บทความทั้งหมด

Date : 25 / 11 / 2016

  • Date : 25 / 11 / 2016
    อนาคตโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ อยู่ที่การยอมรับของประชาชน

    หลังจากที่ยืดเยื้อมานานว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะได้รับการอนุมัติให้เดินหน้าก่อสร้างได้หรือไม่ ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ตัดสินใจชะลอการดำเนินการออกไปก่อน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้หาข้อสรุปที่ชัดเจนร่วมกัน

    โดยนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า “ข้อเรียกร้องเรื่องถ่านหิน ขณะนี้ได้มีการชะลอเรื่องไว้อยู่แล้ว อย่าต้องให้ใช้คำว่าระงับ ชะลอก็คือชะลอ ก็ขอให้เป็นข้อสรุปมาว่าประชาชนในพื้นที่ต้องการอะไร เพราะถ้าบอกอะไรมาแล้วให้ทำตามทุกอันมันคงไม่ใช่ เพราะรัฐบาลต้องทำตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ประกอบกับความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ด้วย”

    “วันนี้ใช้คำว่าชะลอไปก่อน ก็ยังไม่ได้สร้างอะไรทั้งสิ้น สร้างยังไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่ก็ระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยก็แล้วกัน ไม่ได้ไปข่มขู่ใคร เพียงแต่ว่าวันนี้ไฟฟ้าก็ยังติดๆ ดับๆ อยู่ในภาคใต้หลายแห่งเหมือนกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

    ถ้าถอดรหัสจากคำให้สัมภาษณ์ของพลเอกประยุทธ์ จะเห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ นั้นยังไม่ได้ถูกสั่งให้ยกเลิก แต่โครงการดังกล่าวจะยังสามารถเดินหน้าได้หาก มีเสียงสนับสนุนที่ชัดเจนจากเสียงส่วนใหญ่ของคนกระบี่ว่าต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน  ซึ่งแน่นอนว่า กฟผ.ในฐานะที่เป็นเจ้าของโครงการจะต้องเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้มากขึ้น

    ในขณะเดียวกัน ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดกระบี่ ที่นำโดยนายอนันต์  สันหาด  อดีตกำนันตำบลคลองขนาน     อ. เหนือคลอง นายไพโรจน์  บุตรเผียน นายบุญเที่ยง  บัวเลิศ  นายกิจจา  ทองทิพย์  ผู้นำชุมชน ชุมชนทั้ง 4 ตำบล ใน        อ.เหนือคลอง จ.กระบี่  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่  ซึ่งเดินทางมายื่นหนังสือและรายชื่อประชาชนที่สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว จังหวัดกระบี่  จำนวน 15,000  รายชื่อ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อนำเสนอพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้น  อาจจะต้องขยายเครือข่ายและแนวร่วมให้มากขึ้น  สะท้อนให้รัฐบาลได้เห็นถึงความต้องการของคนกระบี่อย่างต่อเนื่อง

    หลังการตัดสินใจนายกรัฐมนตรีที่ประกาศชะลอสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ นั้น นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็ออกมาน้อมรับคำสั่ง โดยที่ผ่านมา กฟผ.ได้มีการถอนคณะทำงาน ออกจากพื้นที่แล้วตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา

    นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ.

    อย่างไรก็ตามประเด็นที่ทางผู้ว่า กฟผ.แสดงถึงความกังวล ก็คือความมั่นคงไฟฟ้าของภาคใต้ในอนาคตที่จำเป็นจะต้องมีโรงไฟฟ้าหลักตั้งอยู่ในพื้นที่ ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้น ตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ  

    ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กฟผ. ต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ประมาณวันละ 200 – 300 เมกะวัตต์ และหากโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในภาคใต้จำเป็นต้องหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงหรือมีการหยุดส่งจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับโรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา เหมือนที่ผ่านมา กฟผ. จะต้องส่งไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 เควี ลงไปช่วยเพิ่มมากถึง 600 – 700 เมกะวัตต์  

    ทั้งนี้ สถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้เพิ่มขึ้น 5-6% ต่อปี หรือประมาณปีละ 150 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1,000   เมกะวัตต์ ในระยะเวลา 6 ปี แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยและทั่วโลกต่างประสบปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ แต่สิ่งที่จะต้องเตรียมพร้อมคือ หากสภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น เชื่อว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้จะเพิ่มไปมากกว่านี้อีก และหากสร้างโรงไฟฟ้าที่เป็นโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ไม่ทัน ก็จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้

    โดยผู้ว่าการ กฟผ. ย้ำถึงเรื่องพลังงานทดแทน ที่เป็นข้อเสนอของกลุ่มผู้คัดค้านที่จะให้มีการส่งเสริมเพื่อทดแทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ว่า พลังงานทดแทนในพื้นที่ภาคใต้ จะสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานเสริมในระบบได้เท่านั้น เนื่องจากด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันพลังงานทดแทนยังไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะช่วยเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้  อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่สูงกว่า

