าวระบุออกมาในวันที่ 29 มีนาคม นี้ ทางสนพ.และผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอสพีพี จะมีการนัดหารือกันอีกครั้ง ซึ่งต้องติดตามดูว่า ทางสนพ.จะยอมโอนอ่อน เหมือนกับที่ ทางสกพ.ยอมรับที่จะให้มีการแก้ไขมติกพช. มาก่อนหน้านี้แล้วหรือไม่ และจะให้เหตุผลกับประชาชนว่าอย่างไร หลังจากที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอสพีพีที่กำลังหมดอายุนั้นสามารถคืนทุนและทำกำไรไปเป็นไปจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 15 ปีแล้ว จากนโยบายส่งเสริมเอสพีพี ของรัฐในช่วงที่ผ่านมา

     

Date : 13 / 03 / 2016

  • Date : 13 / 03 / 2016
    รัฐต้องกำชับผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน
    แนวโน้มการเลิกจ้างพนักงานในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในปีนี้   ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ต้องกำชับผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด 
     
    ผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง เริ่มปรากฏผลชัดต่อธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย  โดยหลายบริษัทมีการปรับแผน ทั้งปรับลดต้นทุน  ชะลอการลงทุนในแหล่งผลิตที่มีต้นทุนสูงออกไป รวมไปถึงการปรับลดพนักงานในองค์กร   ซึ่งในกรณีหลัง เริ่มมีประเด็นร้องเรียนไปยัง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ว่าฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources ) ของบริษัทต่างชาติขนาดกลางที่ลงทุนในแหล่งผลิตน้ำมันดิบบางแหล่งในอ่าวไทย  มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ของไทย เพื่อต้องการที่จะลดค่าใช้จ่ายให้บริษัท 
     
    แหล่งข่าวในวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ออกมาระบุว่า  บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบางบริษัท  ใช้จังหวะที่ราคาน้ำมันดิบตกต่ำ ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่  เพื่อเลิกจ้างพนักงานที่ไม่อยู่ภายใต้โครงสร้างใหม่  ซึ่งเป็นเรื่องที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะต้องเข้ามาช่วยดูแล อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อให้บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่เข้ามาลงทุนในประเทศนั้นปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด  
     
    โดยสาระสำคัญของกฏหมายคุ้มครองแรงงาน พนักงานที่มีอายุงานทำงาน1ปีจะต้องได้รับเงินชดเชยจากนายจ้างเทียบเท่าเงินเดือน 3เดือน ถ้ามีอายุงาน  3ปีต้องจ่ายในอัตราเทียบเท่าเงินเดือนรวม 6เดือน   อายุงาน 6ปี จะต้องจ่ายเทียบเท่าเงินเดือนรวม 8เดือน  และอายุงาน 10ปี จะต้องจ่ายเทียบเท่าเงินเดือนรวม  10เดือน
     
    “มีกรณีที่เกิดขึ้นแล้วว่าพนักงานระดับบริหารในบริษัทสำรวจปิโตรเลียมขนาดกลางแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกเลิกจ้าง มีอายุการทำงาน 1ปี5เดือน และควรจะได้รับเงินชดเชย เทียบเท่าเงินเดือน3เดือนตามกฏหมาย แต่ฝ่ายHR ของบริษัทแห่งนั้น พยายามที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชย  จนผู้บริหารคนดังกล่าว ต้องไปร้องเรียนกับพนักงานตรวจแรงงาน ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน  สุดท้ายจึงมีการเจรจาต่อรองกันโดยบริษัทยอมจ่ายเงินชดเชย 2.5เดือน   กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของฝ่ายHR ว่าไม่ต้องการปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน    ดังนั้น ในแนวโน้มที่การเลิกจ้างพนักงานในอุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะมีเพิ่มมากขึ้นในปีนี้  ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะที่กำกับดูแลสัมปทานปิโตรเลียม ควรต้องจะประสานความร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กำชับให้บริษัทผู้รับสัมปทานดำเนินการตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด"  แหล่งข่าวกล่าว 
     
    ก่อนหน้านี้ นายสุริยันต์ อภิรักษ์สัตยากุล รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  ระบุถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ว่ามีแท่นขุดเจาะน้ำมันหยุดกิจการชั่วคราวไปแล้ว 2 แท่น ได้แก่ แท่นสงขลา C และ G กำลังการผลิตรวม 2,600 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งทั้ง 2 แท่นจะกลับมาเดินเครื่องการผลิตอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ภาพรวมทั้งระบบของอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีการปลดแรงงานแล้วรวม 5-6 พันคน เนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการขุดเจาะปิโตรเลียมออกไป 
     
    แม้ว่านักวิเคราะห์จะมองว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกน่าจะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ราคาน้ำมันดิบในปีนี้ก็จะยังไม่อยู่ในระดับที่สูงพอที่อุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะหยุดแผนการเลิกจ้างพนักงาน-Energy News Center

Date : 06 / 03 / 2016

  • Date : 06 / 03 / 2016
    เดินตามกระแสCOP21 ถึงเวลาถกเรื่องโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์

    สัมภาษณ์พิเศษ
    เดินตามกระแสCOP21  ถึงเวลาถกเรื่องโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์

                นับตั้งแต่ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย เดินทางไปร่วมประชุมผู้นำภาคีอนุสัญญา ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรอบ21หรือCOP21ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี2558 ที่ผ่านมา และร่วมแสดงเจตจำนงในการปรับลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซค์ ลง ตามกระแสของประเทศพัฒนา  ทำให้ไทยต้องกลับมาทบทวนดูแนวนโยบายด้านพลังงานของตัวเองในอนาคต ว่าจะสร้างสมดุลทางด้านพลังงานของตัวเองอย่างไร  สิ่งที่เขียนเอาไว้ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุดหรือ PDP2015 นั้น เป็นทิศทางที่ถูกต้องเพียงพอแล้วหรือยัง  และแต่ละประเทศกำหนดแนวนโยบายด้านพลังงานของตัวเองอย่างไร   มีเทคโนโลยีอะไรที่จะนำพาไปสู่การพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืน และสอดคล้องกับเรื่องของCOP21   

    ประเด็นที่ทิ้งไว้เป็นเครื่องหมายคำถามเหล่านี้  มีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้งานSETA2016 ซึ่งจะจัดขึ้นโดยเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย ในวันที่23-25มี.คนี้ เป็นที่สนใจของเหล่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายพลังงาน ,ผู้ผลิตพลังงาน และผู้ใช้พลังงาน ในระดับนานาชาติ ที่จะมาร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น  และให้คำตอบว่าทิศทางพลังงานของโลกจะเดินต่อไปอย่างไรต่อไป ทางเลือกที่ยังมีอยู่ของพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอน์ไดออกไซค์ อย่าง แสงอาทิตย์  ลม นิวเคลียร์ จะเกิดขึ้นได้มากน้อยแต่ไหน  และไฟฟ้าจากถ่านหินที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ยัง จะเป็นทางออกของประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วอยู่หรือไม่ 
    Energy News Center  พาไปหาคำตอบบางส่วน จากมุมมองของ รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน Sustainable Energy &Technology Asia หรือ SETA2016 


    ผลจากข้อตกลงCOP21 อาจารย์คิดว่า พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยควรเดินไปทิศทางใดในอนาคต ?

                ประเด็นสำคัญของการประชุมCOP21คือ ความร่วมมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ ควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส  ซึ่งไทยเองทางนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้เจตจำนงต่อที่ประชุมด้วยว่า จะปรับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลง ให้ได้20% จากปัจจุบัน  แน่นอนว่าในการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย จะต้องให้ความสำคัญต่อเชื้อเพลิงที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  และปรับลดสัดส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างก๊าซ และถ่านหิน ลง   ทีนี้ก็มาดูว่าเราเหลือทางเลือกอะไรของเชื้อเพลิงที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ  ก็เหลือเพียง พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม  พลังงานทดแทนจากชีวมวล และพลังงานจากนิวเคลียร์  

               อย่างไรก็ตามในการกำหนดเป็นนโยบายก็ต้องคำนึงถึงสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย  จะเห็นว่าพลังงานแสงอาทิตย์ นั้น ปัจจุบันก็มีข้อจำกัดเพราะผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดดเท่านั้น  ไม่สามารถที่จะกักเก็บไฟไว้ใช้ได้ เนื่องจากเทคโนโลยีเรื่องระบบกักเก็บหรือแบตเตอรี่นั้น ยังมีราคาแพง  ดังนั้นการส่งเสริมจึงไม่สามารถที่จะทำได้อย่างรวดเร็ว ยังต้องรอให้ต้นทุนอุปกรณ์ต่างๆปรับลดลงมา  และมีการพัฒนาระบบการกักเก็บพลังงานให้สามารถใช้ในยามที่ไม่มีแสงแดดได้ เสียก่อน  ไม่เช่นนั้นจะเป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า  ซึ่งก็ต้องถามกลับไปที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าว่า พร้อมที่จะจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นหรือไม่

    ในส่วนของพลังงานลมนั้น ก็มีข้อจำกัดที่ ประเทศไทยพื้นที่ที่มีกระแสลมแรงจะอยู่ที่บนภูเขา และในทะเล การส่งเสริมจึงต้องเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพ  มีระบบสายส่งที่เชื่อมต่อไปถึงกลุ่มผู้ใช้ ในต้นทุนที่เหมาะสม เช่นเดียวกัน

    สำหรับทางเลือกที่ยังเหลืออยู่อีก คือพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งในทางเทคนิคถือว่าเป็นพลังงานที่มีความปลอดภัยสูง และไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการยอมรับของประชาชน  รวมทั้งไทยเองยังไม่ได้มีการเตรียมพร้อมเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งเรื่องของกฏระเบียบ  เรื่องบุคลากร ที่จะนำไปสู่การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในอนาคตอันใกล้นี้     ดังนั้นการกำหนดทิศทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศจึงต้องพิจารณาดูกันอย่างรอบคอบในหลายๆมิติ


    ในความเห็นของอาจารย์ คิดว่า ประเทศไทยควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่?

