บทความทั้งหมด

Date : 20 / 09 / 2016

  • Date : 20 / 09 / 2016
    ตุลาคมวัดใจพลเอกประยุทธ์ ชี้ชะตาโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    หลายฝ่ายประเมินกันว่าเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ประเด็นเรื่องของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่คงจะร้อนระอุขึ้น เนื่องจากจะมีข้อสรุปจากคณะกรรมการไตรภาคีออกมาเพื่อนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจว่าจะสั่งเดินหน้าหรือจะให้ชะลอโครงการนี้ออกไป หลังจากที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้นล่าช้าออกไปกว่าแผนมากกว่า1ปีแล้ว   ในขณะที่เอ็นจีโอและตัวแทนชุมชนรอบโรงไฟฟ้ากลุ่มหนึ่งที่คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ ก็นัดหมายเตรียมที่จะเดินทางมาปักหลักพักค้านที่ทำเนียบรัฐบาล เหมือนเมื่อช่วงปี 2558 เพื่อกดดันการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี

    ลองมาไล่เลียงประเด็นข้อกังวลที่ทำให้ชาวบ้านในชุมชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่บางกลุ่ม  ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวบางราย  เอ็นจีโอ และนักวิชาการที่มีแนวความคิดเดียวกัน ลุกขึ้นมาคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขนาดกำลังการผลิต800 เมกะวัตต์  ที่ดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  จะเห็นว่าหลายเรื่องล้วนเป็นประเด็นที่ กฟผ. ได้ชี้แจงข้อมูล ไปเกือบทั้งหมดแล้ว

    ประเด็นที่ชาวบ้านในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าบางหมู่บ้าน นั้นมีความกังวลว่า  เส้นทางเดินเรือขนส่งถ่านหินนั้น ผ่านจุดที่มีความอุดมสมบูรณ์ของหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ทะเลหลายชนิด โดยขนาดของเรือจะทำให้น้ำขุ่นเกินกว่ามาตรฐานจนชะลอการเติบโตของหญ้าทะเล  เมื่อไม่มีแหล่งอาหารของปลา ก็จะกระทบกับวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ทำประมงชายฝั่ง รวมทั้งประเด็นการสะสมของโลหะหนักที่จะเกิดขึ้นจากการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    ประเด็นนี้ กลุ่มชาวบ้านในชุมชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ส่วนใหญ่ ที่สนับสนุนให้มีการสร้างโรงไฟฟ้ากลับไม่ได้มีข้อกังวลในเรื่องนี้ เพราะมองว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะทำให้มีเม็ดเงินที่จัดสรรลงพื้นที่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าปีละหลายร้อยล้านบาท  ในขณะที่จังหวัดกระบี่เอง ในอดีตก็เคยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์มาก่อนแล้ว เพราะมีการทำเหมืองถ่านหิน  ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีปัญหาหรือส่งผลกระทบอะไรต่อคนในชุมชน

    ในขณะที่ฝั่ง กฟผ. ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เส้นทางเดินเรือขนส่งถ่านหินที่ใช้ จะเป็นเส้นทางเดียวกับที่ กฟผ.เดินเรือขนส่งน้ำมันเตามายังโรงไฟฟ้ากระบี่ในปัจจุบัน  ในขณะที่ประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดจากท่าเทียบเรือและการเดินเรือนั้น  ก็มีการศึกษาอยู่ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ทั้งนี้ กฟผ. และ คณะทำงานในคณะกรรมการไตรภาคีที่ตั้งขึ้น ได้มีการลงพื้นที่ไปวัดค่าความขุ่นของน้ำทะเล เมื่อมีเรือขนส่งน้ำมันเตาแล่นผ่าน ร่วมกันมาแล้ว ส่วนการเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)  กฟผ. ได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญ คือ บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เก็บข้อมูลในพื้นที่ทั้งในรัศมี 5 กิโลเมตร และพื้นที่เกี่ยวเนื่องตามแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนด

    สำหรับการประเมินการตกสะสมของโลหะหนักในสิ่งมีชีวิตตลอดอายุดำเนินการโรงไฟฟ้า 30 ปี นั้น จากการศึกษาในพื้นที่โครงการพบการสะสมของโลหะหนักน้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากมีการพบการสะสมที่ผิดปกติหรือเกินค่ามาตรฐาน กฟผ. จะรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการต่อไป