    ทั้งนี้ ในระหว่างที่ กฟผ.รอฟังเสียงส่วนใหญ่ของชุมชนที่ต้องแสดงออกให้ชัดเจนว่าต้องการให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่หรือไม่ กฟผ. ก็จะศึกษาเรื่องโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องด้วยก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG คู่ขนานกันไปด้วย อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าที่ใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงจะมีต้นทุนที่สูงกว่าถ่านหิน และในอนาคตจะส่งผลให้ภาพรวมค่าไฟฟ้าทั้งประเทศปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    ในขณะที่ฝั่งกระทรวงพลังงาน ซึ่งกำกับดูแลแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือแผน PDP2015 นั้น นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ยังออกมาระบุถึงความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ในอนาคต ด้วยปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว โรงแรม มีความต้องการใช้ขยายตัวถึง 10% ต่อปี โดยกำลังผลิตโดยรวมในภาคใต้มีประมาณ 2,400 เมกะวัตต์ ความต้องการอยู่ที่ 2,600 เมกะวัตต์ ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลางถึง 16%

    ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกะวัตต์ใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ไม่สร้างมลพิษ ซึ่งก่อสร้างในพื้นที่เดิมที่เคยเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินมาก่อน และการก่อสร้างใหม่นี้ ก็อยู่ในระหว่างการจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ซึ่งจะต้องทำ 3 ครั้ง ก่อนที่จะเสนอต่อคณะกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาเห็นชอบ  โดยตามแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าระยะยาว (พีดีพี) โรงไฟฟ้าจะก่อสร้างแล้วเสร็จเข้าระบบในปี 2562 แต่ปัจจุบันเลื่อนออกไปจนถึงปี 2565

    ที่ผ่านมาแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้นเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ในช่วงปี 2562 เป็นต้นไป รวมทั้งตอบโจทย์เรื่องของอัตราค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมกับผู้บริโภค และตอบโจทย์การกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิง จากปัจจุบันที่ประเทศต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าที่สูงถึง 64 % ซึ่งในอนาคตการผลิตก๊าซฯในประเทศจะมีแนวโน้มลดลงไปเรื่อยๆ และหากต้องแก้ปัญหาโดยนำเข้า LNG จากต่างประเทศมาทดแทน โดยไม่มีการกระจายไปเชื้อเพลิงประเภทอื่น ไทยก็จะกลายเป็นประเทศที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่เป็นเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม

    ในหลายประเทศทั้งเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ต่างมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในสัดส่วนที่สูงกว่าไทย และโรงไฟฟ้าถ่านหินก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้โดยมีการจัดการปัญหาเรื่องมลพิษและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี โดยที่ กฟผ. ก็มีโอกาสนำสื่อมวลชน และผู้นำชุมชน หลายคณะไปศึกษาดูงานมากแล้ว

    อย่างไรก็ตาม เมื่อนายกรัฐมนตรี สั่งชะลอโครงการเพื่อส่งการตัดสินใจกลับไปยังชุมชนในพื้นที่ ก็เป็นเรื่องที่คนในพื้นที่แสดงเจตนารมณ์ให้สังคมและรัฐบาลได้รับรู้อย่างชัดเจนว่าต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ แต่หากเสียงสะท้อนว่าไม่ต้องการนั้นดังกว่า ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงานและ กฟผ. ที่ต้องปรับวิธีการเพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ให้ได้ต่อไป

     

Date : 15 / 11 / 2016

  • Date : 15 / 11 / 2016
    มองญี่ปุ่น มองไทย ผ่านโรงไฟฟ้าถ่านหินมัตซุอูระ

    ความเข้าใจที่ต่างกัน ในเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน ระหว่างคนไทยและคนญี่ปุ่น  ซึ่งทำให้คนไทยกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดกระบี่ และในอำเภอ เทพา จังหวัดสงขลา นับเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินหน้าโครงการ  ทำให้ผู้บริหารกฟผ.ต้องนำคณะสื่อมวลชน ไปดูให้เห็นข้อเท็จจริงว่าคนญี่ปุ่นนั้นสามารถอยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าถ่านหินได้อย่างไร

    คณะศึกษาดูงานครั้งนี้ นำโดยนายสหรัฐ บุญโพธิภักดี  รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ กฟผ. เดินทางไปที่เมืองมัตซุอูระ จังหวัดนางาซากิ  บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น  ที่เมื่อต้นเดือนพ.ย.2559 ที่ผ่านมานี้

    มัตซุอูระเป็นเมืองเกษตรกรรมชุมชนรอบโรงไฟฟ้าประกอบอาชีพประมงชายฝั่งและปลูกข้าวแบบขั้นบันได  มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน มัตซุอูระ(Matsuura Thermal Power Plant)   เป็นของบริษัท J Power  มีขนาดกำลังการผลิตรวม2,000เมกะวัตต์  โดยยูนิตแรกกำลังการผลิต1,000เมกะวัตต์ จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในเดือนมิ.ย.2533 และยูนิตที่สองอีก1,000เมกะวัตต์ จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเดือนก.ค.2540   ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินอีกโรงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ติดกัน เป็นของบริษัทคิวชู อิเลคทริค เพาเวอร์

    โรงไฟฟ้ามัตซุอูระแห่งนี้ใช้ถ่านหินนำเข้า บิทูมินัส และซับบิทูมินัส นำเข้าและเทคโนโลยี Ultra-Supercritical เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี  โดยโรงไฟฟ้ามัตซุอูระ ใช้ถ่านหินเฉลี่ยอยู่ที่2,225 ตันต่อเมกะวัตต์ต่อปี ซึ่งน้อยกว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ ใช้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ2,588 ตันต่อเมกะวัตต์ต่อปี  เพราะมีค่าความร้อนของถ่านหินที่สูงกว่า คืออยู่ที่5,000-6,000 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม  ส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่อยู่ที่ 4,000-6,000 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม   โดยค่าควบคุมปากปล่องทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน  ฝุ่นละออง  ต่างอยู่ในเกณฑ์ที่ใกล้เคียงกัน และต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้อยู่มาก

