บทความทั้งหมด

Date : 21 / 12 / 2016

  • Date : 21 / 12 / 2016
    สมาร์ทกริดนำร่อง แม่ฮ่องสอน

    โครงการนำร่องระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือสมาร์ทกริด  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ซึ่งรับผิดชอบโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ได้รับงบประมาณในการดำเนินการจำนวน720ล้านบาท  โดยมีแนวคิดที่จะนำระบบอัจฉริยะ ใน3ส่วน คือ1.ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า(Transmission) จะมีระบบปฏิบัติการและควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ   2. ด้านการผลิตไฟฟ้า (Generation)จะเน้นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่า80% และ3.ด้านผู้ใช้ไฟฟ้า(Consumption)จะมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า   มาช่วยลดปัญหาการเกิดไฟฟ้าดับและไฟฟ้าตกในเขตอำเภอเมือง แม่ฮ่องสอน

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และโฆษกกระทรวงพลังงาน  ซึ่งนำคณะสื่อมวลชน เดินทางดูสถานที่ติดตั้งระบบสมาร์ทกริด ของกฟผ.ที่ โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ผาบ่อง  เมื่อวันที่17ธ.ค.2559 ที่ผ่านมา กล่าวว่า ระบบสมาร์ทกริด มีความฉลาดใน3เรื่อง คือ1. ฉลาดเลือกแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนที่ต่ำที่สุดก่อน  2.ฉลาดเลือกเวลาสั่งจ่ายไฟฟ้าที่เหมาะสม และ3.ฉลาดในการเลือกอุปกรณ์ที่จะช่วยประหยัดพลังงาน  ว่าอุปกรณ์ประเภทไหน ที่จะถูกงดใช้เป็นการชั่วคราว 

    นายทวารัฐ  กล่าวว่า  โครงการนำร่องระบบสมาร์ทกริด  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ของกฟผ. อยู่ในแผนแม่บทการพัฒนาโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย พ.ศ.2558-2579 ที่มีการประกาศใช้ไปแล้ว  โดยเป็นโครงการที่อยู่ในแผนการเร่งรัดที่เสนอให้ดำเนินการทันที(Immediate Plan)  เนื่องจากปัจจุบัน เขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ยังไม่มีระบบส่งไฟฟ้าแรงดันสูงของ กฟผ.เข้าถึงพื้นที่ ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา  จึงทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าตกและไฟฟ้าดับเกิดขึ้นบ่อยครั้ง  ดังนั้น การมีระบบสมาร์ทกริด  น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

    “การนำระบบสมาร์ทกริดมาใช้ จะทำให้เกิดการรับรู้ข้อมูลด้านต่างๆ ที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า  การเลือกสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้า  หรือช่วงเวลาสั่งจ่ายไฟฟ้า  โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น  เนื่องจากจะมีการนำเอาระบบพยากรณ์ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน(Renewable Energy Forecast-REF) หรือระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage Systems-ESS) มาประยุกต์ใช้  ทำให้สามารถลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือความผันผวนของแหล่งพลังงานหมุนเวียนลงได้” นายทวารัฐ กล่าว

    ภายใต้โครงการนำร่องระบบสมาร์ทกริด  ของกฟผ. ในส่วนของการผลิตไฟฟ้า จะมีการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ แบบฟาร์มชุดใหม่3 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ขนาด4 เมกะวัตต์ ทดแทนโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผาบ่อง ที่มี ขนาด0.5เมกะวัตต์ เดิม เนื่องจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์เดิมเสื่อมประสิทธิภาพลงเนื่องจากมีการใช้งานมานานแล้ว    การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ 

    ส่วนด้านการควบคุมไฟฟ้า จะมีการติดตั้งระบบการจัดการพลังงานขนาดเล็ก  การติดตั้งระบบสื่อสารและสารสนเทศ  การติดตั้งระบบวิเคราะห์ความสามารถในการทำงานของ Micro-EMS ด้วยระบบทดสอบจากระยะไกล     และด้านผู้ใช้ไฟฟ้า จะมีการติดตั้งป้ายอัจฉริยะ  การจัดซื้อรถบัสไฟฟ้าและการติดตั้งสถานีอัดประจุ การติดตั้งระบบการจัดการพลังงานในอาคาร    รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เรื่องของระบบสมาร์ทกริดให้กับชุมชน   

    กฟผ.ตั้งเป้าหมายความสำเร็จของโครงการสมาร์ทกริด ซึ่งน่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จในปี2561 เอาไว้ ว่าจะช่วยให้อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนมีความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและสามารถรองรับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้  รวมทั้งพัฒนาให้แม่ฮ่องสอนกลายเป็นต้นแบบจังหวัดสีเขียว เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต  และเป็นต้นแบบการใช้พลังงานอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียน

    ผู้แทนจากกฟผ.ระบุด้วยว่า  แนวโน้มเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ที่มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจจะทำให้วงเงินลงทุนการพัฒนาโครงการนำร่องสมาร์ทกริด ที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน  ต่ำกว่าตัวเลขลงทุนที่ขออนุมัติเอาไว้ คือประมาณ720 ล้านบาท

    ก็ต้องติดตามดูความคืบหน้าโครงการว่า กฟผ.จะทำได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่

     

    โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ผาบ่อง ของกฟผ.

     

    โครงข่ายระบบสายส่งที่มีในปัจจุบัน

Date : 19 / 12 / 2016

  • Date : 19 / 12 / 2016
    ไมโครกริด เพิ่มคุณภาพชีวิต คนแม่สะเรียง

    ถ้าถามว่าพื้นทีไหนของประเทศไทย  ที่มีปัญหาไฟฟ้าตกและดับบ่อยครั้งที่สุด  การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือPEA  จะให้คำตอบว่า อำเภอ แม่สะเรียง  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  เหตุผลก็คือ พื้นที่แห่งนี้ ยังไม่สามารถที่จะสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาดแรงดัน115 KV จากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ110กิโลเมตร เข้าไปเสริมความมั่นคงไฟฟ้าในพื้นที่ได้ ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขาสูง  ระหว่างเส้นทางเดินระบบสายส่งต้องผ่านพื้นที่ป่าอนุรักษ์และมีแนวป่าสน ซึ่งกลุ่มนักอนุรักษ์ยังคงอยากคงสภาพทัศนียภาพความสวยงามเอาไว้   ปัจจุบันพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง จึงมีเฉพาะระบบสายส่งขนาด22KV ที่ตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ ได้อย่างจำกัด

    ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาความมั่นคงไฟฟ้าในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง อย่างเร่งด่วน โดยชะลอโครงการก่อสร้างสายส่ง115KV ออกไปก่อน  PEA  จึงมีโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กมาก(Microgrid) ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มความเชื่อถือได้(Reliability)และคุณภาพไฟฟ้า(Quality) ลดกรณีการเกิดไฟฟ้าตกและดับลงได้  โดยโครงการดังกล่าวถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่11 และได้รับการอนุมัติงบประมาณจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่1พ.ย.2559 วงเงินลงทุนทั้งสิ้น265ล้านบาท  ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2560-2562

    เมื่อวันที่16ธ.ค.2559ที่ผ่านมา นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และโฆษกกระทรวงพลังงาน ได้นำคณะสื่อมวลชน  เดินทางลงพื้นที อำเภอแม่สะเรียง  เพื่อเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายความคืบหน้าในแผนงานดำเนินการโครงการไมโครกริด ของPEA   ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย  (2558-2579) ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สนพ. โดยมีนายพงศกร ยุทธโกวิท รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้าของ PEA ให้การต้อนรับและนำบรรยายสรุป

    นายทวารัฐ กล่าวว่า การมาเยี่ยมชมพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง และรับฟังการบรรยายสรุปโครงการไมโครกริดของPEA ครั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจระบบไมโครกริด ซึ่งจะมีการนำระบบไอซีทีมาประยุกต์ใช้  จะช่วยลดปัญหาไฟฟ้าตกและดับในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนอำเภอแม่สะเรียงให้ได้มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอกับความต้องการ  และที่สำคัญคือสามารถที่จะนำเอาพลังงานทดแทน อย่างเช่นพลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล พลังงานน้ำขนาดเล็ก เข้ามาเสริมความมั่นคงไฟฟ้าในระบบ สามารถแข่งขันต้นทุนเมื่อเทียบกับการลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงได้   เพื่อที่จะได้นำเอาโมเดลของแม่สะเรียง ขยายผลไปสู่พื้นที่ห่างไกลอื่นๆ  ที่ระบบสายส่งยังเข้าไปไม่ถึง หรือพื้นที่เกาะต่างๆ ได้ในอนาคต

    โดยระบบไมครกริด จะมีการติดตั้งชุดควบคุมไมโครกริด(Microgrid  Controller) ระบบบริหารจัดการพลังงานในอาคาร(Building Energy Management System-BEMS)  ระบบกักเก็บพลังงานชนิดแบตเตอรี่(Battery Energy Storage System) ระบบสื่อสารเครื่อข่ายใยแก้วนำแสง (Fibre Optic) ระหว่างอาคารควบคุม และอุปกรณ์ตัดตอนต่างๆ(Remote Control  Switches) เพื่อควบคุมการจ่ายไฟฟ้าและรองรับระบบแก้ไขกระแสไฟฟ้าขัดข้องอัตโนมัติหรือที่เรียกว่า Fault Location Isolation and System Restoration-FLISR) ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง  มี โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก ขนาด1,250กิโลวัตต์ ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ตั้งบนลำน้ำแม่สะเรียง  ที่สร้างแล้วเสร็จมาตั้งแต่ปี2528 มูลค่าลงทุน110ล้านบาท อยู่ด้วย  ซึ่งเมื่อได้มาเยี่ยมชมโครงการ ก็พบว่าเป็นโครงการพลังงานทดแทนที่มีประโยชน์ในการช่วยเสริมความมั่นคงไฟฟ้า  ลดปัญหาไฟฟ้าตก ไฟฟ้าดับให้กับอำเภอแม่สะเรียงได้   ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

    ด้านนายพงศกร ยุทธโกวิท รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้าของ PEA กล่าวว่า โครงการไมโครกริด ของPEA  ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้าที่สามารถจ่ายไฟแบบอิสระ(Islanding)โดยทำงานขนานกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าเดิม  อยู่ในระหว่างการจ้างที่ปรึกษาคือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ช่วยจัดทำเอกสารการประกวดราคาเพื่อหาผู้รับจ้างติดตั้งงานต่างๆตามโครงการ ซึ่งน่าจะได้ผู้รับเหมาในช่วงไตรมาสที่3ของปี2560 และดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จในระยะเวลา2ปี โดยมั่นใจว่า โครงการจะช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าตก ไฟฟ้าดับในพื้นที่ หรือให้ประชาชนได้มีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดกระแสไฟฟ้าขัดข้องในระบบสายส่งเดิม   รวมทั้งยังช่วยลดการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันดีเซล ขนาด5,000กิโลวัตต์ ที่มีต้นทุนไฟฟ้าสูงประมาณ13บาทต่อหน่วย ลงได้  

    โครงการไมโครกริดดังกล่าว ซึ่งใช้วงเงินลงทุนทั้งสิ้น265ล้านบาท  แต่สามารถชะลอการลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง115KVจากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ110กิโลเมตร มูลค่าการลงทุนประมาณ1,000ล้านบาทออกไปได้ ก็ถือได้ว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุน

    คงต้องติดตามดูความคืบหน้าโครงการไมโครกริด ในปี2562 ว่าจะช่วยให้ อำเภอแม่สะเรียง ถูกถอดออกจาก สถิติอำเภอที่มีปัญหาไฟฟ้าตกและไฟฟ้าดับ มากที่สุดของประเทศ ได้หรือไม่  โดยโครงการไมโครกริด ยังเป็นความหวังสำหรับพื้นที่ห่างไกล ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เพราะ ระบบสายส่งไฟฟ้าของPEA ยังเข้าไปไม่ถึงอีกด้วย  

    โครงการไฟฟ้าพลังน้ำแม่สะเรียง ขนาดกำลังผลิต1,250กิโลวัตต์

    โรงไฟฟ้าดีเซล ขนาด5,000เมกะวัตต์PEA  ใช้เดินเครื่องในช่วงพีคไฟฟ้าหรือกรณีที่กระแสไฟฟ้าขัดข้องในระบบสายส่ง22KV

    อ.แม่สะเรียง

    ผู้บริหารสนพ. PEA และคณะสื่อมวลชนถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน

  • Date : 19 / 12 / 2016
    เลี่ยงผลักภาคใต้เสี่ยงวิกฤติไฟฟ้า รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจ

    โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ภาคใต้ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่ารัฐบาลจะตัดสินใจให้เด็ดขาดอย่างไร? ควรเดินหน้าก่อสร้างหรือมีแนวทางอื่นหรือไม่? ในขณะที่มีโครงการดังกล่าวก็ได้รับทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้านจากทั้งภาคประชาชนและภาคการเมือง

    ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่มีความล่าช้าไปจากแผนมากกว่า 3 ปีแล้ว อีกทั้ง ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจให้ชะลอโครงการออกไปก่อน โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กลับไปถามความเห็นชาวบ้านให้ชัดเจนอีกครั้งว่าต้องการให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่หรือไม่ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าว ทำให้กระทรวงพลังงานคาดว่าต้องเลื่อนแผนการผลิตไฟฟ้าจาก โรงไฟฟ้าดังกล่าวเพื่อป้อนเข้าระบบ ออกไปจากแผนเดิมในปี 2562 ไปเป็นปี 2566 แทน เนื่องจากการกระบวนการศึกษา ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 2 ปี หลังจากนั้น การก่อสร้างต้องใช้เวลาอีก 4 ปี

    แน่นอนว่าการยื้อเวลาออกไปเช่นนี้ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ เนื่องจากปัจจุบันภาคใต้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคง  

    จากข้อมูลของ กฟผ. ปัจจุบัน กำลังผลิตไฟฟ้าภาคใต้มีทั้งสิ้น 3,089.50 เมกะวัตต์ ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนซึ่งเป็น Non-Firm คือยังไม่มีความมั่นคง ทำให้เหลือกำลังการผลิตในส่วนที่จะรักษาความมั่นคงของระบบเพียง 2,747  เมกะวัตต์ ในขณะที่ความต้องการใช้สุงสุด (พีค) ที่ผ่านมาอยู่ที่ 2,697 เมกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกันมาก  ซึ่งนับว่ามีความเสี่ยงสูงมาก หากมีการหยุดซ่อมแซมโรงไฟฟ้าหรือเกิดกรณีปัญหาระบบขัดข้อง นอกจากนั้น จากการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว พบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเติบโตปีละ 4.96% หรือประมาณ 150 เมกะวัตต์ต่อปี จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้น หากไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่

    แม้ว่าปัจจุบันภาคใต้เชื่อมโยงกับภาคกลางด้วยสายส่ง 500 kv ความยาวกว่า 600 กิโลเมตร ที่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปช่วยได้ประมาณ 500-600 เมกะวัตต์ แต่เนื่องจากภาคใต้มีลักษณะเป็นคอขวดยาวจากภาคกลางลงไป จึงไม่เอื้อต่อการสร้างสายส่งที่เป็นระบบเครือข่ายเหมือนภาคอื่นๆ ทำให้จำเป็นต้องสร้างสายส่งหลายวงจรขนานกัน แม้ขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างวงจรที่สองเพื่อให้สามารถส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปช่วยมากขึ้น แต่การก่อสร้างติดปัญหาการเวนคืนที่ดินทำให้เกิดความล่าช้า อีกทั้งการส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งลงไปภาคใต้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียหายทั้งระบบหากเกิดภัยธรรมชาติ และจากระยะทางสายส่งที่ยาวกว่า 600 กิโลเมตร จึงมีจุดที่มีความเสี่ยงการก่อวินาศกรรมจากเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการถูกตัดขาดไฟฟ้าจากภาคกลางได้ ดังนั้น ภาคใต้จึงจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าเป็นของตนเองเพิ่มขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาจากภาคกลาง

    ถ่านหิน หรือ ก๊าซฯ?

    ความจำเป็นที่ภาคใต้ควรต้องมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่เพิ่มขึ้นนั้นชัดเจน แต่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2559 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมายื่นข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้เปลี่ยนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) แทน ซึ่งหนังสือดังกล่าวลงนามโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    โดยนายกรณ์ ให้เหตุผลว่า LNG เป็นเชื้อเพลิงที่มีแหล่งผลิตที่หลากหลาย ไม่ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง หรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง มีตลาดซื้อขายที่พัฒนาจึงทำให้ลดความเสี่ยงในด้านการจัดหาและแหล่งผลิต นอกจากนี้ราคา LNG ในปัจจุบันยังใกล้เคียงหรือต่ำกว่าถ่านหิน รวมถึงเงินลงทุนในการสร้างโรงไฟฟ้า LNG ก็ต่ำกว่าเงินลงทุนในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ประมาณ 50% อีกทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้า LNG ใช้ระยะเวลาในการขออนุญาตและการก่อสร้างเพียง 48 เดือนเท่านั้น เทียบกับระยะเวลาในการขออนุญาตและการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่นานถึง 80 เดือน นอกจากนั้น การยกเลิกการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินยังเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการแสดงความตั้งใจลดภาวะเรือนกระจก

    ขณะที่ทางด้าน กฟผ. ซึ่งรับผิดชอบโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ. (สร.กฟผ.) โดย       นายประกอบ ปริมล ประธาน สร.กฟผ. พร้อมด้วยสมาชิก สร.กฟผ. ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์    เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้ทบทวนข้อเสนอที่ให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและเปลี่ยนมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซ ธรรมชาติเหลว (LNG)  เนื่องจากเป็นการให้ข้อมูลด้านเดียวที่ทำให้ประชาชนสับสนและเกิดความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว การผลิตพลังงานไฟฟ้ามีการตั้งสัดส่วนของประเภทเชื้อเพลิงต่างๆไว้ เพื่อให้เกิดความมั่นคง อีกทั้งยังมีราคาต้นทุนที่เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิง LNG มีราคาสูงกว่าถ่านหิน (Coal)  ประมาณ 20% (จากข้อมูลปี 2559) จึงย่อมจะกระทบต่อประชาชนที่ต้องแบกรับภาระค่าไฟ รวมถึงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซก็มีผลกระทบต่อชุมชนเช่นกัน

    ในส่วนของภาคประชาชน ชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จำนวนมากเริ่มออกมาแสดงพลังสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ถ่านหินอย่างชัดเจนมากขึ้น ทั้งการร่วมลงชื่อ 15,000 รายชื่อเพื่อยืนยันกับรัฐบาลว่าต้องการให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมถึง การแสดงออกด้วยการติดป้ายผ้าสนับสนุนตามบ้านเรือนต่างๆ  