    ในประเด็นที่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ให้เหตุผลว่า โรงไฟฟ้าถ่านหิน จะทำลายภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองท่องเที่ยว  เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นสกปรก ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ฝั่ง กฟผ. ก็เคยชี้แจงไปแล้วว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้นใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วเลือกใช้ ซึ่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลก อย่างปารีส หรือ เบอร์ลิน ของเยอรมนี  ก็มีโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งอยู่ในชุมชน และก็ไม่ได้มีประเด็นที่กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวหรือทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวลดน้อยลงแต่อย่างใด

    ส่วนประเด็นที่เอ็นจีโอ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากกรีนพีซ ซึ่งมีกิจกรรมการรณรงค์คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกนั้น มองว่ากระแสโลกกำลังมุ่งไปที่พลังงานทดแทนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน  หลายประเทศมีการปลดโรงไฟฟ้าถ่านหินออกจากระบบ และหันมาลงทุนพลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์และพลังงานลมมากขึ้น  แต่ไทยกลับกำลังจะเดินสวนกระแส  รวมทั้งนักวิชาการแนวร่วมเดียวกับเอ็นจีโอ มองว่าพลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์มีแนวโน้มต้นทุนที่ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งประเทศไทยมีแสงแดดที่ดี จึงควรต้องส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ให้เต็มศักยภาพ ทั้งโซลาร์เซลล์ พลังงานลม และชีวมวล ที่มาจากน้ำเสียและเศษทะลายปาล์ม  โดยจังหวัดกระบี่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกปาล์มน้ำมันอยู่มาก มีศักยภาพที่จะตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลได้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดกระบี่ที่เพิ่มขึ้น  โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหิน   ในขณะที่นักวิชาการสายเอ็นจีโอบางคน ก็ตั้งคำถามไปถึงกลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลังการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ว่า เป็นเพราะมีการเข้าไปซื้อกิจการเหมืองถ่านหินรอเอาไว้ก่อนแล้วหรือไม่ การเร่งรัดก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจะทำให้กลุ่มทุนเหล่านี้ได้ประโยชน์

    ต่อประเด็นนี้ผู้ว่าการกฟผ.คนใหม่ นายกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์  ออกมาชี้แจงว่า ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา  มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ และของประเทศ  เพื่อที่จะกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิง โดยลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าที่มีสัดส่วนสูงในปัจจุบัน  ซึ่งหากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ไม่เกิดขึ้นตามแผน  เราจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจีซึ่งมีต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงกว่าถ่านหินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ทำให้ประชาชนต้องมีภาระในการจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

    ทั้งนี้ ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินของกฟผ. ไม่ได้สวนทางกับกระแสของโลก เพราะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย ควบคู่ไปกับการลงทุนพลังงานทดแทนซึ่งตามแผนเฉพาะในส่วนของกฟผ.จะลงทุนโรงไฟฟ้าประเภทนี้ให้ได้ 1,500 - 2,000 เมกะวัตต์ และจะเน้นโรงไฟฟ้าชีวมวลประเภทที่จ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง (Firm) ซึ่งนอกจากจะเป็นโรงไฟฟ้าหลักแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

    ส่วนประเด็นที่นักวิชาการมองว่า จังหวัดกระบี่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน คือ จากน้ำเสียที่ได้จากโรงงานปาล์มน้ำมันและจากเศษทะลายปาล์ม  ที่มีมากพอจะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดกระบี่ที่เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น  กฟผ.ชี้แจงว่า  การผลิตไฟฟ้าชีวมวลดังกล่าว เป็นสัญญา Non-Firm  มีความไม่แน่นอน ผลิตไฟฟ้าส่งเข้าระบบได้เฉพาะช่วงที่มีวัตถุดิบเท่านั้น   นอกจากนี้ การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ไม่เพียงแต่จะสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้กับจังหวัดกระบี่เท่านั้น แต่ยังสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้จังหวัดที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในฝั่งอันดามันอย่างภูเก็ต พังงา ด้วย

    ประเด็นสำคัญหนึ่งที่ประชาชนทั่วไปควรต้องรู้ คือ ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอื่นๆ อย่างการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลและพลังงานลมในภาคใต้ยังมีศักยภาพต่ำ พึ่งพาได้น้อย เพราะจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้เฉพาะช่วงที่มีแดดและลมเท่านั้น เนื่องจากยังไม่มีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ที่มีประสิทธิภาพทำให้กฟผ.ต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงหลัก มาช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง  อีกทั้งมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูง ทำให้รัฐต้องอุดหนุนค่าไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมให้โครงการพลังงานทดแทนเกิดขึ้นได้

    สำหรับประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องกลุ่มทุนที่ไปลงทุนเหมืองถ่านหินที่อินโดนีเซีย ล่วงหน้า เพื่อจะได้ประโยชน์จากการขายถ่านหินให้กับโรงไฟฟ้ากระบี่นั้น  ผู้บริหารกฟผ.เคยชี้แจงเอาไว้ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะการซื้อถ่านหินเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า มีขั้นตอนในการพิจารณา ที่โปร่งใส แต้องมีการแข่งขันราคากัน  ไม่สามารถที่จะล็อคสเปคเพื่อซื้อถ่านหิน จากรายหนึ่งรายใด เอาไว้ล่วงหน้าได้

    เดือนตุลาคม นี้  จึงต้องติดตามดูว่าทั้งข้อมูลจากฝั่งที่คัดค้านโครงการกับข้อมูลจากกฟผ.และเสียงของตัวแทนชุมชนรอบโรงไฟฟ้าที่สนับสนุนโครงการ  ที่นำเสนอออกมานั้น  นายกรัฐมนตรีจะให้น้ำหนักไปที่ฝ่ายใด   ซึ่งเรื่องของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ถือเป็นโครงการที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงทางไฟฟ้าของประเทศ เพราะยิ่งปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อออกไปนานเท่าไร  ความมั่นคงไฟฟ้าของภาคใต้ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงมากเท่านั้น

Date : 02 / 09 / 2016

  • Date : 02 / 09 / 2016
    ตีเหล็กเมื่อร้อน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    ตีเหล็กเมื่อร้อน คณะกรรมการไตรภาคีเร่งสรุปมติ เสนอนายกรัฐมนตรีตัดสินใจโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ภายในเดือน ก.ย.นี้

    การเคลื่อนไหวของประชาชนในเครือข่าย 4 ตำบลรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ อันประกอบด้วย ตำบลเกาะศรีบอยา ตำบลคลองขนาน ตำบลปกาสัย และตำบลตลิ่งชัน เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่  คู่ขนานไปกับการเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของชาวชุมชนเทพา จ.สงขลา เมื่อเร็วๆนี้ นั้น สะท้อนให้สังคมทั่วไปได้เห็นว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่ จ.กระบี่ และที่ อ.เทพา นั้น  ไม่ได้มีเฉพาะเสียงคัดค้าน  แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ออกมาส่งเสียงสนับสนุนให้รัฐบาลรีบตัดสินใจเดินหน้าโครงการดังกล่าว ซึ่งชุมชนเชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ. ลำปาง และชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อ.จะนะ ซึ่งดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และผู้สนับสนุนกลุ่มนี้บอกว่าพวกเขาได้มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานมาแล้ว

    อย่างไรก็ตาม เมื่อมีทั้งกระแสคนคัดค้านไม่เห็นด้วย และกระแสของคนที่สนับสนุนให้สร้าง  รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีกลไกของการยุติปัญหา คือการตั้งคณะกรรมการไตรภาคี  ซึ่งประกอบด้วย ภาครัฐ  ภาคประชาชน และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.           ซึ่งฟังจากเสียงของนายกรศิษฐ์  ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. ที่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว หลังจากที่ได้เดินทางไปชี้แจงข้อมูลกับคณะกรรมการไตรภาคีครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา  ก็พอจะเห็นความชัดเจนแล้วว่า  คณะกรรมการไตรภาคี จะเร่งหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการโรงไฟฟ้ากระบี่  ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2559 นี้ และนำเสนอต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจ

    โดยในแนวทางที่จะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณานั้น มีความเป็นไปได้ทั้งการสรุปผลที่ชัดเจนไปเลยว่าควรให้สร้างหรือไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยมีเหตุผลสนับสนุน ซึ่งหากเป็นกรณีที่สรุปว่าให้สร้างนั้น  ก็จะมีการนำข้อเรียกร้องของชาวบ้านพ่วงท้ายเข้าไปด้วยกับรายงานเกี่ยวกับสิ่งตอบแทนที่ชาวบ้านจะได้รับหากมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้า   ส่วนอีกแนวทางที่จะเสนอ จะเป็นแต่เพียงการให้ข้อมูลทั้งข้อดีและข้อเสียของการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อให้นายกฯ เป็นผู้ตัดสินใจเอง

    ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ถือว่ามีความล่าช้าไปจากแผนเดิมมาประมาณ 1-2 ปีแล้ว จากที่กำหนดจะจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562 ซึ่งหากไม่เร่งตัดสินใจ จะทำให้การบริหารจัดการความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ ในช่วงปี 2559-2566 จะทำได้ยากขึ้น  เนื่องจากกำลังการผลิตติดตั้งในพื้นที่จะใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น  ต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 เควี เข้ามาช่วยเสริมระบบ

    ที่ผ่านมาชุมชนทั้ง 4 ตำบลรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ ได้รับการชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ใน 5ประเด็นหลักแล้วว่า 1. การมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องได้ตลอด24 ชั่วโมง  2. เป็นโรงไฟฟ้าที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง เนื่องจากโรงไฟฟ้าหลักในปัจจุบันของภาคใต้นั้น เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ทั้งโรงไฟฟ้าขนอม และ จะนะ  ซึ่งจะต้องเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตาหรือดีเซลแทนเมื่อมีการหาการหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งผลิตเพื่อซ่อมบำรุง ซึ่งมีต้นทุนที่สูง 3. โรงไฟฟ้าถ่านหินมีอัตราต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซ  จึงมีส่วนช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน   4. โรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมดีขึ้น  และ 5. โรงไฟฟ้าถ่านหินที่สร้างขึ้นใหม่  ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    สถานะของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้น มีการประมูลหาผู้รับเหมาก่อสร้างพร้อมไว้แล้ว รอเพียงนายกรัฐมนตรีไฟเขียวให้เดินหน้าโครงการเท่านั้น    ในสถานการณ์ของรัฐบาลที่ได้กระแสประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน อย่างท่วมท้นเมื่อวันที่ 7 ส.ค. มาช่วยสนับสนุนการทำงาน   และการออกมาชูป้ายและยื่นหนังสือสนับสนุนของชุมชนรอบโรงไฟฟ้าในช่วงไม่กี่วันมานี้  ก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลต้องตีเหล็กเมื่อร้อน เพื่อผลักดันโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานให้เกิดขึ้นให้ได้   งานนี้การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจึงมีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางไฟฟ้าของภาคใต้ ในช่วงปี 2559-2566  นี้

Date : 30 / 08 / 2016

  • Date : 30 / 08 / 2016
    จับตารัฐบาลปักธงกระบี่ เทพา

    ความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ของไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆปีเฉลี่ย ปีละประมาณ5-6% ทำให้พื้นที่ภาคใต้ต้องเผชิญปัญหาวิกฤตความมั่นคงด้านไฟฟ้าในอนาคต  เนื่องจากมีกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าในพื้นที่ที่จำกัด ต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปช่วยเสริมความมั่นคงของระบบ  และต้องทำข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้ากับมาเลเซียเอาไว้อีก300 เมกะวัตต์ เผื่อเอาไว้ในยามที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน

    ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือแผนพีดีพี2015 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดที่เริ่มใช้ในปี2558-2579 นั้นมีการวางแผนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้เอาไว้ ทั้งในมิติของการเพิ่มกำลังผลิตติดตั้งใหม่ในพื้นที่ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต  การเพิ่มวงจรสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด500KV เพื่อให้สามารถจัดส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง ลงไปช่วยเสริมความมั่นคงของระบบได้เพิ่มขึ้น   ในมิติการกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิง  จากเดิมที่โรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่ภาคใต้เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง  ซึ่งยากต่อการบริหารจัดการเชื้อเพลิงเมื่อมีการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซในแต่ละปี   และในมิติของอัตราค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมกับประชาชน  ดังนั้นจึงต้องมีการเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน เอาไว้ในระบบของพื้นที่ภาคใต้ด้วย

    แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ในช่วงแรกกำหนดเอาไว้ใน2จังหวัดคือ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี กำลังการผลิต800 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี2562  และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา อ.เทพา จ.สงขลา จำนวน2ชุด ชุดละ1,000เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี2564และ2567  โดยหากสามารถดำเนินการไปได้ตามแผน ที่วางไว้  ก็เป็นที่เชื่อมั่นได้ว่า พื้นที่ภาคใต้จะมีความมั่นคงไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นไปได้อีกระยะหนึ่ง

