บทความทั้งหมด

Date : 17 / 03 / 2016

  • Date : 17 / 03 / 2016
    วัดใจสนพ.ยอมเสนอแก้มติกพช.อุ้มเอสพีพีหรือไม่

    เอสพีพีกดดันขอแก้มติกพช.วัดใจสนพ.ยอมเปลี่ยนหลักการหรือไม่29มี.ค.นี้

                แม้ว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ซึ่งมีพล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะมีมติออกมาแล้วว่าให้รับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีที่หมดสัญญาแต่ละราย ในปริมาณไม่เกิน 20% หรือประมาณ 18 เมกะวัตต์ ของปริมาณไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ 90 เมกะวัตต์ แต่สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอสพีพีที่เคลื่อนไหวในนามสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน นั้นยังไม่ถือว่าเป็นข้อยุติ เพราะยังมีความพยายามที่จะเดินสายพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขมติกพช.  เพราะเห็นว่ามติที่ออกมานั้นภาคเอกชนไม่สามารถปฏิบัติได้ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้าน้อยจนเกินไปเมื่อเทียบกับผลตอบแทนด้านการลงทุนที่จะต้องยืดอายุโรงไฟฟ้าออกไป

    โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่กำลังจะหมดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในปี 2560-2563 นั้นมีจำนวน 25 ราย คิดเป็นกำลังผลิตประมาณ 1.78 พันเมกะวัตต์ และความเห็นของทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ในฐานะหน่วยงานกำกับด้านนโยบายพลังงาน นั้นยังยืนยันที่จะให้มีการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่ปริมาณสำรองไฟฟ้ายังล้นระบบอยู่ในขณะนี้ แต่ในด้านของ สำนักงานกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.)นั้นกลับมีท่าทีที่โอนอ่อน โดยได้รับหลักการตามข้อเรียกร้องของภาคเอกขน และได้สรุปว่าจะรับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีที่หมดสัญญานี้เพิ่มราว 45 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 40-50 % ของสัญญาเดิม จะช่วยให้ค่าไฟฟ้าปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.20-3.30 บาทต่อหน่วย จากเดิมอยู่ที่ 3.80 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นที่พอใจของผู้ประกอบการ

               อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำข้อสรุปดังกล่าวเข้าหารือกับทางสนพ.เพื่อที่จะขอนำเรื่องให้ของกพช.พิจารณาแก้ไขมติ ทางผู้ประกอบการรวมทั้งทางสกพ.ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า ปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าที่ควรจะเพิ่มขึ้นมานั้น คำนวณมาจากสมมติฐานอะไร  และ สกพ.มีอำนาจหรือเหตุผลอะไรที่สรุปตัวเลขออกมาว่าจะต้องรับซื้อเพิ่มขึ้นจากมติกพช.คือจาก18เมกะวัตต์ เป็น45เมกะวัตต์ในแต่ละราย ซึ่งเมื่ออธิบายเหตุผลไม่ได้  เหตุใด สนพ.จะต้องออกมาการันตี หรือเปลี่ยนหลักการเดิมโดยไม่ทำตามมติกพช. ประเด็นที่ สนพ.ยังไม่รับไม่ต่อจาก สกพ.จึงทำให้เรื่องดังกล่าวยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้

                เมื่อเจาะลึกลงไปถึงเหตุผลที่สนพ.ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของภาคเอกชน ก็พบว่า ทางภาครัฐเองไม่มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่หมดสัญญา 25 ปี ขายไฟฟ้ากลับเข้าระบบ เนื่องจากเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของการส่งเสริมโรงไฟฟ้าเอสพีพีให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก เพราะวัตถุประสงค์เดิมนั้นต้องการให้โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่เป็นระบบโคเจนเนอเรชั่น ผลิตไอน้ำและไฟฟ้าป้อนให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก หากเหลือถึงจะรับซื้อจำหน่ายเข้าระบบได้

                แต่ระยะหลังมาการลงทุนโรงไฟฟ้าเอสพีพีส่วนใหญ่ มุ่งที่จะผลิตไฟฟ้าขายป้อนให้กับระบบเป็นหลัก เนื่องจากมีผลกำไรและผู้ซื้อที่ต่อเนื่องตลอดอายุโครงการ