    นายวุฒิศักดิ์ ผิวดี ชาวบ้านหมู่ 8 ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง ตัวแทนชาวบ้านจ.กระบี่ ยืนยันว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่รอบโรงไฟฟ้ากระบี่สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ส่วนที่คัดค้านก็มี แต่เป็นจำนวนเพียง 10% ของชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่อยู่พื้นที่ทุ่งสาคร ใน ต. ปกาสัย และพื้นที่บ้านสวนหิน ต.ตลิ่งชัน จ.กระบี่ นอกนั้นก็เป็นกลุ่ม NGO ซึ่งไม่ทราบว่ามาจากพื้นที่ใด พร้อมกันนี้ยังได้ขอให้นายกรัฐมนตรีรับฟังเสียงของชาวบ้านที่สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในครั้งนี้ เพราะมั่นใจว่าจะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน การพัฒนาอาชีพ พัฒนาสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของภาคใต้ในอนาคต

     

    กฟผ. ยัน ถ่านหินสร้างความมั่นคง ราคาถูก ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

    โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าเทพา เป็นความพยายามที่จะแก้วิกฤติไฟฟ้าภาคใต้ในอนาคตภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558–2579 หรือ PDP2015 โดยตามแผนนั้น โรงไฟฟ้ากระบี่ กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ ให้เข้าระบบในปลายปี 2562 และการสร้างโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา โรงที่ 1 กำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ให้เข้าระบบในปี 2564 และสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โรงที่ 2 ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เข้าระบบในปี 2566  

    สำหรับภาคใต้ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าหลักอยู่ 9 โรง เป็นโรงไฟฟ้าจากเขื่อนพลังน้ำ 3 โรง รวมกำลังผลิต 325.3 เมกะวัตต์​ พลังงานหมุนเวียน 2 โรง รวมกำลังผลิต 29 เมกะวัตต์​ น้ำมันเตา 1 โรง ขนาด 315 เมกะวัตต์ ที่เหลือ 78.2% เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ รวม 2,406 เมกะวัตต์ จะเห็นได้ว่าการผลิตโดยก๊าซฯนั้นมีสัดส่วนสูงมาก หากไม่มีเชื้อเพลิงชนิดอื่นมาช่วยกระจายความเสียง จะทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงไฟฟ้าสูงหากแหล่งก๊าซฯเกิดปิดซ่อม หรือ ก๊าซฯหมดในอนาคต ส่วนการนำโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนมาใช้ทดแทนในส่วนที่กำลังผลิตไม่พอในกรณีของภาคใต้นั้น อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบ มีโอกาสที่ไฟฟ้าจะดับได ้

    ส่วนกรณีความกังวลของชาวบ้านต่อผลกระทบที่อาจเกิดกับสภาพแวดล้อมนั้น ทาง กฟผ. ยืนยันอย่างต่อเนื่องว่า ได้เลือกเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหิน Ultra Super Critical ซึ่งทันสมัยและมีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนี้ สามารถควบคุมมลพิษต่างๆ   และมีระบบการกำจัดมลภาวะที่ดีที่สุด นอกจากนี้ระบบการขนถ่ายถ่านหินจะเป็นระบบปิดทั้งหมดเพื่อป้องกันผงฝุ่นถ่านหินฟุ้งกระจาย

    ด้านการพัฒนาชุมชน ตลอดระยะเวลาการก่อสร้างโรงไฟฟ้า 4 ปี จะมีการจ่ายเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า เป็นเงินรวม 160 ล้านบาท จากนั้นระหว่างการผลิตไฟฟ้าจะต้องจ่ายเข้ากองทุนฯ อีก 2 สตางค์ต่อหน่วย หรือ 120 ล้านบาทต่อปี ตลอดอายุการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า 30 ปี รวมเป็นเงินส่งเข้ากองทุนทั้งสิ้น 3,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ชาวบ้านในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะได้รับการเบิกผ่านโครงการต่างๆเพื่อนำไปใช้พัฒนาชุมชน

    จากนี้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่ควรเร่งตัดสินใจว่าจะเลือกสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หรือจะมีแนวทางอื่นใด เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตของภาคใต้ เพราะการตัดสินใจเร็วจะทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าโครงการได้เร็วและลดความเสี่ยงไฟฟ้าด้านความมั่นคงของพลังงานไฟฟ้าภาคใต้ในอนาคตอันใกล้ได้ทันการณ์

Date : 18 / 12 / 2016

  • Date : 18 / 12 / 2016
    วิกฤตพลังงานของประเทศในมือสนช.

    ร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมนั้น ถูกดองเอาไว้อยู่ในมือของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มานานหลายเดือนแล้ว  จากที่ควรจะต้องพิจารณาเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2559 แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างที่มีพลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นประธาน  ขอขยายกรอบระยะเวลาการพิจารณามาแล้ว 4 ครั้ง กลายเป็นถึงวันที่ 21 ม.ค. 2560 และยังมีแนวโน้มที่จะขอขยายต่อไปอีก  แม้ว่ารัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ 1พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ขอความร่วมมือไปยัง สนช. ให้เร่งผ่านร่างกฎหมายสำคัญของรัฐบาลที่ยังค้างอยู่หลายฉบับ ซึ่งรวมทั้งกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับนี้ด้วย ภายในเดือน ธ.ค. 2559 นี้ แต่ก็ไม่เป็นผล

    ร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับนั้นมีการแก้ไขหลักการสำคัญคือเรื่องของการเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือPSC) และระบบจ้างผลิต (Service Contract)  เข้าไปนอกเหนือจากระบบสัมปทานที่มีอยู่เดิม ตามข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมกลุ่มหนึ่งและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อครั้งที่มีการตั้งเวทีดีเบต ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่20  ก.พ. 2558 และรัฐบาลรับไปพิจารณาดำเนินการ  ซึ่งเมื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ในเดือน พ.ค. 2559 ที่ประชุมใหญ่ก็มีมติรับหลักการด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในวาระแรก

    อย่างไรตาม ประเด็นที่ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายมีความล่าช้า คือความต้องการของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่พยายามจะแปรญัตติให้มีการบรรจุเรื่องของการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ (National Oil Company – NOC) เข้าไปในการแก้ไขครั้งนี้ด้วย  แต่ฝ่ายรัฐบาลโดยมติ กพช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  เห็นควรให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของการตั้ง NOC ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ทราบถึงผลดีและผลเสียที่ชัดเจนเสียก่อน ซึ่งเมื่อรัฐบาลยังไม่ยอมให้ตั้ง NOC  ทางคณะกรรมาธิการฯ จึงหยิบเรื่องของการแก้ไขนิยามของคำว่า Service Contract ที่เขียนว่าเป็นการจ้างสำรวจและผลิต  ให้แก้ไขเป็น จ้างบริการ ทำให้ต้องส่งเรื่องมาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่าจะยอมให้มีการแก้ไขในหลักการเรื่องนี้หรือไม่

    การแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับมีความสำคัญต่อการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนมาบริหารจัดการแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 ครอบคลุมแหล่งเอราวัณ ของบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และแหล่งบงกช ของบริษัท ปตท.สผ.  ซึ่งเอกชนผู้รับสัมปทานต้องการที่จะทราบความชัดเจนว่าใครจะได้สิทธิในการบริหารจัดการแหล่งดังกล่าวภายในปี 2560 นี้ เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตปิโตรเลียมในช่วง 5 ปี ก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุได้

    โดยความชัดเจนดังกล่าวจะมีผลต่อปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากทั้งสองแหล่งที่มีปริมาณสูงถึง 2,214 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทยทั้งหมด (อ้างอิงข้อมูลจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ) ซึ่งหากผู้รับสัมปทานทราบก่อนว่า บริษัทของตนเป็นผู้ชนะการประมูล ก็จะทำให้การผลิตปิโตรเลียมมีความต่อเนื่อง  ในทางตรงกันข้าม หากบริษัทผู้รับสัมปทานรู้ว่าไม่ได้สิทธิที่จะบริหารจัดการแหล่งดังกล่าวต่อหลังจากหมดอายุสัมปทาน  บริษัทก็จะลดการลงทุนลงในช่วงปลายอายุสัมปทาน   และจะส่งผลให้การผลิตปิโตรเลียมลดปริมาณลงในช่วงรอยต่อที่ผู้ชนะประมูลรายใหม่จะเข้ามาดำเนินการ

    รัฐมนตรีพลังงาน พลเอกอนันตพร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อเร็วๆนี้ว่า  ความล่าช้าในการพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับของ สนช. ทำให้ขั้นตอนการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช จะถูกเลื่อนออกไปจากไตรมาสแรกของปี2560 เป็นเดือน มิ.ย. 2560 แต่กระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะให้ความชัดเจนกับเอกชนผู้รับสัมปทานได้ทันภายในปี 2560 เพื่อให้เอกชนสามารถที่จะวางแผนการลงทุนได้

    ปิโตรเลียมที่ผลิตได้จากแหล่งเอราวัณและบงกชนั้นมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก โดยก๊าซที่ผลิตได้จากแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแหล่งใหญ่นี้ ถูกส่งป้อนให้กับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  โดยมีเทนที่แยกได้ จะถูกส่งต่อไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า  ใช้เป็นก๊าซเอ็นจีวีในยานยนต์  ส่วนที่เหลืออาทิ อีเทน บิวเทน  โพรเพน นั้นใช้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  และเป็นก๊าซหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน  นอกจากนี้ รัฐยังมีรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมอีกจำนวนหลายแสนล้านบาท

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีการประเมินถึงผลกระทบกรณีที่ไม่มีการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับแปลงสัมปทานที่หมดอายุ  หรือเกิดความไม่ต่อเนื่องในการผลิต ว่าจะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบปริมาณ 2,214 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ซึ่งต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาแพงกว่าเข้ามาทดแทนในการผลิตไฟฟ้า ในขณะโรงแยกก๊าซและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากโรงแยกก๊าซ ก็ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาทดแทนเช่นเดียวกัน  ผลกระทบที่ประชาชนจะได้รับโดยตรงคือต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จะต้องเพิ่มสูงขึ้น 

    ดร.คุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เคยให้สัมภาษณ์กับกองบรรณาธิการเว็บไซต์ข่าว Energy News Center ว่าหาก สนช.ไม่ยอมผ่านร่างกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ เพื่อนำไปสู่การเปิดให้สิทธิเอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  หรือมีการแก้ไขตามข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ที่ต้องการจัดตั้ง NOC นั้น จะพาประเทศจะเดินไปสู่หายนะ แบบเดียวกับที่ประเทศเวเนซุเอลา ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้

    ดร.คุรุจิต ย้ำว่ากฎหมายปิโตรเลียมทั้งสองฉบับ ที่ดำเนินการภายใต้ระบบสัมปทานปิโตรเลียมนั้น  เป็นรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ที่มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หรือเมียนมา อีกทั้งระบบสัมปทานไม่ได้เลวร้ายจนทำให้รัฐต้องสูญเสียอธิปไตยทางด้านพลังงาน หรือเป็นการขายสมบัติชาติ ไม่ได้เปิดช่องให้ข้าราชการเข้าไปมีผลประโยชน์ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับต่างชาติ อย่างที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

    โดยพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ที่อยู่ในการพิจารณาของสนช.นั้น เป็นการยกร่างขึ้นโดยกลุ่มข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ ที่พยายามจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ จึงเลือกใช้ระบบสัมปทาน แบบเดียวกับที่ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้  โดยออกแบบให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุดและไม่ต้องเข้าไปรับความเสี่ยง ไม่ใช่ระบบแบ่งปันผลผลิตที่ประเทศผู้ล่าอาณานิคม  นำมาใช้กับประเทศเมืองขึ้นของตนเอง เพื่อที่จะให้ได้ส่วนแบ่งกลับคืนไปจำนวนมาก

    ความพยายามที่จะให้มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ของ สนช. บางคน อาจจะเป็นข้อเสนอที่สวนทางกับกระแสของโลก ที่รัฐพยายามจะลดบทบาทตัวเองลง โดยแยกเรื่องของการกำกับดูแล (regulator) ออกจากหน่วยปฏิบัติ (Operator)  เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบกันได้ โดยตัวอย่างจาก เวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก แต่เมื่อรัฐเข้าไปยึดกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐ และตั้งเป็นบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาจัดการเองทั้งหมด  ทำให้เอกชนไม่กล้าลงทุน และเคลื่อนย้ายการลงทุนออกไป  ในขณะที่การผลิตปิโตรเลียมในส่วนที่รัฐเข้ามาจัดการ ก็ไม่มีการพัฒนา และลดปริมาณลงเรื่อยๆ  เพราะขาดความรู้ ขาดบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เกิดสมองไหลไปทำงานที่อื่น  กรณีของประเทศไทย ก็อาจจะเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน

    กฎหมายปิโตรเลียมที่อยู่ในการพิจารณาแก้ไขของ สนช. ขณะนี้  นับเป็นการแก้ไขครั้งที่ 6 แล้วและถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ โดยหาก สนช. เลือกแก้ไขในหลักการนอกเหนือไปจากร่างที่รัฐบาลนำเสนอ หรือถ่วงเวลาการพิจารณาออกไปให้มีความล่าช้า  ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะพาประเทศเดินเข้าสู่วิกฤติพลังงาน ทำให้กระบวนการผลิตก๊าซในอ่าวไทยจากแหล่งสำคัญทั้งเอราวัณและบงกชหยุดชะงัก  ผลกระทบที่จะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ อาจจะมากเกินกว่าที่ สนช. ทั้งคณะจะรับผิดชอบไหว

Date : 30 / 11 / 2016

  • Date : 30 / 11 / 2016
    ส่อง 5 โรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศ อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไร

    ยังคงต้องรอฟังเสียงของคนในพื้นที่ที่แท้จริงให้ชัดเจนสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ. กระบี่ ว่าจะสามารถเดินหน้าโครงการได้หรือไม่ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปดำเนินการรับฟังความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งหากได้รับเสียงสนับสนุนอย่างชัดเจนก็จะเดินหน้าโครงการต่อไป แต่หากเสียงคัดค้านดังกว่า ก็จะได้พิจารณาหาแนวทางใหม่ในการสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าในภาคใต้ต่อไป

    สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP  2015 โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date –  COD)  ในเดือนมีนาคม 2562 แต่เสียงคัดค้านและกระบวนการต่างๆที่ตามมา ทำให้โครงการล่าช้าออกไปจากแผนเดิม โดยก่อนหน้านี้ คาดว่านายกฯจะตัดสินใจเดินหน้าโครงการในเดือนธันวาคม หลังได้รับรายงานจากคณะกรรมการไตรภาคีที่ตั้งขึ้นมาศึกษาข้อดี-ข้อเสียของโครงการตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งหากเป็นตามคาดดังกล่าว การจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ก็จะล่าช้าออกไปจากแผนเดิมเป็นปี 2565 แต่หลังจากนายกฯ สั่งชะลอการตัดสินใจและให้ไปฟังเสียงชาวบ้านอีกครั้งหนึ่ง แผนการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโรงไฟฟ้ากระบี่ หากสามารถก่อสร้างได้ ก็จะขยับออกไปอีกเป็นปี 2566  

    แม้มีกลุ่มประชาชนจำนวนหนึ่งที่คัดค้าน แต่ก็มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งให้การสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดกระบี่ ประกอบด้วยผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่รอบโครงการ ในอำเภอเหนือคลอง ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า ได้ยื่นหนังสือและรายชื่อผู้สนับสนุนกว่า 15,000  รายชื่อ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ซึ่งได้ถูกนำเสนอต่อนายกฯแล้ว แสดงให้เห็นว่าประชาชนในพื้นที่จำนวนไม่น้อย มีความเชื่อมั่นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินจะอยู่ร่วมกับชุมชนของพวกเขาได้อย่างไม่มีปัญหา เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะใช้เทคโนโลยีทันสมัยล่าสุดที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้กันอยู่ที่เรียกว่า Ultra Super Critical - USC ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซที่จะเป็นมลพิษต่อสภาวะแวดล้อมให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าที่มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

    สำหรับเทคโนโลยี USC ดังกล่าว หลายประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี ได้นำมาใช้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นยอมรับว่าสามารถจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซียมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีที่ใกล้เคียง แต่ก็สามารถบริหารจัดการให้อยู่ร่วมกับชุมชนได้ Energy News Center จึงถือโอกาสนำตัวอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 5 แห่ง ที่สื่อมวลชนได้เคยมีโอกาสไปศึกษาดูงานในช่วง 2-3 ปีที่ผ่าน มาให้ลองพิจารณาศึกษา ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีทันทันสมัยและมีระบบบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถร่วมกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าได้

     

    โรงไฟฟ้าดังจิน (Dangjin) เกาหลีใต้ : ต้นทุนค่าไฟต่ำ ชุมชนรับสวัสดิการ

    เกาหลีใต้มีการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิง โดยเน้นไปที่ถ่านหินและนิวเคลียร์ ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าของเกาหลีใต้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 110 วอนต่อหน่วย(ประมาณ3บาทเศษต่อหน่วย ต่ำกว่าประเทศไทย) โดยที่รัฐส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้ใช้ไฟฟ้าถูกกว่าภาคครัวเรือนคือประมาณ80วอนต่อหน่วย เพื่อให้อุตสาหกรรมหนักที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้น จึงยังคงให้ความสำคัญกับการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 70 วอนต่อหน่วย ในขณะที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเกาหลีใต้มีต้นทุนการผลิตที่ 60 วอนต่อหน่วย และก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 150 วอนต่อหน่วย

    สำหรับโรงไฟฟ้าดังจิน  เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ บริหารจัดการโดยบริษัท East West Power (EWP) เดิมเป็นโรงไฟฟ้าขนาด 4,000 เมกะวัตต์ มี 8 หน่วยการผลิต ใช้ทั้งถ่านหินลิกไนต์และบิทูมินัส ซึ่งนำเข้าทั้งหมดจากต่างประเทศเป็นเชื้อเพลิง เริ่มดำเนินการผลิตมาตั้งแต่พ.ศ.2542 ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 2,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2หน่วยการผลิต ทำให้โรงไฟฟ้าดังกล่าว กลายเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในเอเชีย

     

    โรงไฟฟ้าถ่านหิน Dangjin

    โรงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เทคโนโลยีที่ USC เช่นเดียวกับที่ กฟผ. จะมีการลงทุนที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตแต่ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงด้วย โดยก่อนการก่อสร้างก็มีปัญหาการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่เนื่องจากต้องมีการเวนคืนที่ดิน แต่บริษัทผู้ลงทุนมีวิธีการบริหารจัดการปัญหา และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่จนเกิดการยอมรับ ทำให้สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้สำเร็จ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่มีปัญหา โดยจะเห็นได้จากการย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่เป็นชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีอยู่ 100 ครัวเรือน เพิ่มเป็น 400 ครัวเรือน