    อย่างไรก็ตามทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ต่างต้องเจอกับอุปสรรคในการดำเนินการเพราะมีกระแสต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอและประชาชนส่วนหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งไม่ต้องการให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน  โดยในส่วนของโรงไฟฟ้ากระบี่ นั้น รัฐบาลมีมติให้ตั้งคณะกรรมการไตรภาคี ขึ้นมายุติปัญหา ซึ่งก็ทำให้โครงการล่าช้าออกไปประมาณ1ปีแล้ว ในขณะที่ความคืบหน้าของการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา นั้น ทางคณะกรรมการ กฟผ. ซึ่งนำโดยนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานและเป็นประธานคณะกรรมการ ,นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์  ผู้ว่าการกฟผ.และคณะผู้บริหาร กฟผ. ได้ลงพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าเทพา อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2559 เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกับส่วนราชการ ชุมชน ผู้นำทางศาสนา และเยี่ยมชมการดำเนินงานด้านสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่  

    ในข้อเท็จจริงนั้น พื้นที่เทพา มีปัญหาการคัดค้านจากชุมชนน้อยกว่ากรณีของจังหวัดกระบี่  ซึ่งการที่ฝ่ายบริหารลงไปยืนยันกับคนในชุมชนด้วยตนเองว่าในการดำเนินงานจะรับฟังความคิดเห็นและปัญหาของชุมชน รวมทั้งจะต้องดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งด้านสังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม  ก็น่าจะสร้างความมั่นใจให้กับคนในพื้นที่ได้

    ในขณะที่ผู้ว่าการกฟผ.นายกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์    บอกถึงความคืบหน้าของการดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาโครงการของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.)  โดย กฟผ. ได้ดำเนินการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเทพาทุกขั้นตอนให้มีผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ตามที่ระบุไว้ในรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA อย่างเคร่งครัด  

    ผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ ให้ความมั่นใจกับทั้งคนในชุมชนและสังคมว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการโดย กฟผ. นั้น ได้นำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในเชิงพาณิชย์มาใช้ ทำให้สามารถควบคุมมลภาวะได้ดีในระดับสากล และดีกว่ามาตรฐานที่ประเทศไทยกำหนด  เพื่อให้โรงไฟฟ้าเทพาเป็นโรงไฟฟ้าสีเขียว เป็นโรงไฟฟ้าเพื่อการท่องเที่ยว และให้อำเภอเทพาเป็นเมืองพักไม่ใช่เมืองผ่านอีกต่อไป

    ต้องยอมรับว่า การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ ต่างต้องมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงค้าน  ซึ่งเมื่อผู้บริหารกฟผ.ในฐานะที่เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจชั้นนำด้านพลังงานของประเทศ ออกมาการันตีถึงประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับโดยรวม และมาตรฐานความปลอดภัยของชุมชนและสิ่งแวดล้อมจากทั้งโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา แล้ว  อีกทั้งยังเป็นจังหวะที่รัฐบาลได้เสียงประชาชนสนับสนุนอย่างท่วมท้น จากการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ  ก็ต้องติดตามดูว่า รัฐบาลจะตัดสินใจเดินหน้าฝ่ากระแสต้าน  ปักธงสองโครงการสำคัญด้านไฟฟ้าของประเทศ ได้สำเร็จหรือไม่     -กองบรรณาธิการ Energy News Center 

     

Date : 26 / 08 / 2016

  • Date : 26 / 08 / 2016
    โอกาสของไทยกับแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพในประเทศเพื่อนบ้าน

    เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2559 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ได้มีมติอนุมัติขยายกรอบการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน สปป.ลาว เพิ่มจาก 7,000 เมกะวัตต์ เป็น 9,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตของไทย และยังเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 ที่กำหนดสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศไว้ 20% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ  อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการพัฒนาเชื่อมโยงโครงข่ายระบบไฟฟ้าของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับเป็นโครงข่ายไฟฟ้าของภูมิภาค หรือ Regional Grid ในอนาคต ซึ่งจะได้มีการลงนามบนทึกความเข้าใจการขยายกรอบการซื้อไฟฟ้าดังกล่าว ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ย. 2559 นี้

    ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ เพื่อให้เรามีพลังงานใช้อย่างเพียงพอไม่ขาดแคลน เนื่องจากแหล่งพลังงานในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซ ลิกไนต์ หรือพลังงานทดแทน ทั้งชีวมวล ขยะ พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม หรือพลังน้ำจากเขื่อน มีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ แม้ว่าเราจะพยายามหาแหล่งพลังงานใหม่ๆในประเทศมาเพิ่มเติม ทั้งการเปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  การบริหารจัดการแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุให้มีความต่อเนื่อง  หรือการเจรจาเพื่อให้มีข้อยุติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ประเมินกันว่าน่าจะมีศักยภาพที่จะพบปิโตรเลียม  ควบคู่ไปกับมาตรการการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย 