                ดังนั้น การที่กพช.มีมติดังกล่าวออกมาก่อนหน้านี้ ที่จะให้รับซื้อในปริมาณไม่เกิน 20% หรือประมาณ 18 เมกะวัตต์ ของปริมาณไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ 90 เมกะวัตต์ ก็เพื่อต้องการให้โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่หมดสัญญา จัดลำดับความสำคัญใหม่ คือแทนที่จะมุ่งขายไฟฟ้าเข้าระบบให้กฟผ. ก็จะต้องมุ่งไปหาลูกค้าเพื่อผลิตไอน้ำป้อน หรือจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมเป็นลำดับแรกก่อน และหากมีไฟฟ้าเหลือจึงค่อยส่งขายเข้าระบบซึ่งก็น่าจะเป็นที่ยอมรับกันได้ทั้ง ฝ่ายรัฐ เอกชนผู้ประกอบการ และประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า

               ที่ผ่านมาในการหารือกับภาครัฐในแต่ละครั้งนั้นทางภาคเอกชนผู้ประกอบการเอสพีพีเองพยายามที่จะหยิบยกเอาประเด็นลูกค้าหรือผู้รับซื้อไฟฟ้านิคมฯมากดดัน ว่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหากโรงไฟฟ้าต้องปิดกิจการไป เศรษฐกิจโดยรวมจะเสียหาย นักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น เพราะถ้าจะให้เอกชนไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ก็จะไม่คุ้มทุนเมื่อเทียบกับการขอต่ออายุโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นการมองเฉพาะผลประโยชน์ในฝั่งของตัวเอง ในขณะที่ สนพ.ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐนั้นมองไปที่ผลประโยชน์ส่วนรวมและผลประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้า  และยืนยันด้วยว่าหากผู้ประกอบการเอสพีพีไม่รับในมติกพช. กลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมฯ ที่เคยซื้อไฟฟ้าจากผู้ประกอบการเอสพีพี ก็สามารถที่จะซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ)มากทดแทนได้ เพราะมีคุณภาพการให้บริการที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก ส่วนในเรื่องของไอน้ำก็เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการนิคมฯจะจัดหาให้กับลูกค้า

                อย่างไรก็ตาม มีข่าวระบุออกมาในวันที่ 29 มีนาคม นี้ ทางสนพ.และผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอสพีพี จะมีการนัดหารือกันอีกครั้ง ซึ่งต้องติดตามดูว่า ทางสนพ.จะยอมโอนอ่อน เหมือนกับที่ ทางสกพ.ยอมรับที่จะให้มีการแก้ไขมติกพช. มาก่อนหน้านี้แล้วหรือไม่ และจะให้เหตุผลกับประชาชนว่าอย่างไร หลังจากที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอสพีพีที่กำลังหมดอายุนั้นสามารถคืนทุนและทำกำไรไปเป็นไปจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 15 ปีแล้ว จากนโยบายส่งเสริมเอสพีพี ของรัฐในช่วงที่ผ่านมา

     

Date : 13 / 03 / 2016

  • Date : 13 / 03 / 2016
    รัฐต้องกำชับผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน
    แนวโน้มการเลิกจ้างพนักงานในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในปีนี้   ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ต้องกำชับผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด 
     
    ผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง เริ่มปรากฏผลชัดต่อธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย  โดยหลายบริษัทมีการปรับแผน ทั้งปรับลดต้นทุน  ชะลอการลงทุนในแหล่งผลิตที่มีต้นทุนสูงออกไป รวมไปถึงการปรับลดพนักงานในองค์กร   ซึ่งในกรณีหลัง เริ่มมีประเด็นร้องเรียนไปยัง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ว่าฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources ) ของบริษัทต่างชาติขนาดกลางที่ลงทุนในแหล่งผลิตน้ำมันดิบบางแหล่งในอ่าวไทย  มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ของไทย เพื่อต้องการที่จะลดค่าใช้จ่ายให้บริษัท 
     