    โรงไฟฟ้าดังจิน เข้ามามีบทบาทในการดูแลสวัสดิการและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของชุมชนรอบโรงไฟฟ้า  โดยจัดสรรเงินจากค่าไฟฟ้าให้กับกองทุนปีละประมาณ 5,400 ล้านบาท ซึ่ง 80% ดูแลประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าและอีก20% ดูแลทั้งชุมชนของเมืองดังจิน ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ก็มีโครงการที่จะก่อตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเช่นกันหากมีการก่อสร้าง

     

    โรงไฟฟ้ามัตซุอูระ ญี่ปุ่น: ชุมชนของ คน ทะเล ปลา และโรงไฟฟ้า

    โรงไฟฟ้ามัตซุอูระ (Matsuura Thermal Power Plant) ของบริษัท J Power  ขนาดกำลังการผลิตรวม 2,000 เมกะวัตต์  ตั้งอยู่ในเมืองมัตซุอูระ จังหวัดนางาซากิ  บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น มัตซุอูระเป็นเมืองเกษตรกรรม โดยชุมชนรอบโรงไฟฟ้าประกอบอาชีพประมงชายฝั่งและปลูกข้าวแบบขั้นบันได ใกล้ๆโรงไฟฟ้าถ่านหินมัตซุอูระมีโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทคิวชู อิเลคทริค เพาเวอร์อีกหนึ่งโรงที่ตั้งอยู่

    โรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้เทคโนโลยี USC และถ่านหินนำเข้า บิทูมินัส และซับบิทูมินัสเป็นเชื้อเพลิงเช่นเดียวกับที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะดำเนินการ โดยค่าควบคุมปากปล่องทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน  ฝุ่นละออง  อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้อยู่มากเช่นเดียวกัน ต่างกันที่โรงไฟฟ้ามัตซุอูระ ใช้ระบบการกองเก็บถ่านหินแบบกองในที่โล่ง ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะกองเก็บไว้ในอาคารปิด  โดยขี้เถ้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้ามัตซุอูระจะนำไปใช้ประโยชน์ด้วยการถมทะเล เนื่องจากคนในชุมชนมัตซุอูระไม่มีความความกังวลเรื่องขี้เถ้าจากกระบวนการผลิต แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะเอาไปทิ้งในบ่อฝังกลบ

    เมื่อมองจากมุมสูงบนภูเขาที่ห่างออกไป จะเห็นว่ามีการตั้งถิ่นฐานอยู่กันหนาแน่นรอบโรงไฟฟ้ามัตซุอูระ โดยตัวเลขทางการเผยว่ามีคนอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ ราว 22,000 คน นอกจากนี้ยังมีตลาดปลาที่ Yoshoku  Fish Farm อยู่ใกล้ๆกับโรงไฟฟ้า  ซึ่งเป็นตลาดปลาที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 8 ของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้น ยังมีการเลี้ยงปลาซาบะในกระชังในทะเลที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงไฟฟ้า โดยปลาซาบะจากเมืองมัตซุอูระ มีชื่อเสียงมากในประเทศญี่ปุ่น  เจ้าหน้าที่ประจำโรงไฟฟ้ามัตซุอูระ ชี้แจงว่า น้ำที่ปล่อยออกจากโรงไฟฟ้าลงสู่ทะเล ผ่านระบบการบำบัด มีอุณหภูมิที่สูงกว่าน้ำทะเลเล็กน้อย ทำให้ปลาชอบมาอาศัยอยู่ในน้ำทะเลใกล้โรงไฟฟ้า ดังนั้น จึงไม่กระทบต่ออาชีพประมงของชาวมัตซุอูระ จะเห็นได้จากปริมาณการจับปลาในแต่ละปีที่ไม่ได้ลดจำนวนลง  โดยปลาที่จับได้มีประมาณ 89,294 ตันต่อปี

    โรงไฟฟ้าถ่านหิน Mutsuura

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของโรงไฟฟ้าถ่านหินมัตซุอูระ ยอมรับว่าในช่วงแรกของการสร้างโรงไฟฟ้า ได้รับการต่อต้านจากคนในชุมชนกลุ่มหนึ่ง เพราะมีความกังวลว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินจะสร้างมลพิษ และปล่อยฝุ่นละอองที่กระทบกับความเป็นอยู่ของ ชุมชน  แต่เมื่อทางโรงไฟฟ้าชี้แจงข้อมูลให้เห็นถึงมาตรการการป้องกันต่างๆ คนที่คัดค้านก็มีความเข้าใจ  ซึ่งตั้งแต่โรงไฟฟ้าเริ่ม เดินเครื่องผลิตจ่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์  โรงไฟฟ้ากับชุมชนก็ไม่เคยมีปัญหาการร้องเรียน  และไม่มีการย้ายถิ่นฐานออกไป อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้ามัตซูอูระ ไม่ได้มีการตั้งกองทุนขึ้นมาเฉพาะเพื่อช่วยเหลือชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เพราะถือว่าโรงไฟฟ้าได้จ่ายภาษีให้กับรัฐเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดสวัสดิการด้านต่างๆให้กับประชาชนแล้ว 

     

    โรงไฟฟ้าจิมาห์ (Jimah) มาเลเซีย : เลือกถ่านหินลดต้นทุน ส่งออกก๊าซฯสร้างรายได้

    มาเลเซียถือเป็นประเทศปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติยังมีมาก แต่ได้มีการปรับนโยบายที่จะใช้ถ่านหินนำเข้าที่มีต้นทุนที่ถูกกว่ามาผลิตไฟฟ้า และหันไปส่งออกก๊าซธรรมชาติในรูปก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เพื่อเป็นรายได้ในกับประเทศแทน ทำให้ สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของมาเลเซีย มีถ่านหินเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดคือราวร้อยละ 45 และก๊าซธรรมชาติราวร้อยละ  43 ที่เหลือคือน้ำมันและพลังน้ำในสัดส่วนราวร้อยละ 6 เท่าๆกัน

    ปัจจุบันอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศมาเลเซีย เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.1บาทต่อหน่วย ซึ่งยังสูงกว่าประเทศไทยที่มีอัตราค่าไฟฟ้า เฉลี่ยอยู่ที่ 3.76 บาทต่อหน่วย แต่ในอนาคต หากไทยไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและต้องมีการนำเข้า LNG มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า กฟผ. ได้ประเมินว่าอัตราค่าไฟฟ้าของไทยจะแซงมาเลเซียไปอยู่ที่ประมาณ 6 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน  