    ปัจจุบัน แหล่งพลังงานนอกประเทศที่ไทยเราต้องพึ่งพา มีทั้งการนำเข้าก๊าซจากเมียนมาเพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี)  การนำเข้าถ่านหิน เพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรม การนำเข้าน้ำมันดิบ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง  รวมทั้งการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซี่งปัจจุบันมีการซื้อจากสปป.ลาว เป็นหลัก และซื้อจากมาเลเซียบางส่วนเพื่อเสริมความมั่นคงไฟฟ้าที่ภาคใต้ นอกจากนั้น ยังมีความร่วมมือกับเมียนมา ที่จะพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ จากเขื่อนในลุ่มแม่น้ำสาละวิน  และความร่วมมือกับกัมพูชาเพื่อซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนสตรึงนัม  และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกาะกง

    สำหรับการซื้อไฟฟ้าจากแหล่งหลักอย่างลาว ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานจะรับซื้อจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหรือถ่านหิน ที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำ ทั้งนี้ จากข้อมูลของกระทรวงพลังงาน ประกอบการรายงานผลการประชุม กพช. ที่ผ่านมา ได้มีการรับซื้อแล้วจำนวน 3,087 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำและถ่านหินที่เสร็จสมบูรณ์ดำเนินการแล้ว และมีสัญญาซื้อขายอีก 2,334 เมกะวัตต์ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้า รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 5,421 เมกะวัตต์  ดังนั้น เมื่อขยายกรอบปริมาณการซื้อเป็น 9,000 เมกะวัตต์  ก็จะเหลือปริมาณที่ไทยจะรับซื้อได้อีกถึง 3,579 เมกะวัตต์

    โรงไฟฟ้าน้ำงึม 1 จ่ายไฟแล้ว

     

    ปัจจุบันมีโครงการที่ไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับทาง สปป.ลาว จำนวน 1,318 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมด คือโครงการน้ำเทิน1 กำลังการผลิต 520 เมกะวัตต์ และโครงการปากเบ่ง กำลังการผลิต 798 เมกะวัตต์ ส่วนโครงการ ที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่ได้มีการเจรจา มีอีกจำนวน 1,305 เมกะวัตต์ เป็นโครงการพลังน้ำทั้งหมด  ได้แก่ โครงการ เซกอง4  กำลังการผลิต 240 เมกะวัตต์   โครงการเซกอง 5 กำลังการผลิต 330 เมกะวัตต์ โครงการน้ำกง 1 กำลังการผลิต 75 เมกะวัตต์  และโครงการเซนาคาม กำลังการผลิต 660 เมกะวัตต์

    นอกจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแล้ว รัฐบาลลาวก็ได้มีความพยายามเจรจากับทางรัฐบาลไทย ให้พิจารณาโครงการไฟฟ้าจากพลังงานลมที่มีศักยภาพสูงอีกโครงการหนึ่ง คือ โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ซึ่งเป็นโครงการพลังงานลมแห่งแรกในลาว และยังเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน คือมีขนาดถึง 600 เมกะวัตต์ นอกจากนั้น กลุ่มบริษัทในเครือบริษัท อิมแพค อิเล็คตรอนส์ สยาม หรือ IES ซึ่งเป็นบริษัทไทย ยังเป็นผู้ได้รับสิทธิในการเข้าไปดำเนินการพัฒนาโครงการพลังงานลมแห่งนี้ โดยได้เข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลม และทำการวัดข้อมูลลมเป็นระยะเวลามากกว่า 3 ปี พร้อมทั้งได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการฯ ร่วมกับที่ปรึกษาชั้นนำที่เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานลม ในที่สุด จึงได้ลงนามในสัญญาพัฒนาโครงการกับรัฐบาลสปป.ลาว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2558 และได้เซ็นสัญญาเพื่อใช้เทคโนโลยีจาก Vestas ผู้ผลิตกังหันลมชั้นนำของโลกจากเดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้พลังงานลมมากที่สุด คือ กว่า 40% ของพลังงานทั้งหมดเลยทีเดียว