    โรงไฟฟ้ามัตซุอูระ ใช้ระบบการกองเก็บถ่านหินแบบกองในที่โล่ง ในขณะที่ ของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้น กองเก็บไว้ในอาคารปิด  โดยขี้เถ้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้านั้น โรงไฟฟ้ามัตซุอูระนำไปใช้ประโยชน์ด้วยการถมทะเล ในขณะที่ของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้น  เอาไปทิ้งในบ่อฝังกลบ เพราะคนในชุมชนยังไม่มั่นใจในขี้เถ้าของถ่านหินเหมือนคนของอำเภอ มัตซุอูระ

    คณะของกฟผ.และสื่อมวลชน มีโอกาสได้ไปยืนดูโรงไฟฟ้ากับชุมชน ในมุมสูงบนภูเขาที่ห่างออกไป  ก็เห็นด้วยสายตาว่ามีการตั้งถิ่นฐานอยู่กันหนาแน่นรอบโรงไฟฟ้า มีคนอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ ราว22,000 คน  นอกจากนี้ยังได้ไปชมตลาดปลาที่ Yoshoku  Fish Farm  จึงได้เห็นว่า ในทะเลใกล้กับโรงไฟฟ้านั้น มีการเลี้ยงปลาซาบะ แบบในกระชัง  โดยปลาซาบะจากเมืองมัตซุอูระ มีชื่อเสียงมากในประเทศญี่ปุ่น และ ตลาดปลาในเมืองนี้ก็มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ8ของประเทศญี่ปุ่น

    เจ้าหน้าที่ประจำโรงไฟฟ้ามัตซูอุระ ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนจากประเทศไทย ว่า น้ำที่ปล่อยออกจากโรงไฟฟ้าลงสู่ทะเล ผ่านระบบการบำบัด โดยมีอุณหภูมิที่สูงกว่าน้ำทะเลเล็กน้อย ทำให้ปลาชอบมาอาศัยอยู่ในน้ำทะเลใกล้โรงไฟฟ้าจึงไม่กระทบต่ออาชีพประมง ของชาวมัตซูอุระ   จะเห็นได้จากปริมาณการจับปลาในแต่ละปีที่ไม่ได้ลดจำนวนลง  โดยปลาที่จับได้มีประมาณ89,294ตันต่อปี

    ในขณะที่การคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้น ภาคประชาชนกลุ่มหนึ่งหยิบยกข้อกังวลเรื่องของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะทางอากาศและน้ำ  ข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ที่จะส่งผลต่อการประกอบอาชีพประมง  รวมไปถึงภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของโรงไฟฟ้าถ่านหินมัตซุอูระ ยอมรับว่า ในช่วงแรกของการสร้างโรงไฟฟ้า ได้รับการต่อต้านจากคนในชุมชนกลุ่มหนึ่ง เพราะมีความกังวลว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินจะสร้างมลพิษ และปล่อยฝุ่นละอองที่กระทบกับความเป็นอยู่ของชุมชน  เมื่อทางโรงไฟฟ้าชี้แจงข้อมูลให้เห็นถึงมาตรการการป้องกันต่างๆ คนที่คัดค้านก็มีความเข้าใจ  ซึ่งตั้งแต่โรงไฟฟ้าเริ่มเดินเครื่องผลิตจ่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์  โรงไฟฟ้ากับชุมชนก็ไม่เคยมีปัญหาการร้องเรียน  และไม่มีการย้ายถิ่นฐานออกไปเพื่อหนีโรงไฟฟ้า   นอกจากนี้ โรงไฟฟ้ามัตซูอูระ ไม่ได้มีการตั้งกองทุนขึ้นมาเฉพาะเพื่อช่วยเหลือชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ในลักษณะเดียวกันกับไทย  เพราะถือว่าโรงไฟฟ้าได้จ่ายภาษีให้กับรัฐเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดสวัสดิการด้านต่างๆให้กับประชาชนไปแล้ว  

    นายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม  กฟผ. กล่าวถึงภาพรวมของนโยบายด้านไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่น  ว่าญี่ปุ่นหันมาเพิ่มสัดส่วนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้มากขึ้นเพื่อลดผลกระทบของอัตราค่าไฟฟ้า เพราะหลังเหตุการณ์อุบัติเหตุในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิม่า จากผลของสึนามิ  เมื่อปี2554 ที่ญี่ปุ่นต้องหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมด ทำให้อัตราค่าไฟฟ้า ทั้งภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมปรับสูงขึ้น จากเดิมโดยภาคครัวเรือนปรับเพิ่มขึ้นจากอัตรา7.65 บาทต่อหน่วย เป็น7.98บาทต่อหน่วย ส่วนภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่5.09บาทต่อหน่วย เพิ่มเป็น5.74 บาทต่อหน่วย

    โดยในปี2556 สัดส่วนเชื้อเพลิงถ่านหินนำเข้าที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ30.3% เป็นอันดับสองรองจากเชื้อเพลิงLNG  ที่มีสัดส่วนอยู่ที่43.2% โดยที่นิวเคลียร์มีสัดส่วนการใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  แต่แนวโน้ม สัดส่วนถ่านหินจะลดลงมาอยู่ที่26% และLNGเหลือ27% ในปี2573  เพราะญี่ปุ่นหันกลับมาทะยอยเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยสัดส่วนของนิวเคลียร์ จะอยู่ที่20-22%

    หันมาดูแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของไทย หรือPDP2015 นั้นมีเป้าหมายที่จะลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาก๊าซ ธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง จากปี2558 อยู่ที่64% ให้เหลือ 37% ในปี2579 โดยจะเพิ่ม สัดส่วนของเชื้อเพลิงถ่านหินนำเข้าบวกลิกไนต์ในประเทศ จาก20% เป็น23%และเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนจาก7% เป็น18%  ซึ่งจากแผนดังกล่าว ทำให้กฟผ.ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นอีก9โรง กำลังการผลิตรวม7,390 เมกะวัตต์  โดยเป็นโครงการที่ผูกพันแล้ว 6โรงกำลังการผลิตรวม4,390เมกะวัตต์ (รวมโครงการกระบี่และเทพา)  และเป็นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่อีก3โรง กำลังผลิตรวม3,000 เมกะวัตต์   

    นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของกฟผ.ที่จะสร้างความเข้าใจกับชุมชนและประชาชนให้ยอมรับในโรงไฟฟ้าถ่านหินเหมือนที่ญี่ปุ่นดำเนินการได้สำเร็จ   เพราะถึงแม้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินของกฟผ.จะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบเดียวกับที่ญี่ปุ่นใช้ และมีมาตรการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมีการตั้งกองทุนขึ้นมาพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าที่ดีกว่าญี่ปุ่น   แต่หากคนในชุมชนไม่ให้การยอมรับ  การดำเนินโครงการก็เป็นไปได้ยาก 

    การนำโมเดลความสำเร็จของการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศ  มาให้คนไทยได้เรียนรู้ จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารกฟผ.ให้ความสำคัญ และหวังว่าคนไทยส่วนใหญ่ จะมองเห็นประโยชน์ของการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน  เช่นเดียวกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้ามัตซุอูระ

     

     

     

     

     

     

     

     

Date : 31 / 10 / 2016

  • Date : 31 / 10 / 2016
    กฟผ.ย้ำ “มั่นคง-ราคา” สร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลควบคู่พัฒนาพลังงานทดแทน

    การประชุมใหญ่เชิงวิชาการอุตสาหกรรมไฟฟ้า ครั้งที่ 21 หรือ The 21st Conference of Electric Power Supply Industry  (CEPSI 2016) ภายใต้แนวคิด “ความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงาน : ทางเลือกและความท้าทายของอุตสาหกรรมไฟฟ้า” ที่ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 23-27 ตุลาคม 2559 ปิดฉากลงไปแล้วด้วยความสำเร็จ จากการที่ ผู้นำองค์กรด้านพลังงานระดับโลกกว่า 1,500 คน จาก 31 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และวิชาการของอุตสาหกรรมไฟฟ้า และหารือกันอย่างกว้างขวางถึงแนวทางการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน การ มุ่งสู่พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รับกระแสภาวะโลกร้อน ตามความตกลงลดก๊าซเรือนกระจกในการประชุมนานาชาติเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศที่กรุงปารีส หรือ COP21 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา   

    สำหรับประเทศไทย ายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์  ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. ) และประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมไฟฟ้าแห่งเอเซียตะวันออก และแปซิฟิคตะวันตก (AESIEAP) กล่าวกับ Energy News Center ว่า ประเทศไทยเองก็มีนโยบายมุ่งส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นไปตามทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานของโลกที่มุ่งเน้นลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า   

    อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ กฟผ. ชี้ว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันพลังงานทดแทนประเภทพลังงานหมุนเวียน ยังไม่สามารถผลิตและส่งไฟฟ้าตามความต้องการได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ก็ยังมีข้อจำกัด ทั้งในด้านประสิทธิภาพและต้นทุนค่าระบบและอุปกรณ์ที่ยังสูง จึงยังมีความจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าและให้ผู้บริโภคมีไฟฟ้าใช้ในราคาที่เหมาะสม

    “การเข้ามาสู่ระบบของพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ และลม ในปริมาณมากๆ จะมีผลกระทบ เพราะมีความวูบวาบ ไม่สม่ำเสมอ อีกทั้งต้นทุนการผลิตที่ยังสูง ก็มีผลต่อราคาค่าไฟ ซึ่ง กฟผ. ในฐานะที่ดูแลทั้งความมั่นคงและราคา เห็นว่าหากต้องการให้เกิดความมั่นคง ในขณะที่ก็ต้องส่งเสริมผลักดันการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้เกิดขึ้นด้วยนั้น เราต้องมีโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลช่วยประคับประคองไประยะหนึ่งก่อน จนกระทั่งถึงเวลาที่เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่ มีการพัฒนาจนทำให้ระบบ Energy  Storage มีประสิทธิภาพและราคาประหยัด ซึ่งเมื่อนั้น พลังงานหมุนเวียนก็จะสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเลย” นายกรศิษฏ์กล่าว

    แต่เนื่องจากปัจจุบัน ยังมีความจำเป็นต้องให้มีโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีที่สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม หรือโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ เพื่อช่วยเสริมความมั่นคง 