    โรงไฟฟ้า Jimah และกองถ่านหิน

    โรงไฟฟ้าจิมาห์ เป็นโรงไฟฟ้าของบริษัท Jimah Energy Venture  ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้ามาเลเซีย  มีกำลังการผลิตรวม 1,400 เมกะวัตต์ เริ่มขั้นตอนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อปี พ.ศ.2548 ใช้เวลาการก่อสร้างโครงการ 4 ปี จนสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์ ได้ในปี พ.ศ. 2552  ตั้งอยู่ติดกับชายฝั่งทะเล เพื่อความสะดวกในการขนถ่ายถ่านหินนำ โดยเข้าโรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้ถ่านหินประเภท บิทูมินัส และซับบิทูมินัส นำเข้าจากอินโดนีเซียและออสเตรเลียเป็นเชื้อเพลิง และแม้ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสุดอย่าง USC เนื่องจากก่อสร้างก่อนที่จะมีเทคโนโลยีดังกล่าว แต่ก็ได้เทคโนโลยี Sub-Critical Boiler ซึ่งติดตั้งระบบป้องกันมลภาวะสิ่งแวดล้อม  ทั้งเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulphurisation- FGD) และเครื่องดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิตย์ (Electrostatic Precipitator-ESP)  ที่สามารถดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี  และระบบการลำเลียงถ่านหินไปยังโรงไฟฟ้าจะเป็นระบบปิดทั้งหมด จึงไม่เป็นเป็นปัญหากับชุมชน  ทั้งนี้ บริษัทยังมีการเตรียมพื้นที่เพื่อขยายกำลังการผลิตในอนาคต อีกกว่า 2,000 เมกะวัตต์  

     

    โรงไฟฟ้าถ่านหินในเยอรมัน : ยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจ

    ประเทศเยอรมนีนับเป็นหนึ่งในประเทศต้นแบบที่มีการส่งเสริมเรื่องของพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินดำเนินการอยู่ควบคู่กันไป และเสียงจากภาคเอกชนผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเหมืองถ่านหินและไฟฟ้าก็สะท้อนว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินยังมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจเยอรมัน โดยปัจจุบันการผลิตไฟฟ้ากว่าร้อยละ 40 ของเยอรมันมาจากเชื้อเพลิงถ่านหิน และแม้ว่ารัฐบาลเยอรมันจะได้จัดทำ Climate Action Plan หรือแผนปฏิบัติการด้านสภาวะอากาศ ซึ่งได้ระบุว่าต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งจากปริมาณที่ปล่อยในปัจจุบันภายในปี 2030 แต่ในแผนดังกล่าวก็ยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมและระยะเวลาที่แน่ชัดว่าเยอรมันจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินลงอย่างไรและเมื่อใด นอกจากนั้น ผู้ประกอบการด้านพลังงานและสมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้อง ยังออกมาคัดค้านแผนการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดย นาย Hermann Oppenberg ซึ่งเป็นผู้บริหารเหมืองถ่านหิน Hambach ซึ่งเป็นเหมืองเปิดลิกไนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในเยอรมัน กล่าวกับสื่อท้องถิ่นของเยอรมันว่า “รัฐสวัสดิการของเราต้องพึ่งพิงพลังงานราคาถูกอยู่มาก และเหมืองลิกไนต์ก็ได้ทำหน้าที่นำส่งพลังงานราคาถูกนี้อย่างมั่นคงและสม่ำเสมอ”

    สื่อมวลชนได้เคยมีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าในเยอรมัน 2 แห่ง โรงแรก คือ โรงไฟฟ้าไมโนวา (Mainova HKW West)  ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง มีขนาดกำลังการผลิต 124 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไมน์ และชุมชนในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต  โดย ในแต่ละวันจะมีเรือขนถ่ายถ่านหินล่องมาตามแม่น้ำไมน์มายังโรงไฟฟ้า และถูกเทกองเอาไว้ในลานเก็บถ่านหิน ซึ่งเป็นระบบเปิดที่สามารถมองเห็นกองถ่านหินลิกไนต์ได้ด้วยสายตา  โรงไฟฟ้าแห่งนี้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2533

    โรงไฟฟ้าถ่านหิน Mainova

    ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งที่สอง อยู่ในเมืองนีเดอร์เราเซ็ม (Niederaussem)  เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ กำลังการผลิตรวมประมาณ 3,680 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ใกล้กับเหมืองลิกไนต์ และมีการลำเลียงขนส่งลิกไนต์จากเหมืองด้วยระบบสายพานมายังโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ใกล้กับชุมชน  โดยเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ มาตั้งแต่ปี 2506 ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้นของการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแห่งนี้เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ก็มีปัญหากับชุมชนเช่นกัน เนื่องจากเทคโนโลยีที่ใช้ยังไม่สามารถที่จะกำจัดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์  คาร์บอนไดออกไซด์ และฝุ่นละออง ที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้ดีเพียงพอ  แต่ต่อมาบริษัทได้มีการนำเทคโนโลยีถ่านหินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง  ควบคู่ไปกับการชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งเมื่อพิสูจน์ได้ว่าโรงไฟฟ้าปล่อยสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน คนในชุมชนก็มีความเข้าใจ และอยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าได้ เพราะเห็นถึงประโยชน์ที่ชุมชนได้รับจากการจ้างงาน และการจ่ายภาษีให้กับรัฐ นอกจากนั้น ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแห่งนี้ได้พัฒนาระบบวิศวกรรมสำหรับโรงไฟฟ้าลิกไนต์ หรือที่เรียกว่า BoA ซึ่งช่วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตขึ้นได้ถึง 43% และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงอีกถึงปีละกว่า 3 ล้านตัน ซึ่งสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ และฝุ่นละออง ที่ปล่อยออกมาก็ลดลงถึง 30% ซึ่งโรงไฟฟ้าก็ได้ริเริ่ม Coal Innovation Center หรือศูนย์นวัตกรรมถ่านหินขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดและจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

    โรงไฟฟ้าถ่านหิน Niederaussem กับชุมชนโดยรอบ

    จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีที่เหมาะสม การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการดูแลส่งเสริมชุมชมรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าอย่างจริงใจ และการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งเพื่อปรับปรุงการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมชุมชนรอบโรงไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการสื่อสารทำความเข้าใจกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินในหลายประเทศอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ซึ่ง กฟผ. และกระทรวงพลังงาน อาจจะพิจารณานำมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้ากระบี่ หากในที่สุดสามารถเดินหน้าโครงการได้ตามแผน