    หากหมุนตามโลกแล้ว เราจะพบว่าพลังงานลมกำลังเป็นกระแสที่สำคัญและเป็นอนาคตของความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงานของโลก เมื่อเร็วๆนี้ บทความของสื่อในสหรัฐอเมริกา ได้หยิบยกประเด็นการพัฒนาพลังงานลมในสหรัฐฯ ว่ากำลังเติบโตงอกงามอย่างยิ่ง ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ประสิทธิภาพกังหันลมที่ดียิ่งขึ้น ในขณะที่ราคากังหันลมก็ปรับต่ำลง ทำให้ต้นทุนพลังงานลมต่ำลงตามไปด้วย นอกจากนั้น ทิศทางแนวโน้มพื้นที่พัฒนาพลังงานลมในสหรัฐฯ ยังมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะได้พัฒนาสู่การผลิตพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore wind) อีกด้วย ซึ่งสหรัฐฯเอง มีเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานจากลมให้มากขึ้น เพราะในปัจจุบัน แม้สหรัฐฯจะเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตติดตั้งพลังงานลมมากเป็นอันดับ 2 ของโลก คือราว 73,922 เมกะวัตต์ รองจากจีนที่มีกำลังการผลิตติดตั้งเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ 145,053 เมกะวัตต์ แต่อัตราส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานลมของสหรัฐฯ ยังต่ำอยู่มาก คือเพียง 5.6% เท่านั้น ในขณะที่มีศักยภาพการผลิตได้มากในราคาที่แข่งขันได้ ในแถบยุโรปเองก็เช่นกัน สหราชอาณาจักรนับเป็นผู้นำการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore wind) และในไตรมาสแรกของปีนี้ อัตราส่วนการผลิตพลังงานทดแทนของอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นถึง 25.1% ซึ่งครึ่งหนึ่งนั้นเป็นพลังงานจากลม

    สำหรับประเทศไทย นอกจากการสนับสนุนการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนรวมทั้งพลังงานลมในประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 ทั้งการสนับสนุน ส่งเสริม และการอุดหนุนราคาแก่ผู้ประกอบการภายในแล้ว หากเราสามารถพิจารณาการพัฒนาโครงการพลังงานลมดังกล่าว โดยการเปิดโอกาสให้มีการเจราจาหาแนวทางรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการฯ โดยยังคงหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศไว้ตามนโยบายของรัฐ ก็น่าจะเป็นสถานการณ์ที่ win-win หรือ ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เพราะนอกจากจะช่วยลาวให้สามารถพัฒนาโครงการฯ เพื่อผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น เรายังมีความอุ่นใจได้ว่าจะมี สปป. ลาว ซึ่งประกาศนโยบายจะเป็นแบตเตอรี่แห่งอาเซียน เป็นดั่งคลังสำรองไฟฟ้าให้เราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ขาดแคลน

    ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ โครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่มีศักยภาพในอนาคต ซึ่งย่อมได้เปรียบหากไทยเราสามารถจับจองที่จะซื้อไฟฟ้าจากโครงการแห่งนี้ได้ก่อนที่ทางโครงการจะพิจารณาขายไฟไปยังประเทศอื่นในอาเซียน เช่น เวียดนาม เพราะโครงการซึ่งตั้งอยู่ในแขวงเซกอง และแขวงอัตตะบือ นั้น ห่างจากชายแดนเวียดนามเพียง 50 กิโลเมตร และห่างจากจังหวัดอุบลราชธานีของไทยราว 200 กิโลเมตร ที่สำคัญ โครงการฯ ตั้งอยู่บนถนนหลักที่เป็นเส้นทางในการเชื่อมต่อสายส่งระบบไฟฟ้าของกลุ่มประเทศอาเซียน ผ่านจากจังหวัดอุบลราชธานีไปยังเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม นอกจากนั้น การสนับสนุนให้ลาวสามารถพัฒนาโครงการพลังงานลมนี้ได้ จะลดความเสี่ยงต่อการซื้อไฟฟ้าจากลาวในอนาคต เนื่องจากเป็นที่คาดการณ์กันว่า ต่อไปในอนาคต สปป.ลาว อาจจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนได้มากมายและในราคาที่ต่ำเช่นในปัจจุบัน และอาจมีการขยับราคาขายไฟฟ้าสูงขึ้นได้ อีกทั้งเวลาที่ลาวประสบปัญหาน้ำน้อย น้ำแล้ง และผลิตไฟฟ้าได้น้อย ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอื่นเช่นลมนี้ จะช่วยสร้างความต่อเนื่องของการส่งไฟฟ้า ซึ่งดีกว่าที่ผู้รับซื้อไฟฟ้าจากลาวอย่างไทย จะต้องปรับไปใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติเป็นการทดแทน ซึ่งมีราคาแพงกว่ามาก