    “ถ้าอยากให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเกิด ก็ต้องยอมให้ฟอสซิลหรือถ่านหินเกิด แต่ให้อยู่เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตลอดไป คือรอจนเทคโนโลยี Energy Storage ประสบความสำเร็จ กักเก็บได้ 24 ชั่วโมง และราคาถูกลง ถึงตอนนั้น เชื้อเพลิงฟอสซิลจะลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่ง กฟผ. เอง เฝ้าระวังสถานการณ์อยู่ เพื่อพร้อมปรับตัวกับสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนไป โดยหากถึงเวลาที่พลังงานหมุนเวียนมั่นคง และสามารถเดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว อาจมีการปรับเปลี่ยนแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากฟอสซิลที่อยู่ปลายแผนพีดีพี 2015 ก็เป็นได้” นายกรศิษฏ์กล่าว

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมความมั่นคงทางไฟฟ้า ตามแผน PDP 2015 ต้องมีการปรับสัดส่วนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสมกับประเทศ  โดยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่มีสูงมากถึงร้อยละ 70   เพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินโดยนำเทคโนโลยีสะอาดมาใช้  เพื่อเป็นโรงไฟฟ้าฐานรองรับและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

     

    ผู้ว่าฯ กฟผ. กับรถ EGAT EV ที่นำมาจัดแสดงในส่วนนิทรรศการในงาน CEPSI 2016

     

    ภาคใต้ต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่ม

    สำหรับในประเด็นปริมาณสำรองไฟฟ้าที่พบว่า ปริมาณสำรองไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ อยู่ในระดับสูงเกินกว่า 30% ตั้งแต่ปี 2559 ไปจนถึงปี 2569 โดยในปี 2559 ปริมาณสำรองไฟฟ้าอยู่ที่ 36.8% ปี 2560 อยู่ที่ 33.9% ปี 2561 และอยู่ในระดับสูงกว่า 30% เรื่อยไป ก่อนที่ปริมาณสำรองไฟฟ้าจะปรับลดลงมาเหลือ 24.6% ในปี 2570 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ได้แสดงความเป็นห่วงผลกระทบภาระค่าไฟฟ้าต่อประชาชน และสั่งการให้ กฟผ. ทำแผนปรับลดให้เหลือ 15% หลังจากปี 2563  โดยอาจพิจารณาชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่นั้น ผู้ว่าฯ กฟผ. กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยนั้น ปริมาณสำรองที่สูงเป็นเพราะนับรวมปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้าไปด้วย แต่ถ้าไม่นับรวมปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนตามสัญญาแบบ Non-firm ก็จะมีสำรองอยู่ที่ราวๆ 20% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศอื่นอีกหลายประเทศที่มีระดับสำรองอยู่ที่กว่า 20-30%

    ทั้งนี้ หากมีสำรองต่ำเกินไป ก็อาจมีความเสี่ยง เช่นเดียวกับกรณีไต้หวัน ที่ระดับสำรองลดลงเหลือเพียง 2% เนื่องจากความล่าช้าใน การเข้าสู่ระบบของโรงไฟฟ้าแห่งใหม่

    นอกจากนั้น ผู้ว่าฯ กฟผ. ยังชี้แจงว่า แม้ในภาพรวมปริมาณสำรองไฟฟ้าจะอยู่ในระดับ 20% แต่หากพิจารณารายภาค ก็จะพบว่าภาคใต้มีไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการใช้ และต้องส่งไฟฟ้าไปจากส่วนอื่น ทั้งนี้ แม้ตัวเลขกำลังการผลิตภาคใต้จะอยู่ที่กว่า 3,000 เมกะวัตต์ ในขณะที่ความต้องการใช้มีราว 2,700 เมกะวัตต์ แต่ความที่ภาคใต้ใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งถือว่าเป็น non-firm ทำให้มีความไม่สม่ำเสมอ ทุกวันนี้จึงยังต้องส่งไฟจากภาคอื่นไปช่วยคราวละ 200-300 เมกะวัตต์ เนื่องจากไม่ต้องการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในภาคใต้โรงที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพราะจะทำให้ค่าไฟเพิ่มสูงขึ้นมาก

    นอกจากนั้น หากโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ในภาคใต้หยุดซ่อมบำรุง ก็จะมีปัญหามากขึ้น เพราะจะทำให้ไฟฟ้าหายไปจากระบบถึง 600-1,000 เมกะวัตต์

    “ภาคใต้มีปัญหากำลังการผลิตไม่พอ ดังนั้น อย่างไรก็ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ต้องสร้างโรงไฟฟ้าจาก ก๊าซฯ เพราะจะช่วยเรื่องความมั่นคงไฟฟ้า เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถช่วยได้เพราะยังไม่เสถียร แต่ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ค่าไฟก็จะโดดสูงขึ้น” นายกรศิษฏ์ชี้แจง

    นายกรศิษฏ์กล่าวสรุปว่า ดังนั้น ภาคใต้ต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลให้เกิดความเสถียร แล้วค่อยเติมพลังงานหมุนเวียนเข้ามา ดำเนินงานควบคู่กันไป เพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าในภูมิภาค 

     

Date : 24 / 10 / 2016

  • Date : 24 / 10 / 2016
    พระราชดำรัสในดวงใจ สว่างไสวพลังงาน

    อาจจะมีใครอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่า พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งทรงชี้แนะให้พสกนิกรชาวไทยได้นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติในการดำเนินชีวิตนั้น  มีอยู่3 เรื่องสำคัญ ที่หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจได้น้อมนำมาประยุกต์ใช้แล้ว สามารถพัฒนากิจการพลังงานของประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งในเชิงโครงสร้างพื้นฐานและเชิงสัญลักษณ์  ทำให้หลายพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างไกลความเจริญ สว่างไสว ด้วยแสงไฟฟ้ามานับตั้งแต่นั้น

    บุคคลที่มาบอกเล่าเรื่องนี้ให้เราได้เข้าใจในอีกมิติของพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่9 ที่มีผลต่อการวางรากฐานสำคัญของกิจการพลังงาน คือ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน  โดยเรียบเรียงมาจากคำบอกเล่า  บทสัมภาษณ์ของผู้บริหารระดับสูงแวดวงพลังงานในอดีต และหนังสือที่เขียนถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน


     

    ดร.ทวารัฐ บอกถึง พระราชดำรัส เรื่องที่หนึ่ง คือ การรู้รักสามัคคี    โดยทรงชี้แนะถึงเทคนิคการทำงานร่วมกัน

    คำไม่กี่คำแต่กินความหมายลึกซึ้งนั้น  มีผู้นำมาวิเคราะห์และขยายความออกไปในเชิงรัฐศาสตร์  ได้ว่า . "รู้" คือ ปัญญา มีความรู้ความเข้าใจในงานที่จะต้องทำ  . "รัก" คือ การมีความรัก ความพอใจในงานที่จะต้องทำนั้น  และ  “สามัคคี” คือ การร่วมกันทำงานด้วยความจริงใจ อย่างพร้อมเพรียง กัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง อิจฉาริษยากัน ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก ทำงานนั้น เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง

    ดร.ทวารัฐ  เล่าว่า  หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำและพลังงานที่ต้องบูรณาการทำงานด้วยกันในอดีต คือ กรมชลประทาน  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และสำนักงานพลังงานแห่งชาติ( ปัจจุบันคือกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) )  โดยหากหน่วยงานเหล่านี้ ไม่ได้น้อมนำพระราชดำรัส เรื่อง “รู้รักสามัคคี”มาปฏิบัติใช้ การพัฒนาโครงการเขื่อนพลังน้ำขนาดใหญ่ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งด้านเกษตรกรรม และการผลิตกระแสไฟฟ้า ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ

    เป็นที่ทราบกันดีว่าในหลวงรัชกาลที่9ของไทยทรงสนพระทัยและมีพระอัจฉริยภาพเรื่องน้ำเป็นพิเศษ  เมื่อครั้งทรงมีพระราชดำรัสให้กรมชลประทาน สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ขึ้นเป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ โครงการแรกของประเทศ  ในขณะนั้น  กรมชลประทาน ได้ตั้งกองไฟฟ้าพลังน้ำขึ้นมาดูแลโครงการนี้โดยเฉพาะ  ซึ่งผอ.กองในตอนนั้น คือคุณ เกษม จาติกวณิช  

    ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณแผ่นดิน การดำเนินงานโครงการขนาดใหญ่ในสมัยนั้นให้ประสบความสำเร็จได้จะต้องได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากต่างประเทศ และต้องมีการจัดตั้งองค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ  จึงมีการตั้งการไฟฟ้ายันฮี ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าในขณะนั้น (ก่อนจะมีการควบรวมกับการลิกไนต์และ การไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) เป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างเขื่อนยันฮี ในปี พ.ศ. 2496 ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามชื่อเขื่อนว่า ‘เขื่อนภูมิพล’ ในปี พ.ศ. 2500

    เขื่อนภูมิพล ถูกออกแบบให้เป็นเขื่อนเอนกประสงค์ ที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้าและการเกษตรกรรม แต่ให้มีวัตถุประสงค์หลักคือการผลิตกระแสไฟฟ้า  เพื่อให้มีรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้ามาชำระคืนเงินกู้   โดยโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากธนาคารโลก(World Bank )  ซึ่งในพ.ร.บ.กฟผ. มีการระบุเอาไว้ด้วยว่า หากรายได้ของกฟผ.ของไม่เพียงพอ ต่อการชำระคืนหนี้  รัฐจะต้องนำเงินมาอุดหนุน  หรือต้องเป็นผู้ใช้หนี้แทน 

    ความสำเร็จในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่คือเขื่อนภูมิพล ถือเป็นการเปิดทางให้มีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานอื่นๆในลำดับต่อมา  โดยในยุคที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  เป็นนายกรัฐมนตรี   ก็มีแนวนโยบายที่จะพัฒนาโครงการเขื่อนพลังน้ำขนาดใหญ่ ขึ้นมาเพื่อกั้นแม่น้ำชี และ แม่น้ำมูล  สร้างความเจริญให้กับภาคอีสาน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน   แต่แทนที่จอมพลสฤษดิ์  จะให้กฟผ.เป็นผู้ดำเนินการ  กลับให้มีการตั้งสำนักงานพลังงานแห่งชาติขึ้น และสั่งให้ ดร. บุญรอด บิณฑสันต์ ซึ่งเป็นเลขาธิการสำนักงานพลังงานแห่งชาติ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ

    ด้วยน้อมนำเอาพระราชดำรัส “รู้รักสามัคคี” มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ทำให้ทั้ง2หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบเรื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำ มีการบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยไม่ได้มีการสร้างเขื่อนแข่งกัน  โดยกฟผ. คือ คุณเกษม นั้นรับผิดชอบการสร้างเขื่อนใหญ่ เช่น เขื่อนภูมิพล, เขื่อนน้ำพอง (ปัจจุบันคือเขื่อนอุบลรัตน์) , เขื่อนลำโดมน้อย( ปัจจุบันคือเขื่อนสิรินธร) และเขื่อนจุฬาภรณ์ เป็นต้น  ส่วนฝ่ายดร.บุญรอด นั้นรับผิดชอบเขื่อนขนาดเล็ก และดูแลระบบชลประทานท้ายเขื่อนเพื่อประโยชน์ด้านเกษตรกรรมด้วย  ทำให้ยุคดังกล่าวสามารถที่จะพัฒนาโครงการไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะต่างคนต่างสร้างผลงาน คู่ขนานกันไปโดยไม่ทำงานซ้ำซ้อนกัน

    ผลจากการน้อมนำเอาพระราชดำรัส "รู้รักสามัคคี" มาประยุกต์ใช้ จึงทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  โดยมีทั้งเขื่อนที่มีวัตถุประสงค์หลักในการผลิตไฟฟ้า และเขื่อนที่มีวัตถุประสงค์หลักคือการเกษตรกรรม ที่มีการผลิตไฟฟ้าเป็นผลพลอยได้โดยที่ทั้ง กฟผ.  กรมชลประทาน และพพ. ต่างบูรณาการทำงานร่วมกันมาจนถึงปัจจุบันนี้


     

    พระราชดำรัส เรื่อง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

    ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล  เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เคยอธิบายถึงพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในเรื่องนี้ว่า หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”  คือก่อนจะทำเรื่องอะไร ต้องมีความเข้าใจเสียก่อน เข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจผู้คนในหลากหลายปัญหา ทั้งทางด้านกายภาพด้านจารีตประเพณีและวัฒนธรรม เป็นต้น และระหว่างการดำเนินการนั้นจะต้องทำให้ผู้ที่เราจะไปทำงานกับเขาหรือทำงาน ให้เขานั้น “เข้าใจ” เราด้วย  เพราะถ้าเราเข้าใจเขาแต่ฝ่ายเดียว   โดยที่เขาไม่เข้าใจเรา  ประโยชน์คงจะไม่เกิดขึ้นตามที่เรามุ่งหวังไว้  “เข้าถึง” ก็ เช่นกัน เมื่อรู้ปัญหาแล้ว เข้าใจแล้วก็ต้องเข้าถึง  เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติให้ได้  และเมื่อเข้าถึงแล้ว  จะต้องทำอย่างไรก็ตามให้เขาอยากเข้าถึงเราด้วย

    ดังนั้น จะเห็นว่าเป็นการสื่อสารสองทางทั้งไปและกลับ ถ้าสามารถทำสองประการแรกได้สำเร็จ  เรื่อง “การพัฒนา” จะ ลงเอยได้อย่างดี  เพราะเมื่อต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน ต่างฝ่ายอยากจะเข้าถึงกันแล้ว การพัฒนาจะเป็นการตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ให้และผู้รับ

    ดร.ทวารัฐ ขยายความถึงพระราชดำรัส“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ด้วยว่า เป็นหลักที่ทำให้โครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงาน หลายโครงการ สามารถเกิดขึ้นได้โดยที่ประชาชนในพื้นที่ให้การยอมรับ เพราะได้รับประโยชน์จากโครงการนั้นด้วย  อย่างเมื่อครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จเปิดเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ซึ่งซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแห่งแรกของภาคใต้ตอนล่างนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากในการก่อสร้างเนื่องด้วยในขณะนั้นยังมีการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายโดยในระหว่างการก่อสร้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่เขื่อนแห่งนี้หลายครั้งด้วยพระราชประสงค์จะพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานและทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า " คนที่เข้าถึงพื้นที่ได้ ย่อมมีโอกาสทำงานสำเร็จ"

    พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี ซึ่งเวลานั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้รายงานให้พระองค์ท่านทราบว่า เจอหมู่บ้านสันติที่อยู่บริเวณใกล้กับเขื่อนนั้นแต่ไม่มีไฟฟ้าใช้ พระองค์ฯทรงเห็นว่าเป็นเรื่องผิดธรรมชาติที่หมู่บ้านต้นน้ำของเขื่อนบางลาง ที่ผลิตไฟฟ้าจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการสร้างเขื่อน  จึงทรงรับสั่งให้ไปเจาะอุโมงค์เพื่อให้หมู่บ้านสันติ ได้มีไฟฟ้าใช้ 

     จากแนวพระราชดำริดังกล่าว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจึงก่อสร้าง โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันติขึ้นบริเวณเหนือเขื่อนบางลาง โดยติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 1,275 กิโลวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง และติดตั้งท่อส่งน้ำยาว 1,800 เมตรสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ในปี พ.ศ.2528

     โรงไฟฟ้าพลังน้ำ บ้านสันตินับเป็นโรงไฟฟ้าใต้ภูเขาแห่งแรกของประเทศไทยที่มีการควบคุมด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงด้วยการเดินเครื่องในระบบอัตโนมัติสามารถสั่งการและควบคุมการเดินเครื่องโดยตรงจากโรงไฟฟ้าเขื่อนบางลางสามารถอำนวยประโยชน์แก่ราษฎรในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

    พระราชดำรัส เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง 

     ในปี 2541 ซึ่งประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง พระองค์ทรงนำนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่ประชาชน โดยทรงตรัสว่า "เศรษฐกิจพอเพียงไม่จำเป็นต้องเป็นเสือ(ของเอเชีย) แต่ขอให้เพียงพอ โดยกระทรวงพลังงานได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งแบ่งเป็น 3 ห่วง 2 เงื่อนไข มาประยุกต์ใช้ในการกำหนดแนวนโยบายต่างๆด้านพลังงาน ได้แก่
    1.ความพอประมาณ คือ การใช้อย่างประหยัด คุ้มค่า การคาดการณ์ต่างๆให้นึกถึงการพอประมาณ 
    2.มีเหตุผล  คือ ให้ใช้ของที่มีในประเทศก่อนจะนำเข้าจากต่างประเทศ  และ ใช้พลังงานที่ต้นทุนต่ำก่อนจะเลือกใช้ของแพง 
    3.การมีภูมิคุ้มกัน   คือการส่งเสริมเรื่องของพลังงานทดแทน เพราะเห็นว่าการมีแหล่งพลังงานเป็นของตัวเองนั้นดีที่สุด เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนอกประเทศ  ไทยก็จะยังมีพลังงานในประเทศใช้ได้ โดยพลังงานทดแทนทั้งเอทานอล ไบโอดีเซล  ทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบ  พลังงาน ชีวมวล  แสงแดด ลม  ทดแทนการนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ถือเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด  ซึ่งในอนาคตพลังงานทดแทนอาจจะกลายเป็นพลังงานหลักของประเทศได้หากมีต้นทุนที่ต่ำลงและมีความสม่ำเสมอในการผลิตกระแสไฟฟ้า

    ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ทรงสนพระทัยในเรื่องเอทานอล และไบโอดีเซล โดยในปี 2528 ทรงริเริ่มเอทานอล โดยให้โครงการสวนจิตรลดารับไปดำเนินการทั้งกระบวนการตั้งแต่ปลูกอ้อย ตัด หีบ และกลั่น เป็นน้ำมันเพื่อใช้ในรถยนต์ของโครงการ ซึ่งกระทรวงพลังงาน นำมาแปลงเป็นนโยบายเพื่อส่งเสริมอย่างจริงจังในช่วงที่คุณวิเศษ จูภิบาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในปี 2547-2548 โดยนำเอทานอลมาผสมในน้ำมันเบนซิน 10% (ซึ่งก็คือแก๊สโซฮอล์ 95 และโซฮอล์ 91 ในปัจจุบัน)  จนปัจจุบันพัฒนามาถึงแก๊สโซฮอล์ E85  ถือได้ว่าพระองค์ท่านทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลในเรื่องนี้ เพราะช่วงที่ทรงริเริ่มเรื่องของเอทานอลนั้น ยังไม่ได้มีวิกฤตเรื่องของราคาน้ำมันเลย

    ส่วนไบโอดีเซลนั้น ทรงพระราชทานแนวคิดสูตรไบโอดีเซล ที่ทำจากน้ำมันปาล์มดิบในปี 2530-2543 ทรงทำปาล์มเพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซล ต่อมามีผู้มาถวายงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวกันมากขึ้น ตอนนั้นขนาดรถส่วนพระองค์ยังเขียนไว้ว่า รถใช้ไบโอดีเซลบริสุทธิ์   ในปี 2544 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำไปจดสิทธิบัตรไบโอดีเซล  ส่งเข้าประกวดที่ประเทศเบลเยี่ยม และได้รางวัลกลับมา จากนั้นกระทรวงพลังงานก็นำมากำหนดเป็นนโยบายส่งเสริมเพื่อขยายผลอย่างต่อเนื่อง  

    การพัฒนาเอทานอลและไบโอดีเซล สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นนักประดิษฐ์คิดค้นของพระองค์ท่าน ทรงเชื่อมั่นในการทดลองแม้ตอนนั้นราคาน้ำมันยังไม่แพงและคนยังไม่ให้ความสนใจ  แต่ก็ทรงเริ่มคิดค้นทดลองจากโครงการเล็กๆ ใช้ในบ้านก่อนค่อยต่อยอดไประดับประเทศ เมื่อเรามีปัญหาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นเกิน100เหรียญสหรัฐ คนจึงได้ตระหนักถึง สายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ท่าน  

    ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ให้คนไทยได้รู้ใช้พลังงานอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ สามารถที่จะน้อมนำมาประยุกต์ใช้ ได้ทุกยุคทุกสมัย แม้ในอนาคตที่ กระทรวงพลังงานจะมุ่งสู่นโยบาย Energy 4.0 ซึ่งเป็นการนำนวัตกรรม ที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์  เช่น การทำสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ(สมาร์ทกริด) การทำโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟ ท็อป) เป็นต้น  โดยในกระแสเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทในเรื่องพลังงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆนั้น   กระทรวงพลังงานก็กำลังคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมสัญชาติไทย ที่คนไทยผลิตได้เองมาใช้แทนการนำเข้า และสามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้ด้วย  เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ

    แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ หรือ แผน PDP นั้นในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็มีการน้อมนำพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ด้วย โดยในการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้ามีการนำแผนประหยัดไฟฟ้า หรือ การใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ มาพิจารณาด้วย รวมถึงกรณีที่ในอนาคตที่จะส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้เอง มาพิจารณาด้วย

    พระราชดำรัสและพระอัจฉริยภาพในด้านการพัฒนาพลังงาน  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจได้น้อมนำมาปฏิบัติ สร้างความเจริญต่อวงการพลังานไทยแบบก้าวกระโดด นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลา 70 ปีในรัชสมัย จนทรงได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย”ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้