    แหล่งข่าวในวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ออกมาระบุว่า  บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบางบริษัท  ใช้จังหวะที่ราคาน้ำมันดิบตกต่ำ ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่  เพื่อเลิกจ้างพนักงานที่ไม่อยู่ภายใต้โครงสร้างใหม่  ซึ่งเป็นเรื่องที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะต้องเข้ามาช่วยดูแล อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อให้บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่เข้ามาลงทุนในประเทศนั้นปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด  
     
    โดยสาระสำคัญของกฏหมายคุ้มครองแรงงาน พนักงานที่มีอายุงานทำงาน1ปีจะต้องได้รับเงินชดเชยจากนายจ้างเทียบเท่าเงินเดือน 3เดือน ถ้ามีอายุงาน  3ปีต้องจ่ายในอัตราเทียบเท่าเงินเดือนรวม 6เดือน   อายุงาน 6ปี จะต้องจ่ายเทียบเท่าเงินเดือนรวม 8เดือน  และอายุงาน 10ปี จะต้องจ่ายเทียบเท่าเงินเดือนรวม  10เดือน
     
    “มีกรณีที่เกิดขึ้นแล้วว่าพนักงานระดับบริหารในบริษัทสำรวจปิโตรเลียมขนาดกลางแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกเลิกจ้าง มีอายุการทำงาน 1ปี5เดือน และควรจะได้รับเงินชดเชย เทียบเท่าเงินเดือน3เดือนตามกฏหมาย แต่ฝ่ายHR ของบริษัทแห่งนั้น พยายามที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชย  จนผู้บริหารคนดังกล่าว ต้องไปร้องเรียนกับพนักงานตรวจแรงงาน ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน  สุดท้ายจึงมีการเจรจาต่อรองกันโดยบริษัทยอมจ่ายเงินชดเชย 2.5เดือน   กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของฝ่ายHR ว่าไม่ต้องการปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน    ดังนั้น ในแนวโน้มที่การเลิกจ้างพนักงานในอุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะมีเพิ่มมากขึ้นในปีนี้  ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะที่กำกับดูแลสัมปทานปิโตรเลียม ควรต้องจะประสานความร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กำชับให้บริษัทผู้รับสัมปทานดำเนินการตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด"  แหล่งข่าวกล่าว 
     
    ก่อนหน้านี้ นายสุริยันต์ อภิรักษ์สัตยากุล รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  ระบุถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ว่ามีแท่นขุดเจาะน้ำมันหยุดกิจการชั่วคราวไปแล้ว 2 แท่น ได้แก่ แท่นสงขลา C และ G กำลังการผลิตรวม 2,600 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งทั้ง 2 แท่นจะกลับมาเดินเครื่องการผลิตอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ภาพรวมทั้งระบบของอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีการปลดแรงงานแล้วรวม 5-6 พันคน เนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการขุดเจาะปิโตรเลียมออกไป 
     
    แม้ว่านักวิเคราะห์จะมองว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกน่าจะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ราคาน้ำมันดิบในปีนี้ก็จะยังไม่อยู่ในระดับที่สูงพอที่อุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะหยุดแผนการเลิกจ้างพนักงาน-Energy News Center

Date : 06 / 03 / 2016

  • Date : 06 / 03 / 2016
    เดินตามกระแสCOP21 ถึงเวลาถกเรื่องโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์

    สัมภาษณ์พิเศษ
    เดินตามกระแสCOP21  ถึงเวลาถกเรื่องโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์

                นับตั้งแต่ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย เดินทางไปร่วมประชุมผู้นำภาคีอนุสัญญา ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรอบ21หรือCOP21ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี2558 ที่ผ่านมา และร่วมแสดงเจตจำนงในการปรับลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซค์ ลง ตามกระแสของประเทศพัฒนา  ทำให้ไทยต้องกลับมาทบทวนดูแนวนโยบายด้านพลังงานของตัวเองในอนาคต ว่าจะสร้างสมดุลทางด้านพลังงานของตัวเองอย่างไร  สิ่งที่เขียนเอาไว้ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุดหรือ PDP2015 นั้น เป็นทิศทางที่ถูกต้องเพียงพอแล้วหรือยัง  และแต่ละประเทศกำหนดแนวนโยบายด้านพลังงานของตัวเองอย่างไร   มีเทคโนโลยีอะไรที่จะนำพาไปสู่การพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืน และสอดคล้องกับเรื่องของCOP21   

    ประเด็นที่ทิ้งไว้เป็นเครื่องหมายคำถามเหล่านี้  มีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้งานSETA2016 ซึ่งจะจัดขึ้นโดยเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย ในวันที่23-25มี.คนี้ เป็นที่สนใจของเหล่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายพลังงาน ,ผู้ผลิตพลังงาน และผู้ใช้พลังงาน ในระดับนานาชาติ ที่จะมาร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น  และให้คำตอบว่าทิศทางพลังงานของโลกจะเดินต่อไปอย่างไรต่อไป ทางเลือกที่ยังมีอยู่ของพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอน์ไดออกไซค์ อย่าง แสงอาทิตย์  ลม นิวเคลียร์ จะเกิดขึ้นได้มากน้อยแต่ไหน  และไฟฟ้าจากถ่านหินที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ยัง จะเป็นทางออกของประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วอยู่หรือไม่ 
    Energy News Center  พาไปหาคำตอบบางส่วน จากมุมมองของ รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน Sustainable Energy &Technology Asia หรือ SETA2016 


    ผลจากข้อตกลงCOP21 อาจารย์คิดว่า พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยควรเดินไปทิศทางใดในอนาคต ?

                ประเด็นสำคัญของการประชุมCOP21คือ ความร่วมมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ ควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส  ซึ่งไทยเองทางนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้เจตจำนงต่อที่ประชุมด้วยว่า จะปรับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลง ให้ได้20% จากปัจจุบัน  แน่นอนว่าในการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย จะต้องให้ความสำคัญต่อเชื้อเพลิงที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  และปรับลดสัดส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างก๊าซ และถ่านหิน ลง   ทีนี้ก็มาดูว่าเราเหลือทางเลือกอะไรของเชื้อเพลิงที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ  ก็เหลือเพียง พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม  พลังงานทดแทนจากชีวมวล และพลังงานจากนิวเคลียร์  

               อย่างไรก็ตามในการกำหนดเป็นนโยบายก็ต้องคำนึงถึงสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย  จะเห็นว่าพลังงานแสงอาทิตย์ นั้น ปัจจุบันก็มีข้อจำกัดเพราะผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดดเท่านั้น  ไม่สามารถที่จะกักเก็บไฟไว้ใช้ได้ เนื่องจากเทคโนโลยีเรื่องระบบกักเก็บหรือแบตเตอรี่นั้น ยังมีราคาแพง  ดังนั้นการส่งเสริมจึงไม่สามารถที่จะทำได้อย่างรวดเร็ว ยังต้องรอให้ต้นทุนอุปกรณ์ต่างๆปรับลดลงมา  และมีการพัฒนาระบบการกักเก็บพลังงานให้สามารถใช้ในยามที่ไม่มีแสงแดดได้ เสียก่อน  ไม่เช่นนั้นจะเป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า  ซึ่งก็ต้องถามกลับไปที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าว่า พร้อมที่จะจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นหรือไม่

    ในส่วนของพลังงานลมนั้น ก็มีข้อจำกัดที่ ประเทศไทยพื้นที่ที่มีกระแสลมแรงจะอยู่ที่บนภูเขา และในทะเล การส่งเสริมจึงต้องเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพ  มีระบบสายส่งที่เชื่อมต่อไปถึงกลุ่มผู้ใช้ ในต้นทุนที่เหมาะสม เช่นเดียวกัน

    สำหรับทางเลือกที่ยังเหลืออยู่อีก คือพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งในทางเทคนิคถือว่าเป็นพลังงานที่มีความปลอดภัยสูง และไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการยอมรับของประชาชน  รวมทั้งไทยเองยังไม่ได้มีการเตรียมพร้อมเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งเรื่องของกฏระเบียบ  เรื่องบุคลากร ที่จะนำไปสู่การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในอนาคตอันใกล้นี้     ดังนั้นการกำหนดทิศทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศจึงต้องพิจารณาดูกันอย่างรอบคอบในหลายๆมิติ


    ในความเห็นของอาจารย์ คิดว่า ประเทศไทยควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่?

               

      เรื่องของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เป็นเรื่องเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกและการยอมรับของประชาชน แม้ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีความปลอดภัยสูงเท่าที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น แต่ก็ไม่ 100% ดังกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะของญี่ปุ่น ที่ไม่มีใครคิดว่าการเกิดสึนามิ ที่มีคลื่นสูงถึง14เมตรและทำลายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ซึ่งถ้าดูเฉพาะกรณีนี้  การเกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยแทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลย  แต่ในอนาคตต่อไปหลังเหตุการณ์ฟูกุชิมะ แล้วทั่วโลกเขาใช้กัน  เราก็ไม่ควรปฏิเสธนิวเคลียร์  แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

    อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว21 ปี หรือ PDP 2015 มีการบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เอาไว้ในปลายแผน 2,000 เมกะวัตต์เพราะไม่อยากตัดโอกาสตัวเอง  แต่เมื่อถึงเวลาแล้ว ประชาชนตัดสินใจว่าจะไม่ใช้  ก็ต้องยอมรับว่าพลังงานที่จะมาแทนนั้นมีต้นทุนสูงเท่าไหร่เราก็ต้องยอมใช้

    ในมุมมองส่วนตัว เห็นว่า ถ้าประเทศไทยจะเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  ก็จะต้องมีใช้อย่างต่อเนื่องไปตลอด จนกว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทน  โดยไม่ควรจะมีเพียงแค่2,000เมกะวัตต์  ถ้าจะทำก็ต้องไม่ต่ำกว่า 12 โรง และต้องมีระบบมาตรฐานและใบอนุญาตต่างๆ รองรับให้พร้อม ซึ่งจะเหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวอย่างแท้จริง



    ประเทศที่พัฒนาแล้วเขามีการปรับตัวเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไร

                หลายประเทศเริ่มหันมาใช้พลังงานทดแทนกันมากขึ้น  แต่เป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป คือ จะเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเมื่อโรงไฟฟ้าเดิมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หมดอายุ  คือคิดวันนี้อาจจะทำได้จริงอีก 40-50 ปีข้างหน้า เพราะเป็นการคำนึงถึงเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ เช่น นอร์เวย์ กำหนดให้ 98% ของการผลิตพลังงานเป็นพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนฯ เลย ส่วนสวีเดน กำหนดไว้ถึง 90% ขณะที่เดนมาร์กกำหนดให้ในปี 2050 จะใช้พลังงานทดแทน 100%

               สำหรับจีนและสหรัฐฯ แม้จะเป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยจีนระบุว่าหากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 50 โรงคู่ขนานกับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ก็จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศด้วย   ส่วนเวียดนาม ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของไทย ก็มีแผนชัดเจนว่าจะเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์


    ภาคเอกชนจะมีส่วนร่วมการจัดการพลังงานของประเทศอย่างไร?

                เร็วๆนี้จะมีเวทีด้านพลังงานที่ภาคเอกชนเป็นผู้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในระดับเอเชีย ภายใต้ชื่อ การจัดงานนิทรรศการและการประชุมเทคโนโลยีนวัตกรรมพลังงานที่ยั่งยืนระดับเอเชีย ประจำปี 2559 หรือ SETA 2016 ระหว่างวันที่ 23-25 มี.ค. 2559 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

                โดยมีทั้งการประชุมวิชาการและการแสดงเทคโนโลยีไฟฟ้าและคมนาคม ที่สำคัญจะมีการบรรยายด้านแผนนโนบายพลังงานจากหลายประเทศมาให้ข้อมูล การมีการแสดงเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า ทั้งนิวเคลียร์และเทคโนยีถ่านหินสะอาด

                เฉพาะในประเด็นของนิวเคลียร์  จะมีผู้เชี่ยวชาญของญี่ปุ่น มาเหล่าถึงประสบการณ์ของกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ  และแนวทางการป้องกันสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต  แน่นอนว่าญี่ปุ่นยังมีความจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์   จึงมีความน่าสนใจว่าเขาวางมาตรการเรื่องของความปลอดภัยอย่างไร

     

              ส่วนภาคคมนาคมขนส่งจะมีการแสดงทิศทางการใช้พลังงานที่มุ่งเน้นไปที่พลังไฮโดรเจน   รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า ซึ่งหากรถยนต์มีการเปลี่ยนจากน้ำมันมาใช้ไฟฟ้ามากขึ้น  ก็จะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องแผนการการผลิตไฟฟ้า ให้สอดคล้องกับความต้องการ



    ประโยชน์ที่จะได้รับจากงานSETA2016คืออะไร?

               SETA2016เป็นเวทีที่เน้นกลุ่มเป้าหมายคือผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน,ผู้ผลิตพลังงานและผู้ใช้พลังงาน โดยภาคเอกชนรับเป็นผู้จัด และหน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้การสนับสนุน  ซึ่งน่าจะดูเป็นกลางในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเต็มที่มากกว่า   โดยบทสรุปสุดท้ายจากเวทีสัมมนาภายในงานSETA2016 จะจัดทำเป็นเอกสาร เสนอของรัฐบาลเพื่อพิจารณาและเปิดเผยให้ประชาชนได้ทราบต่อไป

Date : 02 / 03 / 2016

  • Date : 02 / 03 / 2016
    กระทรวงพลังงาน เปิด 5 แผนปฏิบัติการพลังงาน ระยะยาว 21ปี
    รายงานพิเศษ
     
     การบูรณาการแผนพลังงานเข้าด้วยกัน ทั้ง 5 แผน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การดำเนินนโยบายด้านพลังงานในระยะยาวมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น  และสื่อมวลชนท้องถิ่น ก็มีความสำคัญที่จะทำรายละเอียดของแผนไปอธิบายต่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการสัมมนาเจาะแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว เส้นทางสู่พลังงานยั่งยืน
     
         พล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา “เจาะแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว เส้นทางสู่พลังงานยั่งยืน”ว่า กระทรวงพลังงานกำลังเดินตามแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว 5 แผน ซึ่งเป็นกรอบที่จะนำมาพัฒนาพลังงานของประเทศให้เกิดความมั่นคงในระยะยาว 21 ปี นับตั้งแต่พ.ศ. 2558-2579 ซึ่งประกอบด้วย
     
    1.แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยระยะ 21 ปี (พ.ศ.2558-2579) หรือ PDP 2015
     
    2. แผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558-2579 หรือ EEP 2015
     
    3.แผนพัฒนาพลังงานทดแทน พ.ศ. 2558-2579  หรือ AEDP 2015
     
    4.แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2558-2579 หรือ  Oil Plan 2015
     
    5.แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558-2579 หรือ Gas Plan 2015
     
               นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของแผน PDP 2015 นั้น มีความแตกต่างจากแผนที่ผ่านมาคือ เน้นกระจายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะลดการใช้ก๊าซฯจาก 64% เหลือ 30-40% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจาก 8-10% เป็น 20% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด  ตั้งเป้าลดการใช้ไฟฟ้าของประเทศลงให้ได้ 10,000 เมกะวัตต์ด้วย ส่วนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอด 21 ปีจะอยู่ที่ 4.587 บาทต่อหน่วย
     
               ทั้งนี้มีแผนผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้นใน 21 ปีรวม  70,335 เมกะวัตต์ ส่วนโรงไฟฟ้าที่จะสร้างใหม่มีประมาณ 31 โรง 57,459 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด 9 โรง กำลังผลิตรวม 7,390 เมกะวัตต์ ,โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 15 โรง กำลังผลิตรวม 17,478 เมกะวัตต์ , โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรง กำลังผลิต 2,000 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส 5 โรง กำลังผลิตรวม 1,250 เมกะวัตต์
     
               นอกจากนี้มีกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น 4,119 เมกะวัตต์, พลังงานหมุนเวียน 12,105 เมกะวัตต์, พลังน้ำสูบกลับ 2,101 เมกะวัตต์ และซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 11,016 เมกะวัตต์  อย่างไรก็ตามแผนดังกล่าว
     
               นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายแผนการอนุรักษ์พลังงาน 21 ปีนั้น ตั้งเป้าลดใช้พลังงานลง 30% หรือลดลง 56,142 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ แบ่งเป็นการลดใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม 22% ลดใช้พลังงานในอาคารขนาดใหญ่ 34% ลดการใช้พลังงานในอาคารขนาดเล็กและบ้านเรือน 8% และลดใช้พลังงานภาคขนส่ง 46%
     
               ส่วนแผนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 21 ปี ประกอบด้วย
     
     1.โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 500 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 131.68 เมกะวัตต์
     
    2.โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 50 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันยังไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบ
     
    3.โรงไฟฟ้าชีวมวล 5,570 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 2,726.60 เมกะวัตต์
     
    4.โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ(น้ำเสีย/ของเสีย) 600 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 372.51 เมกะวัตต์
     
    5.โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ(พืชพลังงาน) 680 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันยังไม่มีเข้าระบบ
     
    6.โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก 376 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้172.12 เมะวัตต์
     
    7.โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ 2,906.40 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 2,906.40 เมกะวัตต์
     
    8.โรงไฟฟ้าพลังงานลม 3,002 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 233.90 เมกะวัตต์
     
    9.โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 6,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 1,419.58 เมกะวัตต์
     
             นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ส่วนแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ 21 ปีนั้น กำหนดเป้าหมายนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ให้เกิดการแข่งขัน เพิ่มจำนวนผู้จัดหาและจำหน่าย พร้อมเปิดโอกาสให้บุคคลที่สามสามารถใช้หรือเชื่อต่อระบบส่งก๊าซฯและสถานี LNG รวมทั้งกำกับดูแลการจัดหา LNG ทั้งระยะสั้นและยาว เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีรวมถึงการรองรับความต้องการใช้ก๊าซฯให้มีเพียงพอในอนาคต
     
             นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ในส่วนของแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง 21 ปีนั้น แบ่งเป็น 5 มาตากร 1.สนับสนุนการประหยัดน้ำมันในภาคขนส่งตามแผน EEP โดยจะประหยัดให้ได้ 30,213 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือ ลดลง 46% ในปี 2579
     
             2.ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงโดยใช้กลไกตลาด รวมถึงการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) พร้อมทั้งปรับอัตราเก็บภาษีสรรพสามิตให้เกิดความเป็นธรรม
     
             3.การผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพตามแผน AEDP โดยมีเป้าหมายใช้เอทานอลให้ได้ 11.3 ล้านลิตรต่อวัน  จากปัจจุบันใช้อยู่ 3.6 ล้านลิตรต่อวัน ด้วยการยกเลิกชนิดน้ำมันบางประเภท เพื่อให้การใช้เอทานอลมากขึ้น ซึ่งกำหนดให้ในปี 2561 ลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายอยู่จาก 6 ชนิด เหลือ 4 ชนิด และในปี 2579 ลดเหลือ 2 ชนิดหลักเท่านั้น คือ แก๊สโซฮอล์ E20และE85 นอกจากนี้มีเป้าหมายให้ใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ 4.2 ล้านลิตรต่อวัน ด้วยการทยอยปรับสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์จากB7 ไปเป็น B10 และB20 ตามลำดับ
     
            4.บริหารจัดการชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม โดยไม่ส่งเสริมการแต่ไม่ห้ามใช้ LPG สำหรับภาคขนส่ง ส่วนNGV ส่งเสริมใช้ในรถบรรทุกและรถสาธารณะ และส่งเสริมการใช้เอทานอลตามศักยภาพรถยนต์
     
            และ 5.เพิ่มการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน ด้วยการทำระบบท่อส่งน้ำมันไปภาคเหนือและภาคอีสาน รวมถึงการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ต่อไป