บทความทั้งหมด

Date : 19 / 10 / 2016

  • Date : 19 / 10 / 2016
    “เขื่อนภูมิพล”เพื่อประโยชน์สุขของคนไทย

    ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของประเทศไทย จึงส่งผลให้เกิดโครงการเกี่ยวกับน้ำขึ้นมากมาย และทำให้ประเทศไทยบรรเทาปัญหาภัยพิบัติทางน้ำที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อยู่หลายครั้ง

    "เขื่อนกักเก็บน้ำ" เป็นหนึ่งในโครงการเกี่ยวเนื่องกับน้ำที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงให้ความสนพระทัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วยแก้ไขปัญหาน้ำด้านการอุปโภค บริโภค การเกษตร รวมถึงปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งได้ นอกจากนี้ยังสามารถเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำสร้างแสงสว่างให้คนไทยทั้งประเทศได้อีกด้วย 

    ความตอนหนึ่งในพระราชดำรัส ณ สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 17  มีนาคม พ.ศ. 2529 ว่า "...หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้..."

    เขื่อนภูมิพล ถือกำเนิดขึ้นจากการมีพระราชดำรัสเห็นชอบกับทางรัฐบาลในสมัยนั้นว่าควรมีเขื่อน เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้และเพื่อทำการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน 

    การไฟฟ้ายันฮี ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าของไทยในขณะนั้น (ก่อนจะมีการควบรวมกับการลิกไนต์และการไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ.) เป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างเขื่อนยันฮีในปี พ.ศ. 2500 

    จนกระทั่งปี 2507 การดำเนินการก่อสร้างจึงเสร็จเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2507 และพระองค์ได้ทรงพระราชดำรัสในวันประกอบพิธีเปิดไว้ดังนี้

     

    "เราเห็นพ้องกับรัฐบาลว่า โครงการอเนกประสงค์โครงการแรกของประเทศไทยนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจก้าวใหม่ให้ไพศาลออกไป ปัจจุบันน้ำเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงชีวิตและน้ำกับไฟฟ้า ส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของชีวิต เมื่อพลเมืองเพิ่มมากและเร็วก็ต้องเพิ่มน้ำและไฟฟ้าให้ทันความต้องการของพลเมือง"

    เขื่อนภูมิพลแห่งนี้เป็นเขื่อนเอนกประสงค์แห่งแรกในประเทศไทย  สร้างเป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้งขนาดใหญ่ที่สูงที่สุดในประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ จัดอยู่ในอันดับ 8 ของโลก มีความสูงจากฐานถึงสันเขื่อน 154 เมตร กั้นแม่น้ำปิงที่บ้านเขาแก้ว อำเภอสามเงา  ความยาวของลำน้ำจากเขื่อนถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่  เป็นระยะทาง 207 กิโลเมตร  สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 1,062 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง 

    นายเกษม จาติกวณิช อดีตผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เคยกล่าวไว้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในการเสวนาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในหัวข้อ "ในหลวงกับน้ำ" ซึ่งจัดโดยกระทรวงพลังงานร่วมกับสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและกฟผ.ว่า 

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงสนพระทัยเรื่องเขื่อนภูมิพลเสมอ เคยรับสั่งด้วยความเป็นห่วงว่า "วันหนึ่งถ้าตะกอนจะเต็มแล้วจะทำอย่างไร" กฟผ.ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แม้ตามหลักวิชาการแล้วไม่น่าจะเต็ม ทรงตรัสว่า "ถ้าไม่คิดไว้ก่อน บอกว่ายังไม่ถึงเวลาคิด ถ้าถึงเวลาแล้วจะคิดออกไหม" เมื่อกราบบังคมทูลไปว่าคิดออก พระองค์ท่านก็ตรัสว่า "ถ้าคิดออกให้เขียนไว้ในกระดาษแล้วเอาไปใส่ในไหไปฝังไว้เป็นลายแทง เผื่อว่าอีก 400 ปี จะมีใครมาขุดเอาไปใช้ เพราะว่าเขื่อนมันเต็ม"

    ซึ่งในความเป็นจริง คำว่าเต็มนี้ไม่ได้หมายถึงต้องเต็มตัวเขื่อน แค่เต็มที่ระยะ 230 เมตร ในระดับ Elevation เป็นระดับปากท่อที่จะปล่อยน้ำลงปั่นเครื่องปั่นไฟ ซึ่งน้ำก็จะไม่เข้าท่อแล้ว เพราะฉะนั้นอายุของเขื่อนก็จะหมดตรงนั้น กฟผ. จึงได้ไปทำการวิจัยว่าตะกอนที่ตกมาแล้ว ตกตรงไหนบ้าง ปรากฏว่าว่ามันยังตกมาไม่ถึงตัวเขื่อน ก็ไปกราบทูลให้ทรงทราบ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นห่วงอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าทำเสร็จแล้วก็ปล่อยไป

    อดีตผู้ว่ากฟผ.เคยกล่าวไว้ด้วยว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ประเทศอิหร่าน พระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านได้มีพระราชดำรัสเรื่องเขื่อนในประเทศอิหร่านกับพระองค์ เมื่อพระเจ้าชาห์เสด็จฯเยือนประเทศไทยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงอยากให้พวกเรา กฟผ. แสดงให้ต่างชาติเห็นว่าพวกเราก็มีดี ก็ทรงให้ กฟผ.สร้างที่ประทับที่เขื่อน และให้เราต้อนรับพระเจ้าชาห์ โดยพระองค์ไม่ได้เสด็จฯด้วย พระองค์ทรงวางพระทัยพวก กฟผ. ทรงภูมิพระทัยว่าประเทศไทยมีเขื่อนขนาดใหญ่เช่นกัน กฟผ. ก็สนองพระราชประสงค์ได้อย่างสมบูรณ์ พระเจ้าชาห์ทรงคล้ายกับพระเจ้าอยู่หัวคือ ทรงสนพระทัยเรื่องเขื่อน เรื่องเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กฟผ.ถวายรายงานว่าเขื่อนภูมิพลสูงเท่าไหร่ ความจุเท่าไหร่ ตอนแรกพระเจ้าชาห์ทรงมีทีท่าทางว่ามีขนาดใหญ่ แต่พอทรงประทับเรือลงไปในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลก็ทรงเชื่อ ทรงตรัสว่า "นี่มันไม่ใช่อ่าง นี่มันทะเล" 

    ปัจจุบันเขื่อนภูมิพลนอกจากจะผลิตกระแสไฟฟ้าและกักเก็บน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคแล้ว บริเวณโดยรอบเขื่อนภูมิพลเป็นแหล่งพักผ่อน และเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดด้วย และทางเขื่อนภูมิพลได้จัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ  สองฝั่งลำน้ำปิงเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ตื่น เป็นเส้นทางเดินศึกษาสภาพความหลากหลายของพื้นที่ป่าดิบเขา และการฟื้นฟูสภาพป่า ตลอดจนการศึกษาลักษณะสภาพป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ความหลากหลายของภูเขาหิน ลำห้วย และน้ำตก  เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ มีนักท่องเที่ยวไปเยือนราว 27 ล้านคนต่อปี 

    นอกจากนี้ยังมีจุดท่องเที่ยวในบริเวณนั้นที่น่าสนใจ เช่น พระพุทธบาทดอยเขาหนาม   ลักษณะเป็นเกาะกลางอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล มีวัดพระพุทธบาทอยู่บนเขา ภายในวัดมีรอยพระพุทธบาทและศาลาประดิษฐานองค์พระประธาน มีทิวทัศน์โดยรอบสวยงามยิ่งนัก และ เกาะวาเลนไทน์  เป็นเกาะเล็ก ๆ มีหาดทราย สามารถเล่นน้ำได้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปเที่ยวเกาะทั้งสองได้โดยเช่าเรือจากเขื่อนภูมิพล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที 

    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น "พระบิดานักพัฒนาพลังงานไทย" ผ่านโครงการด้านพลังงานมากมาย ตลอดสมัยที่ทรงครองราชย์ 70 ปี และเขื่อนภูมิพลแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในเขื่อนหลักของกฟผ.ที่ลูกหลานคนไทยได้ยังประโยชน์มาตราบจนวันนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงหาที่สุดมิได้  

Date : 17 / 10 / 2016

  • Date : 17 / 10 / 2016
    พระผู้ทรงเป็นวิศวกรนักพัฒนาแห่งแผ่นดิน

    นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อปี ๒๔๘๙ ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยนานัปการ และตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติถึง ๗๐ ปี การใดก็ตามที่จะเป็นการสนองตอบพระมหากรุณาธิคุณอันล้นเกล้าล้นกระหม่อมนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มุ่งมั่นดำเนินการเพื่อสนองพระราชดำริ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับราษฎร ในด้านพลังงานและด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งแต่ละโครงการล้วนส่งผลให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีความสุข

    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์มาโดยตลอด และด้วยพระอัจฉริยภาพด้านวิศวกรรม เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยือนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริให้ กฟผ. ทำการสำรวจและศึกษาพื้นที่เพื่อก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กผลิตกระแสไฟฟ้าให้ราษฎรในชนบท อาทิ โรงไฟฟ้าบ้านขุนกลาง จ.เชียงใหม่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำคลองช่องกล่ำจ.สระแก้ว โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันติ จ.ยะลา และเขื่อนพรมธารา จ.ชัยภูมิ ซึ่งการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตราษฎรให้ดีขึ้น

    ไม่เพียงโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กที่หล่อเลี้ยงชุมชนเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ยังทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่ง กฟผ. ได้รับสนองพระราชดำริ โดยพัฒนาเขื่อนขนาดใหญ่ในความดูแลของ กฟผ. กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามเขื่อนใหญ่เพื่อเป็นสิริมงคล ๙ แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี และโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา

    เขื่อนขนาดใหญ่ของ กฟผ. ทุกแห่ง ล้วนเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศ แต่การจะมีน้ำให้เขื่อนได้ทำหน้าที่กักเก็บนั้น ต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อกัน ระหว่างทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ กฟผ. จึงได้ดำเนินโครงการปลูกป่า กฟผ. มากว่า ๒๐ ปี อาทิ โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ โครงการปลูกต้นกล้า ป่าต้นน้ำ ถวายพ่อ โครงการปลูกต้นไม้รอบบ้านพ่อ เป็นต้น ทำให้วันนี้ต้นน้ำลำธารของเมืองไทยยังคงมีอยู่ ยังผลมาถึงการที่ประชาชนมีอาชีพ เลี้ยงตัวเองได้ จากความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดขึ้น

    พระมหากษัตริย์นักพัฒนา แนะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หนทางสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรไทย ให้สามารถดำรงตนอยู่อย่างมั่นคงภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก บนหลัก “ความมีเหตุผล” “พอประมาณ” และ “มีภูมิคุ้มกัน” กฟผ. จึงได้จัดตั้ง “โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้พนักงาน กฟผ. ทั่วประเทศช่วยกันขยายแนวคิดนี้ไปสู่ชุมชนรอบหน่วยงานของ กฟผ. ด้วยการสนับสนุนชุมชนในด้านวิชาการ บุคลากร และงบประมาณดำเนินการเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งในการทำประมง เกษตร ปศุสัตว์ และรักษาฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยปราศจากสารพิษ ส่งผลให้ประชาชนมีความสุข

     

     

Date : 14 / 10 / 2016

  • Date : 14 / 10 / 2016

    เช้าวันนี้ (14 ตุลาคม 2559) พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

    ต่อมา นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารในเครือ ปตท. และพนักงาน ร่วมกันถวายอาลัย น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ พร้อมกับยืนไว้อาลัยเป็นเวลา9นาที

     ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดรวบรวมผลงานในโครงการตามแนวพระราชดำริ นำออกมาเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อการพัฒนาพลังงานไทย จนได้รับการขนานนาม "พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย" ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงาน พร้อมสานต่อโครงการตามแนวพระราชดำริต่อไปเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

     

     

Date : 11 / 10 / 2016

  • Date : 11 / 10 / 2016
    สัมภาษณ์พิเศษ "ประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ"อธิบดีพพ.คนใหม่ ปรับภารกิจพพ.สอดรับ Energy4.0

    อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) คนใหม่"ประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ"  ให้สัมภาษณ์พิเศษผู้สื่อข่าว Energy News  Center  หลังนั่งทำงานในตำแหน่งผู้บริหารเบอร์หนึ่งของพพ.เต็มตัว  พร้อมปรับภารกิจของกรมให้สอดรับกับนโยบาย Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงาน  ในการนำนวัตกรรมด้านพลังงานมาช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน  การปรับทบทวนระบบฟีดอินทารีฟ  และการกำหนดโซนนิ่งให้มีความเหมาะสมมากขึ้นกับพลังงานทดแทนประเภทต่างๆ  การมอบนโยบาย5ด้านให้ข้าราชการของพพ. ได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านพลังงานในระดับสากล     รายละเอียดจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านจากบทสัมภาษณ์

    -พพ.จะมีโครงการอะไรบ้างภายใต้นโยบาย Energy 4.0 ?

    ตอบ วันนี้กระทรวงพลังงานเดินหน้าสู่นโยบาย Energy 4.0 เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น ด้วยการนำนวัตกรรมด้านพลังงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในส่วนของ พพ. จะมีการส่งเสริมในรูปแบบของโครงการ แบ่งเป็น 2 ระดับ  ได้แก่ 1.ระดับครัวเรือน โดย พพ.จะสนับสนุนการทำอุปกรณ์อบแห้งสำหรับพืชผลการเกษตร เช่น การทำโดมที่ใช้เทคโนโลยีโซล่าร์สำหรับอบแห้งผลิตภัณฑ์การเกษตร เช่น ลำไยอบแห้ง พริกอบแห้ง และกล้วยตาก เป็นต้น เพราะการอบแห้งทำให้ผลิตภัณฑ์ออกมามีผิวสวย น่ารับประทาน สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการ ตากแห้งแบบเดิมถึง 10 เท่า 

    โครงการนี้  พพ.ได้รับงบประมาณมาดำเนินการแล้ว 19 ล้านบาท  โดยจะคัดเลือกผู้ร่วมโครงการ 50 ราย ซึ่ง พพ.จะให้เงินสนับสนุน 35% ของต้นทุนทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 65% ผู้ร่วมโครงการจะออกเอง คาดว่าแต่ละแห่งจะใช้เงินลงทุนประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งเท่ากับว่า พพ.จะสนับสนุนประมาณ 1.5-2 แสนบาทต่อราย  ขณะนี้เรากำลังกำหนดหลักเกณฑ์การรับสมัครผู้ร่วมโครงการอยู่ 

    ส่วนระดับที่ 2 คือ ระดับชุมชน ซึ่งพพ.จะให้การสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก ประมาณ 30-60 กิโลวัตต์ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า ยังมีหลายอำเภอที่ขาดแคลนไฟฟ้าใช้ โดยเบื้องต้น พพ. จะดำเนินการใน 5 แห่ง ได้แก่

    1. อ.ผาบ่อง จ.แม่ฮ่องสอน

    2. อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน    

    3. อ.ท่าสองยาง จ.ตาก

    4. อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

    5. อ.แม่สรวย จ.เชียงราย 

    โครงการนี้ พพ.ได้รับงบประมาณจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานแล้ว 68 ล้านบาท คาดว่าจะสนับสนุนเฉลี่ยแห่งละ  17-18 ล้านบาท เมื่อสร้างเสร็จจะมอบให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) หรือ เทศบาล และให้ชาวบ้านเป็นผู้ดูแลต่อไป โดยคาดว่าจะสร้างเสร็จประมาณปลายปี 2560 

    โครงการทั้ง2ระดับดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการนำนวัตกรรมด้านพลังงาน มาสร้างประโยชน์และสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านให้สูงขึ้นได้  

    -ยังมีแผนงานอื่นๆที่ต้องเร่งดำเนินการหรือไม่ ?

    ตอบ ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนวัตกรรมไปเร็วมาก และเป็นหน้าที่ พพ.จะต้องตามให้ทัน ที่เห็นได้ชัดคือ การผลิตไฟฟ้าและความร้อนจากแผงโซล่าร์เซลล์ ซึ่งขณะนี้ราคาค่าแผงโซล่าร์เซลล์ปรับลดลงมาก ทำให้ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้ประกาศปรับลดเงินสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ) ลงจาก 5.66 บาทต่อหน่วย เหลือเพียง 4.12 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 25 ปี  ดังนั้น พพ. เตรียมแผนที่จะทบทวนปรับอัตราฟีดอินทารีฟในส่วนของพลังงานทดแทนชนิดอื่นๆ ให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  โดยแต่เดิมการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบฟีทอินทารีฟเป็นหน้าที่ของ สนพ. แต่ภายหลังจากที่กระทรวงพลังงานได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานใหม่เมื่อเร็วๆนี้ จึงทำให้ พพ.ต้องเป็นผู้เข้ามาดูแลเรื่อง ฟีดอินทารีฟเองทั้งหมด

    นอกจากนี้ พพ.ยังเตรียมทบทวนการกำหนดโซนนิ่งเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนทุกชนิด เช่น ชีวมวล แก๊สชีวภาพ ลม โซล่าร์  เป็นต้น ให้ทราบข้อมูลล่าสุดว่าพื้นที่ใดมีเชื้อเพลิงชนิดใดมากหรือน้อยแค่ไหน เหมาะสมกับการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนชนิดนั้นๆ หรือไม่ เนื่องจากข้อมูลที่ พพ. มีอยู่นั้น เป็นข้อมูลที่สำรวจไปเมื่อปี 2557 ดังนั้นควรมีการสำรวจใหม่ให้ทันสถานกาณ์ปัจจุบันมากขึ้น ที่สำคัญข้อมูลใหม่นี้จะเริ่มนำไปใช้กับโครงการรับซื้อไฟฟ้าชีวมวล แก๊สชีวภาพ เฟส2 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่เตรียมประกาศรับซื้อในปี 2560 นี้ เป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตามได้มอบหมายให้สำนักงานใน พพ.ประสานงานกับพลังงานจังหวัด เพื่อจัดทำข้อมูลดังกล่าวแล้ว และจะดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด  

    -มอบนโยบายอะไรกับข้าราชการ พพ. บ้าง?

    ตอบ ผมได้มอบนโยบาย 5 ด้านให้กับข้าราชการ พพ. ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นนโยบายที่ผมนำประสบการณ์ตรงจากการอยู่มาหลายตำแหน่ง ทั้งที่เคยอยู่ พพ. มานาน ก่อนจะก้าวไปเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) จากนั้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกรถทรวงพลังงาน และรองปลัดกระทรวงพลังงาน ก่อนจะมาเป็นอธิบดี กรม พพ.ในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อ พพ. ในยุคใหม่นี้ 

    โดยนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านบุคลากร จะต้องสร้างคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ พพ.เกษียณหลายคนในปี 2559 นี้ ทั้งนี้จะต้องสร้างข้าราชการเดิมที่มีอยู่ให้เติบโตในตำแหน่งหน้าที่มากขึ้น พร้อมกับสร้างข้าราชการรุ่นใหม่ให้มาทดแทนให้ทัน แต่ก็ต้องอยู่ในความเหมาะสม ไม่ข้ามหน้าคนรุ่นเก่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความรู้สึกไร้ค่า 

    2. ด้านการเงิน จะเร่งรัดการเบิกจ่ายงบในโครงการที่ผ่านเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์)แล้ว รวมถึงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งได้รับงบประมาณจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 6,000 ล้านบาท จะเร่งกำหนดเกณฑ์คัดเลือกผู้ร่วมโครงการให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ต.ค. 2559 นี้ เพื่อให้เปิดโครงการได้ภายในสิ้นปี 2559  เบื้องต้นหน่วยงานรัฐที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นหน่วยงานที่ไม่เคยได้รับการสนุบสนุนจากกระทรวงพลังงานมากก่อน หรือเคยได้รับแล้วก็ต้องมาดูว่ากี่ปีมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้ภาครัฐทำการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ เช่น เครื่องปรับอากาศ หลอดไฟ เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน รวมถึงการติดตั้งโซล่าร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในหน่วยงาน โดยไม่มีการขายเข้าระบบ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดผลการประหยัดได้ชัดเจน

    3. ด้านวิธีการทำงาน จะต้องประสานงานกับเอกชนและหน่วยงานภาครัฐให้มากขึ้น โดยขณะนี้ได้เริ่มหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) รวมถึงกรมต่างๆ ในกระทรวงพลังงาน เพื่อประสานการทำงาน ร่วมมือกันช่วยให้ประเทศเกิดการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการโซล่าร์สำหรับสูบนำ้กลับมาช่วยภัยแล้ง ซึ่งสำนักปลัดกระทรวงพลังงานได้รับงบประมาณดำเนินโครงการดังกล่าว 500 ล้านบาท ดำเนินการในชุมชน 900 แห่งทั่วประเทศ ในช่วงฤดูร้อนของปี 2560 นี้ ทาง พพ.ก็จะเข้าไปช่วยเรื่องการทำทีโออาร์ การสนับสนุนนักวิชาการ เป็นต้น เพื่อให้โครงการประสบผลสำเร็จ 

    นอกจากนี้จะปรับวิธีการทำงานใหม่ โดยมอบอำนาจตัดสินใจให้รองอธิบดี รวมถึง ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ สามารถเซ็นต์อนุมัติงบประมาณได้ เช่น งบไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้ผู้อำนวยการสามารรถอนุมัติได้ หรือ งบไม่เกิน 3 ล้านบาท ให้รองอธิบดี อนุมัติได้ แต่เกิน 3 ล้านบาทต้องให้อธิบดีอนุมัติเท่านั้น เป็นต้น  นอกจากนี้จะเตรียมลดขั้นตอนการทำงานให้สะดวกขึ้น โดยเตรียมไปศึกษาดูระบบการทำงานแบบใหม่จากภาคเอกชนเพื่อมาปรับใช้กับ พพ.ต่อไป 

    4. ด้านข้อมูล ปัจจุบันข้อมูลของสำนักงานต่างๆ ในพพ. เช่น สำนักลม แสงแดด ไบโอแมส ไบโอแก๊ส มีข้อมูลไม่ตรงกัน ดังนั้นจะมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูง 1 คน เข้ามาเป็นศูนย์กลางข้อมูล โดยแต่ละสำนักงานต้องจัดทำข้อมูลล่าสุดส่งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศไม่เกินวันที่ 5 ของทุกเดือน และผู้บริหารระดับสูงนี้จะสรุปประมวลลงเว็บไซด์และอัพเดทขึ้นเว็บไซต์ทุกๆ วันที่ 10 ของทุกเดือน ซึ่งต่อไปใครจะใช้ข้อมูลก็ต้องนำข้อมูลที่จัดทำนี้ไปใช้ เพื่อให้เป็นข้อมูลเดียวกัน และเข้าใจตรงกัน และที่สำคัญต้องให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์มากขึ้น ตามทิศทางของสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

    และ 5. วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องจักร อาคารสถานที่ ต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ที่ช่วยให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำร่องที่ พพ. ด้วยการกำหนดให้เปิดแอร์ที่ 26 องศา แต่ต้องตรวจวัดอุณหภูมิ ณ จุดที่คนนั่งทำงานอยู่ หรือจุดที่ร้อนสุดของห้องให้ไม่เกิน 26 องศา เพราะปัจจุบันเครื่องปรับอุณหภูมิมักติดอยู่บนผนังหรือเพดาน และใช้อุณหภูมิ ณ จุดนั้นเป็นตัวปรับอุณหภูมิซึ่งไม่ได้ช่วยให้เกิดการประหยัดแต่อย่างใด 

    กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นชื่อที่บ่งบอกถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว  จึงควรจะเป็นต้นแบบของประเทศหรือก้าวเข้าสู่ระดับสากล  ดังนั้นในอนาคตต้องปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานระดับอาเซียนภายใน 2 ปี และระดับเอเชียใน 5 ปี  ซึ่ง พพ.จะจัดสัมมนาข้าราชการ พพ.ในเดือน พ.ย. 2559 นี้ เพื่อเตรียมปรับเปลี่ยนการบริหารงานไปสู่ระดับสากลให้มากขึ้น