               

      เรื่องของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เป็นเรื่องเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกและการยอมรับของประชาชน แม้ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีความปลอดภัยสูงเท่าที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น แต่ก็ไม่ 100% ดังกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะของญี่ปุ่น ที่ไม่มีใครคิดว่าการเกิดสึนามิ ที่มีคลื่นสูงถึง14เมตรและทำลายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ซึ่งถ้าดูเฉพาะกรณีนี้  การเกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยแทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลย  แต่ในอนาคตต่อไปหลังเหตุการณ์ฟูกุชิมะ แล้วทั่วโลกเขาใช้กัน  เราก็ไม่ควรปฏิเสธนิวเคลียร์  แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

    อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว21 ปี หรือ PDP 2015 มีการบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เอาไว้ในปลายแผน 2,000 เมกะวัตต์เพราะไม่อยากตัดโอกาสตัวเอง  แต่เมื่อถึงเวลาแล้ว ประชาชนตัดสินใจว่าจะไม่ใช้  ก็ต้องยอมรับว่าพลังงานที่จะมาแทนนั้นมีต้นทุนสูงเท่าไหร่เราก็ต้องยอมใช้

    ในมุมมองส่วนตัว เห็นว่า ถ้าประเทศไทยจะเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  ก็จะต้องมีใช้อย่างต่อเนื่องไปตลอด จนกว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทน  โดยไม่ควรจะมีเพียงแค่2,000เมกะวัตต์  ถ้าจะทำก็ต้องไม่ต่ำกว่า 12 โรง และต้องมีระบบมาตรฐานและใบอนุญาตต่างๆ รองรับให้พร้อม ซึ่งจะเหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวอย่างแท้จริง



    ประเทศที่พัฒนาแล้วเขามีการปรับตัวเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไร

                หลายประเทศเริ่มหันมาใช้พลังงานทดแทนกันมากขึ้น  แต่เป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป คือ จะเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเมื่อโรงไฟฟ้าเดิมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หมดอายุ  คือคิดวันนี้อาจจะทำได้จริงอีก 40-50 ปีข้างหน้า เพราะเป็นการคำนึงถึงเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ เช่น นอร์เวย์ กำหนดให้ 98% ของการผลิตพลังงานเป็นพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนฯ เลย ส่วนสวีเดน กำหนดไว้ถึง 90% ขณะที่เดนมาร์กกำหนดให้ในปี 2050 จะใช้พลังงานทดแทน 100%

               สำหรับจีนและสหรัฐฯ แม้จะเป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยจีนระบุว่าหากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 50 โรงคู่ขนานกับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ก็จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศด้วย   ส่วนเวียดนาม ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของไทย ก็มีแผนชัดเจนว่าจะเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์


    ภาคเอกชนจะมีส่วนร่วมการจัดการพลังงานของประเทศอย่างไร?

                เร็วๆนี้จะมีเวทีด้านพลังงานที่ภาคเอกชนเป็นผู้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในระดับเอเชีย ภายใต้ชื่อ การจัดงานนิทรรศการและการประชุมเทคโนโลยีนวัตกรรมพลังงานที่ยั่งยืนระดับเอเชีย ประจำปี 2559 หรือ SETA 2016 ระหว่างวันที่ 23-25 มี.ค. 2559 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

                โดยมีทั้งการประชุมวิชาการและการแสดงเทคโนโลยีไฟฟ้าและคมนาคม ที่สำคัญจะมีการบรรยายด้านแผนนโนบายพลังงานจากหลายประเทศมาให้ข้อมูล การมีการแสดงเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า ทั้งนิวเคลียร์และเทคโนยีถ่านหินสะอาด

                เฉพาะในประเด็นของนิวเคลียร์  จะมีผู้เชี่ยวชาญของญี่ปุ่น มาเหล่าถึงประสบการณ์ของกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ  และแนวทางการป้องกันสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต  แน่นอนว่าญี่ปุ่นยังมีความจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์   จึงมีความน่าสนใจว่าเขาวางมาตรการเรื่องของความปลอดภัยอย่างไร

     

              ส่วนภาคคมนาคมขนส่งจะมีการแสดงทิศทางการใช้พลังงานที่มุ่งเน้นไปที่พลังไฮโดรเจน   รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า ซึ่งหากรถยนต์มีการเปลี่ยนจากน้ำมันมาใช้ไฟฟ้ามากขึ้น  ก็จะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องแผนการการผลิตไฟฟ้า ให้สอดคล้องกับความต้องการ



    ประโยชน์ที่จะได้รับจากงานSETA2016คืออะไร?

               SETA2016เป็นเวทีที่เน้นกลุ่มเป้าหมายคือผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน,ผู้ผลิตพลังงานและผู้ใช้พลังงาน โดยภาคเอกชนรับเป็นผู้จัด และหน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้การสนับสนุน  ซึ่งน่าจะดูเป็นกลางในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเต็มที่มากกว่า   โดยบทสรุปสุดท้ายจากเวทีสัมมนาภายในงานSETA2016 จะจัดทำเป็นเอกสาร เสนอของรัฐบาลเพื่อพิจารณาและเปิดเผยให้ประชาชนได้ทราบต่อไป