    ยิ่งไปกว่านั้น การร่วมผลักดันโครงการพลังงานลม ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด ยังสอดคล้องกับข้อตกลงในการประชุมนานาชาติว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ หรือ COP21 ที่กรุงปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งไทยและลาวได้ลงนามร่วมกับอีก 144 ประเทศทั่วโลก เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มอุณหภูมิของโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยไทยได้แสดงเจตจำนงที่จะลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573 ลงร้อยละ 20-25 เทียบกับปี 2554 หรือคิดเป็นจำนวนก๊าซเรือนกระจกที่ต้องลดถึง 111-139 ล้านตัน และด้วยขนาดกำลังการผลิตถึง 600 เมกะวัตต์ โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ จะช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 67 ล้านตันตลอดระยะเวลาโครงการ เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล โดยทางลาวเอง ยินดีมอบคาร์บอนเครดิตให้แก่ประเทศไทย หากไทยตกลงรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าว

    พื้นที่ตั้งโครงการ Monsoon Wind Power

     

    ส่วนในประเด็นที่ยังคงเป็นความกังวลของไฟฟ้าจากพลังงานลม ทั้งความเสถียร ระบบ storage รวมถึงราคานั้น ผู้พัฒนาโครงการฯ ชี้แจงไว้ชัดเจนว่า ด้วยพื้นที่พัฒนาโครงการกว่า 4 แสนไร่และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพลมที่เหมาะสม ประกอบกับระบบการบริหารจัดการที่ได้รับการออกแบบให้สามารถสร้างความสม่ำเสมอ (Firmed Energy) ของการส่งไฟฟ้า โดยพิจารณาทำ Hybrid ด้วยการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนต่างๆ รอบพื้นที่พัฒนาเพื่อนำมาใช้สร้างความสม่ำเสมอของไฟฟ้าที่จะส่งเข้าระบบ อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีเทคโนโลยีการคาดการณ์ (forecast) ที่จะช่วยประเมินปริมาณลมในทุกช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการการผลิตและส่งไฟฟ้า โดยไม่มีความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซหรือถ่านหิน เพื่อเป็น back up แต่อย่างใด ไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อน ซึ่งโครงการฯ สามารถมีระบบที่ Firm ได้  อีกทั้งโครงการฯ ยังจะมีการก่อสร้างระบบสายส่งด้วย ส่วนราคานั้น ทางผู้พัฒนาโครงการยืนยันว่า ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ก็จะสามารถเสนอขายไฟฟ้าได้ต่ำกว่าโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และผู้พัฒนาโครงการ ยังคงดำเนินการเพื่อหาแนวทางลดต้นทุนให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถแข่งขันกับไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอื่นๆได้ ซึ่งการทำ hybrid ก็น่าจะเป็นแนวทางหนึ่ง

    ดังนั้น น่าจะเป็นประโยชน์ หากไทยพิจารณาให้มีการเจรจาโครงการพลังงานลมของลาว โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับสูงสุด คือได้ไฟฟ้าที่มีความเสถียร และมีราคาถูกตามต้องการ ซึ่งหาไม่ได้ตามเงื่อนไข ก็สามารถระงับการเจรจาได้  โดยการพิจารณาโครงการฯ ทางกระทรวงพลังงานสามารถทำคู่ขนานไปกับโครงการที่มีศักยภาพอื่นๆ ได้ และหากถ้าสุดท้าย พบว่าราคาค่าไฟจากโครงการพลังงานลม ไม่สามารถแข่งขันได้จริงๆ ทั้งราคาและระยะเวลาการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่เหมาะสมกับความต้องการ  กระทรวงฯ สิทธิที่จะยกเลิกการเจรจาได้ตลอดเวลา ซึ่งแนวทางดังกล่าว น่าจะจะดีกว่าการรอเจรจากับโครงการกลุ่มที่มีศักยภาพอื่นๆ เพียงอย่างเดียว ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มเจรจาค่าไฟ  และยังอาจมีความเสี่ยงในการพัฒนา ดังเช่นบางโครงการที่เคยล่าช้าและระงับไป ดังนั้น น่าจะเป็นการดีหากรัฐเปิดรับทุกโครงการจากลาวที่มีความพร้อม ซึ่งโครงการพลังงานลมนี้ สามารถพัฒนาและส่งไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2563  

    ในสถานการณ์ที่ไทยต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน และต้องการพลังงานที่ราคาเป็นธรรมกับผู้บริโภค  หากเห็นว่า มีแหล่งพลังงานใดที่รัฐไม่ต้องอุดหนุนและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ ก็ล้วนแต่เป็นโครงการที่จะน่าจะต้องนำมาพิจารณา เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของเรา